หน้ารวมบทความ
   บทความ > พุทธศาสนา > วิพากษ์ทุนนิยม จากมุมมองของศาสนา
กลับหน้าแรก
 
วิพากษ์ทุนนิยม จากมุมมองของศาสนา
พระไพศาล วิสาโล

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ทุนนิยมมิใช่เป็นแค่ระบบเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังเป็นอุดมการณ์ที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งโดยเฉพาะในยุคที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์ ดังนั้นจึงมีอิทธิพลต่อโลกทัศน์และมุมมองเกี่ยวกับชีวิต รวมทั้งพฤติกรรมของผู้คนทั่วโลก อิทธิพลดังกล่าวเคยเป็นบทบาทของศาสนามาช้านาน แต่บัดนี้กำลังถูกท้าทายและทดแทนโดยทุนนิยมอย่างมิอาจมองข้ามไปได้

ทุนนิยมนั้นมีปรัชญาพื้นฐานอยู่ ๕ ประการ ประการแรกคือความเชื่อว่าถ้าทุกคนทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนแล้ว ในที่สุดจะเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ยกตัวอย่างเช่น การที่เรามีข้าวกิน มีดินสอใช้ มีรถยนต์ขับ มีชีวิตที่สะดวกสบาย ก็เพราะว่าทุกคนทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวทั้งนั้น ตั้งแต่ชาวนา กรรมกร ชาวนา คนขับรถ พนักงานบริษัทห้างร้าน ทุกคนทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เช่น อยากมีเงินใช้ อยากรวย อยากอยู่สบาย ก็เลยพากันเอาของมาขาย หรือมารับจ้าง จึงทำให้สังคมมีสิ่งต่าง ๆ ใช้สอยไม่ขาดแคลน ไม่ว่าข้าวปลาอาหาร สิ่งอำนวยความสะดวก นี้คือประโยชน์ที่เกิดกับส่วนรวม

พูดอีกอย่างคือ ทุนนิยมเชื่อว่าความเห็นแก่ตัวเป็นพลังสำคัญที่ผลักดันให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในสังคมได้ โดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ทุนนิยมจึงพยายามกระตุ้นให้ผู้คนเกิดความเห็นแก่ตัวหรือใช้ความเห็นแก่ตัวเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้า ทั้งในแง่การผลิต การจำหน่ายจ่ายแจกและการบริโภค ทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าความเจริญในที่สุด เป็นความเจริญโดยเกิดจากสิ่งที่เรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น” (invisible hand)

ความคิดเช่นนี้ต่างจากหลักศาสนาอย่างชัดเจน เพราะศาสนาเชื่อว่าแม้มนุษย์เรามีความเห็นแก่ตัวแต่เราไม่ควรจะกระตุ้นความโลภหรือกระตุ้นการแสวงหากำไรอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะจะกลายเป็นโทษต่อสังคมในระยะยาว ศาสนาจึงมุ่งลดความเห็นแก่ตัวให้เหลือน้อยที่สุดหรือควบคุมให้อยู่ในขอบเขต

ประการที่ ๒ คือการเน้นบทบาทของตลาด ตลาดในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสถานที่ เช่น ตลาดสด หรือตลาดนัด แต่หมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค หรือการซื้อการขาย เมื่อมีการซื้อการขายเกิดขึ้นก็เรียกว่าตลาด ตลาดเป็นสิ่งที่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่ว่าทุนนิยมจะให้ความสำคัญกับตลาดมากเป็นพิเศษ เพราะมันเป็นเกี่ยวข้องกับเสรีภาพอย่างหนึ่งของมนุษย์ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

ตลาดมีบทบาทอย่างไร บทบาทอย่างหนึ่งก็คือการทำให้สิ่งต่าง ๆ แปรสภาพเป็นสินค้า คือตีค่าเป็นตัวเงินได้ ถ้าตีค่าเป็นตัวเงินไม่ได้ก็ซื้อขายไม่ได้ อะไรที่จะซื้อขายได้มันต้องถูกตีค่าเป็นตัวเงินก่อนไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นข้าวปลาอาหาร บ้านเรือน ที่ดิน การที่ทุนนิยมเน้นบทบาทของตลาดมาก ทำให้เงินหรือกำไรกลายมาเป็นคุณค่าที่สำคัญเหนือคุณค่าอย่างอื่น ในระบบทุนนิยม อะไรก็ตามที่แลกเปลี่ยนหรือตีค่าเป็นตัวเงินไม่ได้ ถือว่าไม่มีคุณค่า ด้วยเหตุนี้สิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น ความรัก คุณธรรม จึงไม่มีความสำคัญเพราะตีค่าเป็นตัวเงินไม่ได้

อย่างไรก็ตามการขยายตัวของทุนนิยมในปัจจุบันทำให้มีการพยายามแปรทุกอย่างให้เป็นสินค้าหรือตีค่าเป็นตัวเงินได้ เช่น พระพุทธรูป หรือสัญลักษณ์ทางศาสนา เดี๋ยวนี้นอกจากจะเอามาขายกันอย่างโจ่งแจ้งแล้ว ยังเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้ในการโฆษณาหรือเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น เอามาประดับโรงแรม ประเพณีต่าง ๆ ก็กำลังกลายเป็นสินค้า เช่น ประเพณีบุญบั้งไฟ ลอยกระทง มีการประโคมโฆษณาเพื่อขายนักท่องเที่ยว ประเพณีใดถ้าไม่สามารถขายนักท่องเที่ยวหรือไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ถือว่าไม่มีคุณค่าสำหรับทุนนิยม ซึ่งก็หมายความว่าปล่อยให้ตายไปเอง

แต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือ แม้กระทั่งเด็ก ผู้หญิง ก็กำลังถูกแปรเป็นสินค้า มีการตีค่าเป็นตัวเงินเพื่อซื้อขายกัน ทั้งอย่างเปิดเผยและไม่เปิดเผย เช่น การซื้อขายผู้หญิงและเด็กไปเป็นโสเภณี หรือไปทำงานในโรงงานนรก ซึ่งเวลานี้ไปไกลถึงขั้นซื้อขายข้ามชาติ นอกจากนั้นยังมีการซื้อขายอวัยวะมนุษย์ มีทั้งการซื้อขายโดยเจ้าตัวรับรู้ และซื้อขายโดยเจ้าตัวไม่รับรู้ เช่น ไปผ่าตัดในโรงพยาบาล ออกมาปรากฏว่าไตหายไปข้างหนึ่ง หรือบางทีก็ถึงกับฆ่าเด็กเพื่อเอาอวัยวะของเด็กไปขาย

การขยายตัวของตลาดในระบบทุนนิยม จึงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรมกลายเป็นสินค้าไปหมด อย่างที่เราเองบางทีก็นึกไม่ถึง ทุนนิยมทำให้คุณสมบัติที่ตีค่าเป็นตัวเงินเท่านั้นที่มีความสำคัญ อะไรที่ที่ตีค่าไม่ได้หรือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในทางกระตุ้นเศรษฐกิจ จะถือว่าไม่สำคัญ และอาจไม่ควรมีอยู่ในโลกด้วยซ้ำ เหตุผลส่วนหนึ่งที่ศาสนาถูกวิจารณ์ในสมัยหนึ่งก็เพราะศาสนาไม่มีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะพระหรือนักบวชเป็นพวกที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิต จึงถือว่าไม่มีประโยชน์

อันนี้เป็นความเชื่อสมัยหนึ่ง แต่เวลานี้ก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว ทุนนิยมปรับตัวได้เก่งมากจนกระทั่งสามารถที่จะเอาศาสนาเข้ามาเกื้อหนุนทุนนิยม

ตัวอย่างที่ชัดเจนได้แก่ ลาสเวกัสซึ่งเป็นแหล่งคาสิโนระดับโลก ในสายตาของคนทั่วไปอาจมองว่าเป็นเมืองบาป แต่รู้หรือไม่ว่าลาสเวกัสมีโบสถ์เยอะมากร่วม ๆ ๖๐๐ แห่ง โบสถ์เหล่านี้นอกจากจะมีไว้เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาแต่งงานที่ลาสเวกัสแล้ว ยังมีไว้เพื่อคุมสังคมให้อยู่ในความปกติสุข เพราะว่าคนที่ไปเที่ยวบ่อนคาสิโนส่วนใหญ่จะเครียดเพราะแพ้พนัน บางคนถึงกับล้มละลาย พอล้มละลายแล้วก็อาจจะฆ่าตัวตาย หรือไม่ก็ก่ออาชญากรรมเช่นปล้น จี้ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็ทำให้ลาสเวกัสมีชื่อเสียงในทางไม่ดี ไม่มีใครอยากมาเที่ยวลาสเวกัส เงินทองก็หดหาย ดังนั้นลาสเวกัสจำเป็นต้องอาศัยศาสนามาช่วยกล่อมเกลาเตือนสตินักพนันเหล่านี้ไม่ให้ฆ่าตัวตายหรือก่ออาชญากรรม สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือบรรยากาศการท่องเที่ยวดีขึ้นเพราะฉะนั้นเงินก็ไหลมาเทมา นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าตอนนี้ทุนนิยมยอมรับศาสนาว่ามีประโยชน์ เพราะช่วยส่งเสริมให้เเกิดบรรยากาศการท่องเที่ยวที่ดี ทำให้สังคมไม่ปั่นป่วนจนกระทั่งเศรษฐกิจตกต่ำ

อย่างไรก็ตามศาสนาไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่เป็นเครื่องมือรับใช้เศรษฐกิจ หน้าที่ของศาสนาคือการพาคนให้อยู่เหนือเศรษฐกิจ ไม่เห็นเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของชีวิต และไม่มองว่าจำเพาะสิ่งที่ตีค่าเป็นตัวเงินได้เท่านั้นที่สำคัญ มีหลายสิ่งในชีวิตที่ตีค่าเป็นตัวเงินไม่ได้ แต่มีความสำคัญมาก เช่น คุณธรรม ความศรัทธาในสิ่งดีงาม ความรัก ความเมตตา ความซื่อสัตย์

ประการที่ ๓ ทุนนิยมจะให้ความสำคัญอย่างมากกับการผลิตเพื่อขาย การที่ตลาดจะขยายตัวได้ต้องมีสินค้ามาวางขายมาก ๆ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการผลิตสิ่งของต่าง ๆ มาขาย แต่ถ้าผู้คนนิยมผลิตเพื่อจุนเจือแบ่งปันกัน นั่นเป็นสิ่งที่ทุนนิยมไม่ประสงค์ ทุนนิยมจะบอกว่าถ้าคุณสามารถสร้างบ้านได้ คุณควรไปรับจ้างสร้างบ้านให้คนอื่น เศรษฐกิจถึงจะเติบโต แต่ถ้าคุณไปช่วยสร้างบ้านให้คนอื่นเปล่า ๆ ฟรี ๆ มันจะไม่มีประโยชน์ต่อทุนนิยมเลย เพราะไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้น เงินไม่หมุนเวียน ก็หมายความว่าการให้ทานหรือความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีเนื้อที่น้อยมากในระบบทุนนิยม ในทำนองเดียวกันการพึ่งตนเองก็เป็นสิ่งที่ทุนนิยมไม่สนับสนุน ถ้าบ้านคุณเสีย คุณควรไปจ้างคนอื่นมาซ่อม ไม่ใช่ลงมือซ่อมเองเพราะมันไม่ทำให้เกิดการเติบโตในแง่รายได้ ด้วยเหตุนี้ที่ใดก็ตามที่มีการพึ่งตนเองอย่างในชุมชนบท ทุนนิยมต้องเข้าไปเพื่อทำให้ชุมชนเหล่านี้สูญเสียความสามารถในการพึ่งตนเอง ทุนนิยมจะไปบอกว่า ถ้าคุณผลิตข้าวก็ขอให้ผลิตข้าวอย่างเดียว คุณไม่ต้องทอผ้า ถ้าคุณอยากได้ผ้าคุณก็ไปซื้อมาใส่ ผลก็คือในที่สุดชาวบ้านก็ทอผ้าไม่เป็น และต่อมาก็ไม่สามารถรักษาตนเองได้ ถ้าคุณป่วยคุณต้องไปหาหมอหรือไม่ก็ไปซื้อยามากิน แต่ถ้าคุณรักษาตัวเองหรือปลูกสมุนไพรเอง ทุนนิยมไม่สนับสนุน เพราะไม่เป็นผลดีสำหรับทุนนิยม

แต่สำหรับศาสนา การช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นเรื่องสำคัญ รวมทั้งการให้ทานแก่กัน ขณะเดียวกันก็เห็นว่าการพึ่งตนเองเป็นสิ่งสำคัญด้วยเช่นกัน พระพุทธเจ้าถึงกับตรัสว่าตนนั้นแลเป็นที่พึ่งแห่งตน การพึ่งตนในที่นี้แม้จะไม่ได้เจาะจงในเรื่องเศรษฐกิจก็ตาม

ประเด็นที่ ๔ ทุนนิยมเชื่อในเรื่องของเสรีภาพที่มีพื้นฐานมาจากอำนาจทางเศรษฐกิจ ทุนนิยมเชื่อในเรื่องเสรีภาพมาก และเสรีภาพที่สำคัญก็คือเสรีภาพทางเศรษฐกิจ เช่น เสรีภาพในทรัพย์สินเอกชน รวมทั้งเสรีภาพในการผลิต ในการครอบครองปัจจัยการผลิต ในการประกอบธุรกรรม และที่ขาดไม่ได้คือเสรีภาพในการซื้อขาย และการบริโภค ทุนนิยมถือว่าเสรีภาพเหล่านี้เป็นปัจจัยพื้นฐานหรือหลักประกันของเสรีภาพด้านอื่น ๆ ของมนุษย์ เสรีภาพอย่างอื่น เช่น เสรีภาพในการแสดงความเห็น หรือเสรีภาพในชีวิต ไม่มีความหมายตราบใดที่ไม่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจเป็นตัวรองรับ

ประเด็นนี้พุทธศาสนาไม่เห็นด้วย เพราะเราเชื่อว่าเสรีภาพที่แท้จริงเป็นเสรีภาพภายใน เป็นเสรีภาพในทางจิตวิญญาณมากกว่า ถ้าคุณไม่มีเสรีภาพในทางจิตวิญญาณแล้วคุณก็กลายเป็นทาสของเงินหรือวัตถุ ทุนนิยมไม่มีแนวคิดในเรื่องการเป็นทาสของเงิน แต่เชื่อว่าเสรีภาพของคุณจะมั่นคงได้ต่อเมื่อคุณมีทรัพย์สินอยู่ในมือมากพอ และมีเสรีภาพที่จะเอาไปใช้ทำอะไรก็ได้ สังคมใดที่ไม่เอื้อให้มีกรรมสิทธิ์เอกชน สังคมนั้นจะเป็นสังคมทาส

ฮาเย็คเป็นนักคิดชาวออสเตรียที่มีชื่อเสียงมาก เขาเป็นปรมาจารย์ทางด้านเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม เป็นคู่แข่งของเคนส์ เคนส์นั้นเชื่อในเรื่องของการแทรกแซงตลาดโดยรัฐ แต่ฮาเย็คเห็นว่าเสรีภาพต้องมาก่อนและเสรีภาพทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เขาเรียกสังคมที่ประชาชนไม่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจว่าเป็นสังคมแห่งทาสกรรมกร (serfdom)เขาเขียนหนังสือชื่อ From Slavery to Serfdom ในหนังสือเล่มนี้เขาต่อต้านระบบเศรษฐกิจที่ไม่ให้ตลาดเป็นปัจจัยหลักหรือไม่สนับสนุนตลาดเสรี ในทัศนะของเขาระบบเศรษฐกิจแบบนี้มีแต่จะทำให้ผู้คนกลายเป็นทาสกรรมกร พูดอีกอย่างหนึ่งความเป็นทาสเกิดขึ้นเมื่อผู้คนไม่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ

ประเด็นที่ ๕ คือเรื่องความสุข ทุนนิยมเชื่อว่าความสุขเกิดจากการบริโภคและการครอบครองทรัพย์สิน ยิ่งมีมากหรือเสพมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความสุข นี่เป็นการมองความสุขในแง่เดียว พุทธศาสนาไม่ปฎิเสธความสุขจากวัตถุ พุทธศาสนายอมรับความสุขจากการใช้ทรัพย์ รวมทั้งความสุขจากการไม่มีหนี้ แต่พุทธศาสนาเห็นว่ายังมีความสุขที่ลึกไปกว่านั้น เป็นความสุขที่นอกเหนือจากการมีทรัพย์หรืออาสมิส ได้แก่นิรามิสสุขคือสุขที่ไปพ้นจากวัตถุสิ่งเสพ แต่ทุนนิยมมองไม่เห็นหรือไม่เชื่อว่ามีความสุขที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุ

เพราะฉะนั้นเมื่อพูดถึงสภาพที่พึงปรารถนา ไม่ว่าระดับบุคคลหรือประเทศ ทุนนิยมจึงมองว่าจะต้องมีทรัพย์สินหรือความมั่งคั่งให้มากที่สุด ความเจริญก้าวหน้าของชาติหรือของบุคคล ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีเงินเดือนเท่าไหร่ คุณมีรถยนต์กี่คัน มีบ้านกี่หลัง มีเศรษฐกิจเติบโตกี่เปอร์เซ็น ถ้าปีนี้ประเทศเจริญเติบโต ๕ % ขณะที่ปีที่แล้วเจริญเติบโต ๑๐% ถือว่าถอยหลัง เขาไม่สนใจว่าปีที่แล้วมีคนฆ่ากันตายเท่าไหร่ ฆ่าตัวตายกี่มากน้อย เพิ่มขึ้นหรือลดลง ตัวเลขอย่างนั้นเขาไม่สนใจว่าเป็นเครื่องวัดความเจริญของชาติหรือไม่ ถ้าจะวัดก็ต้องดูที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก เช่น การเจริญเติบโตของจีดีพีหรือการขยายตัวของรายได้ พูดง่าย ๆ คือ รวยขึ้นหรือจนลง

ทั้งหมดนี้คือปรัชญาพื้นฐาน ๕ ประการของทุนนิยมคือ

๑) การกระตุ้นความโลภและเน้นประโยชน์ส่วนตน ความเห็นแก่ตัวเป็นสิ่งที่ต้องส่งเสริมให้มาก ๆ เพื่อจะได้เกิดความเจริญ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นคนแรกที่เริ่มให้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมตามแนวคิดของอเมริกาเมื่อปี ๒๕๐๔ จอมพลสฤษดิ์ พบว่าคำสอนของพุทธศาสนาที่เน้นเรื่องการสันโดษ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจมาก ดังนั้นจึงมีคำสั่ง “ขอร้อง”พระทั่วประเทศว่าอย่าสอนเรื่องสันโดษ เพราะจะขัดขวางการเจริญเติบโตของประเทศ สันโดษหมายถึงความพอใจในสิ่งที่ตนมี แต่ตอนนั้นนโยบายของจอมพลสฤษดิ์คือการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมีคำขวัญว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” ซึ่งก็คือการกระตุ้นให้คนไทยอยากรวย และขยันหาเงินให้ได้เยอะๆ ในยุคนั้นยังมีคำขวัญอีกว่า “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ” คำขวัญเหล่านี้รวมเอาหัวใจของทุนนิยมไว้นั่นก็คือ คุณต้องทำงานมาก ๆ ให้มีเงินเยอะ ๆ แล้วคุณก็จะมีความสุข ส่วนประเทศก็จะเจริญ ไปทางไหนก็มีแต่ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ

๒) การเน้นเรื่องตลาด ต้องให้ตลาดแทรกซึมไปทุกหนแห่งทั่วประเทศ เพื่อเอาทุกอย่างมาแปรเป็นสินค้า จนแม้แต่ประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา มนุษย์ ก็กลายเป็นสินค้าที่ตีค่าเป็นตัวเงิน หรือเอามาขายได้

๓) การเน้นเรื่องการผลิตเพื่อการซื้อขาย ไม่สนับสนุนการผลิตเพื่อเอื้อเฟื้อเกื้อกูล หรือการพึ่งตนเอง ใครทำอะไรได้ ต้องเอาไปขาย อย่าไปทำให้คนอื่นฟรี ๆ หรือพึ่งตนเองจนไม่ซื้อจากใครเลย

๔) การเน้นเรื่องเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าเสรีภาพในการผลิต การจำหน่ายจ่ายแจก การบริโภคและการซื้อขาย รวมถึงเสรีภาพในทรัพย์สินส่วนบุคคล โดยถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของเสรีภาพมนุษย์

๕) การเน้นความสุขที่เกิดจากการบริโภคและครอบครองวัตถุ โดยมองข้ามความสุขทางจิตใจที่ไม่อิงวัตถุ

มองจากมุมของพุทธศาสนาแล้ว จะเห็นความแตกต่างได้มาก เพราะพุทธศาสานามองว่าความเจริญไม่ว่าของบุคคลและของประเทศมี ๔ มิติ ‘ ได้แก่ความเจริญทางกายหรือทางวัตถุ ความเจริญในเรื่องของความสัมพันธ์หรือความประพฤติ ความเจริญในทางจิต และความเจริญในทางปัญญา เมื่อเอากรอบนี้มาดูการพัฒนาในรอบหลายทศวรรษภายใต้ระบบทุนนิยม จะเห็นได้ว่ามีข้อบกพร่องมาก มองในแง่วัตถุหรือกายภาพทางกายภาพอย่างเดียว จะเห็นว่าช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมีมากขึ้น ความยากจนไม่ได้ลดลงเลยแม้จะอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ ตรงข้ามช่องว่างกลับถ่างกว้างขึ้น ไม่เฉพาะคนรวยกับคนจนในประเทศเดียวกันเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงช่องว่างระหว่างประเทศที่ร่ำรวยกับประเทศที่ยากจน ดังจะเห็นได้ว่า คนที่รวยที่สุดในโลก ๓ คนมีทรัพย์สินรวมกันแล้วมากกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีของประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ๔๘ ประเทศเสียอีก และถ้าเอาสินทรัพย์ของคนรวยที่สุดในโลก ๓๒ คนมารวมกันจะมีจำนวนมากกว่าจีดีพีของประเทศในเอเชียใต้ทั้งหมดรวมกัน จะเห็นได้ว่ายิ่งพัฒนามากขึ้น คนรวยก็รวยขึ้น คนจนก็จนลง และช่องว่างก็ถ่างกว้างขึ้น

เรื่องนี้อาดัม สมิทซึ่งถือว่าเป็นบิดาแห่งทุนนิยมเมื่อเกือบ ๓๐๐ ปีที่แล้ว เคยพูดว่าว่าเมื่อมีคนรวย ๑ คนจะมีคนยากจนเพิ่มขึ้น ๕๐๐ คนคนทุกครั้ง ทุนนิยมทำให้มีคนรวยมากขึ้นก็จริง แต่คนยากจนกลับเพิ่มมากกว่า ถามว่าศาสนายอมรับตรงนี้ได้ใหม เรายอมรับช่องว่างแห่งความไม่เท่าเทียมอย่างนี้ได้หรือไม่ อาตมาคิดว่าคงจะไม่ได้

มองในแง่ของสิ่งแวดล้อมก็เห็นได้ชัดเจนว่าว่าเมื่อมีการพัฒนามากขึ้นๆ สิ่งแวดล้อมกลับเลวลงไปเรื่อย ๆ มลภาวะแพร่ระบาด ทรัพยากรธรรมชาติก็ร่อยหรอ เกิดปัญหาในระดับโลก เช่น ปรากฏการณ์เรือนกระจก น้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น

ในแง่ความสัมพันธ์ทางสังคมก็เห็นได้ชัดว่าแย่ลง อาชญากรรมและการเอารัดเอาเปรียบมีมากขึ้น ความสัมพันธ์ร้าวฉาน แม้กระทั้งครอบครัวก็เหินห่างกันเรื่อย ๆ เกิดช่องว่างระหว่างพ่อแม่กับลูก ครูกับศิษย์ หมอกับคนไข้ พระกับโยม กลายเป็นความสัมพันธ์ที่มีผลประโยชน์เป็นตัวเชื่อม ไม่ใช่ความรักความไว้ใจเหมือนก่อน นี้เป็นความสัมพันธ์ที่ศาสนายอมรับไม่ได้หรือไม่เห็นด้วย

ประการสุดท้ายคือเรื่องของจิตใจ ดังที่ได้พูดไว้แล้วว่า สิ่งหนึ่งที่ทุนนิยมปลูกฝังลงไปในใจของผู้คนก็คือความเชื่อว่าความสุขเกิดจากการบริโภค ความเชื่อเช่นนี้ทำให้เกิดโรคชนิดใหม่ขึ้นมาซึ่งเป็นโรคที่แก้ได้ยากยิ่งกว่าเอดส์ ในเมืองไทยเรามีคนเป็นโรคเอดส์ไม่ถึงล้านคน แต่ก็ยังน้อยกว่าคนที่เป็นโรคที่ว่า โรคนี้กำลังแพร่กระจายไปทั่วโลก คนที่เป็นโรคนี้อาตมาเชื่อว่ามีไม่น้อยกว่า ๖,๐๐๐ ล้านคน โรคนี้คือ “โรคอยากรวย” โรคอยากรวยเป็นโรคที่กัดกร่อนมนุษย์มาก และบ่อนทำลายสังคมทั้งสังคม จะเห็นได้ว่าเดี๋ยวนี้ใครต่อใครคอรัปชั่นก็เพราะอยากรวย ตัดไม้ทำลายป่าก็เพราะอยากรวย แม้แต่ขายตัวก็เพราะอยากรวย หรืออยากมีเงินไปซื้อโทรศัพท์มือถือ ค้าฝิ่นเฮโรอินก็เพราะอยากรวย

พูดอย่างนี่ไม่ได้หมายความว่าคนสมัยก่อนไม่มีความโลภ คนสมัยก่อนก็มีความโลภเหมือนคนสมัยนี้ แต่เขาก็รู้ว่ามีเงินมากๆ ก็ไม่รู้จะไปทำอะไร เพราะไม่มีอะไรจะให้ซื้อมากนัก เมื่อสมเด็จ กรมพระยาดำรงราชานุภาพไปขอนแก่นเมื่อ ๑๐๐ กว่าปีก่อน ท่านเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าชาวบ้านที่นั่นอยากกินอยากใช้อะไรเขาก็ทำเองได้หมดแทบทุกอย่าง มีของไม่กี่อย่างที่ต้องซื้อจากข้างนอก เช่น ไม้ขีดไฟ ในสังคมแบบนี้ชาวบ้านไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร เพราะมีทุกอย่างเท่าที่ต้องการ ผิดกับคนสมัยนี้ที่มีเงินเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกพอ เพราะสิ่งที่คุณจะสามารถซื้อได้ในตลาดมันมีมากมายมหาศาล มีเงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่หมด เพราะสมัยนี้สามารถผลิตอะไรต่อะไรมาขายได้มากมาย ผิดกับสมัยก่อนที่ของที่เขาผลิตเพื่อขายมีไม่มาก ซื้อไม่กี่อย่างก็พอแก่ความต้องการแล้ว เลยไม่รู้จะมีเงินมาก ๆ ไปทำไม คนจึงไม่อยากรวย

คนสมัยก่อนหากได้เงิน ๑๐๐ บาทด้วยการถางหญ้า ๑๐ ไร่ ได้ไร่ละ ๑๐ บาท วันดีคืนดีค่าถางหญ้าเพิ่มขึ้นเป็นไร่ละ ๒๐ บาท ถ้าเป็นคนสมัยนี้ก็จะยังคงถาง ๑๐ ไร่เหมือนเดิมเพื่อจะได้เงิน ๒๐๐ บาท หรืออาจจะถางมากขึ้นเป็น ๑๕ ไร่เพื่อจะได้มีเงิน ๓๐๐ บาท แต่คนสมัยก่อนจะถางไร่แค่ ๕ ไร่เท่านั้น เพราะเขาต้องการแค่ ๑๐๐ บาทเหมือนเดิม เขาไม่สนใจที่จะได้เงินมากกว่าเดิม หรืออยากรวย เขาต้องการเงินเท่าที่จำเป็น เมื่อได้เท่าที่จำเป็นแล้วก็ไม่ดิ้นรนหาต่อไป นี่ไม่ใช่พฤติกรรมของคนไทยเท่านั้นยุโรปก่อนสมัยทุนนิยมก็เป็นเช่นนี้

แต่ทุนนิยมและบริโภคนิยมทำให้คนเกิดความโลภและอยากรวยขึ้นมา ซึ่งทำให้คนมีความทุกข์และเกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้น รวมทั้งก่อปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมดังที่กล่าวมาข้างต้น นอกจากนั้นยังก่อให้เกิดปัญหาใหม่ ๆ ตามมามากมาย เช่น การขยายตัวของเศรษฐกิจใต้ดิน (under ground economy) หรือเศรษฐกิจแบบผิดกฏหมาย ได้แก่ การค้ายาเสพติด การพนัน การค้าผู้หญิง รวมทั้งการการลักลอบพาคนข้ามประเทศอย่างผิดกฎหมาย ตอนนี้กำลังเป็นปัญหาไปทั่วโลกควบคู่กับกระแสโลกาภิวัตน์

เศรษฐกิจชนิดนี้ได้ประโยชน์จากกระแสโลกาภิวัฒน์มาก เช่น สามารถโอนเงินไปยังประเทศต่างๆได้อย่างเสรี สามารถที่จะส่งทุนหรือคนไปสร้างเครือข่ายระดับชาติได้ เช่นแก๊งอันธพาลหรือโสเภณีจากรัสเซียและจีนเข้ามาหากินในเมืองไทย ส่วนคนไทยก็ถูกหลอกหรือหลบหลีกไปเป็นโสเภณีที่ญี่ปุ่นหรือไต้หวัน ยังไม่ต้องพูดถึงการลักลอบเอายาเสพติดจากเมืองไทยไปขายที่ไนจีเรีย ปัจจุบันเครือข่ายมิจฉาชีพข้ามชาติก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนอย่างใหญ่โตมโหฬาร เราไม่สามารถจะรู้เลยว่าเศรษฐกิจใต้ดินมีสัดส่วนเท่าไหรของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ แต่สหประชาชาติเคยทำวิจัยและพบว่ามันมีมูลค่ามหาศาลมาก

นี่คือผลพวงอย่างหนึ่งที่ไม่ได้ตั้งใจของทุนนิยม ซึ่งควบคุมได้ยากมาก ผลประโยชน์อย่างมหาศาลจากเศรษฐกิจแบบทำให้การเมือง สังคม และวัฒนธรรมผิดเพี้ยนไป ปัจจุบันผู้มีอิทธิพลจากเศรษฐกิจผิดกฎหมายสามารถมีอิทธิพลในทางการเมือง เช่น ซื้อนักการเมืองหรือแม้แต่ผู้พิพากษา ใครที่ดูหนังเรื่อง Traffic จะเห็นเลยว่าพ่อค้ายาเสพติดสามารถซื้อวุฒิสมาชิก สส. ผู้พิพากษา และตำรวจในสหรัฐอเมริกาได้ไม่ยาก ในญี่ปุ่นและอิตาลี แก๊งยากูซ่าและมาเฟียก็มีนักการเมืองหรือรัฐมนตรีอยู่ในอำนาจของตน อาจรวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะฉะนั้นเวลานี้เราไม่อาจบอกได้เลยว่า ส.ส หรือ ส.ว ในเมืองไทย มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่ได้เงินจากเศรษฐกิจใต้ดิน แต่ถ้าข้อเท็จจริงเปิดเผยออกมา เชื่อว่าจะตะลึงกันไปทั้งประเทศ

พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องปฏิเสธทุนนิยมหมด ทุนนิยมนั้นเหมือนกับเงิน คือเป็นข้ารับใช้ที่ดี แต่เป็นนายที่เลว ทุกวันนี้เราปล่อยให้ทุนนิยมขยายใหญ่โตจนกระทั่งมีอิทธิพลครอบงำทุกด้านของชีวิตและสังคม ไม่เว้นแม้แต่ความสัมพันธ์ในครอบครัว กับเพื่อนฝูง หรือกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรายึดถือ สิ่งที่เราต้องคิดกันก็คือทำอย่างไรถึงจะควบคุมทุนนิยมไม่ให้มีอำนาจมากเกินไป เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าทุนนิยมนั้นมีประโยชน์อย่างมาก อย่างน้อยการที่เรามีกินมีใช้ได้สะดวก มียารักษาโรคอย่างทั่วถึง สามารถเข้าถึงความรู้ได้ง่ายดายมาก ก็เพราะทุนนิยม

เมื่อเร็วนี้นิตยสาร The Economist รายงานเกี่ยวกับประเทศคิวบา คิวบาเป็นประเทศที่ปฏิเสธทุนนิยม รัฐเป็นผู้วางแผนและกำหนดการผลิต ปรากฏว่าตอนนี้ตามร้านค้าแทบไม่มีอะไรจะขายเลย ตามชั้นต่างๆ ว่างเปล่าหมด อันนี้สะท้อนให้เห็นเลยว่าทุนนิยมมีความเหนือกว่าสังคมนิยมและเศรษฐกิจแบบอื่นตรงที่ว่ามันสามารถแก้ปัญหาการผลิตไปได้มาก คือสามารถผลิตพอหรือเกินกับความต้องการ ปัญหาอยู่ที่ว่าจะจำหน่ายแจกจ่ายให้เป็นธรรมหรือทั่วถึงหรือไม่เท่านั้นเอง

สิ่งหนึ่งที่จะช่วยควบคุมทุนนิยมไม่ให้มีอำนาจมากเกินไปจนเห็นคนเป็นสินค้า หรือเกิดการเอารัดเอาเปรียบจนเกิดช่องว่างอย่างมากมายก็คือ การทำให้สังคมมีความเข้มแข็งจนสามารถทัดทานไม่ให้อำนาจทุนทำอะไรตามใจชอบได้ มีหลายวิธีที่ทำให้สังคมควบคุมทุนได้ เช่น การส่งเสริมคุณค่าทางสังคมให้สำคัญกว่าคุณค่าทางเศรษฐกิจ เวลานี้คุณค่าทางเศรษฐกิจมีอิทธิพลมาก เดี๋ยวนี้ใครจะทำอะไร ก็คิดก่อนว่าทำแล้วฉันจะได้อะไร หรือตีค่าการกระทำของตนเป็นเงินเป็นทอง จะแต่งงานกับใครก็คำนวณก่อนว่าจะทำให้ฉันรวยขึ้นหรือจนลง ส่วนรัฐบาลเวลาจะทำอะไร ก็คิดแต่เม็ดเงินหรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยไม่สนใจว่าจะส่งผลต่อวิถีชีวิต ความสัมพันธ์ หรือศีลธรรมของผู้คนหรือไม่ อะไรก็ตามที่ทำรายได้ให้ประเทศ ก็เอาทั้งนั้น แม้จะก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมตามมาก็ตาม

ความคิดแบบนี้ผิดจากแต่ก่อน ชาวบ้านแต่ก่อนเมื่อจะทำนา เขาไม่ได้คิดว่าจะขายข้าวได้เท่าไร หรือนึกแต่ประโยชน์ทางวัตถุ คนทางใต้เวลาจะทำนาเขานึกในใจว่า “นกกินก็เป็นบุญ คนกินก็เป็นทาน” คือทำนาเพื่อเผื่อแผ่ให้คนอื่นด้วย ไม่ใช่ทำนาเพื่อตัวเองได้คนเดียว สมัยก่อนมีการซื้อขายกันก็จริง แต่ก็ไม่ได้เอากำไรเป็นใหญ่ ใครไม่มี ก็ให้ฟรี ๆ หรือแถมให้มาก ๆ ที่อีสานเวลาปลูกข้าวไม่ค่อยได้ เขาจะมีประเพณี “แผ่” คือเอาพริก ถั่ว หรืองา ไปแลกข้าวจากบ้านอื่น เวลาแลกกันก็ไม่ได้มีการคำนวณว่าของ ๆ ฉันราคาเท่าไหร่ ถ้าพริกของฉันราคา ๑๐ บาท เธอก็ต้องให้ข้าวราคา ๑๐ บาทเท่ากัน เขาไม่ได้คิดกันอย่างนี้ แต่แบ่งให้กันโดยคำนึงถึงความสมประโยชน์ของอีกฝ่ายหนึ่ง บางทีก็ให้ข้าวในราคาที่มากกว่าพริกที่ได้มาด้วยซ้ำ

คนสมัยนี้เวลาจะซื้ออะไร ก็จะสนใจแค่ว่ามันราคาเท่าไหร่ ถูกหรือแพง นี่เป็นการคิดโดยคำนึงถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ไม่ได้ถามต่อไปว่ามันทำลายสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ผู้ผลิตเอาเปรียบคนงานหรือเอาเปรียบแรงงานเด็กหรือไม่ หากเราจะทัดทานทุนนิยม ก็ต้องไม่เอามูลค่าหรือคุณค่าทางเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่เอาคุณค่าทางสังคมหรือสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก คือถึงแม้ราคาจะแพง แต่ถ้าเป็นสินค้าซึ่งส่งเสริมชุมชน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตลอดจนวัฒนธรรมประเพณี ไม่ใช้วิธีโฆษณาที่ดูถูกผู้หญิงหรือกระตุ้นให้คนเห็นแก่ตัว เราควรสนับสนุนสินค้าอย่างนั้น เป็นต้น ถ้าทุกคนมีเกณฑ์แบบนี้ ทุนนิยมจะไม่เลวร้ายเท่าปัจจุบัน

นอกจากการให้คุณค่าทางสังคมเป็นใหญ่เหนือคุณค่าทางเศรษฐกิจแล้ว ก็ควรสนับสนุนเครือข่ายชุมชนหรือประชาสังคมให้เข้มแข็ง เพื่อจะได้ทัดทานอำนาจทุนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้มีการสร้างเขื่อนหรือโครงการใหญ่ ๆ ตามใจชอบ โดยไม่สนใจว่าจะเกิดผลกระทบต่อสังคมและชุมชนอย่างไร การปล่อยให้นักการเมืองมาทำหน้าที่ทัดทานทุนนิยม เป็นเรื่องที่หวังได้ยาก จำเป็นที่เราจะต้องส่งเสริมกลุ่มต่าง ๆ ทางสังคมขึ้นมาให้เข้มแข็ง สนับสนุนกฎหมายกระจายอำนาจให้แก่ชุมชน เพื่อสามารถจัดการทรัพยากรท้องถิ่น ตลอดจนจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับท้องถิ่นได้ ขบวนการประชาสังคมปัจจุบันเริ่มจะก่อตัวขึ้น แต่ยังต้องการการสนับสนุนอย่างจริงจัง

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ศาสนาจะต้องเป็นอิสระจากทุนนิยมให้ได้ สถาบันศาสนาส่วนใหญ่ไม่เห็นโทษของทุนนิยม แถมยังเป็นร่างทรงให้กับทุนนิยมหรือบริโภคนิยมเสียอีก ปัจจุบันแทบไม่มีศาสนใดที่ไม่ถูกบริโภคนิยมแทรกซึมเข้าไป ทำอย่างไรศาสนาจะเป็นอิสระจากบริโภคนิยมให้ได้ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ซึ่งศาสนาจะต้องตอบ อย่าไปคิดว่าบริโภคนิยมไม่เกี่ยวกับศาสนา การที่คนหันไปคลั่งไคล้บริโภคนิยม ก็เพราะศาสนาไม่สามารถให้คำตอบแก่เขาได้ รวมทั้งไม่มีพลังพอที่จะทัดทานบริโภคนิยม สิ่งที่เป็นการบ้านศาสนิกชนเวลานี้คือทำอย่างไรศาสนาจึงจะเป็นทางเลือกที่เหนือไปจากบริโภคนิยม ศาสนาต้องให้คำตอบด้านจิตวิญญาณให้ได้

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้คนปัจจุบันเข้าหาบริโภคนิยม ไม่ใช่เพราะมันให้ความสะดวกสบายทางกายหรือความสนุกสนานเท่านั้น แต่เพราะมันตอบสนองความต้องการทางจิตใจ เช่นให้ความหมายแก่ชีวิต ทำให้ชีวิตไม่ว่างเปล่า ในสายตาของคนทั่วไป บริโภคนิยมสามารถตอบสนองความต้องการทางจิตใจได้ อย่างน้อยก็ทำให้ชีวิตนี้มีเป้าหมาย คนสมัยนี้จะรู้สึกไม่ว่างเปล่าหากเขามีเป้าหมายว่าชาตินี้ขอให้มีเงิน10ล้าน ขอให้มีรถ3คัน หรือมีบ้านหนึ่งหลัง แค่นี้เขาก็รู้สึกว่าชีวิตนี้มีเป้าหมายแล้ว แต่เขาอาจไม่รู้ว่าถึงแม้ได้ทั้งหมดที่ว่ามาแล้ว ก็ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตมีความสุขหรือเต็มอิ่ม แต่อย่างน้อยบริโภคนิยมก็ให้สัญญาว่าเขาจะมีชีวิตที่เต็มอิ่มหากได้ส่งเหล่านั้นมา

นอกจากนั้นบริโภคนิยมยังทำให้เรารู้สึกว่าเราสามารถเป็นคนใหม่ได้ ในจิตใจส่วนลึกของทุกคนย่อมอยากเป็นคนใหม่ เราไม่ค่อยพอใจตัวตนที่เป็นอยู่ บริโภคนิยมเขามาตอบสนองความต้องการนี้ได้ด้วยการให้คำมั่นสัญญาว่า คุณจะเป็นคนใหม่หากกินโค้ก สวมไนกี้ หรือมีไอพอด คนทุกวันนี้มีความรู้สึกว่าตนเองพร่อง และเชื่อว่าถ้ามีเงินมาก ๆ และใช้สินค้ามีชื่อหรือสินค้า BRAND NAME เขาจะเป็นคนใหม่ และรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า เด็กสมัยนี้รู้สึกสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเองมากหากไม่มีกระเป๋ายี่ห้อ Gucciสะพายไปงานต่าง ๆ ถ้ามีเงินไม่พอซื้อ ก็ไปเช่าเป็นรายวัน เดี๋ยวนี้มีหลายแห่งที่ให้เช่ากระเป๋ายี่ห้อดัง ๆ เป็นรายวัน

คนสมัยก่อนรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่าหากได้ทำความดี เสียสละเพื่อศาสนาหรือประเทศชาติ แต่สมัยนี้ชีวิตจะมีคุณค่าหากได้สะพาย Louis Vitton หรือสวมรองเท้า Nike ในอเมริกาวัยรุ่นถึงกับฆ่าคนตายเพื่อจะได้ขโมย Nike ของเขามาใส่ จะเห็นได้ว่าชีวิตของผู้คนเดี๋ยวนี้ฝากไว้กับสินค้า Brand Name พวกนี้ คำถามก็คือศาสนาจะช่วยให้ชีวิตเขามีคุณค่าได้หรือไม่ ถ้าศาสนาไม่สามารถทำได้ ผู้คนก็ต้องแห่ไปหาบริโภคนิยม นี้เป็นเรื่องท้าทายศาสนามาก อย่าลืมว่าบริโภคนิยมตอนนี้เป็นศาสนาที่มีคนนับถือมากที่สุดในโลก ไม่ว่าคุณจะไปขั้วโลกเหนือ ไปป่าอเมซอน อยู่บนยอดเขาหิมาลัย บริโภคนิยมไปถึงหมดโดยผ่านดาวเทียม ทุกหนแห่งมีโค้กไปถึงหมด ไม่เว้นแม้แต่เชิงเขาเอเวอเรสต์ ขณะที่ศาสนาหลายศาสนายังไปไม่ถึง นี้คือสิ่งท้าทายทุกศาสนา และควรที่ศาสนิกชนจะต้องหาวิธีการเพื่อให้ศาสนานอกจากจะเป็นอิสระทางทุนนิยมแล้ว ยังสามารถเป็นทางเลือกให้แก่ผู้คนเพื่อออกจากบริโภคนิยมได้อย่างแท้จริง

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved