หน้ารวมบทความ
   บทความ > พุทธศาสนา > พุทธสังคมนิยมกับสังคมไทยปัจจุบัน
กลับหน้าแรก
 

พุทธสังคมนิยมกับสังคมไทยปัจจุบัน

พระไพศาล วิสาโล
หนังสือที่ระลึกการฌาปนกิจศพ นายศุขปรีดา พนมยงค์
ณ วัดพระศรีมหาธาตุ วรมหาวิหาร บางเขน
วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๖

แบ่งปันบน facebook Share   

 

ขอเจริญพรญาติโยมสาธุชนทุกท่าน  

หัวข้อการบรรยายธรรมในวันนี้ ออกจะแปลกสักหน่อยเมื่อพิจารณาถึงประเพณีที่นิยมปฏิบัติกันรวมทั้งความสนใจของผู้คนในเวลานี้ แต่เรื่องที่จะพูดต่อไปนี้ จะว่าไปแล้วก็ถือว่าสอดคล้องกับความใฝ่ฝันและความมุ่งหวังของท่านผู้วายชนม์ คือ คุณศุขปรีดา พนมยงค์ งานเขียนของท่าน รวมทั้งชีวิตการทำงานของท่าน ก็เป็นไปอย่างสอดคล้องกับหัวข้อที่อาตมาจะได้กล่าวแสดงคือเรื่อง พุทธสังคมนิยมกับสังคมไทยปัจจุบัน

เรื่องนี้ที่จริงเป็นหัวข้อใหญ่ อาตมาไม่สามารถพูดละเอียดลึกซึ้งในเวลาครึ่งชั่วโมงได้ แต่เวลาที่น้อยนี้ก็เหมาะกับความรู้ความสามารถที่อาตมามี เพราะตัวอาตมาเองไม่มีความสันทัดจัดเจนในเรื่องนี้สักเท่าไร แต่เห็นว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ  ถือว่านี้เป็นการบรรยายธรรมลักษณะหนึ่ง เพราะว่าเป็นธรรมที่เชื่อมโยงกับสังคม  ไม่ใช่เป็นเรื่องของการนำธรรมมาปรับเข้ากับชีวิตประจำวัน แต่เป็นการพูดถึงทิศทางของสังคมที่สอดคล้องกับอุดมคติของมนุษย์

พุทธสังคมนิยมเป็นคำที่คนสมัยนี้อาจจะลืมเลือนไปแล้วก็ได้ แต่ว่าเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงในหลายทศวรรษที่ผ่านมาในหมู่ผู้สนใจในความเป็นไปของบ้านเมือง  เวลาพูดถึงสังคมนิยม เรามักจะนึกถึงสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์ แต่ที่จริง สังคมนิยมมีหลายแบบ ท่านผู้รู้ได้จำแนกว่าสังคมนิยมที่เป็นแบบคอมมิวนิสต์ก็มี ที่ไม่ใช่แบบคอมมิวนิสต์ก็มี สังคมนิยมแบบหลังนี้ในทางวิชาการเรียกว่า สังคมนิยมประชาธิปไตยเป็นต้น

พุทธสังคมนิยม เป็นแนวคิดที่จัดอยู่ในสังคมนิยมประเภทที่สอง คือสังคมนิยมประชาธิปไตย คำว่า “สังคม” ในที่นี้หมายถึงการจัดสรรสภาพสังคมและเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียม  ส่วน “ประชาธิปไตย” นั้นหมายถึงมาจากระบบการเมืองที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน  ให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในทางการเมือง

พูดอีกอย่างหนึ่ง  พุทธสังคมนิยมคือสังคมนิยมที่มีระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย นักคิดของไทยหลายคนได้คิดเรื่องนี้กันมานาน  อย่างน้อยก็ตั้งแต่ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ท่าน
เชื่อว่าสังคมจะผาสุกได้ต้องมีการกระจายเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม แต่การเมืองเป็นประชาธิปไตย 

นอกจากท่านปรีดี พนมยงค์แล้ว คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นอีกผู้หนึ่งที่ครุ่นคิดในเรื่องนี้ แม้ท่านจะมีศรัทธาในพุทธศาสนา เชื่อว่าพุทธศาสนามีความสำคัญต่อจิตใจของผู้คน แต่ในทางสังคมและการเมืองแล้ว ท่านเห็นว่าสังคมนิยมคือคำตอบ  ทั้งสองท่านมีแนวคิดในเรื่องนี้พอสมควร 

ท่านที่สามที่พูดเรื่องนี้มากคือ ท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านได้เขียนและพูดเรื่องธัมมิกสังคมนิยมไว้มาก โดยเฉพาะในช่วงหลัง ๑๔ ตุลา มีการพูดถึงสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์กันมาก แต่ท่านอาจารย์พุทธทาสเห็นว่าสังคมนิยมนั้นดีกว่า ท่านให้ชื่อว่า ธัมมิกสังคมนิยม

ในช่วงนั้น มีนักคิดอีกท่านหนึ่งซึ่งครุ่นคิดเรื่องนี้ และเขียนบทความที่น่าสนใจ แต่น่าเสียดายที่ไม่ปรากฏแพร่หลายในเวลานี้สักเท่าไร บทความนั้นพูดถึงพุทธสังคมนิยมโดยตรง ผู้เขียนก็คือ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ท่านเขียนไว้ก่อนเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลา หลังจากนั้นก็ต้องเข้าป่าไป ความผันผวนทางการเมืองทำให้แนวคิดเรื่องพุทธสังคมนิยมขาดช่วงไปแล้วก็เงียบไปเลยก็ว่าได้ เพราะหลังจากนั้นไม่มีใครคิดเรื่องนี้สักเท่าไร โดยเฉพาะเมื่อสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์ล่มสลาย อย่างน้อยก็ในแง่ระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ทุนนิยมฟูเฟื่องไปทั่วโลก จนใคร ๆ คิดว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุดไปแล้ว ก็เลยไม่ค่อยมีใครสนใจสังคมนิยมอีกต่อไป

อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ ทุนนิยมกำลังมีปัญหาในหลายประเทศ ส่วนกระแสบริโภคนิยมและกระแสโลกาภิวัตน์ที่เชี่ยวกราก ได้ก่อปัญหาต่าง ๆ มากมายจนกลายเป็นวิกฤต  ทำให้เราจำเป็นต้องคิดหาทางออก โดยเฉพาะชาวพุทธที่เชื่อว่าธรรมะมีคุณค่าต่อสังคม  การคิดเรื่องสังคมนิยมในแง่หนึ่งก็มีประโยชน์ อย่างน้อยทำให้เห็นว่ามีอะไรบ้างที่น่าจะนำมาปรับใช้ในสังคมไทยได้

เวลาพูดถึงสังคมนิยม เราหมายถึงอะไร ท่านพุทธทาสได้ให้คำนิยามหรือคำอธิบายเอาไว้อย่างย่อๆ และน่าสนใจ ท่านพูดว่า สังคมนิยมคือการที่ผู้คนเห็นมนุษย์(ที่จริงรวมถึงสรรพสัตว์ด้วย) ว่าเป็นเพื่อนร่วมทุกข์   เป็นเพื่อนที่ร่วมสากลจักรวาลเดียวกัน ท่านมองความเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างกว้างขวางมาก ไม่ได้ครอบคลุมถึงมนุษย์ ยังครอบคลุมถึงสรรพสัตว์ ด้วยความตระหนักว่าทั้งมนุษย์และสรรพสัตว์เป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน รวมถึงทัศนคติเห็นแก่ผู้อื่นมากกว่าตนเอง อันนี้เป็นธรรมะแน่นอน  แต่จะว่าเป็นธัมมิกสังคมนิยมก็ได้เพราะว่ามีศีลธรรมเป็นหลักในการจัดการสังคม พูดอย่างนี้เป็นหลักการกว้างๆ ซึ่งหลายคนคงไม่เห็นด้วย แต่ว่าสิ่งที่ต้องคิดมากไปกว่านี้คือเรื่องรายละเอียด

ถ้าจะพูดอย่างย่อๆในที่นี้ สังคมนิยมที่นักคิดไทยหลายท่านได้พูดถึง ท่านให้ความสำคัญกับการจัดสรรทรัพยากรกล่าวคือ มีการแบ่งปันกันระหว่างเพื่อนมนุษย์ ใครมีมากก็ให้มาก ใครมีน้อยก็ให้น้อย  นี่เป็นแง่หนึ่งของสังคมนิยม แต่แค่นั้นไม่พอ สังคมนิยมยังหมายถึงว่า ทรัพย์สิน หรือทรัพยากรสำคัญควรจะเป็นของส่วนรวม เป็นของสาธารณะที่ทุกคนสามารถใช้สอยได้ หรือว่ามีการแบ่งปันให้ทุกคนใช้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ไม่ใช่เป็นเรื่องของมือใครยาวสาวได้สาวเอา ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจจะครอบครองหรือตักตวงเป็นของส่วนตัวได้ ควรเป็นของส่วนรวมและต้องเฉลี่ยหรือแบ่งปันจัดสรรให้อย่างเท่าเทียมหรือทั่วถึง และเป็นธรรมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ  ที่ดิน ป่า น้ำ เป็นต้น รวมถึงสวัสดิการที่จะให้แก่บุคคล ตรงนี้เป็นหลักการของสังคมนิยม

พุทธสังคมนิยมให้ความสำคัญประเด็นนี้มาก  คือจัดสรรตามความจำเป็น เพื่อให้เกิดความสามารถในการอยู่รอดและพัฒนาตนได้ จัดสรรเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิต ไม่ใช่เพื่อกักตุนทำกำไร นี้เป็นหัวใจของสังคมนิยมแบบพุทธ ซึ่งถ้าเราพิจารณาสังคมปัจจุบัน  จะเห็นความแตกต่างมาก ตรงที่ทุกอย่างกลายเป็นสินค้าที่สามารถตักตวงเอามาเป็นประโยชน์ส่วนตนได้  จะทำกำไรเท่าไรก็ทำได้ไม่มีขีดจำกัด 

นี้คือความหมายหรือลักษณะของสังคมนิยมโดยเฉพาะพุทธสังคมนิยม ซึ่งค่อนข้างจะกว้าง ถ้าเอาเกณฑ์ตรงนี้มาพิจารณาดู ก็จะพบว่าสังคมไทยสมัยก่อนมีความเป็นสังคมนิยมไม่ใช่น้อย เพราะว่ามีการแบ่งปันค่อนข้างมาก

การแบ่งปันถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวบ้าน หลวงพ่อปัญญานันทะภิกขุเคยเล่าว่า สิ่งที่ท่านเบื่อมากที่สุดในวัยเด็กก็คือ เอาอาหารหรือขนมไปแจกให้เพื่อนบ้าน เป็นงานที่ท่านทำเป็นประจำ  ท่านว่าเวลาโยมพ่อโยมแม่ได้ปลามาเป็นเข่ง ก็จะแบ่งเป็นกอง ๆ แล้วเรียกท่านให้เอาไปแจก เวลาทำแกงหรือทำขนมมาหม้อหนึ่ง ก็ตักแบ่งให้ทุกบ้าน ได้อะไรมาก็แบ่งทุกครั้ง ท่านเล่าว่าวันไหนเห็นโยมพ่อโยมแม่แบ่งปลาเป็นกอง ๆ ก็รู้แล้วว่าวันนี้ต้องวิ่งแจกตามบ้านแล้ว

เจ้าคุณโพธิรังษี เจ้าอาวาสวัดพันตอง อดีตรองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่                                                         ท่านเล่าว่าสมัยก่อนในหมู่บ้านท่านชาวบ้านไม่ต้องทำอาหารหลายอย่าง ทำแค่หนึ่งหม้อก็พอ แล้วก็แบ่งให้เพื่อนบ้าน ส่วนเพื่อนบ้านก็แบ่งมาให้เช่นกัน แต่ละวันจึงมีกับข้าวกินหลายอย่าง เรียกว่าทำอย่างเดียวแต่มีกินหลายอย่าง อันนี้คือจิตวิญญาณของชุมชนสมัยก่อน มีการแบ่งปันเป็นวิถีชีวิต

ท่านพุทธทาสก็เล่าว่า ตอนเป็นเด็ก เวลาไปเฝ้านา โยมแม่จะให้คาถากันขโมย คาถากันขโมยนี้เป็นภาษาไทย มีข้อความสั้น ๆ ว่า “นกกินก็เป็นบุญ คนกินก็เป็นทาน”  ท่องคาถานี้เมื่อใด ขโมยจะหายไปหมด เพราะใครมาเอาข้าวไปก็ถือว่าทำบุญให้ทาน ไม่มองว่าเป็นขโมย นี้คือน้ำใจที่มุ่งแบ่งปัน ซึ่งเป็นธรรมดามากในชุมชนสมัยก่อน

พูดถึงการแบ่งปันทรัพยากรอย่างทั่วถึง สมัยก่อนถือเป็นเรื่องปกติไม่ว่าจะเป็นป่า หรือลำห้วยลำธาร เขาถือว่าเป็นของส่วนรวม ทุกคนมีหน้าที่ต้องรักษา ป่าไม่ใช่เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง จะตัดไม้ตามใจชอบไม่ได้ ที่ดินก็เหมือนกัน จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ ๕ มีหลายแห่งหลายตำบลที่ไม่มีการครอบครองที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัว แต่ว่าเอามาใช้สอยได้ เมื่อใดก็ตามที่ไม่ได้เอามาใช้ประโยชน์ เช่น ไม่ได้ใช้ทำนา คนอื่นก็มีสิทธิเข้ามาใช้สอยที่ดินตรงนั้นได้ แต่ว่าไม่ใช่สิทธิ์ในการครอบครอง เพราะเขาถือว่าที่ดินเป็นของส่วนรวม ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

นี้เป็นลักษณะของสังคมนิยมอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยทำให้ชุมชนอยู่กันอย่างมีความสุขตามสมควร สามารถอยู่รอดปลอดภัยท่ามกลางความผันผวนปรวนแปรของดินฟ้าอากาศ ท่ามกลางอันตรายจากโจรผู้ร้ายและสิงสาราสัตว์ นอกจากนั้นในชุมชนหมู่บ้านสมัยก่อน แต่ละคนมีความสำคัญทั้งนั้น ไม่มีใครเป็นส่วนเกิน เพราะว่าทุกคนต้องพึ่งพาอาศัยกัน เวลาจะดำนา เวลาจะเกี่ยวข้าว เวลาจะปลูกเรือนก็ต้องอาศัยแรงงานของทุกคนในหมู่บ้าน เพราะฉะนั้น ทุกคนมีความสำคัญ  ความยากดีมีจนไม่ใช่เรื่องใหญ่ ซึ่งต่างกับสังคมปัจจุบัน ถ้าใครเป็นคนยากคนจนแล้วก็ไม่มีค่าเลย

ในสังคมแบบหมู่บ้าน ทุกคนมีความสำคัญ ไม่ใช่สำคัญเฉพาะเรื่องแรงงาน เช่น ดำนา เกี่ยวข้าว เท่านั้น แม้กระทั่งการตัดสินในเรื่องสำคัญของชุมชน ทุกคนก็มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ อาจไม่ใช่ในรูปแบบการประชุม ยกมือ หรือลงคะแนนเสียงอย่างที่เรารู้จักเวลานี้ แต่เป็นที่รู้กันว่าการแสดงความเห็นพ้องต้องกันเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าใครสักคนไม่เห็นด้วย ก็ยากที่จะทำอะไรลงไปได้แม้เสียงส่วนใหญ่จะเห็นด้วยก็ตาม ทางออกก็คือต้องหาทางประนีประนอม ต้องหาทางพูดคุยให้เขาเห็นด้วย นี่คือ ลักษณะของชุมชนสมัยก่อนที่เป็นทั้งสังคมนิยมและเป็นประชาธิปไตย

พูดได้ว่า ในชุมชนสมัยก่อน ชนชั้นระหว่างผู้คนมีน้อยมาก ยกเว้นในครอบครัว และในวัด ถ้าพ้นจากครอบครัว หรือพ้นจากวัดแล้ว ชนชั้นหรือความสัมพันธ์แบบสูง-ต่ำมีน้อยมาก ไม่ว่ายากดีมีจน ไม่ว่าเป็นผู้ใหญ่บ้าน หรือชาวบ้านธรรมดามีสิทธิมีเสียงใกล้เคียงกันมาก ผิดกับในวัดซึ่งมีความแตกต่างระหว่างพระกับโยม ในบ้านก็มีความแตกต่างระหว่างพ่อแม่กับลูก แต่ว่านอกบ้านนอกวัดแล้ว ความเสมอภาคเป็นลักษณะเด่น ซึ่งทำให้เสียงของทุกคนมีความหมาย

ย้อนมาดูสังคมสงฆ์ก็มีลักษณะทำนองนี้นี้ เช่น การแบ่งปัน การไม่เก็บส่วนเกิน พระวินัยมีข้อกำหนดเลยว่า พระภิกษุมีจีวรได้สามผืน มีบาตรได้หนึ่งลูก ถ้าเกินจากนั้นต้องยกเป็นของส่วนรวม หรือไม่ก็มีเจ้าของร่วม ไม่ใช่ของส่วนตัว จะเก็บไว้เป็นของตัวเองไม่ได้ ทุกคนมีจีวรแค่สามผืน นอกจากนั้นเป็นของส่วนรวมหรือมีเจ้าของร่วม  คนที่ไม่เคยเข้าวัดอาจจะไม่เคยทราบมาก่อน เพราะพระนั้นตามวินัยมีแค่บริขารแปด มีจีวรแค่สามผืน บาตรแค่หนึ่งลูก ถ้าเกินจากนั้นถือเป็นส่วนเกิน เอาเข้าส่วนรวม ใครจะใช้ก็ได้ นี่ก็เป็นลักษณะของสังคมนิยมแบบหนึ่ง ก็คือทุกคนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของเท่าที่จำเป็น เกินจากนั้นเป็นของส่วนรวม เพื่อแบ่งให้คนที่ยังไม่มี    เสียงของพระแต่ละรูปก็มีความสำคัญ เวลาบวช ถ้ามีผู้ค้านเพียงเสียงเดียวก็บวชไม่ได้เลย

การถวายผ้ากฐินก็เช่นกัน  เมื่อที่ประชุมสงฆ์ตัดสินว่าถวายผ้าให้พระรูปหนึ่ง ถ้ามีเสียงค้านแม้แต่เพียงเสียงเดียว ก็ตกเลย  แสดงว่าแต่ละเสียงมีความสำคัญมาก นี้ไม่ใช่การตัดสินโดยเสียงส่วนใหญ่แบบประชาธิปไตย แต่อาศัยความเป็นเอกฉันท์  เรียกได้ว่านี้เป็นลักษณะหนึ่งของสังคมนิยมเลยทีเดียว

พุทธสังคมนิยมไม่ใช่สิ่งเพ้อฝัน  เคยมีมาก่อน แต่ว่าได้เสื่อมสลายไป เพราะเหตุปัจจัยประการใด อาตมาไม่มีเวลากล่าวในที่นี้ ทุกวันนี้พุทธสังคมนิยมจึงดูคล้ายสิ่งเพ้อฝันไปแล้ว เพราะเราถูกครอบงำด้วยความคิด อุดมการณ์ ระบบเศรษฐกิจการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์กับเจตนารมณ์แห่งการแบ่งปัน ประการแรกก็คือความคิดแบบปัจเจกนิยม ทุกวันนี้ความคิดแบบปัจเจกนิยมสูงมาก กระทั่งว่าสามารถบั่นทอนความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวในครอบครัวได้ ครอบครัวซึ่งเป็นส่วนย่อยที่สุด ที่สามารถผูกพันผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ แต่ในสังคมสมัยใหม่ ทัศนคติแบบปัจเจกนิยมสูงมากจนกระทั่งว่าต่างคนต่างอยู่ทั้ง ๆ ที่เป็นครอบครัวเดียวกันหรืออยู่ในบ้านเดียวกัน  ต่างคนต่างดูโทรทัศน์คนละช่อง กินข้าวคนละเวลา แทบจะไม่ได้พบหน้ากัน เวลาจะดูหนัง  ฟังเพลงก็มีเครื่องส่วนตัวของแต่ละคน         ทุกคนมีวิถีชีวิตแยกย่อยเป็นส่วนๆ นี่เป็นลักษณะปัจเจกนิยม ไม่สนใจเพื่อนบ้าน ไม่คำนึงถึงชุมชน ไม่คำนึงถึงสังคม 

ประการที่สอง ระบบทุนนิยม ทำให้ผู้คนมองว่าการแสวงหาประโยชน์ส่วนตน หรือการแสวงหากำไรสูงสุด เป็นสิ่งที่น่าเทิดทูน รวมทั้งมองทุกอย่างเป็นสินค้า แม้แต่ที่ดินก็เป็นสินค้าที่สามารถกักตุนเท่าไรก็ได้ น้ำก็กลายเป็นสินค้า ป่า ทรัพยากร ทุกอย่างกลายเป็นสินค้าได้หมด หมายความว่าสามารถอยู่ในการกักตุนของใครคนหนึ่งก็ได้  ไม่เปิดโอกาสให้ผู้คนเป็นเจ้าของร่วม เพื่อใช้สอยอย่างทั่วถึง หรือเอามาแบ่งปันอย่างเท่าเทียมกัน 

ในขณะเดียวกันบทบาทของรัฐซึ่งมีอำนาจมาก ก็ทำลายสายใยความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน ผู้คนแทนที่จะเกาะเกี่ยวกันเป็นสังคม ก็ห่างเหินต่อกัน ด้วยแต่ละคนขึ้นตรงต่อรัฐ ที่ไหนก็ตามมีการจับกลุ่มเป็นชุมชนแน่นหนา มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น ก็ถูกบ่อนทำลายด้วยรัฐที่มีอำนาจเข้มแข็ง  การรวมศูนย์อำนาจส่วนกลาง ทำให้ชุมชนที่รักษาความเป็นสังคมนิยมเอาไว้ได้ ถูกทำลายไป เศรษฐกิจที่เคยเป็นแบบพึ่งพาอาศัยกันก็อยู่ไม่ได้ ถูกระบบทุนนิยมทำลาย ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการผลักดันของรัฐ

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ว่าสังคมยุคปัจจุบันเป็นอริหรือเป็นปฏิปักษ์กับวิถีชีวิตและทัศนคติแบบสังคมนิยม จนกระทั่งเวลาพูดถึงคำว่าสังคมนิยม คนส่วนใหญ่เบือนหน้าหนี รู้สึกว่าเป็นเรื่องล้าสมัย หรือมองว่าอันตราย เพราะว่ามีภาพของสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์อยู่ในหัว

ทุกวันนี้เรามีความเชื่อว่า ทุนนิยมเป็นคำตอบ แต่ถ้าพิจารณาดูระบบทุนนิยมที่ผ่านมาก็จะเห็นว่ามีการปรับตัว รับเอาหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นสังคมนิยมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ เช่น การปฏิรูปที่ดิน ซึ่งท่านปรีดี พนมยงค์เคยเสนอเรื่องนี้ไว้ในสมุดปกเหลืองก็ถูกโจมตีว่าเป็นสังคมนิยม หรือว่าการจัดตั้งธนาคารชาติ และการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจโดยรัฐ ก็เคยถูกโจมตีว่าเป็นสังคมนิยมแบบคอมมิวนิสต์ด้วยซ้ำ    แต่เดี๋ยวนี้ทุกประเทศมีแบงก์ชาติกันทั้งนั้น หลายประเทศมีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจโดยรัฐ  การปฏิรูปที่ดินก็เกิดขึ้นในหลายประเทศที่เป็นทุนนิยม ทำให้ประเทศนั้นมีความเจริญมากขึ้น เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน รวมทั้งการมีสวัสดิการสังคม เช่น ประกันสังคมกระทั่งทุนนิยมสุดขั้วอย่างอเมริกาก็รับเข้ามา แม้ทุกวันนี้ฝ่ายขวาจำนวนไม่น้อยในอเมริกาต้องการยกเลิกระบบประกันสังคม หาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นสังคมนิยม แต่ว่ายากที่จะล้มเลิกได้ เพราะว่าเป็นหลักประกันที่สำคัญสำหรับผู้คนในสังคม โดยเฉพาะคนยากไร้

หลักประกันสุขภาพ เมื่อสัก ๔๐-๕๐ ปีก่อนก็มองว่าเป็นเรื่องของสังคมนิยม ในอเมริกาก็มีการโจมตีกฎหมายปฏิรูปสุขภาพของโอบามาว่าเป็นสังคมนิยม แต่ว่าสำหรับประเทศทุนนิยมจำนวนไม่น้อยถือเป็นเรื่องธรรมดามาก อย่างในกลุ่มสแกนดิเนเวียและเมืองไทยเราก็รับมาและมีส่วนช่วยเสริมสร้างสุขภาพแก่ประชาชนทั้งประเทศ

นี่คืออิทธิพลของสังคมนิยมที่ทุนนิยมรับมา และเป็นที่ยอมรับของทุกคนว่า ช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้คนในสังคม สามารถให้ความมั่นคงทางสังคมแก่ประชาชนได้  แต่ถามว่าเท่านี้พอไหม อาตมาคิดว่ายังไม่พอ จำเป็นต้องมีการผลักดันให้มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ใช่ระหว่างบุคคลต่อบุคคลเท่านั้น แต่เป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โดยรัฐเป็นผู้ดำเนินการด้วย การปฏิรูปที่ดินก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ควรเกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะว่าทุกวันนี้ ที่ดินกระจุกตัวอยู่ในมือของคนจำนวนน้อยมาก ที่ดิน ๙๐% เป็นของคน ๑๐%     ที่ดิน ๑๐% ถูกใช้โดยคน ๙๐% โดยไม่ต้องพูดถึงว่าจำนวนที่ดิน ๓๐ ล้านไร่ หรือ ๑๐%ของพื้นที่ทั้งประเทศถูกปล่อยทิ้งร้าง ไม่ได้ใช้สอย เพราะว่าถูกกักตุนเอาไว้เพื่อการเก็งกำไร ขณะที่คนจำนวนนับหลายล้านครอบครัวมีที่ดินทำกินไม่พอ

สภาพเช่นนี้ถ้าเราปล่อยให้ลุกลามต่อไป ย่อมก่อให้เกิดความทุกข์ร้อน จนอาจถึงขั้นจลาจล เป็นมิคสัญญีได้ในอนาคต ดังนั้นถ้าเราต้องการให้สังคมมีความสงบสุข มีความเป็นธรรม เราต้องคิดเรื่องการแบ่งปันทรัพยากรกันให้มากขึ้น ไม่ใช่การแบ่งปันระหว่างบุคคลต่อบุคคล ซึ่งในเมืองไทยเราก็มีไม่น้อย เพราะแนวคิดเรื่องบุญกุศล ทำให้คนไทยเราแบ่งปัน เห็นคนยากคนจนก็บริจาคเงินให้ แต่ว่าเท่านั้นไม่พอ เราจะต้องไปถึงขั้นที่นำเอาทรัพยากรที่สำคัญมาเป็นของส่วนรวม เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ใช้อย่างทั่วถึง ระบบประกันสุขภาพเป็นตัวอย่างหนึ่งว่าสามารถแก้ปัญหาของคนยากคนจนนับล้านคนได้ โดยเป็นการเฉลี่ยความสุขให้กับผู้คนเท่าที่จะเป็นไปได้ในระบบเศรษฐกิจเวลานี้ ขณะเดียวกันก็ควรมีการกระจายโภคทรัพย์หรือทรัพยากรอื่น ๆ ให้ประชาชนอย่างทั่วถึง เช่น ที่ดิน หรือโอกาสทางการศึกษาและการเข้าถึงสินเชื่อ

สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยการขับเคลื่อนของภาคประชาสังคม แต่ในระหว่างที่ยังไม่เกิดขึ้นโดยรัฐ อาตมาคิดว่า ภาคประชาสังคมเป็นที่ที่เราสามารถปลูกฝังแนวคิดนี้ หรือพูดให้ถูกคือ  รื้อฟื้นจิตวิญญาณแบบสังคมนิยม ซึ่งเคยมีอยู่ในชุมชนสมัยก่อน รื้อฟื้นขึ้นมาให้มีการแบ่งปันช่วยเหลือกัน ที่จริงทุกวันนี้ก็มีหลายชุมชนที่มีการแบ่งปันกันอย่างแล้ว ได้แก่ ชุมชนทางศาสนา เช่นสันติอโศก เป็นตัวอย่างของการนำแนวคิดสังคมนิยมมาใช้ ในชุมชนก็เช่นกัน ถ้าเราสามารถช่วยเหลือกัน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ใช่เฉพาะมีน้ำใจ แต่มีกลไก มีระบบกติกาส่งเสริมให้เกิดการเอื้อเฟื้อกันได้ ตัวอย่างเช่น สัจจะสะสมทรัพย์ซึ่งประสบความสำเร็จมากในหลายชุมชนของไทย หรือธนาคารคนจนอย่างที่ริเริ่มในประเทศบังคลาเทศ  ซึ่งเป็นความร่วมมือของภาคสังคม โดยที่รัฐไม่ได้ยุ่งเกี่ยว โดยที่ภาคธุรกิจไม่ได้สนับสนุน แต่ว่ามันสามารถเติบโตจนภาครัฐหันมาสนใจ ภาคธุรกิจต้องหันมาให้ความร่วมมือ ถ้าเราทำให้ภาคสังคมรื้อฟื้นจิตวิญญาณแห่งการแบ่งปัน ช่วยเหลือขึ้นมา ก็สามารถมีอิทธิพลต่อรัฐ ต่อภาคธุรกิจได้

เวลานี้ภาคธุรกิจจำนวนไม่น้อยเริ่มยอมรับหรือเห็นคุณค่าดังกล่าว และนำมาปรับใช้อย่างสมสมัย เมื่อเร็วๆนี้อาตมาได้อ่านพบว่า ในประเทศอเมริกามีเครือข่ายร้านขายขนมปังที่มีชื่อมาก ได้เปิดร้านอาหารแบบไม่หวังผลกำไร ร้านนี้มีหลักว่า จ่ายเท่าไรก็ได้  ตามชื่อร้านว่า Pay What You Can อาหารที่เสิร์ฟเป็นอาหารที่ดี ระบุราคาชัดเจน แต่ลูกค้าจะจ่ายเท่าไรก็ได้ จ่ายเกินก็ได้ จ่ายต่ำกว่าราคา หรือแม้จะไม่จ่ายเลยก็ได้ ทั้งนี้เพราะเขาต้องการช่วยคนมีรายได้น้อย  ทีแรกคนคิดว่าร้านนี้จะอยู่ไม่ได้ เพราะผู้คนคงมาแห่กินฟรีหรือจ่ายนิด ๆ หน่อย ๆ  ปรากฏว่าร้านนี้อยู่ได้ เพราะคนที่จ่ายเกินมีถึง ๑๕-๒๐% ของลูกค้า ส่วนคนที่จ่ายเงินตามราคามีถึง ๖๐% มีเพียง ๒๐% ที่จ่ายต่ำกว่าราคาหรือไม่จ่ายเลย อันนี้คล้ายโรงทาน  ต่างกันตรงที่โรงทานทำอาหารให้ทุกคนกินฟรี จะเป็นคนรวยหรือคนจนก็ไม่ต้องจ่ายเงิน  แต่ร้าน Pay What You Can เขาใช้วิธีเฉลี่ยทรัพย์จากคนรวยมาช่วยคนจน ใครมีเงินก็จ่าย หรือจ่ายเกินเพื่อช่วยคนที่ไม่มี ส่วนคนที่ไม่มีเงินจ่ายก็สละเวลามาช่วยร้านเป็นการตอบแทน ทำให้เขารู้สึกว่าไม่ได้เสียศักดิ์ศรี เป็นการทำงานแลกกับอาหาร      อันนี้เป็นสังคมนิยมแบบหนึ่ง ซึ่งแวดวงธุรกิจน่าจะเอาไปใช้ได้ เป็นการทำบุญแบบสมสมัย แทนที่จะใช้วิธีอย่างโรงทาน    ซึ่งอาจจะไม่ยั่งยืนเพราะว่ามีแต่รายจ่าย ไม่มีรายรับ ส่วนร้านแบบนี้ไม่ได้มีแต่รายจ่าย มีรายรับด้วย

นี่คือการแบ่งปันจากคนรวยสู่คนจนโดยอาศัยตัวกลาง ถ้ามีร้านแบบนี้ขึ้นมามากๆ ก็จะทำให้ความคิดแบบสังคมนิยมเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากขึ้น ทำให้แนวคิดเรื่องการแบ่งปันยั่งยืนตั้งมั่นในสังคมไทย โดยมีการประยุกต์เข้ากับกลไกตลาดหรือระบบธุรกิจในปัจจุบัน นี้เป็นตัวอย่างที่อาตมาคิดว่าสามารถทำได้ในสังคมปัจจุบัน ถ้าในสังคมไทยมีแนวคิดแบบนี้ อาจเริ่มจากภาคประชาสังคมก่อน แล้วต่อมามีการร่วมมือกับภาคธุรกิจ ก็จะทำให้แนวคิดแบบสังคมนิยมแพร่หลายขึ้น

ทุกวันนี้มีการพูดถึง   CSR กันมาก CSR จะต้องมีความหมายมากกว่าการสร้างภาพ แต่ควรเป็นการส่งเสริมการแบ่งปันอย่างฉลาดและอย่างยั่งยืน หากมี CSR ทำนองนี้มาก ๆ สังคมไทยจะน่ารักน่าอยู่มากขึ้น รวมทั้งก่อให้เกิดแรงผลักดันที่สร้างสรรค์ ทำให้รัฐหรือรัฐบาลไม่ใช่เป็นเพียงแค่เครื่องมือของนายทุนในการเอาเปรียบราษฎรตัวเล็กๆ แต่สามารถเป็นพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม ทำให้ผู้คนมีชีวิตอย่างผาสุก ไม่ยากไร้ มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน

อาตมาใช้เวลาพอสมควรแก่เวลาที่เจ้าภาพกำหนดแล้ว จึงขอยุติแต่เพียงเท่านี้

 
รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved