หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมะ >
จากหลวงพ่อนานถึงบทบาทพระสงฆ์ในสังคมสมัยใหม่
กลับหน้าแรก

จากหลวงพ่อนานถึงบทบาทพระสงฆ์ในสังคมสมัยใหม่
พระไพศาล วิสาโล
ตีพิมพ์ในหนังสือ พระครูพิพิธประชานาถ (นาน สุทธสีโล)

หลวงพ่อนาน สุทธสีโล เป็นพระผู้ใหญ่ที่ข้าพเจ้ารู้จักและนับถือมานานเกือบ ๔๐ ปี  ระหว่างช่วงเวลาอันยาวนานดังกล่าว เมืองไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมากในทุกระดับและในทุกวงการ  ความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ บทบาทของพระสงฆ์ในการทำงานชุมชน ๔๐ ปีที่แล้วเมื่อข้าพเจ้ารู้จักหลวงพ่อนานใหม่ ๆ  บทบาทดังกล่าวยังไม่สู้เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปโดยเฉพาะคนชั้นกลางในเมือง ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ  แต่มาวันนี้บทบาทดังกล่าวเป็นที่ยอมรับกันแล้ว  ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว หลวงพ่อนานมีส่วนทำให้เกิดขึ้นจากการลงมือปฏิบัติเป็นแบบอย่างและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่พระสงฆ์รุ่นใหม่ในเวลานั้น

แม้ทุกวันนี้พระที่ทำงานชุมชนหรือที่เรียกว่าพระนักพัฒนา  ที่โดดเด่นจะมีไม่มาก อีกทั้งบทบาทของท่านก็ไม่สู้เป็นข่าวอย่างเมื่อ ๓๐ ปีก่อน แต่ก็มีจำนวนมากกว่าแต่ก่อน  กล่าวได้ว่านี้เป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่หลวงพ่อนานได้มีส่วนริเริ่มนำทางเอาไว้ร่วมกับสหธรรมิกอีกหลายท่าน

เมื่อ ๑๖ ปีก่อน ข้าพเจ้าได้เคยพูดถึงคุณูปการของหลวงพ่อนาน รวมทั้งภารกิจสำหรับพระนักพัฒนาในอนาคต  การบรรยายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการอภิปรายในโอกาสที่หลวงพ่อนานมีอายุครบ ๗๒ ปี จัดขึ้นที่ห้องจุมภฎ-พันธ์ทิพย์   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๒  พฤษภาคม  ๒๕๔๔  โดยมี พระสุบิน ปณีตโต อาจารย์เสน่ห์  จามริก  และคุณรสนา  โตสิตระกูล ร่วมอภิปราย  ดำเนินรายการโดย  อาจารย์สุรพล  จรรยากูล  ข้าพเจ้าเห็นว่ายังมีประโยชน์อยู่ จึงขอนำเนื้อหาทั้งหมดมาตีพิมพ์ในที่นี้

อาตมารู้จักหลวงพ่อนานหรือพระครูพิพิธประชานาถมากว่า ๒๐ ปีแล้ว  โดยการแนะนำของคุณวิศิษฐ์ วังวิญญู  ซึ่งตอนนั้นเป็นเจ้าหน้าที่สนามให้แก่สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์ ในช่วงนั้นคือราว ๆ ปี  ๒๕๒๑-๒๕๒๒  หลวงพ่อนานยังไม่เป็นที่รู้จักในแวดวงนักพัฒนา  และท่านยังไม่มีงานพัฒนาที่โดดเด่นเท่าไรนัก  อย่างไรก็ตามเราต้องตระหนักว่าเมื่อ ๒๐ ปีก่อนนั้นการที่พระจะมาทำงานพัฒนานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  อย่าลืมว่าช่วงนั้นไม่มีคำว่า “พระนักพัฒนา”  ไม่ต้องพูดถึงคำว่า “พระนักอนุรักษ์” ซึ่งเป็นคำที่มาที่หลัง  เวลานั้นไม่มีใครอยากเป็นพระนักพัฒนา  แต่หลวงพ่อนานก็ทำงานกับชุมชนมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว

ที่พูดว่าการทำงานในสภาพบรรยากาศเมื่อ ๒๐ ปีก่อนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ก็เพราะว่าท่านต้องทำอย่างโดดเดี่ยว อีกทั้งยังถูกเจ้าหน้าที่รัฐมองด้วยความหวาดระแวง   เมื่อปี  ๒๕๒๓ อาตมาได้ไปเยี่ยมหลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณที่อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ก็พบว่าท่านประสบปัญหาคล้ายๆกัน  ทั้ง ๆ ที่งานที่ท่านทำไม่ใช่งานพัฒนา แต่เป็นแค่งานสงเคราะห์เด็ก  คือจัดตั้งศูนย์เด็กเล็กในวัด  ซึ่งนับเป็นแห่งแรกในจังหวัดชัยภูมิ  เพียงเท่านั้นทางเจ้าหน้าที่ก็ระแวงแล้วว่าท่านมีสายสัมพันธ์กับทหารป่าหรือพคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย)ในละแวกนั้นหรือเปล่า  เพราะในสมัยนั้นการที่พระจะเอาเด็กมาเลี้ยง  หรือทำงานสังคมสงเคราะห์  แม้กระทั้งภายในวัดเอง ถือเป็นเรื่องแปลก  โดยเฉพาะในท้องที่ที่ทุรกันดาร ไกลหูไกลตาเจ้าหน้าที่รัฐ แถมเป็นเขตสีชมพู

ที่ว่าเป็นเรื่องแปลก  ไม่ได้หมายความว่าพระไม่เคยมีบทบาทอย่างนี้มาก่อน  แต่ก่อนก็เคยมีแต่ถูกลืมหายไปเพราะการพัฒนาในช่วง ๗๐ – ๘๐ ปีที่ผ่านมา  โดยเฉพาะนับแต่รัชกาลที่ ๖ ซึ่งเริ่มมีการแยกโรงเรียนออกจากวัดเป็นครั้งแรก ทำให้บทบาททางสังคมของพระลดน้อยลง จนเหลือเพียงแค่บทบาททางพิธีกรรมเท่านั้น   

อาตมาอยากจะพูดว่า  หลวงพ่อนานและอีกหลายท่านเป็นจุดเริ่มต้นของกระแส ซึ่งภายหลังเป็นที่ยอมรับกัน
ในสังคม นั่นคือกระแสพระนักพัฒนา  กระแสพระนักพัฒนานี้ต่อมาได้แตกแขนงออกไปสู่กิจกรรมด้านอื่นๆ อีกมากมาย เช่นการอนุรักษ์ป่า การช่วยผู้ป่วยเอดส์  การทำสัจจะออมทรัพย์  การทำเกษตรผสมผสาน  การส่งเสริมธุรกิจชุมชน เป็นต้น  (อันที่จริงคำว่าพระนักพัฒนา เป็นคำที่ไม่ค่อยถูกต้องเท่าใดนัก เพราะชวนให้เข้าใจไปว่าท่านมีบทบาทเฉพาะงานพัฒนาอย่างเดียวเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ท่านทำงานอย่างอื่นด้วย เช่น การอบรมชาวบ้าน การสอนกรรมฐาน )

กระแสใหญ่เวลานี้เริ่มต้นจากจุดเล็กๆไม่กี่จุด ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ตามป่าเขาและชนบท  ปรากฏการณ์ดังกล่าวให้บทเรียนสำคัญแก่เราว่า พระธรรมดาๆ  หรือพระหลวงตา  ซึ่งทำงานในชุมชนของตนอย่างค่อนข้างโดดเดี่ยวและดูเหมือนไม่มีความสำคัญเมื่อ  ๒๐ ปีที่แล้ว  บางครั้งท่านอาจสิ้นหวัง  และถูกรังแกหลายอย่าง   แต่การที่ท่านเหล่านั้นได้เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายและติดต่อสัมพันธ์กันเรื่อยมาก็สามารถก่อผลกระทบต่อสังคมจนเป็นที่ยอมรับ ทั้งในระดับของรัฐและของคณะสงฆ์เอง  จนเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ฝ่ายรัฐเองก็ต้องขอให้พระมาช่วย    ป่าถูกทำลายก็ขอให้พระมาช่วย  คนติดยากันมากมายก็ขอให้พระมาช่วย  แต่เมื่อ  ๒๐  ปีที่แล้วไม่ใช่อย่างนั้นเลย

อาตมาอยากจะเกริ่นนำก่อนว่าหลวงพ่อนานเป็นต้นธารร่วมกับพระหลายๆรูป ซึ่งเป็นพระเล็กพระน้อยที่ได้ทำให้เกิดกระแสใหม่  ไม่ใช่กระแสของพระนักพัฒนาเท่านั้น  หากยังรวมถึงกระแสการสร้างบทบาทใหม่ให้แก่พระและการนำศาสนามาประยุกต์ใช้ในสังคม  

อาตมาจะขอพูดอีกสัก ๒-๓ ประการเกี่ยวกับคุณูปการของหลวงพ่อนานที่ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน  และจะโยงไปถึงอนาคต

นอกเหนือจากการเป็นต้นธารพระนักพัฒนาดังได้กล่าวแล้ว  คุณูปการสำคัญประการต่อมาคือ  การที่ท่านได้ปรับเปลี่ยนบทบาทของพระและวัดในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน  การที่วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนนั้นแม้จะมีข้อดีหลายอย่าง  แต่จุดอ่อนอย่างสำคัญซึ่งเป็นปัญหาในเวลาต่อมาคือทำให้พระเป็นฝ่ายตั้งรับ  หรือเป็นฝ่ายที่รอคนเข้าวัด  สมัยก่อนวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน  โรงเรียนก็ตั้งที่วัด  การศึกษาก็จัดที่วัด  การรักษาพยาบาลก็มีที่วัด  ชาวบ้านจะประชุมกันก็มาที่วัด  แสดงว่าพระได้กลายเป็นผู้นำของชุมชน  แต่ในแง่หนึ่งมันได้สร้างประเพณีให้พระเป็นฝ่ายรอโยมเข้าวัด

ตรงนี้กลายเป็นปัญหาในปัจจุบันเพราะว่าเมื่อสังคมมีการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ  ชาวบ้านก็ถูกดึงออกจากวัด  เพราะว่าโรงเรียนก็อยู่นอกวัด  โรงพยาบาลก็อยู่นอกวัด  จะประชุมกันก็มีศาลากลางบ้าน ไม่ต้องมาที่วัด   การพัฒนาแบบนี้ทำให้ผู้คนไม่มีความจำเป็นต้องเข้าวัด  แต่พระไม่คุ้นกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว   ไม่สามารถปรับบทบาทเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงนี้ได้   ท่านยังรอให้คนเข้าวัดเพราะยังนึกว่าวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน    

ปัญหาคือกระแสการพัฒนาทุกวันนี้มีแต่จะดึงคนออกนอกวัด ดึงแม้กระทั่งผู้คนให้คนออกจากชุมชน  พระจำนวนไม่น้อยไม่สามารถปรับบทบาทให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ได้ ยังเฝ้ารอให้คนเข้าวัด   แต่หลวงพ่อนานเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับบทบาทของพระ คือหากต้องการให้วัดยังคงเป็นเป็นศูนย์กลางของชุมชนต่อไป   จะรอให้คนเข้าวัดเหมือนเก่าไม่ได้  แต่จะต้องเข้าไปหาชาวบ้าน  กิจกรรมของท่านหลายอย่างไม่ว่านากระชับมิตร  สหบาลข้าว  ล้วนแต่เป็นการพาพระออกไปหาชาวบ้าน

 อาตมาอยากกล่าวเพิ่มเติมอีกหน่อยว่า ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ขณะที่คนห่างเหินจากวัดไปเรื่อย ๆ เขาได้เข้าไปรับเอาความเจริญสมัยใหม่และมีความเป็นอยู่สะดวกสบายขึ้น  มีการศึกษาดีขึ้น  ไม่เฉพาะทางโลกเท่านั้น  ในทางธรรม เขาก็มีโอกาสศึกษาได้มากขึ้น โดยไม่ต้องเข้าวัดหรือพึ่งพระ  เพราะมีมหาวิทยาลัยต่างๆมากมายที่เปิดสอนวิชาพุทธศาสนา อีกทั้งยังมีหนังสือธรรมะออกมามากมาย สามารถศึกษาด้วยตัวเองได้ ไม่ต้องพูดถึงอินเตอร์เน็ตและซีดีรอม   เดี๋ยวนี้จะเรียนรู้ธรรมะก็ไม่จำเป็นต้องเข้าวัด  

ขณะที่ฆราวาสรับเอาความเจริญหรือการพัฒนาเข้าไปเต็มที่  ฝ่ายพระแทบไม่ได้เข้าไปรับความเจริญเลย  อยู่แต่ในวัด  ไม่ยอมเรียนรู้วิชาการทางโลก  สมัยก่อนพระท่านเรียนรู้วิชาการทางโลกจนเชี่ยวชาญและสามารถสอนลูกหลานชาวบ้านได้  โดยเฉพาะวัดมหาธาตุ ฯ สมัยก่อนมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์และศิลป์แขนงต่าง ๆ ไม่น้อยไปกว่าในวัง  แต่พอถึงสมัยรัชการที่ 6 วิชาการทางโลกก็ถูกตัดออกไปจากการศึกษาของสงฆ์ แม้แต่ภาษาอังกฤษก็ไม่ให้เรียน เรียนแต่วิชาทางพระล้วน ๆ ด้วยความเข้าใจว่าคนที่มาบวชพระนั้นจะครองผ้าเหลืองไปตลอดชีวิต 

การศึกษาที่คับแคบแบบนี้ทำให้พระไม่รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่รู้แม้กระทั่งความเปลี่ยนแปลงในแวดวงพระพุทธศาสนาทั้งของประเทศและของโลก รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงในสังคม  การเรียนรู้ทางด้านปริยัติธรรมจึงย่ำอยู่กับที่ ไม่สัมพันธ์กับสภาพความเป็นจริง  พระเณรจึงไม่สามารถเอาความรู้ทางธรรมที่ได้ไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับชีวิตและสังคมสมัยใหม่ได้ ไม่ว่าเพื่อแก้ปัญหาชีวิตของตนเอง(โดยเฉพาะเมื่อสึกไปเป็นฆราวาส)หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น 

ด้วยเหตุนี้จึงมีช่องว่างมากระหว่างพระกับฆราวาส  ทั้งในแง่ความคิด  ความรู้  และความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมรอบตัว ยังไม่ต้องพูดถึงช่องว่างทางภูมิศาสตร์  หมายความว่าฆราวาสก็ไม่เข้าวัด  ส่วนพระก็เก็บตัวอยู่แต่ในวัดเพราะรอให้คนเข้าวัด  เพราะยังคิดว่าวัดเป็นศูนย์กลางชุมชนอยู่  สภาพเช่นนี้ทำให้เกิดปัญหาเพราะว่าในที่สุดจะเกิดความรู้สึกว่าวัดกับบ้านเป็นคนละพวกกัน  เวลาเกิดปัญหาจริยธรรมในหมู่เยาวชน เช่น ติดยา ยกพวกตีกัน  พระจำนวนไม่น้อยก็รู้สึกว่าไม่เกี่ยวข้องกับวัด  เพราะถือว่าวัดจะเกี่ยวข้องเฉพาะการศึกษาในวัดหรือการศึกษาสำหรับพระเณรเท่านั้น  ไม่สนใจที่จะให้การศึกษาหรือการอบรมสั่งสอนแก่ลูกชาวบ้าน  เว้นแต่ลูกชาวบ้านจะเข้าวัดหรือบวชมาเป็นพระเณร  แต่ถ้าไม่เข้าวัด พระก็ไม่สนใจแม้ว่าลูกชาวบ้านจะอยู่รอบๆวัด  นี่เป็นการแยกระหว่างวัดกับบ้านแทบจะสิ้นเชิง ยกเว้นก็เฉพาะเรื่องพิธีกรรมหรือกิจนิมนต์ เพราะถ้านิมนต์ไปฉัน พระท่านจะยินดีมากเลย 

อันนี้คือสภาพที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา  แต่ว่าคุณูประการของหลวงพ่อนานและอีกหลายท่านก็คือเชื่อมวัดกับบ้านเข้าด้วยกัน โดยปรับบทบาทของพระไม่ให้เป็นฝ่ายตั้งรับหรือคอยชาวบ้านเข้าวัดอย่างเดียว ซึ่งจะช่วยให้วัดยังเป็นศูนย์กลางของชุมชนได้ต่อไป

ที่ว่ามาข้างต้นเป็นคุณูปการเกี่ยวกับพระสงฆ์

ต่อมาคือคุณูประการต่อพระพุทธศาสนา  สิ่งที่หลวงพ่อนานและพระนักพัฒนาอีกหลายท่านได้ทำก็คือช่วยให้ผู้คนเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างโลกกับธรรม  พุทธศาสนาตามที่เราเข้าใจโดยเฉพาะในช่วงหลังๆมานี้  คือนับตั้งแต่มีการพัฒนาแบบสมัยใหม่  แยกโลกกับธรรมออกจากกัน หมายความว่าวัดกับบ้านแยกกัน  พระกับสังคมแยกกัน  พระไปยุ่งกับสังคมไม่ได้  ถ้าไปยุ่งก็จะถูกมองว่าไปยุ่งกับการเมือง    พระไปสอนเด็กเล็กหรือตั้งศูนย์เด็กเล็กก็ถูกหาว่ามีเบื้องหลังทางการเมือง   นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับหลวงพ่อคำเขียนที่ชัยภูมิ   

การแยกโลกกับธรรมยังหมายความว่า การปฏิบัติธรรมกับการทำมาหากินนั้นเป็นคนละเรื่อง  คุณจะปฏิบัติธรรมก็ปฏิบัติธรรมไป แต่ถ้าคุณจะมาหากินก็ต้องเก็บธรรมะใส่ลิ้นชักก่อน    การทำงานเพื่อสังคมกับการปฏิบัติธรรมก็แยกออกจากกัน  หรือแม้กระทั่งการเมืองกับธรรมะก็แยกกัน  โลกกับธรรมแยกกันไปถึงขั้นที่การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องเฉพาะตัวไม่เกี่ยวข้องกับสังคม  นี่ยังเป็นความเข้าใจที่แผ่หลายดาษดื่นมากในสังคมไทย 

แต่สิ่งที่หลวงพ่อนานและพระนักพัฒนารุ่นหลังที่พยายามทำโดยมีฆราวาสอีกหลายคนมาร่วมด้วยก็คือ  พยายามเชื่อมโลกกับธรรมให้เข้าหากัน  ไม่ใช่วัดกับบ้านมาประสานกันเท่านั้น  แต่ท่านยังทำให้เห็นว่าธรรมะกับการทำงานเพื่อสังคมเกี่ยวพันกันด้วย  ฉะนั้นการที่พระท่านไปทำงานเพื่อสังคมในแง่หนึ่งคือการปฏิบัติธรรม  เป็นการทำเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน 

การเชื่อมโลกกับธรรมเข้าด้วยกันทำให้พุทธศาสนามีมิติทางสังคมขึ้นมา  อันนี้ต้องอธิบายหน่อย คือว่าพุทธศาสนาโดยพื้นฐานไม่ใช่คำสอนเพื่อการพ้นทุกข์เฉพาะตัว หากยังสอนให้ผู้คนช่วยเหลือเกื้อกูลและปรับปรุงสังคมไปพร้อมกันด้วย  แต่ว่าในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมามีความเข้าใจในหมู่คนจำนวนมากว่า  พุทธศาสนาสอนแต่เรื่องการปฏิบัติธรรมเฉพาะตัวให้พ้นทุกข์  เรามักได้ยินคนพูดเสมอว่าเราทำดีแต่ตัวเองก็พอ  อย่าไปสนใจสังคมเลย  หรือไม่ก็พูดว่าถ้าทุกคนดีสังคมก็ดีไปด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเราทำตัวให้ดี สังคมก็จะดีไปเอง นี่เป็นสูตรสำเร็จของชาวพุทธที่มักจะพูดกัน   ซึ่งเป็นข้ออ้างหรือเหตุผลที่ทำให้ไม่สนใจสังคม 

การพูดว่าทุกคนดีสังคมก็ดีไปด้วยนั่น จะว่าไปแล้วก็เหมือนกับพูดว่า  ถ้านักฟุตบอลเก่งทั้ง 11 คน  ทีมฟุตบอลนั้นก็จะเก่งไปด้วย  ซึ่งไม่จริง  ทีมฟุตบอลแม้จะมีนักกีฬาเก่งทั้ง 11 คน  แต่ว่าถ้าไม่เล่นเป็นทีม หรือนักกีฬาปีนเกลียวกัน  ทีมนั้นก็มีโอกาสแพ้อีกทีมซึ่งแม้ไม่มีคนเก่งแต่เล่นเข้าขากัน ความเป็นจริงนั้นไม่ได้เป็นตรรกะที่ง่ายขนาดว่าถ้านักกีฬาทุกคนเก่งทีมนั้นก็เก่งไปด้วย  ในทำนองเดียวกันถึงแม้ทุกคนจะเป็นคนดี ก็ใช่ว่าสังคมดีไปด้วย  ถึงทุกคนจะดีแต่ถ้าดีเฉพาะตัว ต่างคนต่างอยู่ ไม่สัมพันธ์กันด้วยดี สังคมนั้นจะดีได้อย่างไร  ยังไม่ต้องพูดว่าการทำให้ทุกคนเป็นคนดีจะเป็นไปได้หรือไม่   เห็นได้ว่าตรรกะที่ว่าทุกคนดี  สังคมก็ดีไปด้วยนั้น  เป็นตรรกะที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเท่าไร เพราะความเป็นจริงนั้นมีปัจจัยสลับซับซ้อนกว่านั้นมาก

น่าสนใจก็คือว่านี่เป็นความคิดไม่เฉพาะแต่เถรวาท   มหายานก็อย่างนั้น   ในทฤษฎีมหายานอาจพูดถึงความเมตตาและความเอื้อเฟื้อต่อมหาชน  แต่พอถึงการปฏิบัติ มหายานกลับพูดว่าเราทำดีแล้วสังคมก็จะดีตามด้วย  อุปมาอุปมัยที่มักจะใช้ในฝ่ายมหายานก็คือว่า  “ถ้ารากดี กิ่งก็จะดีด้วย”  แต่ลืมไปว่าถ้ากิ่งไม่ดีรากก็แย่   เรามักจะมองว่าถ้ารากดีกิ่งถึงจะดี  แต่ไม่ได้มองในทางกลับกัน  

พุทธศาสนาสอนว่าเราจะต้องให้ความสำคัญกับการปรับปรุงแก้ไขหรือจัดสรรสภาพแวดล้อมให้เกื้อกูลต่อการปฏิบัติธรรมด้วย  เพื่อให้ธรรมะเจริญงอกงามขึ้นมาในใจของผู้คน  แม้กระทั่งพระที่ต้องการทำสมาธิภาวนาหรือพัฒนาตน พระพุทธเจ้าก็ยังแนะนำให้ไปปฏิบัติในที่ๆสัปปายะ  คือมีสภาพเกื้อกูล เช่น ข้าวปลาอาหารหาได้ไม่ยาก  มีมิตรดีแวดล้อม ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกันในชุมชนหรือในคณะสงฆ์หรือในวัด  รวมทั้งไม่มีโจรผู้ร้าย  แสดงว่าแม้กระทั้งการปฏิบัติธรรมสำหรับพระก็ยังต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม  นับประสาอะไรกับฆราวาส ยิ่งต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่เกื้อกูล จึงจะประพฤติตนเป็นคนดี อยู่ในศีลในธรรม

ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าเน้นให้มีการจัดสรรสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการปฏิบัติธรรม  หรือเกื้อกูลส่งเสริมให้ธรรมะงอกงาม   ขณะเดียวกันเวลาเราพูดถึงธรรมะ เรามักจะมองประโยชน์หรืออานิสงส์เฉพาะตัว เช่น ถ้าเรารักษาศีล ก็จะเกิดผลดีกับตัวเราเอง  แต่ที่จริงแล้วพุทธศาสนาสอนว่าศีลไม่ได้ทำให้คุณดีมีความสุขคนเดียว  มันทำให้สังคมสงบราบรื่นและผาสุกด้วย  ทานก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าคุณให้ทานแล้วคุณจะมีความสุข   มีโลกหน้าที่ไพบูลย์เท่านั้น   แต่มันยังทำให้สังคมมีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน เอารัดเอาเปรียบน้อยลง

ธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นมีทั้งระดับบุคคลและระดับสังคม  แต่พุทธศาสนาที่สอนกันในปัจจุบัน มิติทางสังคมจะหายไป เหลือแต่มิติด้านปัจเจกบุคคล  ทำให้ชาวพุทธส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องสังคม  ลืมไปว่าพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับการจัดสรรสภาพแวดล้อมหรือคุณูประการของสิ่งแวดล้อมมาก  ที่จริงแม้มาถึงสมัยพระเจ้าอโศก ธรรมระดับสังคมก็ยังมีอยู่  ดังมีข้อความจากจารึกอโศกบางตอนว่า

“ตามถนนหนทาง ข้า ฯ ได้ให้ปลูกต้นไทรขึ้นไว้ เพื่อจักได้เป็นร่มเงาให้แก่สัตว์และมนุษย์ทั้งหลาย  ให้ปลูกสวนมะม่วง ให้ขุดบ่อน้ำไว้ทุกระยะกึ่งโกรศะ ให้สร้างที่พักคนเดินทางขึ้นไว้ และให้สร้างอ่างเก็บน้ำจำนวนมากมายขึ้นไว้ในที่ต่าง ๆ เพื่อการใช้สอยแห่งสัตว์และมนุษย์ทั้งหลาย....ที่ข้า ฯ ได้กระทำการเช่นนี้ ก็ด้วยความมุ่งหมายข้อนี้ คือเพื่อให้ประชาชนทั้งหลายประพฤติปฏิบัติตามธรรม”

ข้อความดังกล่าวชี้ว่าพระองค์พยายามจัดสรรสภาพแวดล้อมเพื่อให้คนปฏิบัติตามธรรม  แต่เรามักเข้าใจว่าถ้าจะให้คนประพฤติธรรมต้องเทศน์อย่างเดียว  เราเอาการเทศน์เป็นสูตรสำเร็จ  ในขณะที่คนสมัยก่อนเห็นว่ามิติด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องจัดสรรให้ดี อย่างที่มีบันทึกในจารึกอโศก  นอกจากนั้นในพระไตรปิฎกยังมีบางพระสูตรที่ชี้ว่าการแก้ไขปัญหาอาชญากรในราชอาณาจักร ทำได้ด้วยการที่พระราชาให้เมล็ดพันธุ์ แก่กสิกร ให้เงินทุนแก่พ่อค้าในการประกอบอาชีพ และให้เบี้ยหวัดแก่ข้าราชการหรือขุนนางอย่างทั่วถึง  ไม่มีการพูดเรื่องเทศน์เลย  แต่เดียวนี้เวลามีปัญหาอะไรในสังคม เรานึกถึงการนิมนต์พระมาเทศน์ตลอดเวลาเพราะเราคิดว่าพุทธศาสนาสอนแต่เรื่องการแก้ปัญหาระดับบุคคล  ไม่ได้สอนเรื่องการจัดสรรสร้างสภาพแวดล้อมทั้งหลายทางกายภาพและสังคมให้เกื้อกูล

สิ่งที่หลวงพ่อนานและพระนักพัฒนาบอกกับเราก็คือ  ธรรมะในตัวบุคคลไม่ได้แยกกับการสร้างสังคมหรือสร้างชุมชนให้เกื้อกูล  ทำไมท่านต้องไปทำงานพัฒนาชุมชน  ก็เพราะนั่นเป็นส่วนหนึ่งของการบ่มเพาะให้ธรรมะเจริญงอกงามในใจของผู้คน  อันนี้เป็นประเด็นสำคัญมาก เป็นการพยายามสร้างหรือพัฒนาจริยธรรมทางสังคมขึ้นมาใหม่  นั่นคือจริยธรรมของผู้คนที่สัมพันธ์กับสังคม   หมายความว่าหากเราต้องการส่งเสริมจริยธรรมหรือความดีงามให้แก่บุคคล  เราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องหันมาทำให้สังคมมีความสงบสุข   มีธรรมชาติแวดล้อมที่สมดุล และมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่เกื้อกูล อย่างที่ทางอาจารย์สุบิน ปณีโต ได้ทำ  คือการสร้างกลุ่มสัจจะออมทรัพย์เพื่อก่อให้เกิดสิ่งที่พุทธศาสนาเรียกว่า  “ทิฏฐธัมมิกัตถะ” หรือ ประโยชน์ปัจจุบัน เช่น การมีรายได้พอเพียง ไม่เป็นหนี้สิน มีความเป็นอยู่ที่ไม่อัตคัดขัดสน   และขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้คนมีความไว้เนื้อเชื่อใจ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

คุณูปการของหลวงพ่อนาน สามารถสรุปได้ ๒ ประการใหญ่ ๆ คือ

๑. คุณูปการต่อคณะสงฆ์  คือ ท่านเป็นแม่แบบของพระในการเข้าไปมีบทบาทในสังคม  แทนที่จะรอให้คนเข้าวัด ก็ออกไปช่วยสังคม  เป็นแรงบันดาลใจให้พระหลายรูปในการทำงานเพื่อชุมชน  จนสังคมยอมรับว่าการที่พระมีบทบาทเช่นนี้ เป็นสิ่งสมควร ไม่ใช่เรื่องที่ควรต่อต้าน
 
๒.คุณูปการต่อพระศาสนา คือ การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อพุทธศาสนา ว่าพุทธศาสนามีมิติด้านสังคมด้วย มิได้มีแต่มิติด้านปัจเจก หรือ การปฏิบัติธรรมเพื่อประโยชน์ตน หรือเพื่อพ้นทุกข์เฉพาะตนเท่านั้น 

ประเด็นสุดท้ายที่อาตมาอยากพูดคือ ภารกิจที่ควรใส่ใจในอนาคต  ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อพระที่ทำงานด้านสังคมทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ในความเห็นของอาตมามา การทำงานในชุมชนที่เป็นการสงเคราะห์ชาวบ้าน เช่น  การช่วยเหลือด้านปัจจัย 4 การแก้ไขปัญหาหนี้สินและความยากจน   เช่น ธนาคารข้าว  สหกรณ์ร้านค้า สมุนไพร รวมไปถึงการอนุรักษ์ป่า  เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของพระนักพัฒนา ซึ่งไม่ควรจะหยุดเพียงเท่านี้  อย่างไรก็ตามพระนักพัฒนาจำนวนไม่น้อยสนใจเพียงมิตินี้เท่านั้น ก้าวต่อไปที่ควรให้ความสนใจคือการช่วยเหลือให้ชุมชนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน  พูดง่ายๆคือทำให้ชุมชนเข้มแข็ง   ที่ผ่านมาเราพบว่าแม้หลายชุมชนประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความยากจน  แต่ปรากฏว่าชาวบ้านต่างคนต่างอยู่  ผู้คนสัมพันธ์กันอย่างห่าง ๆ ไม่แน่นแฟ้น

กรณีงานพัฒนาที่อำเภอยกกระบัตร สมุทรสาคร โดยพระครูสาครสังวรกิจ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนว่า เมื่อพัฒนาจนชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  ความสัมพันธ์กลับเหินห่าง ช่วยเหลือเจือจานกันน้อยลง  อาตมาเห็นว่าการช่วยให้ชุมชนมีความเข้มแข็งในแง่ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน  จะเอื้อให้ผู้คนไม่เพียงมีความเอื้อเฟื้อต่อกันเท่านั้น  ยังทำให้คนทำชั่วได้ยากยิ่งขึ้น  เพราะว่าถ้าทำชั่ว เช่นโกง  ตัดไม้ทำลายป่า  หรือเอาเปรียบผู้อื่น  ก็จะถูกชุมชนต่อต้านหรือลงโทษโดยไม่ต้องพึ่งตำรวจ  สมัยก่อนเขาก็ทำกันอย่างนั้น ชุมชนสามารถแก้ปัญหาหรือจัดการกันเอง ทำให้ผู้คนมีศีลธรรม   ปัญหาคือว่าสังคมหรือชุมชนส่วนใหญ่ขาดตรงนี้  ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องความยากจน   อันที่จริงความยากจนส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ในชุมชนที่เสื่อมลงด้วย ทำให้ไม่ร่วมมือกันพัฒนาชุมชนของตนให้ดีขึ้น 

ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ชุมชนร่วมมือกันได้ยากคือ ขาดความไว้วางใจ  เมื่อคนขาดความไว้วางใจกัน ชุมชนย่อมทำอะไรได้ยาก   เช่น จะชักชวนให้ชาวบ้านมาขุดสระน้ำ  ตัดถนน  ชาวบ้านก็ไม่อยากจะมาเพราะกลัวถูกเอาเปรียบ  พูดภาษาชาวบ้าน “ถ้ากูมาคนอื่นไม่มา กูก็ถูกกินแรงนะซิ”  ชาวบ้านจะรู้สึกว่าตัวเองถูกกินแรงเสมอ 

ทุกวันนี้หลายหมู่บ้านมีการเก็บเงินชาวบ้านทุกครัวเรือนเพื่อเป็นทุนญาปนกิจสงเคราะห์  แต่มักจะมีปัญหาว่าเก็บเงินได้ไม่ครบ  ทำไมถึงเก็บเงินได้ไม่ครบ  เพราะหลายคนรู้ว่าถ้าไม่จ่าย ก็ไม่มีใครทำอะไรตนได้  หรือถึงไม่จ่าย ตนเองก็ยังได้ประโยชน์อยู่ดี  หลายคนให้เหตุผลที่ไม่จ่ายว่า “ใคร ๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้น”  หลายคนคิดในใจว่า ถึงกูไม่เบี้ยว คนอื่นก็เบี้ยว ฉะนั้นกูเบี้ยวดีกว่า  ความคิดแบบนี้ทำให้ชุมชนไม่สามารถร่วมมือกันทำอะไรได้  

การรักษาป่าก็เช่นกัน  ชาวบ้านน่าจะรู้ดีว่าถ้าช่วยกันรักษาป่า ลำธารก็จะไหล  น้ำก็จะมี   ทรัพยากรก็จะอุดมสมบูรณ์ แต่ทำไมชาวบ้านถึงพากันตัดไม้ทำลายป่า นั่นเป็นเพราเขาคิดว่าถ้าเขารักษาป่า เขาจะเสียเปรียบ ถึงเขาไม่ตัดไม้ แต่คนอื่นก็ตัด เขาก็เลยคิดว่า อย่างนี้กูตัดดีกว่า  จะได้ไม่เสียเปรียบคนอื่น   หลายคนคิดว่าการที่ตนเองช่วยปกป้องป่านั้น ช่วยให้คนอื่นได้ตัดไม้ดี ๆ  ในความเป็นจริงคนอื่นอาจจะไม่ได้แอบตัดไม้ก็ได้ แต่ถ้าหากทุกคนในชุมชนคิดว่าจะมีคนอื่นฉวยโอกาสตัดไม้ในป่าที่ตนเองรักษาไว้  เขาก็ย่อมไม่มีแรงจูงใจที่จะรักษาป่า เพราะกลัวเสียเปรียบหรือหรือถูกกินแรง  ความกลัวถูกกินแรงหรือไม่ไว้วางใจคนอื่น  ทำให้ไม่มีใครสนใจทำเพื่อส่วนรวม ทำให้การร่วมมือปกป้องทรัพยากรส่วนรวมเป็นไปได้ยาก ผลก็คือทรัพยากรในชุมชนหายไปเรื่อยๆ 

สมัยก่อนชุมชนมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์  ไม่ใช่เพียงเพราะว่าผู้คนมีคุณธรรม เช่น รู้จักพอ เก็บหน่อไม้คนละนิดคนละหน่อย  ไม่โลภมาก ไม่เก็บทีละเยอะ ๆ แต่ยังเป็นเพราะผู้คนไว้วางใจกัน คือเชื่อว่าเมื่อคนอื่นมาเก็บหน่อไม้ เขาก็จะเก็บไม่มากเช่นกัน เหลือหน่อไม้ให้เติบโตเป็นป่าไผ่ แต่เวลานี้ไม่มีใครทำอย่างนั้นกันแล้ว  ต่างคนต่างคิดว่าถ้าฉันไม่เอาหมด คนอื่นมาเจอก็จะเอาหมด ฉะนั้นฉันเอาให้หมดดีกว่า  อันนี้เป็นเรื่องของความไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้นมากในสังคมปัจจุบัน 

นี้คือประเด็นสำคัญ เป็นโจทย์ใหญ่ว่าพระนักพัฒนาจะทำให้เกิดความไว้วางใจในชุมชนได้อย่างไร  สิ่งที่เป็นจุดอ่อนของนักพัฒนาหรือพระที่ทำงานในชุมชนก็คือว่า  เวลาทำงานท่านจะเป็นผู้นำคนเดียว แต่ไม่คิดที่จะทำให้ชุมชนหรือชาวบ้านขึ้นมาเป็นผู้นำ หรือช่วยให้ชาวบ้านเกิดความไว้วางใจกัน จนร่วมมือกันเองได้  ส่วนใหญ่แล้ว ชาวบ้านมารวมกันไม่ใช่เพราะเขาไว้วางใจกัน  แต่เป็นเพราะเขาไว้วางใจคนเดียวคือหลวงพ่อ   ถ้าหลวงพ่อไม่อยู่เขาก็ไม่ไว้วางใจคนอื่น  ในที่สุดก็แตกแยกกัน 

คำถามมีอยู่ว่า ทำอย่างไรเมื่อหลวงพ่อไม่อยู่ ชาวบ้านก็ยังอยู่กันได้ ร่วมมือกันได้ คำตอบ คือการสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในหมู่ชาวบ้าน   แต่อย่างที่อาตมาบอกแล้ว  ตรงนี้เป็นจุดอ่อนอย่างมากของพระที่ทำงานชุมชนหรือพระนักพัฒนา รวมทั้งพระอนุรักษ์ด้วย  คือแม้ประสบความสำเร็จในการรักษาป่า  ชุมชนมีเงินสะสมก้อนโต  ธนาคารข้าวก็มี  ธนาคารควายก็มี  แต่ว่าอยู่บนฐานที่ง่อนแง่น คือฐานที่ไม่มีความไว้วางใจของชาวบ้านรองรับ มีแต่ศรัทธาในตัวหลวงพ่อ ซึ่งสักวันหนึ่งก็ต้องจากไป   ในหลายหมู่บ้านเราพบว่าพอหลวงพ่อไม่อยู่หรือวางมือ  งานพัฒนาชุมชนก็ชะงัก หลายโครงการก็ล่มสลายเพราะชาวบ้านไม่ร่วมมือ  ต่างคนต่างเบี้ยว  เพราะทุกคนคิดว่าถ้าฉันไม่เบี้ยว คนอื่นก็ต้องเบี้ยว ฉะนั้นฉันเบี้ยวก่อนดีกว่า  เช่นเดียวกับการคอรัปชั่นหรือการโกงเงินส่วนรวม ทุกคนคิดอยู่เสมอว่าถ้าฉันไม่ทำคนอื่นก็ทำ ฉะนั้นฉันทำก่อนดีกว่า   

มีคนถามเอเจนซี่โฆษณาแห่งหนึ่งว่า  ทำไมคุณทำโฆษณาโดยใช้วิธีที่แย่ๆ  สร้างค่านิยมผิดๆ ให้แก่เด็กให้แก่เยาวชน  เขาตอบว่า ถึงเขาไม่ทำคนอื่นก็ทำ  นี่คือเหตุผลของคนจำนวนมาก  หากไปถามโรงงานอุตสาหกรรมว่าทำไมคุณถึงปล่อยน้ำเสีย  ในเมื่อมันก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม เขาจะตอบว่าถึงเขาไม่ทำ โรงงานอื่นก็ทำอยู่ดี

น่าแปลกก็ตรงที่ ถึงเวลาที่เราควรทำความดี เสียสละเพื่อช่วยส่วนรวม ทุกคนจะบอกว่า ถึงฉันไม่ช่วย คนอื่นก็ช่วยอยู่ดี ฉะนั้นฉันไม่จำเป็นต้องช่วยก็ได้  เช่น เวลาเห็นคนล้มหรือเป็นลมกลางถนน ทุกคนเดินผ่าน ไม่สนใจ เพราะคิดว่าถึงฉันไม่ช่วย คนอื่นก็ช่วยอยู่ดี  ทุกคนเอาตรรกะนี้มาใช้ในการทำชั่ว แต่เวลาที่ควรจะทำความดี ก็ใช้ตรรกะนี้เป็นข้ออ้างในการไม่ทำความดี

การมองว่าคนอื่นจ้องจะฉกฉวยผลประโยชน์ของส่วนรวมอยู่ตลอดเวลา  เป็นเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ไม่มีใครจะทำเพื่อส่วนรวม มีแต่จะฉกฉวยผลประโยชน์เหมือนคนอื่น   ทัศนคติดังกล่าวโดยพื้นฐานก็คือการขาดความไว้วางใจกันในหมู่ผู้คน กลายเป็นปัญหาระบาดไปทั่วทั้งสังคมและในชุมชนด้วย  นี่คือประเด็นที่ ๒ ที่อาตมาคิดว่าเป็นภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งของพระสงฆ์ที่ทำงานพัฒนาชุมชน

อย่างไรก็ตามเท่านี้ยังไม่พอ  ประเด็นที่ ๓ ที่ควรใส่ใจคือ มิติด้านจิตวิญญาณหรือที่บางท่านเรียกว่าศาสนธรรม  นี้เป็นสิ่งสำคัญมาก  ถึงที่สุดแล้วการพัฒนาทางพุทธศาสนาต้องไปถึงตรงนี้ให้ได้  ทำไมพระเจ้าอโศกต้องปลูกผลไม้  สร้างที่พักคนเดินทาง รวมทั้งทำอะไรต่างๆมากมาย  อย่างที่บอกไว้แล้วคือ  เพื่อส่งเสริมการประพฤติธรรม  เพื่อให้คนมีศีลธรรม  นี้คือความหมายของการพัฒนาจิตวิญญาณ

การพัฒนาจิตวิญญาณเป็นเรื่องยากก็จริง  เป็นมิติด้านลึก ซึ่งต่างจากความไว้วางใจในชุมชน ซึ่งเป็นมิติด้านความสัมพันธ์หรือด้านกว้าง  แต่พระนักพัฒนาต้องไม่ลืมตรงนี้  เพราะถ้าลืม การทำงานของท่านก็แทบจะไม่ต่างกับการพัฒนาของรัฐหรือของราชการ  การสร้างมิติทางจิตวิญญาณคือการทำให้เกิดความตระหนักและเข้าถึงคุณค่าของความสันโดษ  ความพอเพียง  ความอยู่ง่ายกินง่าย   รวมทั้งความไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม  เช่น  ไม่หวั่นไหวเมื่อเห็นคนอื่นรวยกว่าตัวเอง  หรือมีบ้านใหญ่กว่าตนเอง ทั้งนี้เพราะเข้าถึงความสุขทางจิตใจ และเป็นอิสรภาพจากวัตถุสิ่งเสพไม่มากก็น้อย

นี้เป็นอุดมคติของการพัฒนาแบบพุทธ  การพัฒนาทั้งหลายที่พระทำจะต้องไปให้ถึงมิติทางด้านจิตวิญญาณให้ได้  จะทำเช่นนี้ได้พระสงฆ์หรือผู้นำที่ทำการพัฒนาต้องมีตรงนี้ด้วย  ก็คือเข้าความลุ่มลึกด้านจิตวิญญาณด้วยตนเอง เพราะถ้าตัวเองไม่มีตรงนี้จะไปสอนชาวบ้านก็ไม่มีประโยชน์

การสร้างปัญญาในแง่ของการเข้าใจโลกตามความเป็นจริงจะเกิดขึ้นได้  ต้องอาศัยการปฏิบัติธรรมหรือการฝึกจิต  ถึงที่สุดแล้วการทำงานเพื่อสังคมก็คือการปฏิบัติธรรมนั้นเอง  ในด้านหนึ่ง คือการขัดเกลาตนเองให้มีจิตใจที่สงบ เกิดปัญญา ขณะเดียวกันก็ผลักดันและสนับสนุนให้ชาวบ้านหรือคนในชุมชนเข้าถึงมิติดังกล่าวด้วย  ถ้าพูดตามภาษาของหลวงพ่อนานคือ ลด  ละ  เลิก  แต่นี่เป็นคำเชิงลบ  หากใช้คำเชิงบวกคืออิสรภาพหรือความสุข  ความสงบที่ลึกซึ้ง 

ถึงที่สุดแล้วอาตมาอยากเน้นว่าพระสงฆ์นักพัฒนาควรทำให้การปฏิบัติธรรมหรือการภาวนากับการทำงานเพื่อสังคมไปด้วยกันใน ๓ ด้าน  หมายความว่า

ด้านที่ ๑ ปฏิบัติธรรมไปด้วย ทำงานเพื่อสังคมไปด้วย หรือปฏิบัติธรรมไปพร้อมกับการทำงานเพื่อสังคม 

ด้านที่ ๒ ไม่แยกระหว่างการปฏิบัติธรรมกับการทำงานเพื่อสังคม คือมองว่าปฏิบัติธรรมกับการทำงานทางสังคมเป็นเรื่องเดียวกัน  พูดอีกอย่าง การทำงานทางสังคมคือการปฏิบัติธรรม  เป็นสร้างขันติบารมี  วิริยะบารมี  เป็นต้นในแง่นี้ก็หมายความว่าใช้งานสังคมเป็นอุปกรณ์สงเคราะห์และฝึกฝนพัฒนาตน 

ด้านที่ ๓ คือให้การปฏิบัติธรรมนั้นเป็นฐานค้ำจุนงานสังคม  หมายความว่าสนับสนุนการปฏิบัติธรรมเพื่อส่งเสริมและสงเคราะห์งานทางสังคมให้มีมิติทางด้านจิตวิญญาณ  นอกจากช่วยให้ผู้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นแล้ว ผู้คนยังมีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ไว้วางใจกัน  และมีชีวิตที่เรียบง่าย สันโดษ  เข้าถึงความสุขที่ลึกซึ้งในทางจิตใจ จิตเป็นอิสระเพราะมีปัญญาเข้าใจความจริงของชีวิต กล่าวอีกนัยหนึ่ง  ก่อให้เกิดกายภาวนา  ศีลภาวนา  จิตภาวนา และปัญญาภาวนา  ครบถ้วนตามหลักการพัฒนาองค์รวมแบบพุทธ  ถ้าทำเช่นนี้ได้ การทำงานเพื่อสังคมกับการปฏิบัติธรรมก็จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน 

ภารกิจของพระรุ่นใหม่ในปัจจุบันและในอนาคต  อาตมาอยากสรุปด้วยคำของเจ้าคุณพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต  ปัจจุบันคือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์) คือ  “ทำชุมชนให้อยู่ดี  ทำชีวิตให้งอกงาม”  อันที่จริงนี้คือภารกิจของชาวพุทธทุกคนด้วย  

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster