หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมมาตา > ทำดี แต่ไม่คาดหวังผลแห่งความดี
กลับหน้าแรก
 

วารสารธรรมมาตา
ปีที่ ๑๕ ฉบับที่ ๒

ทำดี แต่ไม่คาดหวังผลแห่งความดี
พระไพศาล วิสาโล

การทำความดี ช่วยเหลือผู้อื่นเป็นหน้าที่ของเรา ส่วนคนที่เราช่วยนั้นจะเห็นคุณค่าของเราหรือไม่ เป็นเรื่องของเขา อันนี้ใช้ได้กับกรณีอื่น ๆ ด้วย เวลาเราช่วยเหลือใคร ช่วยเขาให้เต็มที่ ส่วนเขาจะสำนึกบุญคุณของเรา หรือเห็นคุณค่าของเราหรือไม่ เป็นเรื่องของเขา  ถ้าเราโกรธเขาเราก็จะเป็นทุกข์มากขึ้น   เมื่อช่วยใครไปแล้ว อย่าไปคาดหวังว่าเขาจะเห็นคุณค่าของเราหรือไม่  หลายคนช่วยคนอื่นแล้วก็เป็นทุกข์เพราะเหตุนี้  

ขอให้เราตระหนักว่า การทำความดีเป็นหน้าที่ของเรา ส่วนการสำนึกบุญคุณเป็นหน้าที่ของเขา ถ้าเขาไม่ทำก็เป็นเรื่องของเขา วิบากกรรมก็จะเกิดกับเขาเอง เราจะไปโกรธ หรือเรียกร้องให้เขาตอบแทนทำไมกัน บ่อยครั้งที่เราเรียกร้องจากเขาจนกระทั่งกลายเป็นคาดคั้น กดดันเขาไม่หยุดหย่อน ทำให้ความสัมพันธ์แย่ลง อันที่จริงบางครั้งเขาก็ตอบแทนแล้ว แต่เราต้องการมากกว่านั้น  เช่นเขาให้ ๑๐ แต่เราคาดหวัง ๒๐ เราก็เลยผิดหวังไม่พอใจ หรือโกรธเคืองเขา  การคาดหวังการตอบแทนจากคนที่เคยช่วยเหลือ บั่นทอนความสัมพันธ์ของผู้คนมาเยอะแล้ว

เวลาเราทำความดี อย่าไปคาดหวัง ว่าเขาจะต้องตอบแทนหรือสำนึกบุญคุณของเรา หน้าที่ของเราคือการทำความดีในฐานะที่เป็นลูก คุณธรรมของลูกคือความกตัญญูต่อพ่อแม่ ทำให้เต็มที่ ส่วนเขาจะเห็นหรือไม่ เป็นเรื่องของเขา แต่ในที่สุดเชื่อว่าเขาก็จะเห็น ขอให้เราทำความดีด้วยความจริงใจ

 

มีความหวังได้ แต่อย่าคาดหวัง

อย่าคาดหวัง แต่ขอให้มีความหวัง นี้เป็นหลักการที่มีประโยชน์มาก ใช้ได้กับความสัมพันธ์มากมาย รวมทั้ง รวมถึงการดูแลผู้ป่วยด้วย อย่าไปคาดหวังว่าเขาจะหาย อย่าไปคาดหวังว่าเขาจะต้องทำตามที่เราแนะนำ แต่ให้เรามีความหวัง และที่สำคัญเราต้องยอมรับตัวเองด้วย ไม่ใช่แค่ยอมรับเขา ไม่ใช่แค่ยอมรับความอ่อนแอของเขา แต่เราต้องยอมรับความอ่อนแอของตัวเองด้วย 

คนที่ดูแลผู้ป่วยมา 10 ปี ตลอด 24 ชั่วโมง แทบไม่มีเวลาพัก แล้วบางทีตัวเองยังมีลูก มีภาระ หรือต้องทิ้งอนาคต จึงเป็นธรรมดามากที่จะมีความคิดแวบหนึ่งขึ้นมาว่า “เมื่อไหร่เขาจะตายสักที”  อย่าไปคิดว่า คุณเป็นคนเลวที่มีความคิดแบบนี้ เพราะหลายคนก็คิดแบบคุณ อย่าไปจริงจังกับความคิดนี้มาก มันแค่เกิดขึ้นในช่วงเวลาแวบหนึ่งในยามที่หงุดหงิด ในยามที่น้อยใจ คนส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเขาจะยอมรับหรือไม่

แม่คนหนึ่งดูลูกซึ่งนอนเป็นผักนานนับสิบปี เธอยังมีลูกอีกหลายคนที่ต้องดูแล แต่ต้องเสียเวลาไม่ใช่น้อยกับการดูแลลูกคนนี้ วันหนึ่งเธอกลัดกลุ้มและคับแค้นมากถึงกับพูดต่อหน้าลูกที่ป่วยว่า “เมื่อไหร่แกจะตายสักที”  หลายปีต่อมาลูกคนนี้ฟื้นขึ้นมา  แม่ดีใจมาก แล้ววันหนึ่งลูกก็ถามแม่ว่า แม่พูดประโยคนี้จริงไหม แม่ถึงกับร้องไห้ และขอโทษลูกที่พูดประโยคนั้นออกไป   แม่คงไม่รู้ว่าคนที่เป็นผักนั้น แม้จะพูดไม่ได้ แสดงอากัปกิริยาไม่ได้ แต่เขายังได้ยิน  ผู้ดูแลพูดอะไรไป เขาได้ยินหมด

เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ที่อังกฤษมีการทดสอบดูว่า คนที่นอนเป็นผักเวลาเราพูดอะไรเขารู้เรื่องไหม หมอพูดกับคนไข้หลายคนที่เป็นผัก โดยให้เขาจินตนาการว่ากำลังเล่นเทนนิสบ้าง กำลังเดินรอบห้องบ้าง ระหว่างนั้นก็มีการสแกนสมองด้วยเครื่อง functional MRI  เขาพบว่า สมองส่วนที่รับรู้ภาษาของผู้ป่วยซึ่งนอนเป็นผัก ยังทำงานเป็นปกติ  และสมองที่ควบคุมอวัยวะเช่น แขน ขา คือ premotor cortex ก็ทำงาน แสดงว่าเขาได้ยินและเข้าใจที่หมอพูด  น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือเมื่อนำผลสแกนสมองของคนที่ป่วยเป็นผักไปเปรียบเทียบกับของคนปกติที่ได้รับคำสั่งเดียวกัน ปรากฏว่า ไม่สามารถแยกออกว่าผลสแกนสมองอันไหนเป็นของผู้ป่วยที่ป่วยเป็นผัก อันไหนเป็นของคนปกติ หมายความว่าสมองของผู้นอนเป็นผัก เหมือนคนปกติ เพียงแต่เขาพูดออกมาไม่ได้ หรือสั่งแขนและขาให้ทำงานไม่ได้เหมือนคนปกติ 

พระอาจารย์อมโร เจ้าอาวาสวัดอมราวดีที่ประเทศอังกฤษ เล่าว่า โยมยายนอนเป็นผักมา 4 ปี วันหนึ่งหมอพบว่ายายมีอาการหนัก หมอบอกว่าต้องผ่าตัดใหญ่ ลูก ๆ ของยายก็คือ โยมแม่ โยมน้าของท่านมาประชุมกัน แล้วสรุปว่าไม่ให้ผ่าเพราะคุณยายอายุมากแล้ว  พอประชุมกันเสร็จจู่ ๆ คุณยายก็พูดขึ้นมาว่า thank you ตลอด ๔ ปีที่ป่วย คุณยายพูดแค่ ๒ คำเท่านั้น คือ  thank you  หลังจากนั้น 2-3 วันก็เสียชีวิต อันนี้แสดงว่าคุณยายได้ยินที่ลูกพูดคุยกัน และคงทุกข์กับความเจ็บป่วยมานาน จึงดีใจที่ลูก ๆ ตกลงไม่ให้หมอผ่า

ย้อนมายังกรณีแม่ที่มีความคิดแวบหนึ่งว่า อยากให้ลูกที่นอนเป็นผัก ตายสักที เพื่อแม่จะได้ไปดูแลลูกคนอื่น การที่แม่คิดแบบนี้ เป็นวิสัยของปุถุชน อย่าไปคิดว่าผิดบาป ตราบใดที่มันเป็นแค่ความคิดชั่ววูบซึ่งเกิดจากความเครียด  แต่หลายคนทำใจไม่ได้ว่าทำไมตัวเองคิดแบบนี้ จึงโทษตัวเองว่าเป็นคนเลว คิดแบบนี้ได้อย่างไร "ไม่มีใครเลวเท่าฉันอีกแล้ว"  อาตมาอยากบอกว่า ความคิดแบบนี้เกิดขึ้นกับคนมากมาย ไม่ได้เกิดกับคุณคนเดียว  มันเป็นธรรมดาของคนเราเวลามีความเครียด กดดัน เพราะฉะนั้นอย่าประณามหรือลงโทษตัวเองที่คิดแบบนี้  ข้อสำคัญคือ ให้มันเป็นแค่ความคิดเฉย ๆ  แล้วก็รู้ทันมัน ไม่ทำตามมัน

หลวงพ่อคำเขียนพูดเสมอว่า “คิดดีก็ช่าง คิดชั่วก็ช่าง” เวลาเจริญสติ ก็มีความคิดทั้งดีและชั่ว ผุดขึ้นมา  เราก็แค่ดูมันเฉย ๆ  มันเป็นแค่ความคิด ไม่ใช่ตัวเรา  อย่าไปลงโทษตัวเองที่มีความคิดแบบนี้  อย่าตัดสินว่าตัวเองเลวที่มีความคิดแบบนี้  หาไม่เราจะดูแลคนป่วยด้วยความทุกข์  ความคิดแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดา ในยามที่เราเครียดจนลืมตัว   เมื่อรู้ตัว  ก็ให้อภัยตัวเองที่มีความคิดแบบนี้ 

การให้อภัยตัวเองเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ดูแล  แม้จะไม่มีความคิดแบบนี้เกิดขึ้น ก็อาจมีการกระทำหรือคำพูดบางอย่างที่หลุดออกมา เช่น ต่อว่าพ่อแม่ หรือขึ้นเสียงกับท่าน เมื่อท่านไม่ทำตามคำแนะนำ ของเรา เช่น แอบกินอาหารรสจัดทั้ง ๆ ที่ไตวาย หรือแอบกินข้าวขาหมู ทั้ง ๆ ที่เป็นโรคหัวใจ หรือแอบสูบบุหรี่ทั้ง ๆ ที่เป็นมะเร็งปอด  เป็นธรรมดาที่เราจะลืมตัวทำแบบนี้ เพราะหวังดีกับท่าน จนโมโหที่ท่านไม่เป็นไปดั่งใจเรา

 

ความปรารถนาดีกลายเป็นสิ่งตรงข้าม

เป็นการดีถ้าเราเตือนตัวเองอยู่เสมอ ว่าบ่อยครั้งคนเรามักจะทำร้ายคนอื่นในนามของความปรารถนาดี  ยิ่งหวังดีกับใครมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเผลอทำร้ายเขาเมื่อเขาไม่ทำตามความหวังดีของเรา  แม้ไม่ได้ทำร้ายร่างกายเขา แต่ก็ทำร้ายจิตใจเขาด้วยคำพูด  ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะความยึดติดถือมั่นในความคิดของตน หรือยืนกรานในความหวังดีของตน ดังนั้นสิ่งที่ควรเตือนตนเสมอคือ อย่ายึดติดถือมั่นกับความเห็นของเรามากนัก แม้ความเห็นหรือคำแนะนำของเราจะถูก เพราะเราอ่านตำรามา หรือได้คำแนะนำจากหมอมาก็ตาม 

หลวงพ่อเฟื่อง โชติโก ลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ท่านพูดเตือนสติได้ดีมากว่า “แม้ความเห็นของเราจะถูก แต่ถ้ายึดเข้าไว้ มันก็ผิด”  ที่ว่าผิดก็เพราะ  ทันทีที่ยึดมันก็เกิดตัวกูของกูขึ้นมา   คำแนะนำของเราแม้จะเกิดจากความปรารถนาดี อยากให้พ่อแม่สุขภาพดีขึ้น  แต่ถ้ายึดมั่นถือมั่นมากเกินไป  จะเกิดปัญหาทันที เช่น ยัดเยียดให้ท่านกินอาหาร ทั้ง ๆ ที่ท่านอยู่ในระยะท้าย ร่างกายไม่รับอาหารแล้ว แต่ลูกก็ยังบังคับด้วยการfeed อาหารให้ท่าน ทำให้ท่านทุกข์ทรมาน  กลายเป็นโทษมากกว่าคุณ  หรือพอแนะนำไปแล้ว ท่านไม่ทำตาม ก็โกรธ ต่อว่าท่าน  ถามว่าที่โกรธก็เพราะท่านไม่ทำตามคำแนะนำของเราใช่ไหม โกรธที่ท่านไม่เชื่อฟังเราใช่ไหม  ดูเผิน ๆ เหมือนว่าเราทำเพื่อท่าน แต่ที่จริงเราทำเพื่อตัวเองมากกว่า  

เส้นแบ่งอันนี้มันบางมาก ทำเพื่อเขา กับ ทำเพื่อเรา  บ่อยครั้งเราคิดว่าทำเพื่อผู้ป่วย จึงโกรธเพราะเป็นห่วงท่าน แต่ลึก ๆ เราโกรธที่ท่านไม่เชื่อเรา ไม่ทำตามคำแนะนำหรือคำสั่งของเรา   กลายเป็นเรื่องตัวกูของกูไป   ถ้าเราเป็นห่วงท่าน ปรารถนาดีต่อท่านจริง ๆ ควรเอาท่านเป็นศูนย์กลาง มองจากมุมของท่าน พยายามเข้าใจท่าน ถ้าเราเข้าใจท่าน  ท่านจะกินข้าวเหนียวทุเรียนบ้าง ก็ไม่เป็นไร เพราะบางคนแค่ได้แตะ ๆ นิดหน่อยก็มีความสุขแล้ว

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved