หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมมาตา > ยอมรับได้ ใจก็ปล่อยวาง
กลับหน้าแรก

วารสารธรรมมาตา
ปีที่ ๑๐ ฉบับที่ ๓
มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน ๒๕๖๐

ยอมรับได้ ใจก็ปล่อยวาง
พระไพศาล วิสาโล

ตอนที่สวนโมกข์เริ่มมีการสร้างถาวรวัตถุ เช่น โรงมหรสพทางวิญญาณ หรืออาคารต่าง ๆ ก็ดี อาคารแต่ละแห่ง ใช้เวลานานหลายปี เพราะว่าอาศัยกำลังพระเณรช่วยกันสร้าง ไม่มีการจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้างมาทำ พระเณรก็ทำกันวันละนิด วันละหน่อย

คราวหนึ่งท่านอาจารย์พุทธทาสสร้างอาคารชื่อว่า “ธรรมนาวา” เรียกสั้น ๆ ว่า “เรือ” เพราะมีรูปร่างคล้ายเรือ คราวหนึ่งมีลูกศิษย์มาเยี่ยมสวนโมกข์ เมื่อไปกราบท่านอาจารย์พุทธทาส ถามท่านว่าเรือสร้างถึงไหนแล้ว เสร็จหรือยัง อาจารย์พุทธทาสตอบว่าเสร็จแล้ว ชายคนนั้นก็แปลกใจ เพราะว่ามาสวนโมกข์เมื่อ ๒ เดือนก่อนก็เห็นว่ายังสร้างไปไม่ได้มากเท่าไร ทำไมเสร็จเร็วจัง จึงเดินไปดู ปรากฏว่าคืบหน้าไปได้ไม่มาก เขาจึงกลับมาหาท่านอาจารย์พุทธทาสและถามว่า เรือยังสร้างไปไม่ถึงไหนเลย ทำไมอาจารย์ถึงว่าเสร็จแล้ว  ท่านอาจารย์พุทธทาสตอบว่า “เสร็จแล้ว เสร็จจริง ๆ  วันนี้เสร็จ พรุ่งนี้ก็เสร็จ มะรืนนี้ก็เสร็จ เสร็จทุกวัน”

ชายคนนั้นคงง เพราะตามความเข้าใจของเขา คำว่าเสร็จก็คือเรียบร้อยสมบูรณ์  แต่สำหรับท่านอาจารย์พุทธทาส  เสร็จในความหมายของท่าน คือ วางลงจากใจแล้ว ไม่เอามาเป็นเครื่องกังวลใจ   หมายความว่า เวลาจะทำอะไรก็ตาม ก็ทำเต็มที่ แต่พอเลิกงาน ก็วางมันลง อย่างนี้เรียกว่าเสร็จ  คนเราเวลาทำอะไรสำเร็จเสร็จสิ้น  จะรู้สึกว่ามันเบา ไม่มีความวิตกกังวลอีกต่อไป  ท่านอาจารย์พุทธทาสก็มีความรู้สึกอย่างนั้นทุกครั้งที่เลิกงาน  ได้แค่ไหนก็แค่นั้น  พอเลิกงานก็วางงานลงจากใจ  ไม่ใช่แค่วางค้อน วางเครื่องไม้เครื่องมือเท่านั้น ใจก็วางด้วย  เสมือนว่ามันเสร็จแล้ว ถึงเวลาไปทำสมาธิ ภาวนา ทำวัตรสวดมนต์ หรือพักผ่อน ก็ไม่เอางานมาครุ่นคิดให้หนักอกหนักใจ แม้จะยังไม่เสร็จสมบรูณ์ เวลาเข้านอนก็นอนด้วยใจที่ปลอดโปร่ง เพราะว่าวางทุกอย่าง เสมือนว่ามันเสร็จแล้ว อันนี้คือความหมายหนึ่งของการทำงานด้วยใจที่ปล่อยวาง

พวกเราหลายคนพอมาปฏิบัติธรรม ก็นึกในใจว่า เมื่อไรคอร์สจะจบสักที อาจจะคิดอย่างนี้ทุกวันเลย  ลองเอาคำสอนหรือคำแนะนำของท่านอาจารย์พุทธทาสไปใช้ก็ได้ คือว่า คอร์สนี้เสร็จทุกวัน ไม่ต้องไปคิดว่าอีกกี่วันถึงจะได้กลับบ้าน การคิดแบบนั้นมีแต่จะทำให้ทุกข์ และไม่ได้ช่วยให้เวลาผ่านไปเร็วขึ้นกว่าเดิม

 มิใช่แต่การปฏิบัติธรรมเท่านั้น  ทำงานอย่างอื่นก็เช่นกัน เวลาเราทำงานก็ให้ลองนึกว่า เสร็จทุกวัน  เลิกงานแล้วก็กลับบ้านไปหาลูก  พ่อแม่ หรือคนรัก ด้วยใจที่ปลอดโปร่งเสมือนกับว่างานเสร็จแล้ว 

แต่คนจำนวนมากทำอย่างนั้นไม่เป็น เวลากลับไปบ้านก็แบกเอางานไปด้วย ไม่ได้ถือแฟ้มแบกกลับไป แต่ว่าแบกที่ใจ  เวลาอยู่กับลูก ก็นึกถึงงาน ใจไม่ได้อยู่กับลูกเต็มร้อย  เวลานึกถึงงานก็รู้สึกวิตกกังวล หงุดหงิด แสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าให้ลูกเห็น ลูกก็จะรู้สึกเครียดเวลาอยู่กับเรา เพราะใจเรายังแบกงานไว้เต็มที่  ให้เรานึกว่ามันเสร็จแล้ว วางมันลงเสีย  เราจะได้กลับบ้าน จะได้อยู่กับลูก กับคนรัก หรืออยู่กับตัวเองด้วยใจที่ปลอดโปร่ง และทำสิ่งที่ควรทำเมื่ออยู่บ้าน เช่น พักผ่อน สวดมนต์ นั่งสมาธิ   หลายคนแบกงานกลับบ้าน เอาเข้าห้องนอน  แม้กระทั่งจะนอนก็ยังไม่ยอมวาง เลยนอนไม่หลับ ตื่นขึ้นมาก็เลยไม่มีเรี่ยวแรงทำงาน

ที่จริงงานไม่ใช่ปัญหา หลายคนมักจะบ่นว่างานเยอะ มีภาระมาก จริง ๆ แล้วงานไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่ว่าเราแบกมันเอาไว้ไม่ยอมวางต่างหาก   เวลาทำงานใจก็ไม่ได้อยู่กับงานจริง ๆ มัวแต่จดจ่ออยู่กับผลของงาน ว่ามันจะออกมาเป็นอย่างไร ดีหรือไม่  เจ้านายจะพอใจไหม เพื่อนร่วมงานจะว่าอย่างไร หรือไม่ก็เอาแต่คิดว่า เมื่อไรจะเสร็จ  เวลามาปฏิบัติธรรมก็คิดว่าเมื่อไรจะได้กลับบ้าน  เวลาเดินทางกลับบ้านก็เอาแต่คิดว่าเมื่อไรจะถึง  อันที่จริงมันถึงทุกขณะอยู่แล้ว มันถึงทุกเวลา มันถึงทุกวินาที ให้ลองคิดแบบนี้ดูบ้าง

การที่ใจเรามัวคิดถึงจุดหมายปลายทางว่าเมื่อไรจะเสร็จ เมื่อไรจะถึง เมื่อไรไฟแดงจะเปลี่ยนเป็นไฟเขียว วิธีคิดแบบนี้สร้างความทุกข์ให้กับจิตใจมาก ทำให้เครียด วิตกกังวล จนส่งผลเสียต่อสุขภาพ   อย่างนี้เรียกว่าเป็นการแบกอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเราลองวางมันลงบ้าง อนาคตจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของอนาคต ให้นึกถึงคำของหลวงพ่อคำเขียนก็ได้ ท่านเคยพูดไว้ว่า “ถึงต่อเมื่อมันถึง” เวลาเดินทางก็ไม่ต้องกังวลว่าเมื่อไรจะถึง  ถึงต่อเมื่อมันถึง หรือจะมองอย่างท่านอาจารย์พุทธทาสก็ได้ว่า มันเสร็จทุกเวลาอยู่แล้ว เสร็จทุกวัน เสร็จทุกชั่วโมง เสร็จทุกนาที สิ่งสำคัญก็คือ ใจอยู่กับปัจจุบัน

ใจอยู่กับปัจจุบัน เวลาทำงานก็ทำด้วยใจที่ปล่อยวาง คือปล่อยวางอดีต  ปล่อยวางอนาคต เหตุการณ์เมื่ออาทิตย์ก่อน เดือนก่อน งานการล้มเหลวอย่างไร มีอุปสรรคอย่างไร ก็เป็นเรื่องของอดีต ปล่อยมันไป  ข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของอนาคต ไม่ต้องเอามาใส่ใจ ใจอยู่กับปัจจุบันก็พอ  เมื่อใดก็ตามเราทำงานตรงหน้าด้วยใจเต็มร้อย  ก็เรียกได้ว่าทำงานด้วยใจปล่อยวาง ยิ่งถ้าเราทำใจถึงขั้นที่ว่า มันไม่ใช่งานของเรา ถึงแม้ไม่ใช่งานของเรา เราก็ทำเต็มที่ หากว่ามันมีประโยชน์ เราก็ทำ ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่าต้องเป็นงานของเรา เราถึงจะทำ  และเมื่องานเสร็จก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นผลงานของเรา

ท่านอาจารย์พุทธทาสบอกว่า “ยกผลงานให้เป็นของความว่าง”  ทำงานเสร็จก็ยกผลงานให้เป็นของความว่าง หรือยกให้เป็นของส่วนรวมก็ได้ เพราะว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่ทำให้งานสำเร็จ มีคนอีกมากมายที่ร่วมกันทำให้สำเร็จ ทั้งที่ทำด้วยกัน ทั้งที่อยู่เบื้องหลัง คนที่เป็นแม่ครัว คนที่เป็นนักการภารโรง แม้กระทั่งพ่อแม่ของเราที่บ้าน ก็มีส่วนช่วยทำให้งานสำเร็จ เพราะถ้าไม่มีคนเหล่านั้น ก็คงไม่มีเรา หรือเราก็คงจะไม่มีเรี่ยวแรง กำลัง หรือสติปัญญาที่จะทำให้งานสำเร็จได้ งานแต่ละชิ้นจึงเป็นผลงานร่วมของผู้คนมากมายด้วย การวางใจอย่างนี้ ก็เรียกได้ว่าทำงานด้วยใจที่ปล่อยวาง

การวางใจแบบนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก แต่ว่าเราสามารถทำได้จากการมาฝึกปฏิบัติที่นี่ ฝึกปฏิบัติด้วยการเจริญสติ เรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับกาย  กายเมื่อเคลื่อนไหว ใจก็รับรู้ เพราะว่าใจไม่ได้ออกไปเที่ยวเตร่ที่ไหน ใจอยู่กับเนื้อกับตัว เพราะฉะนั้น เมื่อกายเคลื่อนไหว ใจก็รับรู้ รับรู้ว่ากายทำอะไร ไม่ใช่แค่ยกมือสร้างจังหวะ ไม่ใช่แค่เดินจงกรม แต่รวมถึงเวลาเดินมาที่ศาลา เดินขึ้นบันได อาบน้ำ ล้างจาน หรือทำอย่างอื่นด้วย

แต่ละวัน เราใช้กายทำอะไรต่าง ๆ มากมาย ในขณะที่กายเคลื่อนไหว ถ้าใจอยู่กับเนื้อกับตัว รับรู้ว่ากายทำอะไร อันนี้เรียกว่ากายเคลื่อนไหว ใจก็รับรู้ หรือเรียกอีกอย่างว่า เห็นกายเคลื่อนไหว เวลาที่ใจคิดนั่น คิดนี่ แล่นออกไปนอกตัว เที่ยวเตร่สารพัด เราก็รู้ แค่รู้ว่าใจเผลอคิดไป มันก็กลับมา  มันจะวางอดีตและอนาคตลงทันที แล้วกลับมาอยู่กับปัจจุบัน

ถ้าเรามีสติ แม้สัมผัสกับอารมณ์ปัจจุบัน เช่น เสียงดัง หรือความปวดเมื่อย อันนี้เรียกว่าอารมณ์เหมือนกัน คำว่าอารมณ์ ในพุทธศาสนาหมายถึงสิ่งที่จิตรับรู้ ไม่ว่ารูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ความคิด เมื่อมีเสียงดังมากระทบหู มีแดดมากระทบกาย เกิดความคิดหรืออารมณ์ตามมา  เหล่านี้เรียกว่าอารมณ์ปัจจุบัน เมื่อเกิดขึ้น เราก็เพียงรับรู้เฉย ๆ รู้โดยไม่ไปยึดติด วางมันลง มันก็รบกวนจิตใจเราไม่ได้

เสียงดังไม่ได้สร้างปัญหาให้กับเรา ถ้าหากเราแค่รับรู้เฉย ๆ แต่เพราะใจเราไปยึดติด จดจ่อ หรือผลักไสมัน ตรงนี้แหละที่เป็นปัญหา ปัญหาไม่ได้เกิดจากเสียง แต่ปัญหาเกิดจากการที่เราไม่ชอบมัน เราไปทะเลาะเบาะแว้งกับมัน อย่างที่หลวงพ่อชาเรียกว่า “ไปรบกวนเสียง” แดดร้อนก็ไม่ใช่ปัญหา มันแค่ทำให้กายร้อน แต่ถ้าใจไม่ชอบ ใจผลักไส  ความทุกข์ใจก็เกิดขึ้นทันที  ที่แปลกก็คือ อะไรที่เราผลักไส ไม่ชอบ ใจก็ยิ่งยึดติด  คำต่อว่าด่าทอของใครก็ตาม เราไม่ชอบเลย แต่พอได้ยินก็จะคิดแล้วคิดอีก เก็บเอามาคิดอยู่นั่นแหละ คิดจนนอนไม่หลับ

 เวลาเราโกรธเกลียดใคร ก็มีความรู้สึกอยากผลักไสออกไป แต่ยิ่งโกรธ ยิ่งเกลียด มันก็ยิ่งคิด  ยิ่งนึกถึงเขา   เวลามือหรือนิ้วถูกของเหม็น เช่น น้ำปลา ปลาร้า หรือกะปิ มันเหม็นมาก เราไม่ชอบ เราก็ล้างมือ แต่พอล้างมือเสร็จแล้ว เราทำอย่างไร ก็เอานิ้วมาดม เราไม่ชอบกลิ่นเหม็นที่ติดอยู่ปลายนิ้ว แต่เราก็ดมมันอยู่นั่นแหละ ถ้ามันยังเหม็นอยู่เราก็ดมไม่เลิก  นี้เรียกว่า ยิ่งผลักไสก็ยิ่งยึดติด เพราะฉะนั้นจึงมีคำพูดว่า “สิ่งใดที่เราผลักไสจะคงอยู่ แต่สิ่งใดที่เราตระหนักรู้จะหายไป” ถ้าเรายิ่งผลักไส มันก็ยิ่งรบกวน ยิ่งยึดติด ยิ่งจดจ่อ แต่ถ้ารู้เฉย ๆ มันก็จะหายไป

อารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน ไม่ใช่ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเสียงดัง แดดร้อน  แต่ปัญหาคือใจที่ผลักไส ใจที่ไม่ชอบต่างหาก  หลายคนบอกว่า ไม่อยากทำสมาธิ ไม่อยากเจริญสติ เพราะทำแล้วมันฟุ้งไปหมดเลย ฟุ้งตลอดเวลา บางคนนั่งสมาธิ ๕ นาทีก็ไม่ไหวแล้ว เพราะใจฟุ้ง ที่จริงความฟุ้งเป็นเรื่องธรรมดา และไม่ใช่ปัญหาด้วย  แต่ปัญหาเกิดเมื่อใจเราไม่ชอบความฟุ้ง เมื่อใจเราไม่ชอบ ความทุกข์ก็เกิดขึ้นทันที เพราะเมื่อไม่ชอบ จิตก็จะดิ้นรน ผลักไส อยากให้สิ่งนั้นหายไป แต่เมื่อมันไม่หาย ยังอยู่ ก็เกิดความผิดหวัง ไม่พอใจ  เกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที เราทุกข์เพราะเราอยากผลักไส แต่มันไม่ไป มันไม่หาย  

แม้กระทั่งโรคภัยไข้เจ็บ มันทำได้อย่างมากคือ ทำให้เกิดความทุกข์กาย แต่ทำให้เกิดความทุกข์ใจไม่ได้  แต่ความทุกข์ใจจะเกิดขึ้นทันทีที่เราไม่ชอบ ผลักไส ยอมรับมันไม่ได้ ตีโพยตีพาย หรือโอดครวญ  ยิ่งเรายอมรับมันไม่ได้ ก็ยิ่งเปิดช่องให้ความทุกข์เข้ามาเล่นงานจิตใจเราได้มากขึ้น

บางคนเป็นมะเร็ง แต่สามารถอยู่กับมะเร็งได้ด้วยใจปกติ เพราะเขายอมรับ ไม่รังเกียจ ไม่ผลักไสมัน บางคนกลับมีเมตตาต่อมันด้วย มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นมะเร็ง ปวดมาก แต่ว่าเธอไม่ค่อยกินยาระงับปวด เธอใช้วิธีคุยกับมะเร็ง เช่นพูดว่า “มะเร็ง ตอนนี้ก็มืดค่ำแล้วนะ ฉันจะนอนแล้ว เธอก็ควรนอนด้วยเหมือนกัน  พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่” แล้วเธอก็ร้องเพลงกล่อมมะเร็ง ทำนองเดียวกับกล่อมลูก แล้วก็หลับไปด้วยกัน ทั้งเธอทั้งมะเร็ง เธออยู่กับมะเร็งโดยไม่ต้องใช้ยาระงับปวด แล้วก็อยู่ได้นานด้วย

แต่บางคนพอรู้ว่าเป็นมะเร็งได้ไม่กี่วันก็แย่เลย มีคุณป้าคนหนึ่งเข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นอะไร จนกระทั่งวันหนึ่งหมอบอกว่า “ป้าเป็นมะเร็งตับ อยู่ได้ไม่เกิน ๓ เดือนนะ”  แกตกใจมาก กลุ้มอกกลุ้มใจ ยอมรับไม่ได้ รู้สึกวิตกกังวล กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่มีเรี่ยวแรง หมดอาลัยตายอยาก  ปรากฏว่าอยู่ได้แค่ ๑๒ วันก็ตาย   

ถามว่ามะเร็งลุกลามอย่างรวดเร็วจนทำให้คุณป้าตายหรือเปล่า  มันไม่ลุกลามเร็วขนาดนั้นหรอก แต่ที่เธอตายเป็นเพราะใจของเธอมากกว่า ใจเธอยอมรับไม่ได้ พยายามต่อต้าน ผลักไส  เกิดความกลัววิตก ยิ่งกลัวยิ่งวิตกก็ยิ่งครุ่นคิดถึงมัน ยิ่งผลักไสก็ยิ่งยึดติด ยิ่งยึดติด กายและใจก็ยิ่งแย่ จนในที่สุดก็ทนไม่ไหว

ปัญหาของคุณป้าคนนี้อยู่ที่ใจไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น  ไม่ใช่เพราะโรคมะเร็ง  พอใจไม่ยอมรับก็เกิดความทุกข์ใจขึ้นมาทันที  แต่ถ้าใจยอมรับได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ใจก็สามารถสงบได้

เพื่อนอาตมาคนหนึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่เชียงใหม่ วันหนึ่งมีธุระต้องบินมาที่กรุงเทพ ฯ ปกติก็นั่งเครื่องบิน บังเอิญเจอเพื่อนซึ่งมีเครื่องบินส่วนตัวขนาดเล็ก  เขากำลังจะเข้ากรุงเทพ ฯ วันเดียวกัน เลยชวนอาจารย์นั่งเครื่องบินเข้ากรุงเทพ ฯ ด้วยกัน  ก่อนบินมีฝนตกหนัก พอฝนหยุดก็ออกเดินทาง  เครื่องบินขึ้นไปได้แค่ ๕ นาที ปรากฏว่าเครื่องดับ  นักบินพยายามสตาร์ท แต่ทำอย่างไรก็ไม่ติด เลยคิดว่าเครื่องบินต้องตกแน่ ๆ  ถึงตอนนั้นอย่างเดียวที่ทำได้ คือ ทำอย่างไรให้เครื่องบินไม่ตกในเขตชุมชนหรือหมู่บ้าน  นักบินจึงพยายามบังคับเครื่องให้ร่อนไปยังภูเขา เพื่อให้เครื่องบินตกในป่า ตอนนั้นอาจารย์ทำใจแล้วว่าถ้าเครื่องบินตกก็ตายแน่

อาจารย์เล่าว่าตอนนั้นบรรยากาศรอบตัวสงบมาก  เครื่องบินที่เคยส่งเสียงดังก็เงียบสนิท มองไปข้างบนเป็นท้องฟ้าสีคราม ข้างล่างเป็นภูเขา เป็นป่าเขียวขจี  บรรยากาศทั้งสวยงามและเงียบสงบ  ในช่วงนั้นเขาทำใจได้แล้วว่าจะต้องตายแน่ ๆ พร้อมยอมรับความตายที่จะเกิดขึ้น จิตใจก็เลยสงบ เป็นความสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่มีความทุกข์ใจ ไม่มีความวิตกกังวลอะไรเลย ทุกอย่างรอบตัวสงบและสวยงามไปหมด 

สักพักปรากฏว่าเครื่องยนต์สตาร์ทติด เครื่องต้องติดอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นอาจารย์คงไม่สามารถกลับมาเล่าให้ฟังได้  เมื่อเครื่องติดทั้งสองคนก็ปรึกษากันว่าจะบินต่อหรือกลับเชียงใหม่ ได้ข้อสรุปว่ากลับดีกว่า ไปตรวจสภาพเครื่องบินให้เรียบร้อย ตอนที่เครื่องบินกลับไปที่สนามบินเชียงใหม่ รถดับเพลิงมารอกันหลายคัน เพื่อเตรียมรับเหตุร้าย แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อเช็คเครื่องยนต์ก็พบว่ามีน้ำฝนเข้าไปในเครื่อง  หลังจากแก้ไขเรียบร้อย เจ้าของเครื่องบินก็ถามอาจารย์ว่า  ยังคิดจะบินเข้ากรุงเทพ ฯ ด้วยกันอยู่หรือเปล่า อาจารย์ตอบตกลง ในใจตอนนั้นไม่มีความรู้สึกกลัวเลย

เห็นได้ชัดว่า ความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนหวาดกลัว แต่หากทำใจยอมรับได้ ความสงบก็เกิดขึ้นทันที   เพราะฉะนั้น ความตายจะน่ากลัวหรือไม่ อยู่ที่ใจ ถ้าใจยอมรับได้ ความตายก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว หลายคนพบว่า พอทำใจยอมรับความตายได้ ความสงบก็เกิดขึ้นกับจิตใจ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

มีอีกรายหนึ่ง เป็นผู้หญิงไปเที่ยวทะเลที่ระยอง เล่นน้ำไปได้สักพัก ก็สังเกตว่าตัวเองถูกกระแสน้ำซัดห่างฝั่งออกไปทุกที ๆ  เพื่อนที่มาด้วยกันพยายามว่ายน้ำไปช่วย แต่พอว่ายไปสักพัก ก็พบว่ากระแสน้ำพัดออกห่างจากฝั่งไกลขึ้น เลยต้องว่ายน้ำกลับมา  ส่วนหญิงคนนี้ตอนที่รู้ว่ากำลังถูกกระแสน้ำซัดออกทะเล เธอตกใจมาก พยายามว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง แต่ว่ายเท่าไรก็ไม่เกิดประโยชน์  ถูกกระแสน้ำพาห่างออกจากฝั่งเรื่อย ๆ เพราะกระแสน้ำแรงมาก จนเกือบจะหมดแรง

ถึงตอนนั้นเธอรู้ว่าต้องตายแน่  เลยทำใจยอมรับ ตายก็ตาย  เธอหยุดว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง ลอยคออยู่เฉย ๆ  พร้อมรับความตายที่จะมาถึง เธอเล่าว่าตอนนั้นใจสงบมาก สงบอย่างที่ไม่เคยนึกมาก่อน ขณะที่ลอยคอพร้อมตาย ปรากฏว่าจู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามีคลื่นซัดเธอเข้าหาฝั่ง  แสดงว่าเธอหลุดจากกระแสน้ำเชี่ยวนั้นแล้ว เธอจึงรวบรวมกำลังว่ายเข้าหาฝั่ง  เพื่อน ๆ พอเห็นเช่นนั้นก็ว่ายมาช่วยพาเธอเข้าฝั่ง

เธอรู้ภายหลังว่าชายหาดบริเวณนั้นมีกระแสน้ำเชี่ยวที่สะท้อนออกจากฝั่ง มีความแรงมาก และทำให้คนตายหลายคนแล้ว  ที่ตายก็เพราะพยายามว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง แต่สู้กระแสน้ำไม่ได้พอหมดแรงก็จมน้ำ  เธอได้บทเรียนว่าหากเจอกระแสน้ำแบบนี้ อย่าว่ายทวนน้ำเข้าหาฝั่ง ต้องว่ายขนานกับฝั่ง ไม่นานก็จะออกจากกระแสน้ำได้ เพราะมันเป็นกระแสที่แคบ  ไม่กว้างเท่าไร  อย่างไรก็ตามที่เธอประหลาดใจกว่านั้นก็คือ  ทั้ง ๆ ที่เฉียดตาย แต่ใจเธอกลับสงบอย่างยิ่ง  ไม่รู้สึกว่าความตายน่ากลัวแต่อย่างใด นั่นเป็นเพราะเธอทำใจยอมรับมันได้

การยอมรับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเรา เพียงแค่ยอมรับ ใจก็สงบได้ทันที  เมื่อมีเสียงดัง เราทุกข์ก็เพราะใจเรายอมรับไม่ได้ ความฟุ้งซ่าน เมื่อเกิดขึ้นแล้วเราเป็นทุกข์ มันไม่ใช่เพราะความฟุ้งซ่าน แต่เป็นเพราะใจยอมรับมันไม่ได้ ไม่ชอบ พยายามผลักไสมัน แต่เราจะไม่เป็นทุกข์เลย ถ้าใจเรายอมรับ หรือรู้สึกเป็นกลางกับมัน

การเจริญสติ เป็นการฝึกให้ใจเป็นกลางกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ความคิดดีเกิดขึ้นก็ไม่โจนเข้าหา ความคิดไม่ดีเกิดขึ้นก็ไม่ผลักไส หลวงพ่อคำเขียนพูดเสมอว่า “คิดดีก็ช่าง คิดไม่ดีก็ช่าง” อะไรเกิดขึ้นก็ช่างมัน  คำว่าช่างมัน ไม่เป็นไร กับการทำใจเป็นกลาง ๆ มีความหมายคล้ายกัน พอเราคิดว่าไม่เป็นไร ช่างมัน ใจก็ยอมรับได้ พอใจยอมรับได้ สิ่งต่าง ๆ ก็ไม่มีพิษสงที่จะมาทำร้ายจิตใจเราได้ แม้แต่ความปวดเมื่อยก็เหมือนกัน พอใจเรายอมรับได้ ความทุกข์ก็ลดลงไป

อาตมาเคยพาคนไปเดินจงกรมเช้าเย็นรอบสวน  ตามทางมีมดมากมายไต่ขา  วันแรก ๆ ผู้คนทรมานกันมาก แต่วันที่ ๒ หลายคนบอกว่าความทุกข์ลดลงไปเยอะ เพราะว่ายอมรับได้ มันจะกัดก็กัดไป ความทุกข์กายยังมีอยู่ ยังคัน ยังปวดอยู่ แต่ว่าใจสงบลงได้  การยอมรับช่วยให้เราปล่อยวาง พอเรายอมรับได้ ใจก็ไม่ดิ้นรน ไม่ผลักไส มันก็วาง พอวางก็เกิดความโปร่ง โล่ง เบาสบาย

ให้เราลองฝึกทำใจเป็นกลางกับสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบ การเจริญสตินั้นเปรียบเหมือนกับการนั่งอยู่ริมฝั่ง ดูกระแสน้ำที่ไหลผ่านไป มีอะไรไหลผ่านมา เราก็แค่ดูเฉย ๆ แค่รับรู้เฉย ๆ มันจะเป็นของดี หรือของไม่ดี ก็แค่ดูเฉย ๆ จะมีเรือสำราญแล่นผ่านมาก็ดูเฉย ๆ จะมีหมาเน่าลอยน้ำมาก็ดูเฉย ๆ ไม่กระโดดลงไปเพื่อที่จะขึ้นเรือสำราญ และไม่พยายามหาไม้มาเขี่ยหมาเน่าให้ลอยไปห่าง ๆ การไม่ต้องทำอะไรเลย น่าจะเป็นเรื่องที่ง่ายมาก

การเจริญสติก็คือการดูเฉย ๆ อย่างที่หลวงพ่อคำเขียนบอกว่า “รู้ซื่อ ๆ” การทำโน่นนี่ต่างหากที่ยุ่งยาก ทำให้เหนื่อย แต่ว่าเราชอบทำอะไรต่ออะไรจนติดเป็นนิสัย พอไม่ต้องทำอะไร แค่ดูเฉย ๆ กลับทำไม่เป็น  แปลกนะ  ของง่ายกลับไม่ทำ ไปทำของยาก เรื่องสบายไม่ทำ กลับทำสิ่งที่ยากลำบาก

ลองฝึกใจ ดูใจของเรา แล้วจะพบว่าสิ่งที่ควรทำ คือการดูเฉย ๆ รู้เฉย ๆ รู้ซื่อ ๆ เท่านั้น แล้วยอมรับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ด้วยใจที่เป็นกลาง

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved