หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมะ >
โควิดอยู่หรือไป ใจก็มีสติ
กลับหน้าแรก

โควิดอยู่หรือไป ใจก็มีสติ
พระไพศาล วิสาโล
ตีพิมพ์ในวารสาร โพธิยาลัย ฉบับที่ ๕๕ เมษายน ๒๕๖๓

ในช่วงเดือนสองเดือนผ่านมาในการบรรยายแต่ละครั้งอดไม่ได้ที่จะพูดถึงเรื่องโรคโควิดหรือเชื้อโคโรน่าไวรัส เหมือนกับว่ามันเป็นสิ่งที่จะอยู่กับเราไปตลอด หรือว่ากลายเป็นทั้งหมดของชีวิตเรา แต่ที่จริงมันก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตเราเท่านั้นา ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่เราควรจะใส่ใจ ทั้งที่เป็นหน้าที่เกี่ยวกับตัวเราเอง หน้าที่เกี่ยวกับผู้อื่น  รวมทั้งสิ่งอื่น ๆ อีกมากมายทั้งรูปธรรมนามธรรมที่เราจะต้องเกี่ยวข้องด้วยในแต่ละวัน ถึงแม้จะไม่มีเชื้อโคโรน่าไวรัสเกิดขึ้นในโลก ไม่มีโรคโควิดแพร่ระบาด เราก็ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ควรสนใจ และมีหน้าที่หลายอย่างที่พึงปฏิบัติ 

อีกไม่นาน ไม่นานในที่นี้อาจจะหลายเดือน เป็นปีหรือปีครึ่ง โรคโควิดก็จะจางหายไป กลายเป็นอดีตไป แล้วผู้คนก็จะกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม...ในบางแง่นะ อย่างเช่น ออกจากบ้านได้ จับจ่ายใช้สอยได้ตามปกติ ไปเที่ยวห้าง เดินทางไปต่างประเทศ พบปะเพื่อนฝูง เยี่ยมพ่อแม่ต่างจังหวัด หรือว่าอยู่ใกล้กันได้มากขึ้น ทักทายกันด้วยการสัมผัส แตะเนื้อต้องตัวกันหรือกอดกัน ก็ทำได้สะดวกขึ้น เพราะว่าเราจะมีภูมิคุ้มกัน รวมทั้งมีวัคซีนป้องกันหรือรักษา 

แต่ว่าสิ่งต่างๆ ที่เราเคยเจอมาก่อนโรคโควิดระบาด เราก็ต้องเจออีกเหมือนเดิม รวมทั้งความทุกข์ต่างๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิต แม้โควิดหายไป โคโรน่าไวรัสถูกกำราบ แต่เราก็ต้องเจอกับสิ่งที่ไม่รักไม่พอใจเหมือนเดิม ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจเช่นเคย และต้องเจอกับคำติฉินนินทาคำต่อว่าด่าทอเหมือนเดิม รวมทั้งเจอกับงานการที่ไม่ถูกใจ เจออุปสรรคที่ทำให้ชีวิตขลุกขลัก ของรักสูญหาย คนรักตายจาก พวกนี้ก็ยังต้องผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา บางเรื่องอาจไม่เคยเกิดขึ้นกับเราในอดีต แต่ว่าต่อไปก็ต้องเจอ อย่างที่เราสวดกันทุกเช้า “เราทั้งหลายเป็นผู้ที่ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้ว เป็นผู้มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว” ที่จริงไม่ใช่เฉพาะความทุกข์นะ ความสุขก็รอเราอยู่ข้างหน้าเหมือนกัน แต่ทั้งหมดทั้งปวงล้วนไม่เที่ยง เช่นเดียวกับโควิด มันก็ไม่เที่ยง 

ในเมื่อชีวิตเราจะต้องเจอหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ชอบ ไม่ปรารถนาจะเจอ ทั้งในวันนี้ในวันหน้า  ดังนั้นการเตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เฉพาะกับโคโรน่าไวรัสหรือโรคโควิดเท่านั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญ จะตื่นกลัวกับโรคโควิดอย่างไรก็อย่าลืมว่า มันมีสิ่งสำคัญกว่าในชีวิตที่เราต้องทำ สิ่งนั้นก็คือการฝึกใจของเราให้มีสติให้มีความรู้สึกตัว การล้างมือบ่อยๆ เป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่สำคัญไม่น้อยก็คือ ขณะที่ล้างมือเราก็ควรรู้สึกตัวไปด้วย ความรู้สึกตัวในขณะล้างมือนี่สำคัญ  แม้ว่าต่อไปเราคงไม่จำเป็นต้องล้างมือบ่อยๆ แต่ความรู้สึกตัวก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ 

อีกปีกว่าเราก็คงสัมผัสใบหน้าได้ตามปกติ โดยไม่ต้องระมัดระวังว่าจะติดเชื้อ  แต่การทำสิ่งต่างๆ รวมถึงการสัมผัสใบหน้าอย่างมีสติก็เป็นสิ่งที่ควรทำไปเรื่อยๆ เพราะถึงแม้ในวันข้างหน้าโควิดจะไม่เป็นปัญหาต่อไป แต่ก็ยังมีอะไรต่ออะไรที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ที่จะเป็นเป็นปัญหาให้กับเราได้หากเราขาดสติหรือทำอะไรไปโดยไม่รู้ตัว เช่น เดินข้ามถนนอย่างไม่มีสติ ขับรถอย่างไม่มีสติ เดินลงบันไดอย่างไม่มีสติ หรือเข้าห้องน้ำเลินเล่อเผอเรอจนลื่นหกล้ม ทั้งหมดนี้ก็อาจทำให้เราบาดเจ็บ หรือถึงตายได้

แม้บางอย่างเราทำอย่างมีสติมีความรู้สึกตัวแล้ว แต่ก็ยังมีปัญหาเกิดขึ้นอย่างที่เราป้องกันไม่ได้ อย่างเช่น ความแก่ ความเจ็บ ความป่วย ความพลัดพรากสูญเสีย แต่ในยามนั้นถ้าเรามีสติมีความรู้สึกตัว เราก็สามารถรักษาใจไม่ให้เป็นทุกข์ได้ จะมีโควิดหรือไม่เราก็ยังต้องเจอรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่ไม่น่าพอใจ ที่เรียกว่า “อนิฏฐารมณ์” ต้องเจอเหตุการณ์ที่ไม่ปรารถนา ที่เรียกว่า “โลกธรรมฝ่ายลบ” เช่น เสื่อมลาภ เสื่อมยศ คำนินทา และทุกข์ พูดง่ายๆ ก็คือ แม้วันหนึ่งโควิดจะหายไป แต่เราก็ยังต้องเจอทุกข์เหมือนเดิม แต่ถ้าเราดูแลใจดีๆ เราก็อยู่กับทุกข์ได้โดยใจไม่ทุกข์ เพราะฉะนั้นอย่ามัวแต่วิตกกังวลตื่นตระหนกกับโควิดจนลืมหน้าที่ จนลืมสิ่งสำคัญในชีวิตที่เราพึงทำ สิ่งนั้นก็คือ “การดูแลใจให้มีสติ ให้มีความรู้สึกตัว”

สติเป็นอุปกรณ์ปกป้องและรักษาใจ

ดูแลใจด้วยสติ ทำสิ่งต่างๆ ด้วยความรู้สึกตัว ไม่ใช่เฉพาะเวลามาวัด มาเดินจงกรมสร้างจังหวะ แต่เวลาอยู่เมื่อทำอะไรก็ให้มีสติมีความรู้สึกตัว  นั่นก็คือการปฏิบัติธรรมเหมือนกัน ถ้าเราไม่มีสติไม่มีความรู้สึกตัว  เมื่อนั้นความทุกข์ก็สามารถจู่โจมเล่นงานจิตใจเราได้  ทุกวันนี้เราขวนขวายหาวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ มาปกป้องร่างกายเรา เช่น หน้ากากอนามัย ยิ่งถ้าเป็นหมอพยาบาลแล้ว ยิ่งต้องมีอุปกรณ์ป้องกันร่างกายมากมายทีเดียว เรียกว่าทั้งตัวเลย แต่อย่าลืมว่าอุปกรณ์ในการป้องกันรักษาจิตก็สำคัญ จะละเลยไม่ได้ แม้มีหน้ากากอนามัยที่ดีกันไวรัสได้ มีเฟสชีลด์ (face shield) หรือแม้กระทั่งอยู่ในห้องที่กันไม่ให้เชื้อโรคเข้า แต่ถ้าใจไม่มีสิ่งคุ้มกันรักษาแล้ว เราก็ยังอยู่ร้อนนอนทุกข์ กลัดกลุ้ม กราดเกรี้ยว รวมทั้งถูกความเกลียด ความโกรธ เล่นงาน

การรักษาใจจึงสำคัญมากทีเดียว อย่างที่บอกแล้ว ไม่นาน อาจจะปีหน้า เราคงไม่ต้องใช้หน้ากากอนามัยป้องกันร่างกายของเราอย่างวันนี้ แต่ว่าสิ่งที่จะช่วยรักษาใจของเรายังต้องมีต่อไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต ยิ่งวันนั้นมาถึงเรายิ่งจำเป็นต้องมีสติรักษาใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าความทุกข์ทรมาน ทุกขเวทนาอันแรงกล้าที่ไม่เคยเจอเลยในชีวิต ก็จะต้องเจอในวันนั้น  การปฏิบัติทั้งหมด ถ้ามี ก็จะเอามาใช้ในเวลานั้นได้อย่างคุ้มค่ามาก 

สมัยที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโลไปเยี่ยมลูกศิษย์ที่เป็นพระท่านหนึ่ง ซึ่งป่วยหนักและกำลังอยู่ในระยะท้าย หลวงปู่พูดกับลูกศิษย์ไม่กี่ประโยค ปกติท่านก็ไม่พูดมากอยู่แล้ว  ท่านพูดว่า “การปฏิบัติทั้งหมดที่เราพยายามปฏิบัติมาก็เพื่อจะใช้ในเวลานี้เท่านั้น” 

แต่ถึงแม้ว่าเราจะยังห่างไกลจากความป่วย ห่างไกลจากความตาย การปฏิบัติของเราคือการเจริญสติก็ยังสำคัญอยู่ เพราะว่าแม้จะยังไม่ป่วย แม้จะยังไม่ตาย ก็ต้องเจอกับอะไรต่ออะไรมากมายที่เป็นเสมือนพายุที่ซัดกระหน่ำชีวิตของเรา ดังนั้นถ้าเรามีสติ จิตของเราก็เหมือนกับเรือที่มีสมอ เรือไม่พลิกคว่ำไม่อับปางยามถูกพายุกระหน่ำเพราะมีสมอ ฉันใดก็ฉันนั้น จิตของเราเมื่อเจออนิฏฐารมณ์ เจอเหตุการณ์ที่ไม่พอใจ เจอความพลัดพราก ก็ยังตั้งมั่นได้ ไม่พัดลอยไปกับความทุกข์ เรียกว่าเจอทุกข์แต่ไม่เป็นทุกข์  

รับมือทุกข์ได้เพราะมีสติ...รู้ทันมัน

ที่จริงนอกจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะต้องผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา ที่เรียกว่าโลกธรรมฝ่ายลบ เช่น เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ความทุกข์ รวมถึงความพลัดพรากสูญเสียนานาชนิด ทั้งของเราและของคนที่เรารัก พูดง่าย ๆ คือนอกจากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่ไม่น่าพอใจแล้ว ในใจเราก็ยังต้องเจอกับความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความวิตกกังวล ความเครียด ความรู้สึกผิด สิ่งเหล่านี้ล้วนบั่นทอนทำร้ายจิตใจผู้คนมาก แต่ถ้าเรามีสติ อารมณ์ภายในก็ทำร้ายจิตใจไม่ได้ ความกลัวมีอยู่แต่ทำร้ายใจไม่ได้ ความโกรธมีอยู่แต่เผาลนจิตใจไม่ได้ เพราะว่า สติช่วยให้เรา“เห็นความโกรธ แต่ไม่เป็นผู้โกรธ” หรือถึงจะมีความกลัวแต่มันก็ไม่ลามกลายเป็นความเกลียด ความตื่นตระหนกอาจจะมีได้ แต่ก็ไม่ลุกลามกลายเป็นความก้าวร้าวหยาบคายกับคนอื่นหรือคนรอบข้าง เพราะมีสติ เพราะเรารู้ทันมัน

สติจึงเป็นสิ่งที่เราทิ้งไม่ได้เลย แม้เราไม่สามารถควบคุมบงการสิ่งแวดล้อมภายนอกให้เป็นไปดั่งใจ ไม่สามารถเรียกร้องให้มีแต่รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่น่าพอใจ หรือมีเหตุการณ์ที่สมหวังในชีวิตได้ แต่เราสามารถดูแลใจของเราไม่ให้เป็นทุกข์เพราะสิ่งเหล่านั้นได้

เราฝึกสติกันง่ายๆ ด้วยการรู้ตัวเวลากายทำอะไร เรียกว่า “รู้กาย” ไม่ใช่เฉพาะเวลาเดินจงกรม เวลาสร้างจังหวะ แต่รวมถึงเวลาอยู่ในอิริยาบถอื่นๆ ด้วย เช่น ตื่นนอน ขึ้นมาเก็บที่นอนก็รู้ตัว เดินไปล้างหน้าแปรงฟันก็รู้ตัว ระหว่างที่ล้างหน้ารู้สึกสดชื่นหายงัวเงีย ก็รู้... นอกจากรู้อาการของกาย รวมทั้งรู้เวทนาที่เกิดขึ้นกับกายแล้ว  เวลาเกิดความสบายใจ หรือใจเผลอคิดไปถึงเรื่องอนาคตที่ปรุงแต่งขึ้นมา เกิดความกังวล ก็รู้... อันนี้เรียกว่า “รู้ใจ” 

การเจริญสติเริ่มต้นด้วยการรู้กาย กายทำอะไรก็รู้ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม กระทั่งไปอุจจาระปัสสาวะก็รู้... อันนี้คือรู้กาย แต่งตัว หวีผม ก็รู้... ไม่ใช่รู้เพราะเห็นตัวเองในกระจก แต่เป็นเพราะใจรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวของกาย ไม่ว่าด้วยมือหรือด้วยส่วนใดของร่างกาย ขณะที่นั่งอยู่ตอนนี้ก็รู้ตัว 

แต่ระหว่างที่นั่งอยู่อาจจะใจลอย ก็รู้ทันทีว่าใจเผลอคิดไปแล้ว มันเผลอคิดไปถึงเรื่องราวในอดีต ความเป็นมาแต่หนหลัง ก็รู้... มันเผลอนึกถึงลูกที่อยู่บ้าน พ่อแม่ที่อยู่โรงพยาบาล ก็รู้...แค่รู้ทัน  หรือถึงแม้จะรู้ไม่ทัน เผลอคิดไปจนเกิดความเครียดความวิตก ก็ยังไม่สายที่จะรู้ทันความเครียดความวิตก มันเผลอคิดไปถึงอีกสามสี่เดือนข้างหน้าว่า ถ้าโรคนี้ยังลุกลามต่อไป เราจะมีงานทำไหม จะมีรายได้ไหม จะเอาเงินจากไหน เกิดความวิตก เกิดความกลัวขึ้นมา ก็รู้...กลัวได้ วิตกได้ เครียดได้ แต่ให้รู้ทัน หงุดหงิดเพราะเผลอคิดถึงคนที่ต่อว่าเรา หรือปรุงแต่งว่าเขาจะนินทาว่าร้ายเราอย่างไร หรือว่ามีเสียงดังมากระทบ  เกิดหงุดหงิดขึ้นมาก็รู้ทัน 

วางใจไว้ตรงกลาง ระหว่างยินดีและยินร้าย

แม้แต่อยู่ในวัด  อารมณ์พวกนี้ก็เกิดขึ้นได้นะ อารมณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจ เกิดขึ้นได้แม้กระทั่งระหว่างปฏิบัติ เกิดความเครียด เกิดความวิตก ก็อย่าไปหงุดหงิดว่าทำไมมันเกิดขึ้น ให้รู้ทันมันเฉยๆ อย่าเสียใจว่าทำไมเราปฏิบัติแล้วใจไม่สงบสักที อย่าโมโหตัวเองว่าทำไมมันฟุ้งเหลือเกิน นักปฏิบัติหลายคนมีปัญหาตรงนี้ อันนี้เป็นกับดักของนักปฏิบัติ ก็คือว่าอยากให้ใจสงบ พอใจไม่สงบ ฟุ้งขึ้นมา เลยหงุดหงิด อันนี้เป็นเพราะว่าไม่รู้ทันความหงุดหงิด และเป็นเพราะมีความคาดหวังว่าเมื่อปฏิบัติแล้วใจต้องไม่ฟุ้ง ใจต้องสงบ อันนี้เป็นความคาดหวังที่ผิด เป็นกับดักของนักปฏิบัติเลย คือปฏิบัติด้วยความคาดหวังว่าใจต้องสงบ ไม่ฟุ้ง พอใจไม่สงบ มันฟุ้งขึ้นมาก็เลยหงุดหงิด ยิ่งไปบังคับจิตไม่ให้ฟุ้ง  แล้วมันไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการ ก็ยิ่งหัวเสีย  เดินจงกรมด้วยความโกรธ เดินด้วยความเครียด ยกมือด้วยความหงุดหงิด อันนี้เพราะตั้งความหวังหรือวางใจผิด  ขอให้ตระหนักว่า เรามาปฏิบัติที่นี่ ไม่ใช่เพื่อเอาความสงบ  แต่เอาความรู้สึกตัว เพื่อฝึกสติ

ฝึกสติคืออะไร คือ “รู้ทันทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้น” ทุกการกระทำที่เกิดกับกายหรือที่กายทำ ทุกอาการทุกกิริยาของจิต เช่น คิด รู้สึก คาดหวัง ยิ่งถ้าทำด้วยความคาดหวังว่าจะให้จิตสงบก็ผิดแล้ว เราปฏิบัติเพื่อสร้างสติ เพื่อให้รู้ทันทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้น รู้ทัน คือรู้ซื่อๆ รู้เฉยๆ ไม่ผลักไสอารมณ์ที่เป็นลบ และไม่ไปยึดติดอารมณ์ที่เป็นบวก ไม่ว่าเจอทุกข์หรือสุขก็ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เหมือนกัน คือแค่รู้เฉยๆ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์บวกหรือเป็นลบก็ปฏิบัติต่อมันอย่างเท่าเทียมกัน คือแค่เห็นมันเฉยๆ ไม่ใช่ว่าถ้าเจอทุกข์ก็ผลักไส ถ้าเจอสุขก็จะเอา หรือว่าเจออารมณ์ที่เป็นบวกก็เอา ถ้าเจออารมณ์ที่เป็นลบก็ผลักไส  อย่างนั้นไม่ถูกแล้ว 

เรามาปฏิบัติเพื่อให้รู้จักวางใจเป็นกลางต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับใจ และทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา ไม่ว่าจะเป็นเสียงเพลง เสียงนกร้อง หรือเสียงเครื่องยนต์ ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันกับคำชมและคำติฉินนินทา ก็คือรู้สึกเป็นกลางๆ ไม่ยินดีไม่ยินร้าย แต่ถ้ามันจะเผลอยินดีก็ให้รู้ทัน ถ้าเผลอยินร้ายก็ให้รู้ทันเหมือนกัน ทุกอย่างมาเพื่อฝึกให้เรามีสติทั้งนั้น ไม่ใช่มาเพื่อเอาความสงบแล้วก็ดื่มด่ำไปกับมัน 

คนเราเวลาเจอทุกข์ก็ไม่พอใจ เวลาเจอสุขก็รู้สึกว่ายังไม่พอ ไม่ว่าจะเป็นสุขเพราะความสบาย สุขเพราะเงินทอง สุขเพราะชื่อเสียง ก็ยังรู้สึก “ไม่พอ” ความไม่พอใจเมื่อเจอทุกข์ และไม่รู้สึกพอเมื่อเจอสุข มันก็ทุกข์ทั้งนั้น ไม่พอใจก็ทุกข์ ไม่รู้สึกพอก็ทุกข์ คนจำนวนมากแม้ได้โชคได้ลาภมาก็ไม่มีความสุข มีชื่อเสียงมากมายเป็นที่อิจฉาของผู้คน แต่เขาก็ไม่มีความสุข เพราะเขาไม่รู้สึกพอ อันนี้เพราะเขาปฏิบัติกับความสุขไม่เป็น 

เวลาเจอสุข ใจรู้สึกยินดี  ก็รู้ว่ายินดี แต่ถ้าไม่รู้ มันจะไม่จบแค่นั้น ใจอยากจะได้อีก อยากเอาอีก อยากให้อยู่นานๆ ความสงบก็เหมือนกัน วันนี้ทำแล้วสงบ  พรุ่งนี้ก็อยากได้อีก อันนี้เรียกว่าไม่รู้สึกพอ เหมือนกับอยากได้เงิน พอได้เงินมาแล้วก็อยากได้อีก ได้ล้านดีใจก็อยากได้อีก ได้สิบล้านดีใจก็อยากได้อีก เรียกว่าไม่รู้สึกพอ และเมื่อไม่ได้ก็เป็นทุกข์ 

ได้ความสงบเมื่อวานนี้ ก็ยังไม่รู้สึกพอ วันนี้อยากได้อีก พอไม่ได้ก็หงุดหงิด ทุกข์และสุขถ้าเราเกี่ยวข้องไม่เป็นก็เกิดผลเสียทั้งนั้น เจอทุกข์ ถ้าปฏิบัติกับทุกข์ไม่เป็น ก็เป็นทุกข์ เจอสุข ถ้าวางใจไม่เป็น ไม่รู้สึกพอ ก็ทุกข์เหมือนกัน นี่เป็นเพราะขาดสติ และขาดปัญญาด้วย แต่ถ้ามีสติ พอมีอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้น ก็รู้ทัน เจอทุกข์แต่ว่าไม่เป็นทุกข์เพราะเห็นทุกข์ เพราะรู้ทุกข์ คนส่วนใหญ่พอเจอทุกข์ก็เป็นทุกข์เพราะไม่มีสติ แต่ถ้าหากว่ามีสติ พอเห็นทุกข์ ก็ไม่เป็นทุกข์ พอเจอสุขก็เห็นมัน ไม่เป็นสุขหรือไม่เป็นผู้สุข เพราะถ้าเป็นผู้สุขเมื่อไร สิ่งที่ตามมาต่อไปคืออยากได้อีก ไม่รู้สึกพอ อันนั้นแหละทุกข์ หลวงพ่อชาท่านเปรียบว่า สุขคือหางงู ส่วนทุกข์คือหัวงู ไปจับหัวงูก็โดนมันกัด ไปจับหางงูถ้าไม่รีบปล่อยมันก็แว้งกัด 

ทุกข์กับสุขล้วนไม่น่าเอาทั้งนั้น แต่เราก็เลี่ยงไม่ได้ บางทีก็เจอทุกข์ บางทีก็เจอสุข แต่ขอให้เรารู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเจอทุกข์ รู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเจอสุข ไม่ยินร้ายหรือยินดีกับมัน  แต่ถ้าเกิดยินร้ายก็รู้ มันก็หยุดอยู่ตรงนั้น ยินดีก็รู้ ไม่ยึดต่อ หากเจอทุกข์ แล้วรู้ทัน หรือรู้เฉย ๆ  ความรู้สึกไม่พอใจก็มารบกวนจิตใจไม่ได้ กลายเป็นความปกติ นี่คืองานของเราที่จะต้องทำ ไม่ว่าจะมีโควิดระบาดหรือไม่ เพราะว่าสุขและทุกข์ก็จะต้องผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา ถ้าเราเกี่ยวข้องกับมันให้เป็น มีสติ มีปัญญา เราก็จะอยู่กับสิ่งเหล่านั้นได้ด้วยใจที่เป็นปกติสุข

เวลาปฏิบัติธรรมใจมันฟุ้งก็ไม่เดือดร้อนอะไร ก็แค่เห็นความฟุ้ง ไม่เกิดความทุกข์หรือเผลอเครียดขึ้นมา รู้ทันมัน ดูมันไป สงบก็รู้ ไม่สงบก็รู้ ฟุ้งก็รู้ ไม่ฟุ้งก็รู้ นั่นล่ะคือการปฏิบัติ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster