หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมมาตา > ฝากใจไว้กับสติ
กลับหน้าแรก

วารสารธรรมมาตา
ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๒

ฝากใจไว้กับสติ
พระไพศาล วิสาโล

สติ หมายถึง ความระลึกได้  ความจำได้ ตรงข้ามกับความหลงลืม  เรามีความระลึกได้อยู่แล้วเป็นปกติ เช่น จำเบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนได้ จำทางกลับบ้านของตัวเองได้ จำเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เคยร่ำเรียนมาได้ นี่เป็นเพราะสติ  บางครั้งเราระลึกได้เพราะตั้งใจนึก แต่บางครั้งก็ระลึกขึ้นมาได้เอง  เช่น กำลังทำงานเพลิน ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่า เย็นนี้ต้องโทรศัพท์ไปหาลูกชาย กำลังรีดเสื้ออยู่ก็นึกขึ้นได้ว่าเราต้มน้ำเอาไว้เป็นชั่วโมงแล้ว  เรานึกขึ้นได้เพราะสติทำงาน

จะเห็นได้ว่าสติไม่ใช่เรื่องลี้ลับซับซ้อน แต่เป็นสิ่งที่เรามีอยู่แล้วตั้งแต่เกิด สติทำให้ไม่ลืมข้อมูล ไม่ลืมนัดหมาย ไม่ลืมการงาน รวมถึงไม่ลืมตัวด้วย  มีสำนวนในภาษาไทยว่าได้ดีแล้วไม่ลืมตัว ความไม่ลืมตัวแบบนี้ก็เป็นหน้าที่ของสติเช่นกัน เช่น คนที่ยากจนมาก่อน พอได้ดีแล้วลืมเพื่อน ลืมผู้มีพระคุณ ต่อมามีคนมาเตือนสติให้ระลึกว่า สมัยก่อนเราเคยลำบากด้วยกันมา  เมื่อได้ดีแล้วไม่ควรลืมเพื่อน ไม่ควรลืมกำพืด ไม่ควรลืมพ่อแม่ การระลึกได้ไม่ลืมตัวเช่นนี้ก็เป็นงานของสติเหมือนกัน คำว่าเตือนสติ แปลทำให้ไม่ลืม ทำให้ได้คิดขึ้นมา

สติบางครั้งก็แปลว่าความรู้ตัว  ที่จริงความรู้ตัวคือสัมปชัญญะ  สติกับสัมปชัญญะนั้นเหมือนฝาแฝด ใกล้กันมาก  แต่บ่อยครั้งเราก็พูดรวมๆ กันว่าสติ คนที่นอนสลบไสลอยู่   หลังจากที่หมอช่วยให้ฟื้นขึ้นมา  เขาก็รู้ตัว รู้ตัวว่าอยู่ที่ไหน รวมทั้งจำได้ว่าเกิดอะไรขึ้น   อย่างนี้เรียกว่าเขามีสติกลับมา คนที่หลับใหลเพราะเมา  พอเราช่วยให้เขาตื่นขึ้น กลับมารู้ตัวใหม่  ก็เรียกว่าทำให้เขามีสติ

เรามีสติกันอยู่แล้วทุกคน คือระลึกได้และรู้ตัว สติยังหมายถึงความไม่ประมาทด้วย ความไม่ประมาท ในแง่หนึ่งหมายถึง ความระมัดระวังใส่ใจเนื่องจากระลึกได้ถึงอันตรายที่แฝงอยู่ เช่น กำลังขับรถอยู่ก็ระลึกได้ว่า อาจเกิดอันตรายขึ้นได้ ดังนั้นจึงขับรถอย่างระมัดระวัง ไม่ชะล่าใจ  อย่างนี้เรียกว่าขับรถอย่างไม่ประมาท การระลึกได้ว่าอุบัติเหตุอาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ นี่ก็เป็นงานของสติ

ความไม่ประมาท ยังหมายถึงการไม่หลงใหลมัวเมาหรือลุ่มหลงในความสุขความสำเร็จ   นักกีฬาบางคนได้รับชัยชนะมาหลายครั้งก็หลงตัวลืมตน จึงดูแคลนคู่ต่อสู้ว่าไม่มีน้ำยา  นี่ก็คือความประมาท ขาดสติ  คนหนุ่มคนสาวที่มีสุขภาพแข็งแรงก็ประมาทได้เหมือนกัน คือลุ่มหลงหรือเพลินในสุขภาพ จนสำคัญผิดคิดว่าจะไม่มีวันเจ็บป่วย หรือคิดว่าความตายยังอยู่อีกไกล  อย่างนี้ก็เรียกว่าประมาท  ในทางตรงข้าม  ถึงแม้ว่าชีวิตจะราบรื่น ไม่ประสบเหตุร้าย แต่ระลึกอยู่เสมอว่า ความตายจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้  ดังนั้นจึงใช้ชีวิตอย่างใส่ใจ ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ทำอะไรก็ระมัดระวัง อย่างนี้ก็เรียกว่าใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท จะทำอย่างนี้ได้ก็ต้องมีสติคือระลึกถึงความไม่เที่ยงของชีวิตตลอดเวลา

ความไม่ประมาทเป็นอีกชื่อหนึ่งของสติ เอามาใช้กับเหตุการณ์ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นข้างหน้า หรือใช้กับเหตุการณ์ที่จะต้องเกิดขึ้นก็ได้ เช่น  การขับรถ การแข่งกีฬา อาจจะแพ้หรือชนะก็ได้ ถ้าเราไม่ประมาทก็อาจจะไม่แพ้ แต่บางอย่างเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น ไม่มีทางหนีพ้น  เช่น ความตาย คนที่ไม่ประมาทชีวิต เนื่องจากระลึกอยู่เสมอว่าสักวันหนึ่งฉันจะต้องตาย  ความระลึกได้อย่างนี้เป็นหน้าที่ของสติ  แต่สติแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นง่ายๆ เพราะคนเราหลงลืมง่ายเวลามีความสุขความสบาย จึงลืมไปว่าสักวันหนึ่งจะต้องป่วยต้องตาย คนหนุ่มคนสาว ที่มีสุขภาพแข็งแรง มีชีวิตที่สะดวกสบาย บ่อยครั้งก็นึกไม่ถึงว่าจะมีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับตัวเองได้ นี่ก็เพราะเพลินกับความสะดวกสบายจนลืมตัว

ทุกคนมีสติอยู่แล้ว ไม่ใช่ต้องมาสร้างกันที่นี่ ทุกวันนี้เราก็ใช้สติในชีวิตประจำวันแทบจะตลอดเวลา    เช่น เวลาล้างจานก็ระลึกได้ว่าจะวางจาน ชาม ช้อน ส้อมไว้ตรงไหน รีดเสื้ออยู่ก็ไม่ลืมว่าต้มน้ำอยู่ในครัว นัดเพื่อนไว้ก็จำได้และไม่เคยผิดนัดเพื่อน รวมทั้งใช้ชีวิตโดยไม่ลืมว่าวันหนึ่งจะต้องตาย จึงเตรียมพร้อมอยู่ตลอด ถามว่าแค่นี้พอไหม บางคนคิดว่ามีสติแค่นี้ก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมาฝึกสติหรือเข้าวัดเลย แต่ในความเป็นจริงแล้วใช่ว่าชีวิตเราจะราบเรียบหรือราบรื่นเป็นปกติไปหมดทุกอย่าง บางทีอาจมีสิ่งไม่คาดฝันหรือไม่ปกติเกิดขึ้นได้  เมื่อถึงตอนนั้นเราต้องมีสติมากพอที่จะรับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้ 

ส่วนใหญ่แล้วสติที่เรามีหรือใช้ในชีวิตประจำวันนั้นมักไม่มากพอที่จะเอามารับมือกับเหตุการณ์ปัจจุบันทันด่วนหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้ หรือไม่ก็เอาสติมาใช้ไม่ทันการณ์  ผลก็คือตกใจหรือโมโหจนลืมตัว ทำสิ่งที่ไม่สมควรออกมา หรือไม่ก็จมอยู่ในความทุกข์   แต่ถ้าเรามีสติที่พัฒนาดีแล้ว เมื่อเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ก็จะตั้งหลักได้ ไม่ตระหนกตกใจ ไม่โมโหโกรธา  ไม่ปล่อยให้เหตุร้ายมาครอบงำจิต  สามารถสลัดความรู้สึกตื่นกลัวหรือโมโห ออกไปได้

ชีวิตคนเรามักมีเรื่องปัจจุบันทันด่วนอยู่เสมอ  แต่เหตุร้ายอาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แม้กระนั้นก็ไม่ควรประมาท เพราะอาจจะมีเหตุการณ์ต่างๆ มาทดสอบอยู่เรื่อยๆ ในลักษณะต่างๆกัน เคยได้ยินไหมว่า พอเกิดไฟไหม้ขึ้นมา บางคนรีบแบกตุ่มน้ำออกมาจากบ้าน ทั้งๆที่ของน่าขนมีอีกตั้งเยอะ  เช่น โฉนดที่ดิน เพชรนิลจินดา โทรทัศน์ แต่ก็ไม่เอาออกมา กลับแบกตุ่มน้ำออกมาอย่างกระหืดกระหอบ อย่างนี้เรียกว่าไม่มีสติ   ถ้ามีสติจะทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่านี้

สิ่งหนึ่งที่เราต้องพบอยู่เสมอก็คือความพลัดพรากสูญเสีย  ส่วนใหญ่เมื่อเจอแล้วก็รับมือไม่ทัน  จิตพลัดจมอยู่ในความโศกเศร้าเสียใจ  บางครั้งเราก็ต้องพบกับความผิดหวัง เช่น ผิดหวังในคู่ครอง ในการเรียน ในการงาน เรื่องเหล่านี้ไม่มีใครอยากเจอ แต่ก็ต้องเจอแน่นอนไม่วันใดก็วันหนึ่ง ถามว่าถ้าเราเจอสิ่งเหล่านี้ สติที่มีอยู่รับมือไหวไหมที่จะช่วยเราให้หายทุกข์ได้ ส่วนใหญ่เอาไม่อยู่หรอก บางคนเสียอกเสียใจจนถึงขั้นฆ่าตัวตาย  เป็นข่าวให้เราได้ยินเป็นประจำ   บางคนมุ่งมั่นว่าจะต้องเรียนให้จบภายใน ๓ ปีครึ่ง แต่พอรู้ว่าสอบไม่ผ่านวิชาหนึ่ง ต้องเรียนต่ออีกหนึ่งเทอม เสียอกเสียใจมาก  จมอยู่ความเศร้าความเสียใจ ในที่สุดก็กระโดดตึกฆ่าตัวตาย  นี่เป็นเพราะขาดสติ

มีนักศึกษาคนหนึ่งได้รับทุนเรียนดี  จากโครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน ได้ไปเรียนต่อที่ประเทศเยอรมัน แต่ไปถึงแล้วมีปัญหาเรื่องภาษา ภาษาเยอรมันไม่แข็งแรง จึงเรียนไม่ทันเพื่อน การเรียนตกต่ำ โทรศัพท์บอกพ่อแม่ว่าอยากกลับเมืองไทย พ่อแม่ก็ท้วงว่า อย่ากลับมาเลยลูก ถ้ากลับมาแล้ว  จะกลับไปเรียนต่อที่เยอรมันอีกไม่ได้ นักศึกษาคนนั้นจึงกลุ้มใจ กินยาพาราเซทตามอลไป ๕๐ เม็ด  พอฟื้นขึ้นมาก็ยังไม่หายกลุ้ม ภายหลังจึงกระโดดตึกฆ่าตัวตาย นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ว่าสติที่เรามีในชีวิตประจำวันนั้นมักไม่มีกำลังเพียงพอที่จะรับมือกับความพลัดพรากสูญเสีย หรือความผิดหวัง  หากเจอเหตุการณ์ที่ไม่สมหวังอย่างแรง ก็อาจทำให้ตัดสินใจทำร้ายตัวเองได้

ความผิดหวังของคนเรามีอยู่ ๓ อย่าง คือ ๑. ประสบกับสิ่งที่ไม่น่ารักไม่น่าพอใจ ๒.พลัดพรากจากสิ่งที่น่ารักน่าพอใจ ๓. ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น ถ้าชีวิตเราราบเรียบก็คงจะดี แต่ความเป็นจริงเส้นทางชีวิตคนเราล้วนมีหลุมมีบ่ออยู่ข้างหน้า มากบ้างน้อยบาง  บางช่วงก็เป็นหุบเหวด้วยซ้ำ  สติที่เรามีนั้นไม่ใช่หลักประกันที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นมันไปได้อย่างราบรื่น เวลาเจอเส้นทางที่ขรุขระก็อาจจะสะดุดหลุมหรือโซซัดโซเซได้   บางทีจู่ ๆ ก็พลัดลงคูหรือตกเหวไปเลยก็มี ก็เพราะสติของเรายังอ่อนแอ ไม่ฉับไว  ดังนั้น  จึงจำเป็นที่เราจะต้องเจริญสติ เพื่อเพิ่มกำลังสติของเราให้มากกว่าที่มีอยู่เดิม เพื่อเผชิญและรับมือกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน ความพลัดพรากสูญเสียและสิ่งเลวร้ายไม่สมปรารถนาต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ได้โดยไม่เสียผู้เสียคน

ที่จริงเราไม่ต้องรอว่าให้มีวิกฤตในชีวิตก่อน  ไม่ต้องรอให้เกิดความพลัดพรากสูญเสียเสียก่อนจึงค่อยมาเจริญสติ  เราควรเตรียมพร้อมก่อนที่มันจะเกิดขึ้น  ขณะเดียวกันถึงแม้เหตุร้ายยังไม่เกิด การเจริญสติก็จะช่วยให้เรามีความสุขได้มากขึ้น  มีชีวิตที่โปร่งเบากว่าแต่ก่อน  ทำอะไรก็ทำได้ดีขึ้นเพราะไม่ลืมตัวหรือปล่อยใจไปกับความฟุ้งซ่านหรือความเครียด  หรือกังวลอยู่กับอนาคต

ที่พูดมาจะเห็นว่าสติมีหลายระดับ มีตั้งแต่หยาบ ๆ ไปจนถึงละเอียด มีตั้งแต่งุ่มง่ามไปจนถึงฉับไว  คนที่ตื่นจากสลบ พอมีสติกลับมา สติแบบนี้เป็นสติแบบหยาบ ๆ  เป็นการรู้ตัวแบบหยาบๆ  ยังมีสติและความรู้ตัวที่ละเอียดกว่านั้น เช่น  รู้ตัวว่ากำลังฟุ้งซ่าน  กำลังหงุดหงิดรำคาญใจ  กำลังเศร้า  กำลังทุกข์อยู่กับความเจ็บป่วย  นี่เป็นสติและความรู้ตัวที่ละเอียด ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีกัน

การที่เราจำเบอร์โทรศัพท์ของลูกได้  จำได้ว่านัดหมายกับเพื่อนบ่ายนี้ จำได้ว่ามีงานอะไรคั่งค้าง นี่เป็นการระลึกได้ที่หยาบ มันยังมีความระลึกได้ที่ละเอียดและไวกว่านั้น เช่น  เมื่อเราเผลอฟุ้งซ่านแล้วระลึกได้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ กำลังกินข้าว อาบน้ำ หรือเดินอยู่ พอระลึกได้แล้วจิตกลับมาอยู่กับสิ่งที่ทำ อยู่กับปัจจุบัน  สติที่ทำให้ไม่คลาดไปจากปัจจุบันคือสติที่ฉับไว สติที่ทำให้ระลึกรู้กายและใจอย่างต่อเนื่อง คือสติที่ฉับไว เป็นสัมมาสติ ที่เราควรสร้างขึ้นให้มาก ๆ

ความระลึกได้และรู้ตัวอย่างนี้มีประโยชน์ คือ ทำให้เราไม่เผลอหรือพลัดหลงเข้าไปในความทุกข์ ไม่ทำให้ความทุกข์ลุกลามใหญ่โต คนที่เศร้า  ท้อแท้  ผิดหวังจนฆ่าตัวตาย  ก็เริ่มมาจากความผิดหวังที่สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ  มีบางคนที่ฆ่าตัวตายเนื่องจากกลุ้มใจเพราะมีสิวที่ใบหน้า ปัญหาของเขาเริ่มต้นมาจากจุดเล็ก ๆ แรกๆ อาจจะรู้สึกอับอายเล็กๆ ที่เพื่อนล้อ แต่ตอนหลังก็ชักอับอายมากขึ้น รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ แล้วกลายเป็นกลุ้มใจอย่างหนัก อารมณ์เหล่านี้สะสมและลุกลาม จนทำให้เขาเป็นบ้าเป็นหลัง  เรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย จนกระทั่งทำร้ายตัวเอง หรือไม่ก็ทำร้ายคนอื่น  นี่เป็นเพราะความลืมตัว ถ้าหากเรามีสติที่ฉับไว  ความทุกข์ก็จะไม่ลุกลามขยายตัว  พอรู้ตัวว่าทุกข์ก็หายทุกข์ทันที

เป็นเพราะชีวิตนั้นผันผวนไม่แน่นอน  ถ้าไม่อยากถูกทุกข์ท่วมทับ เราก็จำต้องมาฝึกสติกัน  ใครที่ปฏิบัติก็จะพบว่าถ้าเรามีสติว่องไว ใจจะฟุ้งซ่านไปได้ไม่ไกล ประเดี๋ยวก็กลับมาอยู่กับปัจจุบัน กลับมาอยู่กับกาย  อยู่กับอิริยาบถ อยู่กับงานที่กำลังทำอยู่  บางครั้งความคิดหรืออารมณ์ความรู้สึกมันรุนแรงมาก  เช่น พอครุ่นคิดเรื่องเก่าๆ ที่เคยทำให้เจ็บปวด ถ้าสติเราไม่ไวพอ   กว่าจะรู้ตัวก็คิดไปไกลหรือตีอกชกหัวไปแล้ว  แต่ถ้าสติไว ก็จะรู้ตัวไว หลุดจากความฟุ้งซ่าน ทำให้ใจเราโปร่งเบาขึ้น

ความระลึกได้ ความรู้ตัว มีเป็นลำดับขั้น แต่ละขั้นจะละเอียดอ่อนและฉับไวมากขึ้น จะทำให้เราระลึกรู้ในปัจจุบันได้เร็ว ทำให้หลุดจากความทุกข์ได้เร็ว และเข้าถึงความสุขที่ประณีตขึ้น อย่าไปดูถูกความรู้ตัว  ความระลึกได้  ความรู้ทัน ถ้าเราพัฒนาสติสัมปชัญญะ   ไม่หลงไม่ลืม  ก็จะเข้าใกล้นิพพานมาก เป็นวิถีสู่อิสระอย่างแท้จริง  

หลวงปู่ดูลย์ อตุโลเป็นศิษย์รุ่นแรกๆ ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต  หลายคนเชื่อว่าท่านเป็นพระอรหันต์  วันหนึ่งมีคนถามท่านว่า “หลวงปู่ครับ ทำอย่างไรจึงจะตัดความโกรธให้ขาดได้” ท่านตอบสั้น ๆ ว่า “ไม่มีใครตัดให้ขาดได้หรอก มีแต่รู้ทัน  เมื่อรู้ทันมันก็ดับไปเอง”  จะรู้ทันได้ก็เพราะมีสตินั่นเอง  ต่อมาคนก็ถามหลวงปู่ว่า ท่านมีความโกรธบ้างไหม หลวงปู่ตอบสั้น ๆ ว่า “มี แต่ไม่เอา”

ทำไมหลวงปู่ดูลย์จึงไม่เอาความโกรธ ก็เพราะท่านรู้ว่ามันไม่น่าเอา ความโกรธมันไม่น่าเอา แต่เราไม่มีสติ พอความโกรธเกิดขึ้น กว่าจะรู้ทัน มันก็ครองใจเราไปเรียบร้อยแล้วเพราะสติเราอ่อน เหมือนกับยามเฝ้าประตูเมืองที่ไม่ตื่นตัว ศัตรูก็จู่โจมบุกเมืองได้อย่างฉับพลัน ยามเฝ้าประตูเมืองก็คือสติ สติที่เฝ้ารักษาใจเอาไว้ ความรู้เท่าทันนั้นมีอานิสงส์มากทีเดียว ถ้าเรารู้ทันได้ไวจิตจะหลุดพ้นจากอารมณ์อกุศลได้เร็ว  เช่น ความโกรธ  ใครๆ ก็รู้ว่ามันไม่น่าเอา แต่พอเกิดขึ้นทีไรก็เผลอกอดความโกรธเอาไว้ทุกที นั่นก็เพราะลืมตัว

สิ่งที่ไม่น่าเอา เมื่อเกิดขึ้น สติเตือนให้เรารู้ทัน แต่ก็ไม่ใช่แค่นั้น  แม้สิ่งที่เราคิดว่าน่าเอา  สติก็เตือนเราเหมือนกันว่าอย่าไปเอานะ เพราะมันก็มีความทุกข์แฝงอยู่ ชื่อเสียงเกียรติยศ ทรัพย์สมบัติ ความสำเร็จ หากได้มา  ถ้าเรามีสติไม่ไวพอ  เราก็จะหลงใหลในสิ่งเหล่านี้ที่เรียกว่าโลกธรรม โดยที่เราไม่รู้ว่า ถ้าหลงใหลหรือเพลิดเพลินมันแล้ว ความทุกข์จะตามมา เพราะเมื่อจิตลอยฟ่องเนื่องจากเพลิดเพลินในสุข  ถึงเวลาสุขผันแปร เลือนหายไป จิตก็ถอยจมตกต่ำ ยิ่งลอยสูง ตกลงมาก็ยิ่งเจ็บ

สิ่งที่น่าเอาทั้งหลาย ล้วนไม่ยั่งยืน ไม่มีใครชนะได้ตลอด  สักวันก็ต้องประสบกับความพ่ายแพ้ คนที่เป็นที่หนึ่งมาตลอด หากเพลิดเพลินในความเป็นเบอร์หนึ่ง  เวลาพ่ายแพ้แม้เป็นที่สองก็จะเป็นทุกข์มากกว่าคนที่ไม่เคยชนะ ส่วนคนหลังนั้นหากจะแพ้อีกครั้งก็รู้สึกเฉยๆ  แต่ถ้าเรามีสติ  หากหลงเพลินในชัยชนะและความสำเร็จ สติก็จะช่วยให้รู้ทัน และกลับมารู้ตัว ไม่หลงเพลิน  และถ้ามีปัญญาด้วยแล้ว เราก็จะไม่หลงยึดมัน เพราะเรารู้ว่า สิ่งที่เป็นบวกหรือน่าเอา เช่น ความสุข ความสำเร็จนั้น ไม่ต่างจากหางงู  ถ้าจับเอาไว้แล้วปล่อยไม่ทัน งูก็จะแว้งมากัดเราได้

ความสำเร็จ ชัยชนะ และโชคลาภเปรียบเหมือนหางงู  ถ้าจับแล้วปล่อยไม่ทัน งูก็แว้งมากัดเราจนได้ ดังนั้นต้องปล่อยให้ไว   ครูบาอาจารย์บางครั้งก็เปรียบสิ่งเหล่านี้เหมือนกับเหยื่อที่มีเบ็ดซ่อนอยู่ พอปลาเห็นเหยื่อก็จะรีบเข้าไปฮุบ  ตอนฮุบเหยื่อใหม่ ๆ ก็จะรู้สึกอร่อย มีความสุข แต่สักพักก็จะรู้สึกเจ็บปวดเมื่อเบ็ดทะลุปาก   ทรัพย์ ยศ สรรเสริญ สุขหรือที่เรียกว่าโลกธรรมฝ่ายบวก เป็นเช่นนี้ คือแฝงไปด้วยทุกข์ ตอนได้เสพหรือได้ครอบครองใหม่ ๆก็จะมีความสุข มีความเพลิดเพลิน   แต่ส่วนใหญ่ไม่รู้หรอกว่านั่นแหละคือที่มาแห่งความทุกข์ เพราะมันเป็นไปตามหลักอนิจจัง   มีลาภก็เสื่อมลาภ มียศก็เสื่อมยศ เมื่อมีสรรเสริญก็มีนินทา  ทุกครั้งที่เราดีใจเมื่อได้รับคำสรรเสริญ เวลาถูกตำหนิหรือถูกด่าเราก็จะทุกข์ทันที ถ้าเราไม่อยากทุกข์เมื่อถูกตำหนิ ก็อย่าดีใจเวลาได้รับคำชม ถ้าเราไม่อยากทุกข์เวลาเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ก็อย่าดีใจเวลาที่ได้ลาภได้ยศ  ได้กับเสียเป็นของคู่กัน เช่นเดียวกับฟูและแฟบ ยิ่งฟูมากเท่าไหร่ก็แฟบง่ายมากเท่านั้น

ความสุขนั้นไม่เที่ยงเพราะสิ่งที่ทำให้เป็นสุขนั้นหาความแน่นอนไม่ได้  ที่จริงแม้สิ่งเหล่านั้นบางครั้งจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย อย่างเช่น ยศหรือทรัพย์ แม้จะยังไม่สูญหายเลย แค่มีเท่าเดิม เราก็ทุกข์แล้ว  เพราะอยากจะได้มากขึ้น หรือไม่ก็เพราะเบื่อ เช่น เวลาเรากินอาหารอร่อย ๆ  มื้อแรกก็รู้สึกว่าอร่อยดี มีความสุขที่ได้กิน  แต่ถ้าเรากินอาหารจานเดิมทุกๆมื้อนานเป็นเดือน เราก็จะรู้สึกว่ามันไม่อร่อยแล้ว เริ่มเบื่อ เริ่มเลี่ยน  จนถึงจุดหนึ่งก็เอียนและแทบอาเจียนออกมา  ทั้งที่มันก็ยังอร่อยเหมือนเดิม รสชาติเท่าเดิม แต่เมื่อเราเสพไปนาน ๆ ความสุขก็จะเลือนหายไป  เราไม่มีความสุขเหมือนเดิม อยากได้ของใหม่ เพื่อจะได้สุขเหมือนเดิมหรือเท่าเดิม  เห็นไหมว่าไม่ต้องรอให้มันแปรเปลี่ยนหรือเสื่อมหรอก แค่มันอยู่คงที่หรือเท่าเดิม เราก็ทุกข์แล้ว เพียงแต่ว่าความทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ค่อย ๆคืบคลานออกมา หรือค่อย ๆ แสดงตัว  นี้คือธรรมชาติของทุกข์ที่แฝงมากับความสุข หรืออยู่คู่กับความสุข

ถ้าเรามีสติ หมั่นมองตนเสมอ ๆ ก็จะรู้ว่า ไม่ใช่แค่ความโกรธ ความเศร้าเท่านั้น ความเพลิดเพลิน ความดีใจ ความปีติ ความสำเร็จ ก็ไม่น่าเอาเหมือนกัน ถ้ามีคนถามหลวงปู่ดูลย์ว่า ท่านเคยดีใจไหม ท่านก็คงตอบว่ามี แต่ไม่เอา เหมือนกัน  บวกกับลบที่จริงก็ไม่ต่างกัน  มันมีธรรมชาติเหมือนกัน เพียงแต่มันมาคนละลักษณะเท่านั้นเอง สุดท้ายก็มีผลอย่างเดียวกันคือ ถ้าไปยึดมั่นถือมั่นก็เป็นทุกข์เท่ากัน ถ้าเรามีสติ ดูใจเสมอ ก็จะเห็นว่าไม่มีอะไรเที่ยงเลย มันเป็นเช่นนั้นเอง วันนี้เราชนะ  พรุ่งนี้ก็อาจจะแพ้ วันนี้เราสำเร็จ พรุ่งนี้ก็อาจจะล้มเหลวได้ เราจึงไม่ควรประมาท และไม่ควรดีใจมาก วันนี้เขาชมเรา  พรุ่งนี้เขาอาจจะด่าเราก็ได้ ถ้าระลึกได้อย่างนี้เราก็จะไม่ปลื้มกับคำชมมาก โลกธรรมมันก็เป็นเช่นนั้นเอง ถ้าไปยึดมั่น ก็ทำให้ทุกข์

ดังนั้นเมื่อเจริญสติ ก็ให้เราเพียงแต่เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น โดยไม่เพลิดเพลินยินดีหรือต่อต้านผลักไส  คิดดีก็ช่าง คิดไม่ดีก็ช่าง ดีใจก็ช่าง เสียใจก็ช่าง เราเพียงแต่รู้เฉย ๆ ดีใจก็รู้ว่าดีใจ เครียดก็รู้ว่าเครียด อย่าไปผลักไสหรือไขว่คว้า และอย่าไปสำคัญมั่นหมายว่าฉันเครียด ฉันดีใจ เคยมีนักปฏิบัติธรรมคนหนึ่งบอกหลวงพ่อคำเขียนว่า “วันนี้หนูเครียดมาก” หลวงพ่อตอบว่านักกรรมฐานไม่พูดแบบนั้น ให้พูดใหม่  เธอหยุดคิดสักพัก แล้วพูดว่า  “วันนี้หนูเห็นมันเครียด”  มันแตกต่างกันนะ ถ้า “หนูเครียด”ก็ทุกข์เลย แต่ถ้า “หนูความเห็นความเครียด” ความรู้สึกจะเบากว่า ความดีใจหรือปีติก็เช่นกัน พอมันเกิดขึ้น  ก็อย่าไปหลงเพลินว่าฉันดีใจ หรือรู้สึกว่าฉันดีใจ ให้เห็นความดีใจ เท่านั้นก็พอ  เห็นปีติ เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น  โดยไม่ไปยึดมันว่าเป็นเราเป็นของเรา นี่แหละคือหน้าที่ของสติที่ฝึกฝนมาไวพอ ทำให้เราเห็นทุกข์โดยไม่ทุกข์ 

อาตมาจึงอยากจะเชิญชวนให้เราฝึกสติให้มาก แม้ว่าจะมีสติในชีวิตประจำวันดีอยู่แล้ว ก็อย่าประมาท เพราะเมื่อต้องเจอเรื่องที่พลิกผันไม่คาดฝัน เราอาจจะตั้งรับไม่ทัน จึงต้องฝึกสติเตรียมพร้อมไว้แต่เนิ่นๆ ถึงแม้เหตุร้ายจะยังไม่เกิด สติที่ฝึกไว้ก็ไม่สูญเปล่า เพราะจะช่วยให้เราอยู่อย่างเป็นสุข โปร่งเบา

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved