หน้ารวมบทความ
   บทความ > ฉลาดซื้อ > แหวกกรอบผู้บริโภค
กลับหน้าแรก

แหวกกรอบผู้บริโภค
ตีพิมพ์ในหนังสือ"อยู่ย้อนยุค"
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

“มนุษย์เกิดมาเป็นเสรี แต่ทุกหนทุกแห่งเขากลายเป็นผู้บริโภค”

ข้อความข้างต้น รุสโซ ปรัชญาเมธีชาวฝรั่งเศสไม่ได้กล่าวแต่หากเขาเกิดในยุคนี้ เขาอาจเริ่มต้นหนังสือ “สัญญาประชาคม” อันลือชื่อของเขาด้วยประโยคดังกล่าวก็ได้ เพราะสิ่งที่กำลังพันธนาการคนสมัยนี้อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็คือ การเป็นผู้บริโภคนั้นเอง

เรามักเข้าใจว่า ยุคนี้เรามีเสรีที่จะบริโภคอะไรก็ได้ ระบบอุตสาหกรรมทำให้เรามีทางเลือกมากมาย จะใช้ยาสีฟันยี่ห้ออะไรแบบไหนก็มีทั้งนั้น จะไปไหนก็ไม่ติดขัดเพราะมีทั้งรถและเครื่องบิน เวลาเจ็บไข้ก็มียาสารพัดให้เลือก แต่จะว่าไป เสรีภาพที่เราคิดว่ามี ก็ล้วนถูกจำกัดให้อยู่ในขอบเขตที่เขากำหนด “เขา”ในที่นี้ด้านหนึ่งก็คือผู้ผลิต ถ้าเราต้องการซื้อยาสีฟันเปลือกข่อย แต่ไม่มีใครทำขาย เสรีภาพในการบริโภคของเราเป็นโมฆะ แต่นอกจากผู้ผลิตแล้ว ก็ยังมีรัฐเข้ามากำหนดขอบเขตการบริโภคของเราอีกต่างหาก ถ้าเราเป็นชาวบ้านที่ไม่มีปัญญาซื้อรถอย่างอื่นนอกจากรถอีแต๋น เราจะมีสิทธิใช้ถนนในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ หรือไม่ ถ้าเราโชคร้ายเกิดเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ แต่ต้องการรักษาด้วยสมุนไพร จะมีหมอกี่คนที่กล้าแสดงตัว(แม้จะเชื่อว่าตนมียารักษา) ในเมื่อรัฐไม่รับรองการรักษาแบบนี้ และพร้อมจะใช้อำนาจจัดการกับหมอที่รักษานอกเหนือจากแบบแผนที่รัฐกำหนด

ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องเงินซึ่งเป็นตัวกำหนดสำคัญว่าเสรีภาพในการบริโภคของเรามีแค่ไหน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญในที่นี้เอาเข้าจริงๆ เราต้องถามต่อไปอีกว่าแม้แต่ความเป็นผู้บริโภค เราเองมีสิทธิเลือกแค่ไหน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ นอกจากเราจะมีเสรีภาพในการบริโภคอย่างจำกัดแล้ว เรามีเสรีภาพแค่ไหนในการที่จะไม่เป็นผู้บริโภค

คำว่าผู้บริโภคในที่นี้มิได้หมายถึงผู้ที่มีชีวิตอยู่ด้วยการบริโภค ถ้าผู้บริโภคมีความหมายกว้างขวางอย่างนั้น ก็คงไม่มีอะไรจะต้องพูดกันมาก เพราะไม่มีใครที่จะมีชีวิตอยู่โดยไม่บริโภค หากแต่ในที่นี้เจาะจงหมายถึงผู้ที่ดำรงชีวิตโดยอาศัยปัจจัยที่ตนมิได้ผลิต ผู้บริโภคในความหมายนี้เพิ่งแพร่หลายในเมืองไทยได้ไม่ถึงร้อยปีนี้เอง ด้วยว่าแต่ไหนแต่ไรมาการผลิตและการบริโภคมิได้แยกจากกัน เมื่อต้องการข้าวก็ปลูกกิน ต้องการผ้าก็ทอเอา อยากกินปลาก็ไปตกเอง ถ้างานใหญ่เกินตัว เช่นสร้างบ้าน ก็ไปไหว้วานเพื่อนๆ กันมาช่วย แต่ก็ไม่ถึงกับจ้าง ไม่มีใครที่จะเรียกได้ว่าเป็นผู้บริโภคหรือมีชีวิตอยู่ด้วยการซื้อการจ้างอย่างที่เห็นเป็นปกติในปัจจุบัน

ผู้บริโภคในความหมายนี้แหละที่เราแทบจะไม่มีสิทธิเลือก ทันทีที่เราเกิดมาเราก็ถูกสังคมกำหนดให้เป็นผู้บริโภค ถึงแม้เราจะโตพ้นอกพ่อแม่ เราก็ยังไม่เป็นอิสระ เพราะต้องพึ่งตลาด อยากได้อะไรก็ต้องซื้อเอาหรือจ้างเขาท่าเดียว ทำเองไม่ได้ ไม่ใช่เพียงเพราะไม่มีความสามารถเท่านั้น หากยังเพราะถูกกีดกันไม่ให้ช่วยตัวเองด้วย หากเราล้มเจ็บ ก็จะถูกเคี่ยวเข็ญให้ไปหาหมอ รัฐเองก็ไม่สนับสนุนให้รักษาตัวเอง และถ้าขืนรักษากันเองก็เป็นต้องเกิดเรื่อง เพราะอำนาจรักษาการถูกผูกขาดไว้กับหมอแล้ว เวลาเรามีคดีความ เราไม่มีทางเลือกนอกจากต้องจ้างทนาย เพราะไม่มีสิทธิว่าความให้กับตนเองเป็นอันขาด กระทั้งการให้การศึกษาแก่ตนเอง เราก็ไม่มีเสรีภาพที่จะทำได้(แม้แต่พ่อแม่หรือใครก็ตามทำให้ไม่ได้ด้วย) เพราะรัฐบังคับไว้เลยว่าต้องเข้ารับการศึกษาในระบบที่รัฐควบคุมจนกว่าจะพ้นวัยที่รัฐกำหนด(ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “การศึกษาภาคบังคับ”)

การที่เราทุกคนกลายเป็นผู้บริโภคที่ช่วยตนเองแทบไม่ได้นั้น เป็นความจงใจของรัฐและตลาดเพราะเชื่อกันว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวถ้าคนบริโภคมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมีเงื่อนไขว่า จะต้องเป็นการบริโภคด้วยการจับจ่ายใช้สอยในตลาด เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในระบบและกระตุ้นการผลิต ส่งเสริมให้มีการจ้างงาน ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะทำให้รายได้ประชาชาติเพิ่มพูนขึ้น แนวทางพัฒนาเศรษฐกิจแบบนี้จึงไม่สนับสนุนให้คนปลูกข้าวปลูกผักกินเอง ผลิตของไว้ใช้เองหรือรักษาตนเอง วิธีที่เขาสนับสนุนก็คือ ให้ไปซื้อบริการในศูนย์สุขภาพแทนที่จะวิ่งจ๊อกกิ้งหรือออกกำลังกายในสวนสาธารณะ เพราะอย่างหลังนั้นไม่ได้กระตุ้นการผลิต

ในทำนองเดียวกัน การช่วยเหลือกันก็ไม่ใช่สิ่งที่เศรษฐกิจระบบตลาดต้องการเพราะไม่ทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ดังนั้นถ้าคุณกับเพื่อนเป็นช่างไม้ทั้งคู่ และต่างก็ต้องการเก้าอี้ไว้ใช้ จะเป็นการดีกว่า หากคุณกับเพื่อนผลัดกันจ้างซึ่งกันและกันทำเก้าแทนที่จะช่วยกันทำหรือต่างคนต่างทำ เพราะการจ้างกันนั้นทำให้รายได้ประชาชาติเพิ่มมากขึ้น และหากคุณต้องการผ่อนคลาย แทนที่จะฮัมเพลงในใจ จะเป็นการดีกว่าหากคุณซื้อเทปเพลงมาฟัง หรือแทนที่จะผลัดกันร้องเพลงในหมู่มิตรสหาย เป็นการโก้กว่าหากไปฟังนักร้องที่ผับหรือคาเฟ่ เพราะในยุคบริโภคนิยมนี้ ถือกันว่าการซื้อหรือการจับจ่ายใช้สอยเป็นความทันสมัย ส่วนการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองหรือทำกันเองนั้นถือว่าเชย

ทุกวันนี้ ทุกอย่างจึงต้องซื้อหากัน ไม่แต่อาหารหรือปัจจัยสี่เท่านั้น หากยังรวมถึงการศึกษา สุขภาพ ความปลอดภัย ความบันเทิง และความสะดวกสบาย เราถูกพร่ำสอนและกล่อมเกลาว่าของซื้อนั้นดีกว่าของหา จ้างเขาดีกว่าทำเอง ที่สำคัญคือปลอดภัยกว่าด้วย แต่ถึงตอนนี้ จำเป็นต้องถามกันได้แล้วว่า ของซื้อของจ้างนั้นดีกว่าปลอดภัยกว่าจริงหรือ เวลานี้มีใครบ้างที่จะยืนยันได้ว่า พืชผักผลไม้และเนื้อที่ซื้อมากินแต่ละวันนั้นไม่มีสารพิษ แม้แต่ในอาหารหีบห่อสวยหรูจากโรงงานก็มีสิทธิปนเปื้อนด้วยสารอันตรายนานาชนิด ไปหาหมอทุกวันนี้ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยกว่าการรักษาตนเอง เพราะ “โรคหมอทำ” นับวันจะมากขึ้นๆ ส่วนในโรงเรียนก็ไม่แน่นักว่าให้การศึกษาได้ดีกว่าพ่อแม่หรือชุมชน

คุณภาพและปริมาณมักไม่ไปด้วยกัน โดยเฉพาะในยุคบริโภคนั้น ผู้ผลิตมีน้อยกว่าผู้บริโภคมากอย่างเทียบกันไม่ได้ ดังนั้นหน่วยผลิตแต่ละหน่วยจึงจำต้องผลิตทีละมากๆ แม้แต่สินค้าประเภทบริการก็ต้องผลิตแบบอุตสาหกรรม เทคโนโลยีอะไรที่เร่งผลผลิตได้ก็ดึงเอามาใช้โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพมากนัก ด้วยเหตุนั้นจึงมักปรากฏว่าของที่ซื้อหรือจ่ายด้วยเงินนั้นกลับมาเป็นโทษยิ่งกว่าจะเป็นคุณ

เราจะไปพ้นจากสภาพดังกล่าวได้อย่างไร ?

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผู้บริโภคจะต้องรู้จักปกป้องตนเองให้มากขึ้น เราจำเป็นต้องมีข้อมูล เพื่อรู้จักสินค้าและบริการที่เราบริโภคให้ดีขึ้น ว่ามีคุณภาพเพียงใด คุ้มค่ากับราคาที่เสียไปหรือไม่ แต่อันตรายและความไม่ชอบมาพากลบางทีก็มิได้แฝงมากับสิ่งที่เราบริโภค หากแต่ไปก่อปัญหาให้แก่สภาพแวดล้อมเพื่อนมนุษย์หรือสัตว์เล็กสัตว์น้อย ซึ่งในที่สุดก็อาจมีผลย้อนกลับมาหาเรา ข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราพึงตระหนักด้วยเพื่อประโยชน์ของเราและสังคมของเรา และถ้าจะให้มีผลจริงจัง ก็จำต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนหรือองค์กร เพื่อนำข้อมูลไปผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น จะผลักดันต่อผู้ผลิตหรือรัฐบาลก็แล้วแต่ประเด็น

ข้างต้นคือพลังอำนาจและความรับผิดชอบของเราในฐานะผู้บริโภค แต่ถ้าเราจำกัดบทบาทของเราเพียงแค่ผู้บริโภคเท่านั้น ก็ไม่แน่นักว่าเราจะสามารถหลีกหนีสินค้าและบริการอันเป็นพิษเป็นภัยได้หรือไม่ เพราะถึงอย่างไร เราก็ยังต้องพึ่งพิงตลาดและผู้ผลิตอยู่นั่นเอง ดังนั้นลำพังการเป็นผู้บริโภคที่มีจิตสำนึกและมีการรวมตัวกันอาจไม่เพียงพอเสียแล้ว ชีวิตที่ดีมีคุณภาพจะบังเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราสามารถพัฒนาตนจนอยู่เหนือการเป็นผู้บริโภค นั่นก็คือไม่ได้พึ่งพิงแต่สินค้าในตลาดเท่านั้น หากยังสามารถผลิตสิ่งจำเป็นแกชีวิตได้ด้วย

การเป็นอิสระจากความเป็นผู้บริโภคนี้ ไม่ได้หมายถึงการใช้ชีวิตหลังขดหลังแข็งในหมู่บ้าน แต่เป็นการเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตและอิสรภาพให้แก่ตนเอง แม้จะอยู่ในเมือง หากอาหารในท้องตลาดเต็มไปด้วยสารพิษ แทนที่จะกล้ำกลืนฝืนทนกิน หรือคอยชะเง้อหาร้านพืชผักปลอดสารพิษแต่อย่างเดียว การปลูกพืชผักไว้กินเองย่อมช่วยให้ชีวิตเรามีทางเลือกมากขึ้นมิใช่หรือ แทนที่จะคอย “ซื้อ” สุขภาพจากหมอหรือสถานบริการเยี่ยงผู้บริโภคทั่วไป การหันมา “สร้าง” สุขภาพให้แก่ตนเองด้วยการดำเนินชีวิตอย่างถูกสุขลักษณะเช่นกินอาหารอย่างได้สัดส่วน หมั่นออกกำลังกาย ย่อมเป็นหลักประกันว่าชีวิตจะมีสุขภาพและคุณภาพดีขึ้น ความรู้หรือการศึกษาก็เช่นกัน เราไม่จำเป็นต้อง “ซื้อ” จากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยก็ได้ หากรู้จัก “ผลิต” ให้แก่ตนเองหรือลูกหลานของตน

นี้เป็นทางเลือกอันสำคัญประการหนึ่งสำหรับเราในยามที่ตลาดเต็มไปด้วยของกึ่งดิบกึ่งดีและเป็นภัยต่อชีวิต ในหลายประเทศแม้ผู้บริโภคจะเข้มแข็ง แต่ทางเลือกนี้ก็ยังจำเป็นและแพร่หลายยิ่งขึ้นทุกที ในสหรัฐอเมริกาผู้คนนับสิบๆ ล้านปลูกพืชผักไว้กินเองไม่ในสวนหลังบ้านก็ในที่ของชุมชน การรักษาตนเอง ได้รับความนิยมจนกระทั่งอุปกรณ์นานาชนิดที่เคยจำกัดเฉพาะวงการแพทย์ปัจจุบันปัจจุบันมีขายทั่วไป ส่วนครอบครัวที่นิยมสอนลูกหลานที่บ้านโดยไม่พาเข้าโรงเรียนก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น จนบางรัฐยกเลิกกฎหมายบังคับเด็กเข้าโรงเรียนแล้ว

แน่นอนว่าทุกวันนี้เราแต่ละคนมีเงื่อนไขจำกัด จึงไม่สามารถจะผลิตของไว้กินไว้ใช้เองได้มากนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ของที่เหลือนอกนั้น เราไม่มีวิธีนอกจากพึ่งตลาด ถ้าเราไม่ต้องการเป็นแค่ผู้บริโภค เราก็มีทางเลือกอีกอย่างหนึ่ง นอกเหนือจากการพึ่งตนเอง นั่นก็คือการแลกเปลี่ยนสิ่งของและบริการโดยไม่ต้องผ่านตลาด ตลาดทำให้เราต้องพึ่งเงิน และเงินก็ทำให้เราคบกันอย่างฉาบฉวยเพียงเฉพาะแง่เฉพาะด้าน เราสนใจแม่ค้าตามท้องถนนเพียงแค่ว่าสินค้าของเธอนั้นคุ้มค่ากับเงินของเราที่จะเสียไปหรือไม่ ส่วนช่างปูนก็มาต่อเติมบ้านให้เราตามราคาที่ตกลงกัน เสร็จแล้วก็เลิกกัน ในทางตรงกันข้าม การเอาฝีมือและแรงงานมาแลกเปลี่ยนกันโดยไม่ได้เอาเงินหรือราคาในท้องตลาดเป็นเกณฑ์วัด ย่อมเอื้อต่อความสัมพันธ์ฉันเพื่อนมนุษย์ เมื่อหมอยินดีรักษาโรคให้ โดนอีกฝ่ายหนึ่งขอซ่อมบ้านให้เป็นการแลกเปลี่ยนหรือตอบแทนกัน ความสัมพันธ์ที่มากกว่าการซื้อการขายก็เกิดขึ้น ไม่จำต้องพูดถึงคุณภาพของบริการที่ให้ต่อกัน ซึ่งย่อมจะวางใจได้มากกว่าของที่ต่อรองกันด้วยเงิน

ในสหรัฐอเมริกาการแลกเปลี่ยนบริการในลักษณะดังกล่าว ได้พัฒนาจนกลายเป็นเครือข่ายนานาชนิด ในรัฐนิวเจอร์ซี ผู้คนร่วม ๒๕๐,๐๐๐ คน เป็นสมาชิกเครือข่ายแลกเปลี่ยนดังกล่าวซึ่งมีอยู่ประมาณ ๔๐๐ แห่ง บางเครือข่ายขยายตัวจนครอบคลุมทั่วประเทศ โดยมีสำนักงานเครือข่ายกระจายเกือบร้อยจุด เพื่อทำหน้าที่ประสานงานระหว่างคนที่มีความต้องการแรงงานและทักษะต่างๆ กัน เพราะครั้งครูก็ต้องการช่างทาสี แต่ช่างทาสีไม่มีลูกที่จะให้ครูไปสอนหากแต่อยากได้หมอ ส่วนหมอก็กำลังมีปัญหาท่อประปาแตก จนความต้องการของทุกคนได้รับการตอบสนอง บางเครือข่ายก็จำกัดอยู่แค่ระดับท้องถิ่น แต่บางสาขาก็เปิดสาขาในหลายประเทศ โดยบริการที่รับแลกเปลี่ยนมีตั้งแต่ฝังเข็ม ทาสีบ้าน สอนภาษาฝรั่งเศส ให้เช่าห้องพัก ตัดผม ซ่อมรถ ทำฟัน เชื่อมโลหะ ฯลฯ

ทุกวันนี้เงินถูกตีค่าจนมีความหมายมากกว่าคุณภาพชีวิต การที่เราจำกัดตัวเพียงแค่เป็นผู้บริโภคยิ่งทำให้เงินมีความสำคัญมากขึ้นจนชีวิตเราขาดเงินไม่ได้ แต่ในที่สุดแล้ว เงินก็ช่วยอะไรเราไม่ได้มากนัก เพราะสุขภาพและความปลอดภัย ตลอดจนคุณภาพชีวิตนั้น เอาเข้าจริงๆ ก็หาซื้อได้ยากเต็มทีเพราะในตลาดมีของไร้คุณภาพเต็มไปหมด แต่ชีวิตก็ใช่ว่าจะไร้ทางเลือก ทางเลือกนั้นมีอยู่แล้ว แต่ก่อนอื่นเราต้องเลือกที่จะไม่ก้าวตามที่ตลาดและผู้ผลิตกำหนดให้เราเดินทุกฝีก้าว หากแต่กล้าที่จะออกจากกรอบผู้บริโภค เมื่อนั้นทางเลือกเพื่อความไพบูลย์งอกงามของชีวิตก็จะปรากฏขึ้นพร้อมกับความเสรีภาพที่วัฒนธรรมบริโภคนิยมไม่รู้จัก

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved