หน้ารวมบทความ
   บทความ > พุทธศาสนา > สัมโมทนียกถาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มธ.
กลับหน้าแรก

สัมโมทนียกถาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มธ.
พระไพศาล วิสาโล

สัมโมทนียกถาในโอกาสที่ได้รับปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
สาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๕
ณ อุโบสถวัดทองนพคุณ

แบ่งปันบน facebook Share   

ขอกราบคารวะท่านเจ้าคุณอาจารย์พระเทพปริยัติมุนี และขอเจริญพรท่านนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านรองอธิการบดี ท่านคณบดีและคณาจารย์ ตลอดจนสาธุชนทุกท่าน

อาตมารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ โดยเฉพาะจากสถาบันการศึกษาที่อาตมาได้ร่ำเรียนมาและมีความผูกพันคือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อีกทั้งยังได้รับในสาขาที่อาตมาเองก็เคยเป็นศิษย์เก่าคือศิลปศาสตร์ แม้ว่าจะไม่ได้เรียนทางด้านวิชาพุทธศาสนาโดยตรง แต่ความรู้ที่ได้เรียนมาจากคณะศิลปศาสตร์ โดยเฉพาะทางด้านประวัติศาสตร์ รวมทั้งความรู้ที่ได้เรียนมาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในสาขาอื่น เช่น รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือกล่าวรวมๆ คือสังคมศาสตร์ ก็ได้เป็นประโยชน์ต่ออาตมาอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิตและในการศึกษาค้นคว้าในเวลาต่อมา

การที่อาตมาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์นับว่าเป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายเพราะตอนเรียนหนังสือก็ไม่ได้จัดว่าเป็นคนเรียนดี เนื่องจากธรรมศาสตร์ในยุคนั้นเป็นยุคที่คนหนุ่มสาวมีความห่วงใยในปัญหาบ้านเมืองและปัญหาสังคม อาตมาจึงรู้สึกว่าตนมีภารกิจที่มากไปกว่าการเรียนหนังสือ แต่ขณะเดียวกันการที่ได้มีโอกาสเรียนสาขาวิชาต่างๆ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มีประโยชน์ไม่น้อยเมื่ออาตมาได้มาศึกษาพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นภิกษุ เพราะทำให้เห็นว่าพุทธศาสนานั้น ไม่เพียงแต่จะมีประโยชน์ในการพัฒนาชีวิตให้มีความเจริญงอกงามเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าในการพัฒนาสังคม ทำให้เห็นว่าพุทธศาสนานั้นเกื้อกูลทั้งชีวิตและสังคม

การศึกษาและปฏิบัติทางด้านพุทธศาสนา โดยเฉพาะการทำสมาธิและภาวนา ทำให้อาตมาเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างมิติด้านชีวิตและสังคม ลำพังการปฏิบัติอย่างเดียวก็คงไม่ทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความงอกงามของชีวิตและสันติสุขในสังคมได้ชัดเจน แต่เป็นเพราะว่าอาตมาได้มีโอกาสเรียนทางโลก และได้มีอิสระในการคิดอันเป็นผลจากการเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ได้ช่วยเติมเต็มการศึกษาทางด้านพุทธศาสนาให้ครอบคลุมถึงมิติทางสังคม ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อได้ศึกษาปฏิบัติในฐานะที่เป็นภิกษุก็ทำให้ตระหนักว่าการพัฒนาชีวิตด้านในนั้นจะต้องควบคู่ไปกับการช่วยเหลือสังคม เพราะธรรมะในพุทธศาสนาในด้านหนึ่งช่วยทำให้ชีวิตจิตใจมีความลุ่มลึก ได้พบความสงบเย็นภายใน ตลอดจนได้เห็นถึงความเป็นจริงที่ลึกซึ้ง อันไม่อาจจะเข้าถึงได้ด้วยการใช้ตรรกะหรือการใช้เหตุผลอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการได้เห็นความจริงอย่างแจ่มแจ้งด้วยใจของตน

อย่างไรก็ตามพุทธศาสนา ไม่เพียงเติมความลุ่มลึกให้แก่จิตใจ แต่ยังช่วยขยายจิตใจแผ่กว้างออกไป เชื่อมโยงสัมพันธ์กับผู้อื่นและชีวิตอื่น ธรรมะในพุทธศาสนาทำให้จิตใจเกิดความเมตตา มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้สึกอนาทรต่อความเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์และปรารถนาที่จะช่วยเหลือ ตรงนี้เองที่ทำให้การพัฒนาจิตใจไม่สามารถแยกออกจากการช่วยเหลือสังคม หรือการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้ อีกทั้งการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ หรือการช่วยเหลือเกื้อกูลสังคมก็มีส่วนช่วยเติมความลุ่มลึกให้แก่จิตใจ เพราะเมื่อจิตใจได้แผ่กว้างออกไป ใส่ใจความทุกข์ของผู้อื่น ก็จะช่วยลดความเห็นแก่ตัว นอกจากนั้นการได้เห็นความจริงของโลกก็ช่วยเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นความจริงของชีวิตอย่างลึกซึ้ง

สิ่งซึ่งพุทธศาสนาเรียกว่าพระไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ได้ปรากฎให้เห็นจากการพิจารณากายและใจอย่างมีสติเท่านั้น แต่ยังเกิดได้จากการมีโยนิโสมนสิการ คือการรู้จักมองอย่างแยบคาย ก็จะเห็นว่าโลกแห่งความเป็นจริงนั้นล้วนอยู่ภายใต้กฎแห่งพระไตรลักษณ์ ซึ่งถ้าเราเข้าใจโลกอย่างแจ่มแจ้งและหรือหยั่งลึก ด้วยความใคร่ครวญก็จะเห็นถึงความจริงของชีวิตในลักษณะเดียวกันคือเป็นไปตามกฎพระไตรลักษณ์

ด้วยเหตุนี้การทำงานของอาตมาจึงไม่ได้เน้นแต่การนำพาผู้คนให้เห็นถึงความสุขที่อยู่ภายใน และไปพ้นจากมายาภาพที่ทำให้เราหลงคิดไปว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นสามารถจะยึดมั่นถือมั่นได้ด้วยความเป็นของเที่ยง ด้วยความเป็นสิ่งที่เป็นสุขหรือความเป็นตัวตนอย่างแท้จริงเท่านั้น แต่อาตมายังให้ความสำคัญกับการกระตุ้นให้ผู้คนช่วยเหลือเกื้อกูลสังคมด้วย อันที่จริงสองส่วนนี้สัมพันธ์กันมาก การที่เราเห็นความจริงของชีวิตอย่างลึกซึ้ง จนตระหนักถึงมายาภาพของตัวตน ไม่ยึดติดในตัวตน ช่วยให้เราเข้าไปช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ได้อย่างมั่นคงแน่วแน่โดยไม่หวั่นไหวต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ ไม่หวั่นไหวต่อคำสรรเสริญ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรมที่ผ่านเข้ามาในชีวิตหรือที่กระทบต่อตนเอง ขณะเดียวกันการช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ก็ช่วยลดละความยึดมั่นในตัวตน และทำให้มีความสงบเย็นในจิตใจได้ มีความสุขกับชีวิตที่เรียบง่ายได้ จะว่าไปแล้วหลักธรรมในการพัฒนาจิตใจกับการช่วยเหลือสังคมก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เราพึงมีสันติหรืออหิงสธรรมต่อตนเองอย่างไร ก็ควรจะนำไปใช้กับผู้อื่นและสังคมส่วนรวมอย่างนั้น

นอกจากนั้น การปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนายังทำให้อาตมาเห็นว่าภายนอกกับภายในไม่ได้แยกจากกัน ในทางพุทธศาสนามีคำอยู่สองคำที่มีความสำคัญมาก คือคำว่า “ธรรมะ” และ ”วินัย” “ธรรมะ” หมายถึงคำสอนที่ทำให้เกิดความเจริญงอกงามขึ้นในจิตใจซึ่งทำให้ชีวิตมีความสงบสันติ แต่ในเวลาเดียวกัน การที่ธรรมะจะเจริญงอกงามได้ นอกจากต้องอาศัยการปฏิบัติส่วนตัวแล้ว ยังต้องอาศัยวินัยด้วย “วินัย”นั้นหมายถึงระเบียบชีวิต หรือระบบสังคม คือสภาพแวดล้อมทางสังคมที่จะทำให้เกิดความเจริญงอกงามในจิตใจ ทำให้ธรรมะได้เจริญขึ้น สามารถที่จะนำพาชีวิตของบุคคลไปในทางดีงาม

หากว่าเราตระหนักถึงความสำคัญของวินัยก็จะเห็นว่าการทำให้สภาพแวดล้อมทางสังคมเป็นไปในทางเกื้อกูลต่อธรรมะเป็นสิ่งสำคัญและเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของชาวพุทธ ด้วยความตระหนักเช่นนี้เองงานส่วนหนึ่งของอาตมาก็คือการพยายามชี้ชวนให้ผู้คนได้ตระหนักว่านอกจากการพัฒนาจิตใจแล้ว เราควรช่วยพัฒนาหรือสร้างสังคมให้เป็นไปในทางที่เกื้อกูลต่อความเจริญงอกงามของชีวิต จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องเข้าใจเรื่องของระบบ กฏเกณฑ์ โครงสร้างของสังคม และหากเห็นว่าระบบ กฏเกณฑ์ หรือโครงสร้างเหล่านั้น ไม่ส่งเสริมความดีงามของมนุษย์ แต่กลับส่งเสริมตัณหามานะทิฏฐิให้เฟื่องฟูขึ้นก็ควรที่จะต้องแก้ไข และการแก้ไขนั้นก็ต้องเป็นไปโดยสันติวิธี

สันติสุขในจิตใจกับสันติสุขในสังคม ไม่อาจแยกจากกัน และสันติสุขในสังคมจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยสันติวิธีเพื่อให้สังคมเปลี่ยนแปลงในทางที่เกื้อกูลต่อความดีงามของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้อาตมาจึงมองไม่เห็นถึงการแยกขาดจากกันระหว่างการพัฒนาจิตหรือการพัฒนาบุคคล กับการพัฒนาสังคม และเห็นว่าไม่ว่าเราจะทำส่วนไหน หากว่าเราตระหนักถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันระหว่างชีวิตกับสังคม ก็จะช่วยส่งเสริมให้เกิดความเจริญงอกงามทั้งสองส่วนไปพร้อมๆ กัน นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้อาตมาได้ทำกิจกรรมหลายอย่าง ที่นอกจากจะเป็นเรื่องของการพัฒนาตน อบรมจิตใจ ให้มีความสุขมีความสงบเย็น ให้เกิดปัญญาที่จะเข้าใจความจริงของชีวิตแล้ว ยังถือเป็นพันธะหน้าที่ที่จะช่วยทำให้สังคมมีความดีงาม หรือช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ให้มีความทุกข์น้อยลงโดยใช้สันติวิธี หรืออหิงสธรรมเป็นแนวทางสำคัญ

อันนี้ย่อมตรงกับที่ท่านอาจารย์พุทธทาสได้พูดว่า ชีวิตที่ดีนั้นคือชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์ ในด้านหนึ่งเรามีหน้าที่ที่จะทำให้ชีวิตพบกับความสงบเย็น บรรเทาความทุกข์ออกไปจากจิตใจเพื่อให้ได้รับประโยชน์แห่งการเกิดมาเป็นมนุษย์ แต่ในเวลาเดียวกัน เมื่อเราสงบเย็นแล้วก็ควรจะบำเพ็ญประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ทุกวันนี้คนจำนวนไม่น้อยมักจะมองภารกิจสองประการนี้แยกขาดจากกัน ส่วนหนึ่งก็มุ่งทำตนให้พ้นทุกข์เพื่อพบกับความสงบเย็น แต่ไม่ใส่ใจกับการทำประโยชน์ให้กับสังคม ส่วนผู้ที่มุ่งทำประโยชน์ให้กับสังคมก็มักจะมองข้ามการทำตนให้สงบเย็น เพราะฉะนั้นหลายคนแม้จะอุทิศตนเพื่อส่วนรวมแต่จิตใจกลับเร่าร้อน ชีวิตไม่เป็นสุข มีความเครียด มีความโกรธ บ่อยครั้งแทนที่จะทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมก็กลายเป็นสร้างปัญหาให้กับสังคมมากขึ้น หรือว่าไม่มีกำลังพอที่จะบำเพ็ญประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่องเพราะว่ามีความเครียด มีความทุกข์

ด้วยเหตุนี้ในการที่จะทำให้ธรรมะมีความสำคัญ มีความหมายต่อสังคมจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างการทำตนให้พบกับความสงบเย็น และการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อช่วยเหลือสังคม อาตมาเชื่อว่าถ้าหากเราเห็นความเชื่อมโยงของทั้งสองมิติ เราจะเห็นว่าพุทธศาสนาจะเป็นคำตอบให้แก่สังคมได้ ไม่ใช่เป็นแค่คำตอบของชีวิตเท่านั้น อีกทั้งยังจะเป็นพลังขับเคลื่อนให้สังคมไปสู่ความสงบสุข และมีความเจริญพัฒนาอย่างรอบด้าน คือไม่เพียงแต่พัฒนาในทางวัตถุแต่มีการพัฒนาในจิตใจด้วย ไม่เพียงมีความเจริญในทางเทคโนโลยีหรือทางเศรษฐกิจ แต่ผู้คนก็มีความสุข มีระดับศีลธรรมที่สูงขึ้น เอื้ออาทรต่อกันและกัน

ความตระหนักดังกล่าวเป็นอานิสงส์จากการที่อาตมาได้มีโอกาสได้เรียนในทางโลก โดยมีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นที่สุดคือในทางอุดมศึกษา อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ได้มีโอกาสเรียนทางธรรม และการเรียนทางธรรมนี้ จุดสำคัญก็คือการที่ได้มีโอกาสมาบวช อาตมาได้บวชที่วัดทองนพคุณและได้ใช้ชีวิตการบวชช่วงแรกที่นี่ โดยได้รับเมตตาเป็นอย่างมากจากท่านเจ้าคุณพระเทพสุธี ผู้เป็นอุปัชฌาย์ซึ่งมรณภาพไปแล้ว อาตมายังมีโชคที่ได้มาอยู่คณะที่ท่านเจ้าคุณอาจารย์พระเทพปริยัติมุนีเป็นเจ้าคณะ ซึ่งมีส่วนอย่างมากที่ทำให้มีความสุขในเพศพรหมจรรย์และสามารถบวชได้อย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ตั้งใจว่าจะบวชเพียงสามเดือนก็จะสึก ก็กลายเป็นบวชได้ยาวนานจนกระทั่งปัจจุบันนี้เกือบครบสามสิบปีแล้ว นับว่าเป็นโชคของคนคนหนึ่งที่ได้มาอยู่ใต้ร่มเงาบวรพระพุทธศาสนา ซึ่งจะเป็นไปไม่ได้หากไม่ได้รับความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล ความเมตตาจากผู้มีพระคุณหลายท่าน ซึ่งในที่นี้ก็รวมถึงท่านเจ้าคุณอาจารย์พระเทพปริยัติมุนี และคณะสงฆ์ที่วัดทองนพคุณด้วย แม้ในเวลาต่อมาอาตมาจะไปจำพรรษาที่อื่นแต่ก็ยังได้รับความเมตตากรุณา จากท่านเจ้าคุณอาจารย์และคณะสงฆ์อยู่เนืองๆ ทุกครั้งที่ได้กลับมาที่วัดทองนพคุณ

อาตมารู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของครูบาอาจารย์ และขอขอบคุณทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้กับอาตมา ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ได้เป็นการเชิดชูตัวบุคคล แต่เป็นการเชิดชูคุณค่าของพุทธศาสนาว่ายังมีความหมายต่อสังคมสมัยใหม่ ไม่ว่าในระดับชีวิต หรือในระดับสังคม หวังว่าสิ่งนี้จะป็นกำลังใจให้กับท่านอื่นๆ ในการอุทิศตนเพื่อทำให้พุทธศาสนาได้มีความหมายต่อสังคม ยิ่งๆ ขึ้นไป

อาตมาได้ใช้เวลาพอสมควรแล้ว ก็ขอยุติการกล่าวคำสัมโมทนียกถาแต่เพียงเท่านี้ ขอเจริญพร

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved