หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมมาตา > เยียวยาด้วยรักและการให้อภัย
กลับหน้าแรก

วารสารธรรมมาตา
ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๑

เยียวยาด้วยรักและการให้อภัย
พระไพศาล วิสาโล

ที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ เมื่อหลายปีก่อน มีเด็กชายคนหนึ่งอายุ ๑๑ ขวบ เป็นโรคปวดหัวเรื้อรังมาตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย พ่อแม่พาไปรักษาที่โน่นที่นี่ก็ไม่ดีขึ้น รู้ว่าที่ไหนมีทางที่จะเยียวยารักษาได้ก็ไป หมดเงินไปมากกับการรักษาลูกคนนี้ จนกระทั่งต้องขายที่ขายนา เด็กก็ยังไม่หาย ตอนหลังอาการก็ลุกลาม ปวดหัวจนอาเจียน ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน พ่อแม่จึงพาลูกมาโรงพยาบาล หมอสั่งสแกนสมอง ปรากฏว่าไม่พบอะไรที่ผิดปกติ หมอแปลกใจมาก จึงตัดสินใจส่งเด็กคนนี้ไปพบจิตแพทย์

พยาบาลคนหนึ่งเห็นเหตุการณ์ รู้สึกกังวล เพราะรู้ว่าถ้าเด็กไปพบจิตแพทย์ จิตแพทย์คงจะให้ยา ซึ่งคงทำให้เด็กมีอาการย่ำแย่มากขึ้น เช่น เบลอจนเรียนหนังสือไม่ได้ พยาบาลคนนี้เคยเห็นผลที่เกิดขึ้นกับคนไข้ที่ได้รับการรักษาแบบนี้แล้ว จึงโทรศัพท์ไปขอให้เพื่อนพยาบาลอีกแผนกหนึ่งมาช่วยดูหน่อย พยาบาลคนนี้ชื่อเกื้อจิตร แขรัมย์  เธอดูแลแผนกที่ชื่อว่า สมาธิบำบัด

เกื้อจิตรก็รีบมา พอมาถึงก็คุยกับแม่ของเด็ก แม่มีความวิตกกังวลมาก เอาแต่พูดว่า ลูกฉันจะหายไหม เกื้อจิตรต้องปลอบให้ใจเย็น ๆ แล้วซักถามว่า มีลูกกี่คน แม่ตอบว่ามีลูก ๔ คน ผู้หญิง ๓ คน ผู้ชาย ๑ คน  คนโตเรียนมหาวิทยาลัย เรียนเก่ง  คนที่ ๒ เรียนอยู่ชั้น ม.๕ ก็เรียนเก่งเหมือนกัน คนที่ ๓ คือเด็กคนที่ป่วยอยู่ คนที่ ๔ อายุ ๘ ขวบ เรียนอยู่ชั้น ป.๒ เกื้อจิตรถามว่ามีลูก ๔ คนรักเท่ากันไหม แม่บอกว่ารักเท่ากัน เกื้อจิตรก็เลยถามต่อว่า แล้วด่าเท่ากันหรือเปล่า แม่ก็ตอบว่า   “ไม่เท่ากัน ฉันด่าเจ้าคนป่วยนี้แหละมากที่สุด ทั้งด่าทั้งตี”  แม่เด็กยังพูดต่อว่า “มันดื้อค่ะ มีวันหนึ่งฉันด่ามัน ไล่มัน มึงไปพ้น ๆ กู”

เกื้อจิตรถามว่า ที่บอกว่ารักลูกเท่ากัน แล้วเคยบอกรักลูกคนนี้ไหม
แม่เด็กตอบว่า “ไม่เคยสักที ไม่เคยบอกรักลูก....มีแต่ด่ากับตี”  เธอยังเล่าต่อว่า “ลูกชายคนนี้โง่มาก ไปโรงเรียนครูก็ด่าว่าควาย ทำไมแกไม่เก่งเหมือนพี่เหมือนน้องแกบ้าง”
เกื้อจิตรเลยถามแม่เด็กว่า มีพี่น้องกี่คน เธอตอบว่า ๕ คน เกื้อจิตรถามว่า พ่อแม่เธอรักลูกเท่ากันไหม มาถึงตรงนี้แม่เด็กก็ร้องไห้ แล้วยอมรับว่า พ่อแม่ไม่ค่อยรักเธอเท่าไหร่ ชอบดุด่าเธอ  ถึงตรงนี้เธอก็ได้คิดว่า เธอทำกับลูกชายคนนี้เหมือนกับที่พ่อแม่ของเธอทำกับเธอตอนเด็ก ๆ

เกื้อจิตรจึงบอกว่า ฉันมียาวิเศษ ที่จะช่วยให้ลูกหายได้  แล้วเธอก็แนะนำว่า ให้กลับไปกอดลูก แล้วบอกว่าแม่รักลูกนะ  รวมทั้งบอกตายายที่บ้านด้วยว่า ให้ทำอย่างเดียวกัน  เท่านั้นไม่พอเกื้อจิตรยังแนะนำให้ไปบอกครูที่โรงเรียนว่า อย่าดุด่าหรือตีเด็กคนนี้อีก  “ไปบอกเลยว่าหมอเกื้อโรงพยาบาลบุรีรัมย์สั่งมา ถ้าไม่กล้าพูด เดี๋ยวฉันจะไปพูดให้”

 หนึ่งเดือนหลังจากนั้นเกื้อจิตรไปที่บ้านของเด็ก ปรากฏว่าเด็กหายปวดหัว อาการตาพร่า มองภาพซ้อนหายไปเป็นปลิดทิ้ง  ผ่านไปเกือบ ๑๐ ปีแล้ว เด็กคนนี้ตอนนี้เป็นหนุ่ม รูปร่างสูงใหญ่ ไม่มีอาการปวดหัวอีกเลย แสดงว่าที่ปวดหัวเพราะมีปัญหาที่ใจ สมองไม่ได้เป็นอะไร แต่ว่าใจเป็น คือขาดความรัก ถูกแม่ด่าว่าเป็นประจำ ยิ่งเขาเรียนไม่ค่อยเก่ง ไม่เหมือนพี่น้อง ก็ยิ่งถูกด่าว่าเข้าไปใหญ่ เกิดการเปรียบเทียบ เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ  รู้สึกว่าตัวเองแย่

เด็กอายุ ๗ ขวบ ก็มีอาการแบบนี้แล้ว  เป็นเรื่องน่าคิด ถ้ามีอาการตอนเป็นวัยรุ่นก็ยังเข้าใจได้ แสดงว่าเด็ก ๗ ขวบก็รู้สึกอ่อนไหวกับคำดุด่า จนมีอาการปวดหัว คงถูกกระทำเป็นประจำ อาจจะโดนกระทำมาตั้งแต่อายุน้อยกว่านั้น   ไม่น่าเชื่อนะ หมอรักษามาหลายปีไม่หาย แต่พอได้รับความรักจากแม่ ซึ่งแสดงออกด้วยการบอกรัก และการกอด รวมทั้งมีคนรอบข้างให้ความร่วมมือด้วย เด็กก็ดีขึ้นอย่างเห็นผลทันที

เห็นได้ชัดว่าความรักสามารถเยียวยาได้ ไม่ใช่แค่เยียวยาจิตใจ แต่เยียวยาร่างกายด้วย ส่วนคนที่ขาดความรักตั้งแต่เด็ก ก็น่าสงสาร ป่วยมานานโดยที่คนอื่นแม้กระทั่งพ่อแม่ไม่รู้เลยว่าเกิดจากอะไร แล้วถ้าต้องขาดความรักไปจนตาย ชีวิตจะทุกข์ทรมานแค่ไหน

มีวัยรุ่นคนหนึ่งอายุประมาณ ๑๗ ปี กำพร้าพ่อแม่ ตั้งแต่อายุ ๒ ขวบ  พ่อแม่ตายเพราะเอดส์ อยู่กับยาย ยายเลี้ยงเด็กคนนี้มาจนโต ยายยากจนมาก มีอาชีพหาของเก่าหรือคุ้ยขยะขาย พออายุ ๑๗ ปีก็เป็นมะเร็งที่กระดูกแล้วลามไปที่สมอง ตอนที่มะเร็งยังลามไม่ถึงสมอง ทางโรงพยาบาลบุรีรัมย์จะให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เด็กหนุ่มก็ไม่ยอมไป ทีแรกก็อ้างว่าไม่มีเงิน ต้องช่วยยายหาเงิน ภายหลังโรงพยาบาลก็ส่งตัวเขาไป โดยออกค่าใช้จ่ายให้

ปรากฏว่า ๓ วันต่อมาโรงพยาบาลมหาราชฯ แจ้งให้โรงพยาบาลบุรีรัมย์มารับเขากลับได้แล้ว เพราะว่าเขาไม่ให้ความร่วมมือ เอาแต่ร้องว่าจะกลับบ้านท่าเดียว  จะกลับไปหายาย เขารักยายมาก ห่วงยาย กลับมาที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ อาการแย่ลงเรื่อย ๆ  จนกระทั่งเข้าสู่ระยะสุดท้าย มะเร็งลามไปที่สมองและลูกอัณฑะ พยาบาลคุยกับยายก็ทราบว่า เขามีน้องอีกคนหนึ่ง น้องร่วมพ่อแม่เดียวกัน แต่ไม่เคยได้พบเจอกันเลย เพราะน้องไปอยู่กับย่า พยาบาลจึงไปตามหา เพราะว่าเขาใกล้เสียชีวิตแล้ว อยากให้ได้พบน้อง มีโอกาสมาดูใจ

น้องสาวอายุ ๑๕ ปี แม้จะไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าพี่ชายมาก่อน แต่พอมาเยี่ยมก็เอาเงินมาให้ ซื้อนมกล่องมาให้ ๑ ห่อ คนป่วยเห็นก็ดีใจมาก นม ๑ ห่อนี้เขาไม่กินเลย เก็บไว้ที่หัวเตียง บางทีก็เอามาลูบ มาคลำ เพราะว่าไม่เคยได้ของขวัญจากใคร ไม่เคยมีใครมาเยี่ยมนอกจากยาย

ทุกวันยายมาเยี่ยมก็เดินมาจากบ้าน แล้วกินข้าวถาดเดียวกับหลาน เพราะจนมาก ช่วงหลัง ๆ หมอต้องให้มอร์ฟีนทุก ๓ ชั่วโมง เพราะเขาปวดมาก จนกระทั่งวันหนึ่งพยาบาลจะมาให้มอร์ฟีน เขาจึงพูดว่า “หมอครับ ยาแก้ปวดมอร์ฟีนใช่ไหมครับ ผมไม่ปวด ผมไม่เอาได้ไหมครับ ฉีดแล้วมันไม่มีประโยชน์”  ว่าแล้วเขาก็พูดต่อ “ผมขอนิดเดียวได้ไหมครับ”

ว่าแล้วเขาก็เอื้อมมือไปจับแขนพยาบาลไว้แน่น พยาบาลก็ใจดี ยืนนิ่งให้เขาจับ

เด็กหนุ่มคนนี้จับแขนพยาบาลโดยไม่พูดอะไรเลยถึงครึ่งชั่วโมง พยาบาลก็ให้จับ นานเป็นครึ่งชั่วโมง โดยไม่ได้พูดไม่ได้คุยอะไรกันเลย จนกระทั่งเพื่อนพยาบาลอีกคนหนึ่งเห็น แล้วก็พูดว่า ไม่มีงานทำหรือไง ไปยืนให้มันจับแขนอยู่ได้ ต้องฉีดยาคนไข้อีกมากมาย แต่พยาบาลคนนั้นเข้าใจความรู้สึกของคนป่วย จึงยืนนิ่งให้เขาจับแขนต่อไป  ฝ่ายคนป่วยเมื่อได้ยินอย่างนั้น เลยพูดว่า “หมอครับ พอแล้วครับ ชีวิตผมต้องการแค่นี้แหละครับ หมอไปทำงานเถอะครับ ผมเข้าใจดี”  ว่าแล้วเขาก็ปล่อยมือ  ตีหนึ่งคืนนั้นเขาก็จากไป

วาระสุดท้ายของเด็กหนุ่มคนนี้ต้องการแค่นี้ คือจับแขนพยาบาล แล้วเขาก็เจาะจงพยาบาลคนนี้ เขาคงสังเกตเวลาพยาบาลคนอื่นมาพลิกตัว มาฉีดยา มาให้ยา ก็ทำไปตามหน้าที่ แต่พยาบาลคนนี้มีท่าทีใส่ใจคนป่วย ทำด้วยความอ่อนโยน  เขารู้สึกประทับใจในน้ำใจของพยาบาลคนนี้ จึงปรารถนาจะได้สัมผัสเธอก่อนตาย  เป็นความปรารถนาที่จะได้รับความรัก ความใส่ใจ ในวาระสุดท้ายของชีวิต ทั้งชีวิตอาจจะไม่เคยได้รับการสวมกอด หรือการสัมผัสด้วยความอ่อนโยนมาก่อน  ยายเองก็คงจะไม่ได้ทำอย่างนั้นกับเขา เขาจึงขาดความรักมาตั้งแต่เล็ก ความรักของยายคงไม่พอเพียง เพราะว่ายายต้องทำมาหากิน

คนเราบางครั้ง เมื่อจะตายมีสิ่งเดียวที่ปรารถนา คือการได้รับความรักมาเติมเต็ม เพียงแค่ใครคนหนึ่งมีเมตตายอมให้เขาจับแขน เขาก็มีความสุขแล้ว แล้วเขาก็ตายอย่างสงบ ทั้งที่มีทุกขเวทนาสูงจากโรคมะเร็ง

ทั้งสองเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าความรักเป็นสิ่งสำคัญมาก คนเราถ้าพร่องความรักก็จะทุกข์ทั้งใจ ทุกข์ทั้งกาย  แต่หากได้รับความรัก ความทุกข์กายและความทุกข์ใจก็บรรเทาได้  บางครั้งแม้เยียวยากายไม่ได้เพราะโรคที่เป็นอยู่มันหนัก แต่ความรักก็เยียวยาใจได้ อย่างน้อยก็ในวาระสุดท้าย

พวกเราหลายคนเป็นครู ควรตระหนักถึงความสำคัญหรือคุณค่าของความรัก ว่าความรักนั้นสำคัญไม่น้อยไปกว่าวิชาความรู้ สำคัญไม่น้อยไปกว่าข้าวปลาอาหาร พ่อแม่หลายคนมีเงินทองให้ลูก แต่ว่าสิ่งที่ทำน้อยไปคือการให้ความรัก มาโรงเรียนเขาก็ต้องการความรัก เขาไม่ได้แค่ต้องการวิชาความรู้อย่างเดียว วิชาความรู้อาจจะไปเติมเต็มที่สมอง แต่ว่าจิตใจก็ต้องการความรักมาเติมเต็มด้วย ถ้าขาดความรักก็อาจจะมีอาการผิดปกติ ไม่ใช่อาการทางกาย เช่น ความเจ็บป่วยเท่านั้น อาจจะมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น ก้าวร้าว หรือทำตัวน่าระอา  ใครที่มีพฤติกรรมแบบนี้อาจเป็นเพราะขาดความรักก็ได้

บางทีการขาดความรักอาจจะเกิดขึ้นกับเราเองก็ได้ หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองพร่องหรือขาดสิ่งนี้ บางทีก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมีอาการแบบนี้ เช่น ขี้อิจฉา ก้าวร้าว หงุดหงิด เครียด จนเป็นโรคนั้นโรคนี้ขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ถ้าเราขาดความรัก เราก็สามารถเติมเต็มความรักให้กับตัวเองได้เหมือนกัน ไม่ต้องรอคอยหรือคาดหวังความรักจากคนอื่น เพราะว่าเขาอาจจะไม่รู้ หนทางหนึ่งที่จะเติมเต็มความรักให้ตัวเราคือการให้ความรักกับผู้อื่น ซึ่งมันจะย้อนกลับมาช่วยเติมเต็มความรักให้กับจิตใจของเราด้วย

เช่นเดียวกับความสุข ถ้าเราอยากได้ความสุข เราต้องเริ่มด้วยการให้ความสุขแก่ผู้อื่น ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ให้ความสุข ย่อมได้รับความสุข” ถ้าเป็นการให้ที่จริงใจ ด้วยใจบริสุทธิ์ ความสุขที่ให้เขาก็จะกลับมาสู่จิตใจของเรา ความรักก็เหมือนกัน เมื่อเราให้ความรักแก่ผู้อื่นด้วยความจริงใจ เราก็ได้ความรักมาเติมเต็มจิตใจ และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้องคอยดูตัวเองด้วยว่านอกจากพร่องความรักแล้ว เรามีความโกรธความเกลียดล้นเกินหรือเปล่า พร่องความรักก็แย่แล้ว แต่ถ้ามีความโกรธความเกลียดล้นเกิน ก็ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ เพราะความโกรธความเกลียดอาจจะทำร้ายจิตใจมากยิ่งกว่าการพร่องความรักก็ได้ มันไม่ได้แค่ทำร้ายจิตใจ บางทียังทำให้ร่างกายย่ำแย่ด้วย

มีผู้หญิงคนหนึ่งอายุ ๒๐ กว่า มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดี แต่เธอมีปัญหา ปวดหัว ปวดท้องเรื้อรัง ความดันขึ้นเป็นประจำ ไปหาหมอกี่ครั้งก็ไม่หาย หมอก็แปลกใจเพราะว่าร่างกายเธอไม่มีอะไรผิดปกติ แต่กลับมีอาการทางกายออกมา หมอเกือบจะถอดใจแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่งหมอบอกว่า อยากให้คุณช่วยเล่าประวัติของคุณให้ฟังหน่อย เธอเล่าว่าเธอเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่เล็ก อยู่ในการดูแลของพี่สาว ๒ คน เวลาพูดถึงพี่สาวเธอจะมีอาการโกรธ เพียงเท่านี้หมอก็รู้ว่าคนไข้ป่วยเพราะอะไร จึงแนะนำให้เธอให้อภัยพี่สาว

คนไข้ไม่พอใจ แทนที่หมอจะให้ยา กลับมาแนะนำให้เธอให้อภัย เธอจึงไม่มาหาหมออีกเลย  หลังจากนั้นหนึ่งปี หมอก็ได้จดหมายจากคนไข้คนนี้ เธอบอกว่า ตอนนี้เธอหายป่วยแล้ว เพราะว่าทำตามที่หมอแนะนำ คือให้อภัยพี่สาว พอเธอให้อภัยพี่สาว  อาการปวดหัวปวดท้องเรื้อรังก็หายเลย แสดงว่าความเจ็บป่วยของเธอเกิดจากความโกรธ ความเกลียด

การให้อภัยเป็นยาขนานเอก อาตมาเรียกว่าเป็น “ยาสามัญประจำใจ” เพราะว่าถ้ามีและใช้อยู่เนือง ๆ มันจะช่วยให้จิตใจเป็นปกติ โดยเฉพาะในยามที่มีความโกรธความเกลียดมาเผาลนหรือกรีดแทงใจ คนเราถ้าไม่รู้จักให้อภัยก็น่าสงสาร เพราะว่าความโกรธความเกลียดจะล้นเกินในจิตใจ

การให้อภัยเป็นยาสามัญประจำใจที่ขาดไม่ได้ ถึงแม้การให้อภัยคนที่ทำร้ายเรา จะเป็นเรื่องยาก แต่การมีชีวิตอยู่โดยมีความโกรธความเกลียดล้นเกินในจิตใจ กลับเป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่า

ชีวิตที่เต็มไปด้วยความโกรธความเกลียดเป็นชีวิตที่อยู่ยาก หลายคนยอมให้อภัย เพราะพวกเขาพบว่าเขาอยู่ต่อไปไม่ได้ถ้ายังมีความโกรธความเกลียดอยู่ พอให้อภัยจิตใจก็โปร่งโล่ง เบาสบาย หลายคนถึงกับบอกว่า ถ้ารู้แบบนี้ก็ทำไปนานแล้ว การให้อภัยมันดีกับตัวเราเอง ผู้ซึ่งถูกความโกรธความเกลียดเล่นงาน เวลาเรามีความโกรธความเกลียด มันเหมือนกับว่าเรามีแผลที่ใจ เมื่อเรามีแผลที่ใจ เราก็ต้องรู้จักเยียวยารักษาตัวเอง

แต่แปลกที่คนจำนวนมากไม่ยอมเยียวยาจิตใจตัวเองด้วยการให้อภัย ชอบหาข้ออ้างต่าง ๆ นานา เช่น เขายังไม่มาขอโทษฉัน ฉันจะให้อภัยได้อย่างไร ต้องมาขอโทษฉันก่อน ฉันถึงจะให้อภัย คนที่พูดแบบนี้ ก็ไม่ต่างจากชายคนหนึ่ง ซึ่งขณะเดินข้ามทางม้าลาย ปรากฏว่าโดนรถพุ่งชน กระดูกหัก แขนหัก รถคันนั้นแทนที่จะหยุดช่วย กลับขับหนีไป

หลังจากนั้นไม่นานก็มีรถพยาบาลมารับ แต่แทนที่จะขึ้นรถพยาบาล เขากลับปฏิเสธ ให้เหตุผลว่าฉันจะไปโรงพยาบาลก็ต่อเมื่อไอ้ตีนผีคนนั้นมาขอโทษฉัน ถ้าเขาไม่มาขอโทษ ฉันก็จะไม่ไปโรงพยาบาล

ถามว่าผู้ชายคนนี้โง่หรือฉลาด ถ้าเป็นเรา ไม่ว่าตีนผีจะมาขอโทษเราหรือไม่ เราก็ต้องรีบไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลก่อน เราทำอย่างนั้นเวลามีแผลที่กาย แต่เวลามีแผลที่ใจ เรากลับทำตรงข้าม คือเราจะไม่ยอมเยียวยาใจตนเอง จนกว่าคนที่ทำให้เราเจ็บปวดจะมาขอโทษเรา หรือมาสารภาพผิดกับเรา อย่างนี้เรียกว่าไม่ฉลาด

เขาจะมาขอโทษเราหรือไม่เป็นเรื่องของเขา แต่หน้าที่ของเราคือเยียวยาตัวเอง ถ้าจิตใจมีแผลเพราะความโกรธความเกลียดก็ต้องรีบเยียวยา แล้วจะเยียวยาด้วยอะไร ถ้าไม่ใช่การให้อภัย คนที่ไม่ยอมให้อภัยผู้อื่น เรียกได้ว่าไม่รักตัวเอง  แถมยังไม่ฉลาดอีกต่างหาก แต่ถ้าเรารักตัวเองและมีปัญญา ก็รู้ว่าต้องเยียวยาตัวเองก่อน ถ้าจิตใจเจ็บปวดเพราะถูกความโกรธความเกลียดเผาลนก็ต้องใช้ยาที่มีอานุภาพมาก คือการให้อภัย

ถ้าเรารู้จักให้อภัย เราก็จะกลับมามีชีวิตที่เป็นปกติได้ จากที่เคยเครียดจิตใจก็คลี่คลาย โปร่งโล่ง เป็นจุดเริ่มต้นให้เราสามารถรักคนอื่นได้มากขึ้น เมื่อเรารักคนอื่นได้มากขึ้น ความรักก็จะมาเติมเต็มในใจเราเอง ไม่ต้องรอให้ใครมาเติมความรักให้เรา แต่ถ้าได้ก็ยิ่งดี ซึ่งเป็นสิ่งที่คนรอบข้างควรจะทำด้วย

พวกเราบางคนเป็นพ่อแม่ บางคนเป็นครู ถ้าเราสังเกตก็อาจพบว่าคนที่อยู่ใกล้ ๆ เรา ไม่ว่าจะเป็น ลูกหรือลูกศิษย์ เขาขาดสิ่งนี้มานานแล้ว เราช่วยเขาได้ด้วยการให้ความรักแก่เขา นี้เป็นคุณประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งสุดท้ายผลดีจะไม่ได้เกิดกับคนรอบตัวเราเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับเราด้วย

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved