หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมมาตา > เตรียมตัวสอบไล่วิชาชีวิต
กลับหน้าแรก

วารสารธรรมมาตา
ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๑

เตรียมตัวสอบไล่วิชาชีวิต
พระไพศาล วิสาโล

มีการอุปมาว่าชีวิตเปรียบเหมือนการเดินทาง การเดินทางนั้นต้องมีจุดหมาย ใครที่เดินทางโดยไม่มีจุดหมาย ก็ไปไม่ถึงไหน หรือวกวน  ถ้าชีวิตไร้จุดหมาย ก็ล่องลอยไปตามยถากรรม เหมือนกับสวะที่ลอยไปในแม่น้ำ การกำหนดจุดหมายชีวิตจึงเป็นเรื่องสำคัญ

แต่ว่าชีวิตกับการเดินทางมีความแตกต่างกันอยู่อย่างหนึ่ง ในการเดินทางนั้น จุดหมายกับปลายทางเป็นเรื่องเดียวกัน  แต่สำหรับชีวิต จุดหมายกับปลายทางไม่เหมือนกัน จุดหมายชีวิต กับปลายทางชีวิต เป็นคนละเรื่องเลยก็ว่าได้

จุดหมายชีวิตก็คือภาพฝันที่เราอยากไปให้ถึง และเราต้องขวนขวายใช้ความเพียร จึงจะไปถึงจุดหมายชีวิตได้ ไม่ว่าจุดหมายนั้นจะหมายถึงความสำเร็จในการงาน ความมั่งมี ร่ำรวย มียศศักดิ์อัครฐาน หรือการบรรลุธรรมก็แล้วแต่ ใคร ๆ ก็อยากบรรลุถึงจุดหมายชีวิต แต่ปลายทางชีวิตนั้นไม่ค่อยมีใครอยากคิด ไม่ค่อยมีใครอยากถึง  แม้กระนั้นทุกคนก็ต้องไปถึงปลายทางชีวิตอย่างแน่นอน ขณะที่จุดหมายชีวิตนั้น บ้างก็ถึง บ้างก็ไม่ถึง

ปลายทางชีวิตคืออะไร ก็คือความตายนั่นเอง   อย่างบทสวดพิจารณาสังขารที่เราเพิ่งสาธยายเมื่อครู่ ข้อความว่า “ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุดรอบ”  จุดหมายชีวิตต้องใช้ความเพียรจึงจะถึง แต่ปลายทางชีวิตไม่ต้องใช้ความเพียรเลย อย่างไรก็มาถึงแน่ อันนี้คือความจริงของชีวิตที่เราต้องระลึกอยู่เสมอ แต่คนส่วนใหญ่มัวสนใจแต่จุดหมายชีวิต  ตั้งแต่เล็กจนโต สิ่งที่เราทำมาตลอดก็คือการพยายามบรรลุถึงจุดหมายชีวิต เรียนหนังสือก็ต้องทำคะแนนให้ได้ดี ๆ จะได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง หรือสอบเข้าคณะที่จะให้มีอาชีพมั่นคง ทำเงินได้  หลายคนอยากประสบความสำเร็จในการงาน รวมทั้งการมีครอบครัวที่ผาสุก นี้คือจุดหมายชีวิตของคนหลายคน

แต่น้อยคนนักที่จะคิดถึงเรื่องปลายทางชีวิต ทั้ง ๆ ที่มันต้องมาถึงอย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว เป็นเพราะว่าผู้คนส่วนใหญ่คิดถึงแต่การบรรลุจุดหมายของชีวิต  โดยไม่สนใจว่าสักวันหนึ่งชีวิตจะมาถึงปลายทาง และเมื่อวันนั้นมาถึง ก็เลยทุกข์ทรมาน ทุรนทุราย กระสับกระส่าย สุดท้ายก็ตายไม่ดี ศพไม่สวย นี้คือโศกนาฏกรรมของผู้คนจำนวนมาก

ถ้าไม่อยากเจอแบบนี้  เราก็ต้องใส่ใจทั้งจุดหมายชีวิตและปลายทางชีวิต อย่าไปคิดว่าเรายังเป็นหนุ่มเป็นสาว ดั้นด้นไปให้ถึงจุดหมายชีวิตก่อน ส่วนปลายทางชีวิตค่อยว่ากันทีหลัง อันนี้เป็นความประมาทอย่างยิ่ง เพราะเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า เราจะถึงจุดหมายชีวิตก่อนที่จะถึงปลายทางชีวิต

หลายคนสิ้นชีวิตก่อนที่จะถึงจุดหมาย  อุตส่าห์เรียนมา ๑๐ ปี ๒๐ ปี สะสมเงินทอง หรือพยายามดิ้นรนหางานที่มั่นคง แต่ปรากฏว่าไม่ทันไปถึงจุดหมายชีวิตที่ฝันใฝ่ก็ตายเสียก่อน  สิ่งที่พากเพียรเรียนมา รวมทั้งสิ่งที่สะสมมาอย่างเหนื่อยยากก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย เมื่อความตายมาถึง  มันไม่ช่วยให้เรามีความพร้อมในการรับมือกับความตายเลย

ผู้คนเป็นอันมากทุกข์ทรมานเมื่อความตายมาถึง ก็เพราะประมาท คิดว่าอีกนานกว่าจุดจบของชีวิตจะมาถึง  บางคนคิดว่าความตายไม่ใช่เรื่องยาก  ไม่ต้องเตรียมหรอก มันมาถึงเมื่อไหร่ก็ค่อยว่ากัน ตอนนี้ฉันขอมีความสุข ขอใช้ชีวิตให้เต็มร้อยก่อน เอาไว้เมื่อแก่แล้วค่อยนึกถึงความตายก็แล้วกัน หรือเมื่อถึงวันนั้นก็ค่อยเตรียมตัวแล้วกัน เรียกว่าไปตายเอาดาบหน้า

มีนักเขียนคนหนึ่งเป็นชาวอเมริกัน อยู่นิวยอร์ก  เขาเป็นนักเขียนแนวประชดประชัน เขาเคยเขียนว่า “ความตายนั้นไม่ยากหรอก หาที่จอดรถในนิวยอร์กยากกว่าเยอะ” อันนี้เขาอาจจะพูดประชดคนนิวยอร์กก็ได้ ที่คิดว่าความตายเป็นเรื่องเล็กน้อย  มันมาเมื่อไหร่ก็ค่อยว่ากันเมื่อนั้น ว่าแต่ว่าตอนนี้ขอหาที่จอดรถให้ได้ก่อน จะว่าไปแล้วคนส่วนใหญ่ก็คิดอย่างนี้ คิดว่าความตายไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิดมาก คิดไปก็อัปมงคลเปล่า ๆ ก็เลยไม่กระตือรือร้นที่จะเตรียมตัว แต่สำหรับชาวพุทธ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญทีเดียว

ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงนำประเด็นนี้มาตรัสเตือนเป็นปัจฉิมโอวาท คนเราเมื่อจะตาย ถึงเวลาต้องสั่งเสีย ก็จะพูดในเรื่องที่สำคัญที่สุด พระพุทธองค์ก็เช่นกันทรงถือว่าความไม่ประมาทเป็นสิ่งสำคัญ จึงตรัสเป็นทำนองสั่งเสียก่อนปรินิพพาน ว่า “ สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด” พระองค์ทรังสั่งเสีย หรือแสดงปัจฉิมโอวาทเพียงแค่ ๒ ประโยค เทียบกับปฐมเทศนาแล้วต่างกันมาก เพราะปฐมเทศนามีความยาวมาก แต่ปัจฉิมโอวาทนี้แค่ ๒ บรรทัด แต่เป็น ๒ บรรทัดที่สำคัญมาก ซึ่งเราควรตระหนัก

สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ถ้าเป็นคน ก็หมายความว่า ต้องแก่ ต้องเจ็บ และต้องตาย คนเราต้องตายแน่ ๆ เพราะเหตุนี้เราจึงควรใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท พยายามใช้ทุกเวลาและนาทีที่ยังมีลมหายใจ เพื่อทำสิ่งที่มีคุณค่า มีประโยชน์ อย่าปล่อยให้มันผ่านเลยไปโดยเปล่าประโยชน์

การระลึกถึงความตาย ที่เรียกว่ามรณสติหรือมรณานุสติ เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงส่งเสริมและเน้นย้ำ จัดว่าเป็น ๑ ในอนุสติ ๑๐ ประการ อนุสติหมายถึงสิ่งที่พึงระลึกนึกถึงเพื่อความเจริญงอกงามของชีวิต มรณสติหรือมรณานุสติเป็นข้อหนึ่ง ข้อที่เหลือได้แก่ พุทธานุสติ ธรรมมานุสติ สังฆานุสติ  อย่างบทสวดมนต์ทำวัตรเช้าและเย็น เน้นการสร้างอนุสติ ๓ ประการ คือการน้อมใจให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อเพิ่มศรัทธาในพระรัตนตรัย  นอกจากนั้นก็มีสีลานุสติ คือการระลึกถึงความดีที่ได้ทำ  จาคานุสติ คือ การระลึกถึงทานที่เราให้แก่ผู้อื่น  เทวตานุสติ คือ การระลึกถึงเทวดา รวมทั้งอุปสมานุสติ คือการระลึกถึงพระนิพพาน แต่ที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ มรณสติ เพื่อกระตุ้นให้เราเกิดความเพียรในการทำความดี หมั่นสร้างบุญสร้างกุศล รวมทั้งละเว้นความชั่ว

ความตายเป็นเรื่องของอนาคตก็จริง แต่การนึกถึงก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย กลับมีประโยชน์ ถ้าหากว่ามันกระตุ้นเราหมั่นทำความเพียร อย่างมีพุทธภาษิตประโยคหนึ่งที่เราสาธยายกันหลายครั้ง “ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้ ใครจะรู้ความตายแม้พรุ่งนี้”  อันนี้เป็นการเตือนให้ระลึกถึงความตาย เพื่อเราจะได้หมั่นทำความเพียร เพื่อให้ชีวิตของเราเป็นชีวิตที่มีค่า มีประโยชน์ เรียกได้ว่าคุ้มค่ากับการเกิดมาเป็นมนุษย์

แต่มองเพียงเท่านั้นยังไม่พอ เราควรระลึกถึงความตายอยู่เสมอ จะได้เห็นความสำคัญของการเตรียมตัวตายด้วย การใช้ชีวิตให้มีค่า กับการเตรียมตัวตายหรือการเตรียมตัวให้ตายดี สำคัญทั้งสองอย่าง จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เพราะว่ามันสัมพันธ์กันมาก ถ้าเราใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า คือทำความดี สร้างบุญสร้างกุศล รวมทั้งทำหน้าที่ต่อคนที่เรารัก หรือมีความสำคัญต่อเรา เช่น พ่อแม่ ลูกหลาน ญาติมิตร รวมทั้งส่วนรวม  การกระทำเหล่านั้นจะช่วยให้การตายของเราเป็นการตายที่ดีได้ คือเมื่อจะตาย ก็รู้สึกภาคภูมิใจกับชีวิตที่ผ่านมา ไม่เสียดายที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่เสียดายที่เกิดมาเป็นชาวพุทธ มันทำให้เราพร้อมตายได้

หลายคนไม่พร้อมตาย เพราะรู้สึกว่าชีวิตที่ผ่านมาเป็นชีวิตที่ย่ำแย่ สร้างบาปกรรมไว้เยอะ  ตอนที่ยังอยู่สบายก็ไม่สนใจทำความดี ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่พอจะตายแล้วย้อนมองชีวิตที่ผ่านมา มันไม่มีอะไรที่ควรภาคภูมิใจเลย คนประเภทนี้จะพยายามต่อสู้ขัดขืนความตาย เพราะเขาอยากมีโอกาสกลับไปแก้ตัว

สาเหตุที่หลายคนไม่อยากตาย ต่อสู้กับความตาย ไม่ใช่เพราะว่าเขากลัวตาย แต่เป็นเพราะว่าเขายังไม่พร้อมจะตาย อยากมีโอกาสทำความดีเพื่อแก้ตัว  รวมทั้งให้เวลากับคนรัก ถ้าหากว่าเราใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ควรแก่การภาคภูมิใจ เราก็พร้อมจะตายได้มากขึ้น  ความดีเหล่านั้นทำให้การตายของเราเป็นการตายที่ดีได้  ขณะเดียวกัน คนที่ตระหนักว่าหากจะต้องตายก็ขอตายดีให้ได้  เขาจะพยายามใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ไม่ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม หรือใช้ชีวิตไปตามอำนาจของกิเลส

การตระหนักถึงความสำคัญของการตายดี จะทำให้เราไม่เพียงทำความดี ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าเท่านั้น แต่ยังเห็นความสำคัญของอีกสิ่งหนึ่ง นั้นคือการรู้จักปล่อยวาง เพราะถ้าเรายังยึดติดลูก พ่อ แม่ ทรัพย์สิน เงินทอง รวมทั้งการงาน ก็ตายดีได้ยาก มีตัวอย่างมากมายของคนที่ตายไม่ดี เพราะห่วงลูก ห่วงทรัพย์สมบัติ  มีบางคนอายุมากและป่วยหนัก ใกล้จะตายแล้ว แทนที่จะนึกถึงบุญกุศล หรือนึกถึงพระรัตนตรัย กลับนึกถึงเงินที่ถูกยืมไป  ถึงกับส่งจิตไปทวงเงินเพื่อนบ้าน  ตัวป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล แต่เพื่อนบ้านเห็นเขามาทวงเงิน จึงรีบมาหาที่โรงพยาบาลทันที เพื่อบอกว่าจะคืนเงินให้

อีกรายหนึ่งเป็นอาม่า ป่วยหนัก อาม่าเป็นคนที่รักหลานมาก ทุกเย็นเวลากินอาหารก็จะคอยจ้ำจี้จ้ำไชหลานให้กินเยอะ ๆ ตามประสาคนจีน  ช่วงที่อาม่านอนป่วยโคม่าอยู่ที่โรงพยาบาล ปรากฏว่าขณะที่หลานกำลังกินอาหารเย็นอยู่ที่บ้านกับพ่อแม่  จู่ ๆ หลานก็พูดโพล่งขึ้นมาว่า “อาม่า หนูพอแล้ว อิ่มแล้ว ไม่เอาแล้ว” พ่อแม่งงเลยว่าลูกพูดกับใคร เพราะตอนนั้นไม่มีใครอยู่เลยนอกจากพ่อ แม่ ลูก ครั้นถามลูก ลูกก็บอกว่าอาม่ามาสั่งให้กินข้าวเยอะ ๆ  อาม่าคงจะส่งจิตมาด้วยความเป็นห่วงหลาน

ถ้าหากว่าอาม่าตายตอนนั้นคงตายไม่ดี เพราะว่าห่วงหลานมาก ยายคนนั้นก็เช่นกัน ถ้าตายตอนนั้นคงตายไม่ดี เพราะว่ายังเป็นห่วงทรัพย์ อุตส่าห์ไปทวงเงินเขา

ปล่อยวางในที่นี้ไม่ได้หมายถึงปล่อยวางเฉพาะคนรัก ของรัก หรือสิ่งที่ให้ความสุขกับเรา  สิ่งที่ไม่รัก หรือทำความทุกข์ให้กับเรา ก็ต้องปล่อยวางด้วย  เช่น ความโกรธ ความพยาบาท ความรู้สึกผิด  อารมณ์เหล่านี้คอยทิ่มแทง รบกวนจิตใจคนใกล้ตายจำนวนมาก ทำให้ตายไม่สงบ ก่อนตายก็ทุรนทุราย บางคนตาค้าง บางคนมีอาการกระสับกระส่าย บางคนทั้ง ๆ ที่โคม่าแต่ก็น้ำตาไหลเวลามีใครบางคนมาเยี่ยม เพราะรู้สึกผิดที่เคยทำไม่ดีกับเขา  อารมณ์ที่เป็นอกุศลบางครั้งปล่อยวางยากกว่าทรัพย์สินเงินทอง คนรัก หรือพ่อแม่เสียอีก

คนที่ตระหนักว่าการตายดีเป็นสิ่งจำเป็น เขาจะเห็นความสำคัญของการฝึกใจให้ปล่อยวาง ไม่ใช่มาปล่อยวางเอาตอนกำลังจะตาย ซึ่งมักจะไม่ได้ผล เพราะว่าคนเราเวลาใกล้ตาย แม้ว่ากำลังวังชาจะอ่อนระโหย แต่กิเลสและนิสัยเดิม ๆ กลับรุนแรงมากกว่าเดิม

ร่างกายไม่มีเรี่ยวไม่มีแรงแล้ว แต่นิสัย หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าสันดาน รวมถึงกิเลส มันกลับมีกำลังยิ่งกว่าเดิม อาละวาดหนักยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ตอนที่ยังไม่ป่วย เราพอจะคุมกิเลส หรือคุมสันดานได้บ้าง แต่พอใกล้ตาย จะควบคุมได้ยากมาก  กิเลสหรือนิสัยสันดานเดิม ๆ จะออกมารบกวนรังควานจิตใจอย่างรุนแรง ใครที่เป็นคนเจ้าอารมณ์ โทสะจะออกมามากตอนกำลังจะตาย เพราะฉะนั้น ใครที่คิดว่าถึงเวลาใกล้ตายค่อยเตรียมตัวให้ตายดี หรือเตรียมนิมนต์พระ เพื่อน้อมนำจิตให้ไปดี อย่างนี้มักจะไม่ได้ผล เพราะใจไม่ยอมน้อมตาม เนื่องจากกิเลสหรือสันดานยึดครองจิตใจอย่างแน่นหนา

มีคุณยายคนหนึ่งเป็นอัลไซเมอร์จนลืมลูกลืมหลานหมดแล้ว แต่วัน ๆ หนึ่งแกไม่ทำอะไรเลย เอาแต่นั่งนับเงิน คอยดูสมุดบัญชี ดูรายการหนี้สิน หรือเงินที่ให้คนอื่นยืมไป จะตายอยู่แล้ว ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ไม่ลืมเรื่องเงิน จะให้ฟังธรรมก็ไม่เอา สนใจแต่เรื่องเงิน อย่างนี้จะตายดีได้อย่างไร แม้จะไปนิมนต์พระที่เป็นพระอาจารย์เจ้าที่มีคุณวิเศษมานำทางก็คงจะยาก

ดังนั้น ถ้าเราเห็นความสำคัญของการตายดีก็จะต้องเตรียมตัวเสียตั้งแต่วันนี้ ไม่เพียงทำความดี สร้างบุญ สร้างกุศล พยายามห่างไกลจากความชั่ว แต่ต้องฝึกการปล่อยวางด้วย การเจริญสติที่เราทำที่นี่จะช่วยให้เรารู้จักปล่อยวาง จะว่าไปแล้วการปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เริ่มตั้งแต่ทาน ศีล ภาวนา ก็ล้วนมีจุดมุ่งหมายให้เรารู้จักปล่อยวางทั้งสิ้น การให้ทานก็คือการสละ  ฝึกให้เรารู้จักปล่อยวางทรัพย์สินเงินทอง  แต่หลายคนให้ทานไม่เป็น ยิ่งให้ก็ยิ่งยึด หรือให้ด้วยความโลภ บริจาคสิบอยากได้ร้อย ถวายร้อยอยากได้ล้าน  อย่างนี้จิตยิ่งยึดติดในทรัพย์มากขึ้น หลายคนทำบุญแล้วจิตยิ่งยึดติด ถ้าทำบุญเป็น จิตจะยิ่งปล่อยวาง ทำเพื่อละ ไม่ใช่ทำเพื่อเอา

ศีลก็เช่นเดียวกัน เราทำเพื่อละ ไม่ใช่เพื่อเอา เอาในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเอาเงินเท่านั้น แต่รวมถึงเอาคำสรรเสริญเยินยอ  เช่น อยากให้เขาชม อยากสร้างภาพให้ดูดี อันนี้เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง

ภาวนาก็เช่นกัน  ถ้าภาวนาเพื่อจะเอา แม้แต่เอาบุญหรือเอาความสงบ กลับจะทำให้เราติดยึดมากขึ้น  แต่ถ้าเราภาวนาเป็น จิตใจจะปล่อยวาง  เวลามีความคิดเกิดขึ้นก็ปล่อยวาง ไม่หลงตามความคิด เวลามีความโกรธ มีความไม่พอใจเกิดขึ้น ก็รู้ทัน แล้วางได้  แม้แต่ความสงบเกิดขึ้นก็วาง ไม่ติด ไม่ยึด ไม่หวงแหน ถึงเวลาที่ความสงบจางคลายไปก็ไม่เสียดาย เวลามีใครมาต่อว่าด่าทอ ก็วางคำพูดเหล่านั้นลงได้ เวลามีทุกขเวทนา ความเจ็บปวด ก็วางมันลงได้ แต่ส่วนใหญ่ไม่วาง กลับยึดมัน

ความโกรธเมื่อเกิดขึ้น เราจะรู้สึกทุกข์ แต่แปลกไหม เรากลับหวงแหนมัน เมื่อมันครองใจเราได้ มันจะสั่งเราให้คอยปกปักรักษามันเอาไว้ เป็นองครักษ์พิทักษ์ความความโกรธ รวมทั้งอารมณ์อื่น ๆ เช่น ความเศร้า  เราจะหวงแหนอารมณ์เหล่านี้ ไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมวาง แต่ถ้าเราหมั่นเจริญสติ เราก็จะไม่หลงกลมัน ปล่อยวางมันไปจากใจได้

การภาวนาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่เพียงช่วยให้เราสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข สงบเย็น แต่ก็ยังเป็นการเตรียมพร้อมให้เราสามารถตายดีได้  นี้คือวิชาหนึ่งที่เราต้องใส่ใจ คือ วิชาเตรียมตัวตาย เป็นหนึ่งในบรรดาวิชาชีวิตที่จะมองข้ามไม่ได้

เราเรียนวิชาทางโลกหรือวิชาชีพก็ดีอยู่ แต่วิชาชีพส่วนใหญ่ไม่ช่วยให้เราพร้อมตายอย่างสงบหรือตายดีได้เลย บางครั้งอาจจะเป็นตัวหน่วงเหนี่ยวด้วยซ้ำ วิชาชีพนั้นเรียนไปแล้วอาจจะไม่ได้ใช้ เพราะว่าไม่ได้ทำอาชีพการงานที่ตรงกับวิชาที่เรียน หรือว่าวิชาความรู้ที่เรียนมาล้าสมัยไปแล้ว เพราะโลกของเราตอนนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก แต่วิชาชีวิต รวมทั้งวิชาเตรียมตัวตายนั้น เรียนแล้วได้ใช้แน่ แต่ก็แปลกที่ไม่ค่อยมีการสอนเท่าไหร่ มหาวิทยาลัยก็ไม่สอน โรงเรียนยิ่งแล้วใหญ่ ทั้ง ๆ ที่เราต้องเจอ ต้องใช้แน่  เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าคนเราให้ความสนใจกับจุดหมายชีวิตมากเกินไป จนลืมปลายทางชีวิต  แต่คนที่ฉลาดจะไม่ประมาท เพราะรู้ว่าปลายทางชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องมาถึง  จึงต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ

จะว่าไปแล้วความตายก็คือการสอบไล่ครั้งสุดท้ายของวิชาชีวิต วิชาทุกอย่างต้องมีการสอบ วิชาชีพที่เราเรียนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย เราต้องสอบอยู่เป็นประจำ เช่น สอบกลางภาค สอบปลายภาค เท่านั้นไม่พอ ยังมีการสอบเข้ามหาวิทยาลัย สอบสมัครงานด้วย วิชาชีวิตก็เช่นเดียวกัน เราต้องสอบ และเป็นการสอบไล่จริง ๆ คือถ้าสอบไม่ได้ก็ตกจริง ๆ คือ ตกอบาย วิชาชีพ วิชาในโรงเรียน  หากเราสอบตก ก็ไม่ได้ตกจริง แค่ซ้ำชั้น แถมได้รับอนุญาตให้สอบแก้ตัวได้ด้วย  เช่น สอบซ่อม สอบเอนทรานซ์ไม่ได้ก็สอบใหม่ สอบสมัครงานไม่ได้ก็สอบใหม่ บางคนสอบเนติบัณฑิต สอบมา ๑๐ ปีแล้วก็ยังสอบอยู่ พระหลายรูปสอบประโยค ๙ มา ๒๐ ปีแล้ว สอบไม่ได้ก็ยังสอบอยู่ แต่วิชาชีวิตนั้นถ้าสอบไล่ไม่ได้ก็ตกจริง ๆ จะสอบแก้ตัวไม่ได้ ไม่มีการสอบซ่อม

ยิ่งกว่านั้น การสอบไล่ในวิชาชีวิตไม่มีการประกาศล่วงหน้า วิชาทางโลกหรือวิชาชีพที่เราเรียนในมหาวิทยาลัยหรือในโรงเรียน เมื่อจะสอบก็มีการประกาศล่วงหน้าทุกครั้ง บางครั้งล่วงหน้าเป็นปี ทำให้เรามีโอกาสเตรียมตัว สามารถวางแผนได้ เช่น อีก ๑ เดือนจะมีการสอบ เราอาจจะเที่ยวสัก ๒ อาทิตย์  จากนั้นก็ค่อยเตรียมสอบ แต่การสอบไล่วิชาชีวิตไม่มีการประกาศล่วงหน้า เพราะฉะนั้นจะต้องพร้อมตลอดเวลา อย่าไปคิดว่าฉันเป็นหนุ่มเป็นสาว กว่าจะได้สอบไล่วิชาชีวิตก็คงอีก ๓๐ ปี ๔๐ ปี หรือ ๕๐ ปี ถ้าคิดแบบนี้ถือว่าประมาทมาก

มีภาษิตธิเบตกล่าวว่า “ไม่มีใครรู้หรอกว่าระหว่างพรุ่งนี้กับชาติหน้าอะไรจะมาก่อน” อย่าไปคิดว่ามีพรุ่งนี้แล้วค่อยมีชาติหน้า มีคนไทยประมาณ ๑,๖๐๐ คน ที่วันนี้คือวันสุดท้ายของเขา พ้นจากวันนี้ไปก็คือชาติหน้า เราก็ไม่รู้หรอกว่าเราจะเป็น ๑ ใน ๑,๖๐๐ คนนั้นหรือไม่ ประมาทไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราจะต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ  

ถามตัวเองบ้างว่าวันนี้พร้อมตายหรือยัง ถ้าปลายทางชีวิตมาถึงวันนี้วันพรุ่ง พร้อมหรือเปล่า พร้อมที่จะเผชิญกับมันด้วยใจสงบหรือไม่ แต่ถ้าไม่พร้อมก็ไม่เป็นไร ขอให้เตรียมตัวเสียแต่วันนี้ เตรียมตัวเสียแต่นาทีนี้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved