หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมมาตา > วิถีสู่ชีวิตที่ดีงาม
กลับหน้าแรก
 

วารสารธรรมมาตา
ปีที่ ๑๔ ฉบับที่ ๑

วิถีสู่ชีวิตที่ดีงาม
พระไพศาล วิสาโล

ในทัศนะของชาวพุทธ จุดมุ่งหมายของชีวิตสามารถสรุปด้วยประโยคสั้นๆ ของท่านอาจารย์พุทธทาสที่ว่า “ชีวิตที่ดี คือ ชีวิตที่สงบเย็น และเป็นประโยชน์” ข้อความนี้กินความหมายครบถ้วนมาก  

“สงบเย็น” หมายถึง จิตใจที่ไม่มีความทุกข์  ไม่มีความรุ่มร้อน เพราะไม่ถูกกิเลสรบกวน รังควาน ยิ่งปลอดจากกิเลสได้ยิ่งดี เพราะความรุ่มร้อนในจิตใจเกิดขึ้นได้เพราะมีกิเลสมารบกวน  ทำให้จิตใจไม่มีความสงบเย็น ไม่มีความสุข  แน่นอนว่าทุกชีวิตต้องการความสุข  แต่ความสุขมีหลายชนิด หลายระดับ หลายประเภท แล้วสุขอะไรที่ประเสริฐสุด  พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี” และความสงบสูงสุดก็คือ นิพพาน แต่หากยังไปไม่ถึงขั้นนั้น อย่างน้อยก็ควรดูแลรักษาใจไม่ให้กิเลสมารบกวน ไม่ปล่อยให้ความโลภ โกรธ หลงมารังควานจิตใจ 

“สงบเย็น” เช่นนี้ ทำให้ความเห็นแก่ตัวลดลง จึงบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นได้มากมาย   ยิ่งบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นมากเท่าใด ชีวิตก็ยิ่งมีคุณค่ามากเท่านั้น  แต่จะบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นได้มากก็ต่อเมื่อเราเข้าถึงความสงบเย็นในจิตใจ   “สงบเย็น” นั้นหมายถึงประโยชน์ตน ส่วนคำว่า “เป็นประโยชน์” หมายถึง ประโยชน์ท่าน 

พุทธศาสนามองว่าชีวิตที่ดีคือ ชีวิตที่ถึงพร้อมทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ถ้าเกิดประโยชน์ตน  คือจิตใจสงบเย็น แต่ไม่ได้ก่อประโยชน์ท่านเลย ยังไม่ถือว่าเป็นชีวิตที่ครบถ้วนสมบูรณ์  ในทางตรงข้ามแม้ทำประโยชน์ท่าน แต่ไม่เกิดประโยชน์ตน  คือทำเพื่อผู้อื่น ช่วยเหลือเกื้อกูลส่วนรวม แต่จิตใจตัวเองรุ่มร้อน ไม่มีความสุข เช่น ไปออกโรงทาน ช่วยเหลือผู้คน แต่จิตใจหงุดหงิด รำคาญ จนถึงขั้นทะเลาะเบาะแว้งกับคนรอบข้าง อย่างนี้ก็ไม่ถูก ต้องถึงพร้อมทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน โดยประโยชน์ตนที่ประเสริฐที่สุด คือ ความสงบเย็น และประโยชน์ตนสูงสุดก็คือ นิพพาน 

ในทัศนะของพุทธศาสนา ประโยชน์ตนจะถึงพร้อมจนกระทั่งสัมผัสกับความสงบเย็นได้ก็เพราะปัญญา เมื่อปัญญาถึงพร้อม เห็นแจ้งในสัจธรรม  รู้ว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่มีอะไรที่จะยึดมั่น ถือมั่นได้ ก็ปล่อยวาง เมื่อไม่ยึดติด ถือมั่นในสิ่งใดว่าเป็นตัวเป็นตน กิเลสก็ไม่มีที่ตั้ง ความทุกข์ โดยเฉพาะความทุกข์ใจก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะความทุกข์ใจนั้น ถึงที่สุดแล้วเกิดจากความยึดติดถือมั่นในตัวตน รวมทั้ง ยึดอยากให้เที่ยง อยากให้สุข อยากให้เป็นของเรา หรืออยู่ในอำนาจของเรา ปัญญาที่ถึงพร้อมจะนำไปสู่ความสงบเย็น และเมื่อไม่มีความยึดติดถือมั่นในตัวตน ความเห็นแก่ตัวไม่มี ความกรุณาก็จะเจริญงอกงาม นำไปสู่การบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่นอย่างเต็มที่และอย่างแท้จริง 

ฉะนั้น “สงบเย็นและเป็นประโยชน์” ในด้านหนึ่ง หมายถึง การถึงพร้อมด้วยประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน และอีกด้านหนึ่งหมายถึง การถึงพร้อมทั้งปัญญาและกรุณา พระพุทธเจ้าทรงเป็นแบบอย่างของผู้ที่ถึงพร้อมทั้งปัญญาและกรุณา ดังที่เราทราบดีว่าพุทธคุณหรือคุณสมบัติของพระพุทธเจ้ามี ๒ ประการ คือ พระปัญญาคุณ และพระกรุณาคุณ ส่วนพระวิสุทธิคุณนั้นเพิ่มมาทีหลัง  ในเมื่อชาวพุทธมีพระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่าง  ปณิธานสูงสุดของชาวพุทธจึงได้แก่การเจริญรอยตามพระองค์ นั่นคือการพัฒนาตนให้ถึงพร้อมทั้งปัญญาและกรุณา เมื่อปัญญาถึงพร้อมก็เกิดความสงบเย็น และเมื่อความกรุณาถึงพร้อมการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่นย่อมเกิดขึ้นตามมา คำว่า “สงบเย็นและเป็นประโยชน์” จึงกินใจความสำคัญของพุทธศาสนา โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงอุดมคติของชีวิต 

เมื่อเราเห็นชัดว่าจุดมุ่งหมายของชีวิตคือ ความสงบเย็น และประโยชน์  คราวนี้เราก็มาสู่การออกแบบชีวิต ชีวิตของคนเรามีอยู่ ๓ ส่วนใหญ่ๆ คือ กาย ใจ และ ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และสิ่งอื่น “ผู้อื่น”หมายถึงคนในครอบครัว พ่อแม่ ลูกหลาน ญาติพี่น้อง ไปจนถึงเพื่อนมนุษย์หรือสังคมส่วนรวม นอกจากความสัมพันธ์กับคนแล้ว เรายังมีความสัมพันธ์กับสิ่งของ ปัจจัยสี่ วัตถุสิ่งเสพ เพราะเราทุกคนต้องมี แม้กระทั่งพระเองยังต้องมีบริขาร ๘  “สิ่งอื่น” ยังรวมไปถึงสรรพสัตว์ รวมไปถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เมื่อเราจะวางแผนชีวิตก็ต้องทำให้ ๓ ส่วนนี้ เจริญงอกงามอย่างสมดุลกัน คือสมดุลกันทั้งกาย ใจ และความสัมพันธ์ 

ชีวิตที่สงบเย็น และเป็นประโยชน์จะเกิดขึ้นได้ ต้องพัฒนา ๓ ส่วนนี้ให้เจริญงอกงาม จะเห็นได้ชัดว่าถ้าเราพัฒนากาย กับใจให้ดี จะเกิด “สงบเย็น” ได้ง่ายขึ้น และถ้าเราพัฒนาความสัมพันธ์ ก็จะทำให้ “ประโยชน์” หรือ การช่วยเหลือเกื้อกูลผู้คนและสิ่งแวดล้อม เป็นไปด้วยดี

เมื่อเรารู้ว่าชีวิตของเราควรเป็นไปเพื่อความสงบเย็นและเป็นประโยชน์ เราต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทั้ง ๓ ส่วนนี้ วิธีการดังกล่าวพุทธศาสนาเรียกว่า “ไตรสิกขา” หรือ ศีล สมาธิ และปัญญา  โดยเราควรจัดเวลาให้กับการพัฒนาดังกล่าว อย่างครบถ้วนและได้สมดุล แต่ปัญหาของคนส่วนใหญ่ก็คือ ทั้งๆ ที่รู้ว่าดี แต่พอถึงเวลาจะลงมือปฏิบัติ หลายคนมักบอกว่าไม่มีเวลา  ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม 

คำว่า “ไม่มีเวลา” เป็นปัญหาใหญ่ของคนยุคนี้ ส่วนหนึ่งเป็นข้ออ้าง อีกส่วนหนึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เพราะเราไม่รู้จักจัดลำดับความสำคัญ เวลาส่วนใหญ่ของเรามักจะหมดไปกับสิ่งที่เร่งด่วน หรือมีเส้นตาย มีกำหนดเสร็จที่แน่นอน เช่น งานการ พรุ่งนี้ต้องเสร็จ อาทิตย์หน้าต้องส่งงาน 

สิ่งที่เร่งด่วนนั้นมี ๒ ประเภท คือ ๑.ด่วนและสำคัญ กับ ๒.ด่วนแต่ไม่สำคัญ ด่วนและสำคัญ เช่น งานที่ต้องทำให้เสร็จพรุ่งนี้ หรือ ป่วยหนักต้องรีบไปหาหมอวันนี้ ส่วนด่วนแต่ไม่สำคัญ เช่น คืนนี้มีมิดไนท์เซลที่ห้างดัง  ต้องไป หรือ คืนนี้มีประกวดนางงามจักรวาล มีการถ่ายทอดตอนสุดท้ายของละครบุพเพสันนิวาส ต้องดู อย่างอื่นเอาไว้ก่อน บางครั้งก็เป็นงานสังคม เช่น งานเลี้ยงมะรืนนี้ เราหมดเวลาส่วนใหญ่ไปกับสิ่งที่ด่วน ทั้งที่สำคัญและไม่สำคัญ

ส่วนสิ่งที่ไม่ด่วนแต่สำคัญคืออะไร ได้แก่ การฝึกฝนจิตใจ ทำสมาธิ หรือจิตภาวนาและปัญญาภาวนา รวมทั้งการให้เวลากับครอบครัว เช่น เยี่ยมเยียนพ่อแม่ สนทนากับลูก การออกกำลังกาย  สิ่งเหล่านี้ แม้รู้อยู่ว่าสำคัญ แต่หลายคนชอบผัดผ่อนว่า ทำวันหลังก็ได้ เอาไว้ก่อน สุดท้ายก็ไม่ได้ทำเพราะไม่มีเวลา หรือหมดโอกาสเสียแล้ว เช่น อยากจะมีเวลาให้พ่อแม่แต่ผลัดไปเรื่อย จนท่านจากไป หรือรู้ว่าควรปฏิบัติธรรมแต่ก็ผลัดไปเรื่อย จนล้มป่วย เลยไม่สามารถทำอย่างที่คิดได้  เป็นเช่นนี้กันมาก 

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรารู้ว่าสำคัญ แต่ก็ไม่ได้ทำ เพราะอะไร? เพราะงานด่วนเอาเวลาไป? ที่จริงมันไม่ได้เอาเวลาไป แต่เป็นเพราะเราจัดเวลาไม่เป็น ฉะนั้น ถ้าเราตระหนักว่าสาเหตุที่แท้อยู่ที่เราจัดเวลาไม่เป็น  ก็ควรมาแก้ที่ตรงนี้ คือจัดเวลาให้กับสิ่งที่สำคัญแม้ไม่ด่วนได้ ไม่ใช่ปล่อยเวลาให้หมดไปกับสิ่งที่ด่วน ทั้งสำคัญและไม่สำคัญ จนไม่เหลือสำหรับอย่างอื่น แต่จะจัดเวลาให้กับสิ่งเหล่านี้ได้ถูกต้องเหมาะสมและครบถ้วน ก็ต้องรู้จักจัดลำดับความสำคัญให้ดี เช่น อะไรที่สำคัญมาก ควรมาก่อน และให้เวลามาก ๆ อะไรที่สำคัญน้อย หรือไม่สำคัญ ควรมาทีหลัง หรือให้เวลาน้อยกว่า

สิ่งที่สำคัญแม้ไม่ด่วน ได้แก่ จิตภาวนา ปัญญาภาวนา หรือศีลภาวนา รวมไปถึงกายภาวนา เช่น การออกกำลังกาย มันไม่ใช่งานเร่งด่วน ผัดผ่อนได้ก็จริง แต่เราก็อย่าเอาแต่ผัดผ่อน ควรหาโอกาสทำทุกวันหรือทุกอาทิตย์ แม้นิดหน่อยก็อย่างดี  เช่น กำหนดว่าเราจะเจริญสติ ทำสมาธิ ทุกวัน เมื่อตื่นเช้าหรือก่อนนอน วันละ ๑๐ นาทีหรือครึ่งชั่วโมง   ขณะเดียวกันก็จะให้เวลากับการออกกำลังกาย เช่น วิ่ง หรือ โยคะ ทุกวัน ๆ ละครึ่งชั่วโมง เช้าหรือเย็น ก็แล้วแต่  รวมทั้งจัดเวลาไว้สำหรับคนในครอบครัวทุกวันหรือทุกเสาร์-อาทิตย์  เช่น กินอาหารด้วยกัน หรือไปเยี่ยมเยียนพ่อแม่  นอกจากนั้นควรจัดเวลาให้กับการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม รวมทั้งการทำงานเพื่อส่วนรวม ช่วยเหลือผู้อื่น หรือการทำบุญด้วย  ทั้งหมดนี้เรียกรวม ๆ ว่า สิ่งที่ไม่ด่วนแต่สำคัญ

พูดง่าย ๆ คือ ทำตารางประจำวันและประจำอาทิตย์ ว่า จะทำอะไร ช่วงไหน นานเท่าใด โดยให้ครอบคลุมทั้ง สิ่งที่ด่วนและสำคัญ  สิ่งที่ด่วนแต่ไม่สำคัญ  รวมทั้งสิ่งที่ไม่ด่วนแต่สำคัญ ดังที่กล่าวมา  และมีเวลาเหลือบ้างสำหรับสิ่งที่ไม่ด่วนและไม่สำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งชูรสหรือสิ่งที่เป็นสีสันของชีวิต 

ถ้ารู้จักบริหารเวลา และลำดับความสำคัญของสิ่งต่าง ๆในชีวิตได้อย่างถูกต้อง ชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่เราได้ไม่ยาก

 

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved