หน้ารวมบทความ
   บทความ > พุทธศาสนา > เสวนาเรื่องพุทธจริยา
กลับหน้าแรก
 
เสวนาเรื่องพุทธจริยา
พระไพศาล วิสาโล

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่นี่ เสวนาเรื่องพุทธจริยา.doc
ทุกท่านก็คงจะได้ทราบว่ารายการสนทนาวันนี้และก็วันพรุ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายการในโอกาสที่ท่านอาจารย์พุทธทาสจะมีอายุครบ ๑ ศตวรรษในปี ๔๙ คืออีก ๒ ปีข้างหน้า ทางกลุ่มพุทธทาสศึกษาและองค์กรเครือข่ายหลายองค์กรรวมทั้งอาศรมวงศ์สนิทก็จัดกิจกรรมที่เป็นชุดก็คือการศึกษาเรื่องธรรมโฆษณ์ซึ่งเป็นผลงานชิ้นสำคัญของท่านอาจารย์พุทธทาสที่ฝากไว้เป็นมรดกแก่ชาวพุทธไม่ใช่เฉพาะคนไทยแต่ว่าคนทั้งโลก สำหรับวันนี้ก็เป็นรายการที่จะมาพูดกันเรื่องหนังสือพุทธจริยา ซึ่งเป็นหนึ่งใน 70 กว่าเล่มที่พิมพ์ในชุดธรรมโฆษณ์ สำหรับรายการที่จะจัดขึ้นใน 2 วันนี้เราก็คงจะไม่ได้พูดแต่เฉพาะในส่วนพุทธจริยาอย่างเดียวแต่จะโยงไปถึงประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับพระพุทธองค์ และก็อาจจะโยงถึงเรื่องเกี่ยวกับความหมายและคุณค่าต่อชีวิตและการทำงานของเราด้วย แต่ว่าสำหรับเช้านี้เราก็จะเริ่มต้นด้วยกิจกรรมบางอย่าง เพื่อที่จะช่วยให้ได้เกิดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เชิญท่านทวีศักดิ์

ท่านทวีศักดิ์ การแลกเปลี่ยนการแบ่งปันที่จะมีขึ้นใน 2 วันก็คงเป็นเรื่องทั้งเนื้อหาหรือที่ท่านอาจารย์ไพศาล วิสาโล ได้บอกพวกเราคร่าว ๆ เมื่อกี้ แล้วก็ส่วนหนึ่งก็คือเป็นเรื่องการแบ่งปันทั้งเรื่องประสบการณ์ของพวกเราเอง ความรู้สึก หรือว่าการร่วมภาวนาหรือว่าการร่วมกิจกรรมหลาย ๆ อย่าง คงเป็นเรื่องของการทำวัตรสวดมนต์ตอนเย็นด้วย ก็คล้าย ๆ กับว่าเราจะใช้เวลา 2 วันนี่เหมือนเป็นชุมชนหนึ่งที่จะมาเรียนรู้ร่วมกันว่า ในหัวข้อพุทธจริยาที่ท่านอาจารย์ได้เขียนได้บรรยายไว้ในหนังสือ ก็อยากจะเริ่มต้นด้วยการที่พวกเราได้แนะนำตัวเราเองกับกลุ่ม เพราะว่ากันว่าเมื่อเราเข้ามาอยู่ในชุมชนหนึ่งชุมชนใดใหม่ ๆ ก็จะเป็นเรื่องดีที่จะได้เริ่มด้วยตัวเรา การแนะนำตัวนี่เราก็คงคุ้นเคยกัน ชื่ออะไร มาจากไหน ทำงานอะไร ทีนี้อยากเพิ่มเติมไปหน่อยหนึ่ง เพื่อจะได้เริ่มด้วยการแบ่งปันความรู้สึกดี ๆ ให้กัน อยากให้ทุกคนลองคิดดูว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมาหรือว่าในเดือนที่ผ่านมานี่เราเจอเหตุการณ์อะไรดี ๆ บ้างในชีวิตของเรา เหตุการณ์ หรือว่าไปเจอบุคคล หรือว่าเข้าไปเรียนรู้ในกิจกรรมหนึ่งซึ่งมันรู้สึกดีจังเลยกับชีวิตของเรา ลองทบทวนกลับไปดู แล้วก็เมื่อเราแนะนำชื่อเรา แล้วก็เรามาจากไหน ทำอะไรนั้นให้เราเล่าเรื่องนี้ด้วย เล่าเรื่องกิจกรรมหรือว่าเหตุการณ์ หรือแง่มุมดี ๆ ในชีวิตที่เราผ่านมาในช่วงสัปดาห์ หรือว่าอาจจะเป็นเดือนนี้ก็ได้ เอาสั้น ๆ เป็นประสบการณ์หรือเป็นเหตุการณ์สั้น ๆ อาจจะแค่ 2นาที 3นาที โดยมีกติกานิดหนึ่งว่าเวลาเราเล่าเรื่องหรือว่าแนะนำตัวนี่ เราจะใช้ไม้พูด จะมีไม้พูดเป็นสัญลักษณ์ว่า เมื่อไม้พูดนี้ไปถึงท่านใดท่านก็จะจับไม้พูดเอาไว้ท่านนั้นก็จะมีสิทธิได้พูด ส่วนท่านอื่นที่ยังไม่มีไม้พูดก็จะมีสิทธิเต็มที่ที่จะได้ฟัง วงเสวนาหรือว่าวงแลกเปลี่ยนศิลปะของการเล่าเรื่องอย่างตั้งใจ อย่างจริงใจ อย่างใส่ใจเป็นเรื่องสำคัญมาก และขณะเดียวกันการฟังอย่างใส่ใจหรือว่าการฟังอย่างตั้งใจของชุมชนก็จะช่วยเกื้อกูล ช่วยเกื้อหนุนผู้เล่าเกิดความรู้สึกดี ๆ และบางทีก็สามารถเล่าได้ดีจนตัวเองอาจจะไม่คิดมาก่อน กติกาก็เลยมีว่าเราจะใช้ไม้พูด ไม้พูดไปถึงใครซึ่งเราจะเริ่มด้วยท่านที่พร้อมจะเล่าเรื่องเป็นท่านแรกแล้วไม้พูดก็จะเวียนไปทางขวา บางท่านที่ยังนึก หรือยังทบทวนเหตุการณ์ดี ๆ ในชีวิตยังไม่ออก หรือว่ารู้สึกยังไม่พร้อมที่จะเล่าตอนนี้ก็สามารถสงวนสิทธิ์ที่จะไม่พูดตรงนี้ก็ได้ แต่ขอให้แนะนำตัวสั้น ๆ กับกลุ่ม เราจะใช้ระฆังเป็นไม้พูด แต่ก่อนที่เราจะได้แนะนำตัวหรือเล่าเหตุการณ์ดี ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเรานี่ อาตมาอยากให้พวกเรานั่งสงบสัก ๔ - ๕ นาที ทบทวนกับชีวิตเราที่ผ่านมา ในสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือในเดือนที่ผ่านมามันมีเหตุการณ์อะไรบ้าง มีกิจกรรมอะไรบ้างที่เรารู้สึกว่าทำให้เรานี่อาจจะรู้สึกดีกับมันรู้สึกว่าชีวิตมันมีอะไรดี ๆ ขึ้นมาสั้น ๆ สัก ๑๕ นาที และหลังจากนั้นเมื่อท่านใดพร้อมอาตมาจะวางระฆังไว้ตรงกลาง ท่านใดพร้อมก็ลุกขึ้นมาแล้วก็หยิบระฆังไปแล้วก็จะได้พูดเป็นท่านแรกแล้วก็จะเวียนไปทางขวาเรื่อยไป นั่งสงบ……

พระไพศาล เดิมทีทางผู้จัดอยากจะให้อาตมาพูดเรื่องปรมัตถสภาวธรรม แต่ฟังดูชื่อและเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้แล้วรู้สึกว่าเกินภูมิของอาตมาเอง และอาจจะยากสำหรับผู้ร่วมรายการด้วยเพราะว่าเป็นเรื่องซึ่งเกี่ยวกับปรมัตถ์ แล้วก็หนักไปทางด้านเกี่ยวกับเรื่องใช้ความคิดมาก ก็เลยบอกเขาว่าน่าจะเอาเรื่องที่มีลักษณะเป็นเรื่องเล่าบ้าง เพราะว่าถ้าดูรายชื่อหนังสือที่มีกำหนดจะพูดคุยกันในชุดโครงการธรรมโฆษณ์ศึกษาจะเห็นว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักธรรมนามธรรมเสียเยอะ แต่ว่าน่าจะเอาเรื่องที่เป็นพระจริยวัตรของพระพุทธเจ้ามาพูด มาศึกษากันบ้าง ส่วนหนึ่งก็เพื่อจะได้สอดคล้องกับโอกาสด้วยเพราะอีกไม่กี่วันก็จะเป็นวันวิสาขบูชา วันวิสาขบูชานั้นเราถือว่าเป็นวันของพระพุทธเจ้า เมื่อเทียบกับวันมาฆบูชาและอาสาฬบูชาแล้ว วันวิสาขบูชาจะเด่นในเรื่องของพระพุทธเจ้า คือวันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน

สาเหตุอีกประการหนึ่งที่คิดว่าน่าจะพูดคุยในเรื่องนี้นอกจากเรื่องของโอกาสแล้วก็คือว่า อาตมาคิดว่าธรรมะที่สอนกันนั้นมักจะเป็นนามธรรมเสียเยอะ แม้จะมีประโยชน์มาก แต่ก็ไม่อยากให้ลืมธรรมะที่ปรากฏในรูปของตัวอย่างหรือเรื่องเล่า หรือประวัติ เพราะธรรมะประเภทหลังมีพลังมาก สิ่งที่เราเรียกว่าเรื่องเล่าหรือ story จะเป็นเรื่องจริงก็ตาม จะเป็นเรื่องแต่งก็ตาม ล้วนมีพลังในการกระตุ้นให้คนทำความดี หรือเกิดแนวคิดที่จะปฏิบัติได้ชัดเจนขึ้น ธรรมะที่เป็นนามธรรมล้วน ๆ นี่ สามารถสื่อได้ในระดับสมอง แต่ถ้าเป็นเรื่องเล่าอย่างเช่นตำนาน หรือชีวประวัติ มันจะให้แรงบันดาลใจด้วย สามารถประทับใจคนได้ง่าย และสามารถชักชวนให้คนเราอยากจะทำความดี

นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนสมัยก่อนถึงมีตำนานเยอะ อาจเป็นเรื่องกำเนิดโลก หรือเกี่ยวกับบุคคล ที่เราเรียกว่า mythology หรือปรัมปราคติ เรื่องปรัมปราหรือตำนานเหล่านี้ในแง่หนึ่งมันเป็นแม่แบบในการทำความดี ที่ควรทำตามอย่าง อย่างเรื่องพระเวสสันดรชาดก อันนี้ถือว่าเป็น myth หรือตำนานอย่างหนึ่ง ถ้าเรามองว่าเวสสันดรชาดกนี่เป็นประวัติศาสตร์เราอาจจะเกิดข้อกังขาขึ้นมาได้ว่าคนเช่นนี้มีจริงหรือ แต่พอเรามองหรือ ศึกษาพระเวสสันดรในแง่ที่เป็นตำนานหรือนิทานสอนใจในเรื่องการให้ทานการเสียสละ เวสสันดรชาดกจะกลายเป็นสิ่งที่มีพลังมาก อย่างที่เคยมีอิทธิพลมากมายต่อคนไทยสมัยก่อน

บางครั้งตำนานยังช่วยเปิดทางให้เราได้เข้าใจเรื่องบางเรื่องที่อธิบายไม่ได้ด้วยคำพูด เช่น ตำนานเกี่ยวกับเทพ หรือการเกิดโลก ซึ่งมีอยู่ในทุกวัฒนธรรม บางเรื่องเป็นปุคคลาธิษฐานที่ช่วยให้คนเราเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับจิตไร้สำนึก หรือธรรมชาติความเป็นมนุษย์ ที่อธิบายด้วยภาษาได้ลำบาก หรือเข้าใจได้ยาก

แต่พอมาถึงสมัยนี้ เราฟังตำนานแล้วเราก็บอกว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะว่าเราไม่เข้าใจหน้าที่ของตำนาน แต่ทีนี้ในแง่ของพุทธจริยาเราจะมองเป็นตำนานหรือว่าเป็นเรื่องเล่าก็ได้ หรือจะเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก็ได้ มองแบบไหนก็ยังมีพลังตรงที่ว่าทำให้เรามีแบบอย่างหรืออยากจะทำตาม อย่างเช่นเรื่องของจูฬบันถก คนซึ่งโง่ทึบแต่สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ เพียงเพราะว่าพระพุทธเจ้าแนะให้มาลูบคลำผ้าเช็ดหน้าจนสกปรก เรื่องของนางกีสาโคตมี หรือนางปฏาจาราซึ่งเสียลูกจนกระทั่งเป็นบ้า แต่ว่าก็สามารถที่จะบรรลุธรรมได้ เพียงไม่กี่นาทีหลังจากที่ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า เรื่องของคนซึ่งมีความเพียรอย่างแรงกล้าเช่นพระโสณโกฬิวิสะซึ่งเดินจงกรมจนเท้าแตก ทางแดงไปด้วยเลือด จนพระพุทธองค์มาแนะให้เพียรแต่พอดีโดยยกพิณสามสายเป็นอุปมา คนเหล่านี้แม้จะลำบากยากเข็ญ มีข้อจำกัดนานัปการแต่ก็สามารถที่จะบรรลุธรรมได้เป็นต้น ขณะที่คนซึ่งมีความสามารถมากมายอย่างพระเทวทัตนี่กลับพบจุดจบที่เป็นโศกนาฏกรรม เรื่องแบบนี้นี่สำหรับตัวอาตมาเองมันเป็นแบบอย่างที่ดี ที่ทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจและข้อเตือนใจ โดยส่วนตัวอาตมาได้เริ่มอ่านพุทธจริยาในช่วงที่กำลังเกิดความยุ่งยากขึ้นในบ้านเมือง คือไม่กี่เดือนก่อนเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลา ความประทับใจในเรื่องนี้โดยส่วนตัวก็คือว่า ในช่วงนั้นบ้านเมืองมีความขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์มากระหว่างซ้ายกับขวาง ขณะที่ตัวเองตอนนั้นใฝ่ใจในพุทธศาสนาแล้ว แล้วก็เชื่อในเรื่องของอหิงสา จึงอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างซ้ายกับขวา โดยเฉพาะธรรมศาสตร์ในช่วงนั้นเป็นจุดที่มีการกระทบกระทั่งรุนแรงมาก เพราะเป็นสมรภูมิ การต่อสู้กันทางการเมืองที่แหลมคม บางครั้งตัวเองจึงอดท้อแท้ท้อถอยไม่ได้ในสิ่งที่เราเชื่อทั้งเรื่องพุทธศาสนาและอหิงสา

ในด้านหนึ่งก็เพื่อนรอบข้างซึ่งเชื่อทฤษฎีมากซิสต์เขาเห็นว่าอหิงสานี่มันหน่วงเหนี่ยวการปฏิวัติ บางทีก็ประทับตรา CIA เข้าไปด้วย ส่วนอีกด้านหนึ่งฝ่ายขวาก็ไม่ได้มีความเมตตากรุณาเท่าไหร่ คิดแต่จะห้ำหั่นบีฑาผู้คนที่คิดต่างจากตน ในช่วงนั้นได้อ่านพุทธจริยา บางตอนที่พูดถึงการที่พระพุทธองค์เอาชนะผู้ที่เห็นต่างในทางความคิด คือพวกเดียรถีย์ ได้ด้วยเมตตากรุณาและสันติวิธี ก็เลยทำให้ได้สติ เพราะว่าบางครั้งเวลาเราเจอคนที่คิดต่างจากเรา เรามีแนวโน้มที่จะมองเขาเป็นศัตรูหรือเป็นปฏิปักษ์ และยิ่งเขามาต่อว่ามาหาทางกำราบเรา เราก็ยิ่งไม่พอใจและเกิดโทสะขึ้นมา แต่พระพุทธเจ้าสามารถที่จะเอาชนะเขาได้ด้วยปัญญาและเมตตา อีกทั้งท่านอาจารย์พุทธทาสก็จะเน้นมากเลยว่าพระองค์ไม่มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับใคร แม้เขาจะมุ่งร้ายพระองค์ก็ตาม

อันนี้ก็สอดคล้องกับสิ่งที่เราเชื่อคือเรื่องอหิงสา อหิงสาคือเรามองทุกคนเป็นมิตรเป็นเพื่อน แม้ว่าจะคิดต่างจากเรา ในบรรยากาศที่ร้อนแรงในช่วงปี 19 บางตอนของหนังสือเล่มนี้ช่วยทำให้อาตมาสามารถประคองใจให้อยู่บนพุทธวิธีได้ คือว่าไม่เกลียดชังคนที่คิดต่างจากเราแม้ว่าเขาจะเห็นเราเป็นศัตรูหรือว่าไม่เข้าใจเราก็ตาม อันนี้ก็คือเหตุผลอันหนึ่งที่คิดว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะได้อ่านกัน แน่นอนถ้าพูดถึงพุทธประวัติแล้วนี่คงไม่มีเล่มไหนในธรรมโฆษณ์เทียบเท่า พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ได้ เล่มนี้ถือว่าเป็นยอดที่สุดในบรรดาเรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าที่อาจารย์พุทธทาสท่านได้เขียนหรือทำออกมาเป็นเล่ม เป็นแต่ว่าพุทธประวัติจากพระโอษฐ์เป็นหนังสือแปล โดยคัดมาจากพระไตรปิฎก นับเป็นหนังสือที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งในบรรดาเรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าของอาจารย์พุทธทาส อาจารย์พุทธทาสท่านเขียนไว้หลายเล่มทีเดียวเรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เช่น พุทธประวัติสำหรับเยาวชน อีกทั้งยังเขียนอีกเล่มสำหรับเป็นตำราให้มหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งเล่มหลังนี้ไม่ค่อยแพร่หลายนัก ค่อนข้างเป็นวิชาการ

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์นี่ถือว่าเป็นหนังสือที่ดีที่ให้แรงบันดาลใจมาก โดยเฉพาะคนที่ตั้งใจจะประพฤติปฏิบัติธรรม หนังสืออย่างนี้ ตัวอย่างแบบนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เรา และทำให้ธรรมะไม่ใช่เป็นเรื่องที่แห้งแล้ง บางครั้งธรรมะก็ต้องสื่อโดยผ่านเรื่องราวหรือเรื่องเล่า ด้วยเหตุนี้นิยายถึงเป็นหนังสือที่สามารถให้แรงบันดาลใจได้ในทางธรรมะ เป็นแรงบันดาลใจในทางจริยธรรมที่อาจมีพลังยิ่งกว่าคัมภีร์ศาสนาหรือตำราสอนศีลธรรมเสียอีก อย่างเช่นหนังสือเรื่องเหยื่ออธรรม เหยื่ออธรรมเป็นหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งมีพลังผลักดันให้คนอยากทำดีหรือมีความกล้าหาญทางจริยธรรมได้ดีกว่าตำรามากมายที่สอนเรื่องการเสียสละ

ในประสบการณ์อาตมาได้รับแรงบันดาลใจหรือกระทบใจจากเรื่องที่เป็น Story เยอะ อย่างเช่นมีเรื่อง ๆ หนึ่ง ซึ่งอาตมาฟังดูแล้วก็ให้ความรู้สึกดี คือมีเด็กหญิง ๔ คนอายุประมาณสัก ๑๐ กว่าขวบวิ่งแข่งระยะทาง๑๐๐ เมตร ในสนามกีฬาซึ่งมีผู้คนดูเยอะเลย มี ๒ คนที่วิ่งนำหน้ามาเลย อีก ๒ คนถูกทิ้งท้าย ในบรรดา ๒ คนที่วิ่งนำคู่คี่กันนี้บังเอิญมีคนหนึ่งเกิดสะดุดล้ม ในสถานการณ์เช่นนั้นถ้าอีกคนหนึ่งวิ่งต่อไปเขาก็จะถึงเส้นชัยเป็นคนแรก แต่ปรากฏว่าเขาหันกลับมาช่วยพยุงเพื่อนที่ล้ม ปล่อยให้อีก ๒ คนที่วิ่งหลัง นี่แซงขึ้นไปแล้วก็เข้าสู่เส้นชัย แน่นอนว่าคนที่ช่วยเพื่อนนี่เขาแพ้ แต่ว่าเป็นการแพ้ในเกมกีฬาเท่านั้น แต่ว่าเขาชนะในสายตาของคนดูเขาไม่ได้ชนะใจคนดูเท่านั้น แต่ยังชนะใจเพื่อนและชนะใจตัวเองด้วย เพราะว่าในการแข่งขันนี่คนเราทุกคนก็อยากชนะเป็นที่ ๑ แต่ว่าเด็กคนนี้ยอมสละโอกาสเพื่อที่จะช่วยเพื่อน เขาเห็นว่าการช่วยเพื่อนสำคัญกว่าชัยชนะ ขณะที่กฎเกณฑ์บอกว่าคุณไม่ต้องสนใจคนอื่น คุณวิ่งให้ชนะก็แล้วกัน แต่เด็กหญิงคนนี้กลับไม่สนใจกฎเกณฑ์ดังกล่าว และไม่ยอมให้กฎเกณฑ์ดังกล่าวมาครอบงำความเป็นมนุษย์ของเขา ในเกมกีฬาอย่างนี้เขายังมีที่ว่างให้กับน้ำใจหรือที่ภาษาสมัยใหม่เรียกว่าเอื้ออาทร เรื่องนี้ฟังดูแล้วให้ความรู้สึกดีนะ ไม่ใช่เด็กเท่านั้น ผู้ใหญ่ก็ควรจะได้ฟังเรื่องแบบนี้ด้วยเพราะว่าเรามักตกอยู่ภายใต้กติกาหรือว่าเงื่อนไขที่กำหนดขึ้นมา จนไม่มีใจหรือไม่มีเนื้อที่ว่างให้กับเรื่องอื่นที่มันสำคัญกว่าคือเรื่องขอความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่เด็กคนนี้เขาสามารถข้ามพ้นเงื่อนไขเหล่านี้ได้ คือไม่ยอมให้การแข่งขันแบบตัวใครตัวมันมาเป็นใหญ่เหนือการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน

อีกเรื่องหนึ่งก็เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เกิดขึ้นในเมืองไทย เราคงเคยได้ยินเรื่องเด็กหญิงอายุ ๑๒ ปีที่มีน้ำใจงามชื่อน้องเฟอร์ ลูกพี่ลูกน้องของเธออายุ ๑๐ ขวบชื่อน้องบอล น้องบอลเป็นโรคมะเร็งที่สมองโอกาสรอด ๕๐/๕๐ เด็กอายุ ๑๒ โดยทั่วไปถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้คงได้แต่เสียใจ ไม่รู้จะทำยังไง แต่น้องเฟอร์เขารู้สึกว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วเขาก็เกิดความคิดขึ้นมาว่าเขาจะเขียนการ์ตูน แน่นอนเด็กอายุ ๑๒ ความสามารถในเชิงการ์ตูนก็คงไม่ได้ดีเด่นอะไร แต่เขากล้าที่จะคิดเรื่องนี้ กล้าที่จะเขียนการ์ตูน เพื่ออะไร อันที่ ๑ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับน้องบอล ให้น้องบอลได้อ่าน ๒ เพื่อจะพิมพ์ขายเอาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายน้องบอลเพราะว่ามะเร็งมันเป็นโรคที่ต้องใช้เงินมาก และพ่อแม่ของน้องบอลก็มีเงินไม่มาก ใจของเขาเขาใหญ่นะ เขาทำไงก็ไม่ทราบนะ หนังสือการ์ตูนของเธอได้รับการตีพิมพ์ ปรากฏว่าคนอ่านประทับใจมาก ประทับใจในน้ำใจของผู้เขียน จึงบริจาคเงินช่วยน้องบอลกันใหญ่ ปรากฏว่าปาฏิหาริย์เกิดขึ้น น้องบอลมีอาการดีขึ้นจนเกือบปกติ เพราะได้เงินค่าหนังสือการ์ตูนของน้องเฟอร์มาช่วยไว้ เรื่องแบบนี้นี่ถ้าเรามาเล่าให้เด็กฟังมันดีมากเลยนะ แทนที่เราจะบอกว่าคนเราต้องช่วยกันนะ ต้องมีพรหมวิหาร คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา จบ มันไม่มีพลังเท่ากับเล่าเรื่องพวกนี้ขึ้นมา เล่าแล้วรู้สึกว่าธรรมะเป็นเรื่องใกล้ตัว ธรรมะกลายเป็นสิ่งชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
อันนี้ก็คือหน้าที่อย่างหนึ่งของชาดกในสมัยก่อน และเป็นอานิสงส์อย่างหนึ่งของการอ่านพุทธประวัติด้วย เพราะฉะนั้นอาตมาคิดว่าความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ของพุทธประวัตินี่จะมีมากน้อยแค่ไหนก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าสามารถที่จะเป็นสื่อสอนธรรมะและเป็นกำลังใจให้กับผู้คนยังไงบ้าง

อันนี้คือเกริ่นนำถึงสาเหตุที่เลือกเอาพุทธจริยาขึ้นมาพูดคุย

พุทธจริยา เป็นหนังสือรวมคำบรรยายของอาจารย์พุทธทาสที่ได้พูดไว้เมื่อปี ๑๕ หรือ ๓๒ปีมาแล้ว ท่านเริ่มต้นด้วยการพูดว่า พระพุทธเจ้านี่มีความหมายสำหรับผู้คนยังไงบ้าง พูดง่าย ๆ อะไรคือพระพุทธเจ้าในสายตาคนทั่วไป พระพุทธเจ้ามีความหมาย ๓ ระดับ อันแรกก็คือว่าสำหรับคนทั่วไปคนที่ไม่มีการศึกษาหรือคนโง่ก็นึกว่าพระพุทธรูปหรือว่าพระเครื่องเป็นพระพุทธเจ้า ที่สูงขึ้นมาหน่อยก็คือตัวบุคคลในประวัติศาสตร์คือเจ้าชายสิทธัตถะที่ได้บำเพ็ญธรรมจนบรรลุ นี่คือพระพุทธเจ้าในระดับที่สูงขึ้นมาหน่อยซึ่งคนที่มีการศึกษาจะมองในแง่นี้ ระดับที่ ๓ พระพุทธเจ้าก็คือสภาวะในทางนามธรรม ไม่ใช่บุคคล แต่เป็นองค์คุณที่ทำให้เป็นพุทธะได้แก่ ปัญญาคุณ กรุณาคุณ และวิสุทธิคุณ อันนี้ก็คือพระพุทธเจ้าในระดับสูงสุด ได้ฟังอย่างนี้แล้วก็จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าไม่ใช่เป็นเรื่องที่ไกลตัว เพราะว่ามนุษย์เราทุกคนถ้าหากว่ามีปัญญา มีกรุณา แล้วก็มีความบริสุทธิ์ก็สามารถเป็นพุทธะได้

พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา นี้เป็นพุทธวจนะที่เราคงจะได้ยินบ่อย ท่านพูดกับพระวักกลิซึ่งชอบติดสอยห้อยตามพระพุทธเจ้า จนแทบจะเรียกว่าจับชายจีวรไปทุกที่เลยเพราะว่าหลงใหลในร่างของพระพุทธเจ้า พระองค์ก็เลยบอกว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต เห็นธรรมนี่หมายถึงอะไร ก็คือเห็นปฏิจจสมุปบาท เมื่อเห็นปฏิจจสมุปบาทก็คือเห็นพระพุทธเจ้า แสดงว่าพระพุทธเจ้าก็คือสภาวะนามธรรมหรือธรรมะนั่นเอง นี่คือความหมายที่ ๓ ของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นถ้าเราเห็นธรรมเมื่อไหร่นี่ก็เท่ากับพระพุทธเจ้าได้ประสูติขึ้นมาในใจเราแล้ว อาจารย์พุทธาสใช้คำนี้เลยนะถ้าเราเห็นธรรมเมื่อไหร่พระพุทธเจ้าก็ประสูติขึ้นมาในใจ ในแง่นี้พระพุทธเจ้าก็เลยไม่ได้ไกลจากเราเลย พระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นคนที่อยู่เมื่อ ๒๕๐๐ ปีที่แล้ว อยู่ที่ประเทศอินเดีย แต่ว่าสามารถที่จะสถิตกับเราได้ทุกที่ได้ทุกเวลาตราบใดที่เรามีธรรมะหรือว่าเราได้เห็นธรรม อันนี้คือพุทธะในความหมายที่สูงสุดซึ่งเราจะเรียกว่าเป็นภาษาธรรมก็ได้ แต่ว่าหนังสือเล่มนี้นี่ส่วนใหญ่ก็จะพูดถึงพระพุทธเจ้าในความหมายที่ ๒ ก็คือว่า พระพุทธเจ้าที่เคยเป็นอดีตเจ้าชายสิทธัตถะซึ่งได้บรรลุธรรมแล้วก็ได้เป็นศาสดาเผยแพร่ศาสนา

อาจารย์พุทธทาสเริ่มต้นคำบรรยายชุดนี้ด้วยประเด็นที่ว่าพระพุทธองค์ทรงเป็นอะไรกับพวกเรา ความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธเจ้ากับเราเป็นอย่างไร ถ้าจะสรุปสั้น ๆ ก็มีอยู่ ๓ อย่าง ที่จริงท่านไม่ได้สรุปอย่างนั้น แต่ว่าอาตมาจะขอยกมาประเด็นที่น่าสนใจมี ๓ ประเด็นก็คือว่า

อันที่ ๑ พระองค์ทรงเป็นเพื่อนในสังสารวัฏ อันนี้คือพระพุทธเจ้าก่อนที่จะทรงบรรลุธรรม ทรงเป็นเพื่อนในสังสารวัฏ ซึ่งเท่ากับทำให้พระพุทธเจ้าเป็นเพื่อนกับเรา พระองค์ได้เคยตรัสไว้เองว่าพระองค์ได้เคยแล่นไปในสังสารวัฏเช่นเดียวกับทุกคน อ่านแล้วรู้สึกว่าเราได้ใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมสังสารวัฏ และต่อมาเมื่อได้บรรลุธรรมแล้วพระองค์ก็ได้เป็นผู้ชี้ทาง หมายความว่าการเดินให้ถึงธรรม ให้ถึงเป้าหมายมันเป็นเรื่องของเราเอง พระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้ชี้ทางเท่านั้น คือทรงเป็นกัลยาณมิตร ซึ่งในแง่หนึ่งก็เป็นผู้ที่ได้บอกขุมทรัพย์ให้แก่เราด้วย ขุมทรัพย์นั้นก็คือโลกุตตรธรรม พระองค์เคยตรัสว่า เราบัญญัติว่าอริยทรัย์เป็นสมบัติของทุกคน โลกุตตรธรรมเป็นสมบัติของทุกคน ซึ่งก็หมายความว่าพระองค์ได้ชี้ให้เราตระหนักว่าในตัวเราทุกคนมีโลกุตตรธรรมเป็นสมบัติอยู่แล้ว เพียงแต่เราจะเห็นหรือไม่ หรือว่าเราจะเหมือนกับไก่ได้พลอย ฟังดูก็เป็นเรื่องที่แปลกเพราะเรามักคิดว่าพวกเราเป็นพวกบัวใต้น้ำ เราจะเข้าถึงโลกุตตรธรรมได้อย่างไร แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าทุกคนนี่มีสิทธิเข้าถึง ซึ่งถ้าดู เรื่องราวในสมัยพุทธกาลก็คงจะเห็นอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะว่าแม้แต่คนที่เคยฆ่ามนุษย์มาอย่างองคุลีมาล คนที่ชอบขโมยเงินของเจ้านายอย่างนางขุชชุตตรา ซึ่งเจ้านายให้เงินไปซื้อดอกไม้แต่แกชอบยักไปทีละนิด ๆ ก็ยังมีสิทธิบรรลุธรรมได้ คนที่เศร้าโศกเสียใจอย่างนางกีสาโคตมี หรือว่าคนที่โง่อย่างจูฬปันถก จะเห็นได้ว่าคนที่บรรลุธรรมในพุทธกาลเป็นคนทุกประเภทเลย ที่เลว ที่เศร้าโศกเสียใจ ที่โง่ คนที่เคยทำผิดทำพลาดมาก็สามารถที่จะบรรลุธรรม โสดาบันบ้าง หรือเป็นพระอรหันต์บ้าง แม้กระทั่งว่าคนที่หมดหวังท้อแท้ในชีวิตจนกระทั่งคิดฆ่าตัวตาย และได้ลงมือปาดคอตัวเองแล้ว ก็ยังบรรลุธรรมได้ในวินาทีสุดท้าย ก็เท่ากับเป็นเครื่องยืนยันว่า โลกุตตรธรรมเป็นสมบัติของทุกคนจริง หรือเมื่อเราได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว ไม่ว่าเราจะอยู่ในสภาวะใด จะเป็นผู้หญิงผู้ชาย จะเป็นคนพิการ จะเป็นคนที่พลัดพรากสูญเสีย จะเป็นคนที่เคยทำความชั่วร้ายมา หรือเป็นคนที่งกเงินอย่างลูกชายของอนาถบิณฑิกเศรษฐีซึ่งไปฟังธรรมเพราะพ่อจ้างก็ยังบรรลุธรรมได้ เรื่องของบุคคลเหล่านี้ทำให้เราเกิดกำลังใจในทางธรรมขึ้นมาว่า ถ้าเรามีความเพียรและมีกัลยาณมิตรที่ดีก็สามารถบรรลุธรรมได้ ในแง่นี้พระพุทธเจ้าคือทรงเป็นผู้ชี้ทางให้เรา

ประการที่ ๓ คือพระองค์ทรงเป็นอาจารย์ของเรา ตรงนี้เป็นบทบาทที่สำคัญมาก ในแง่หนึ่งท่านก็หมั่นชักชวนให้เราเข้าหาธรรม ชักชวนว่าธรรมะนี่มีรสที่ประเสริฐเลิศที่สุดที่เราควรจะได้สัมผัส แต่บางครั้งพระองค์ก็คอยขนาบเรา ตรัสว่าพระองค์จะไม่ทำอย่างช่างปั้นหม้อ แต่จะขนาบแล้วขนาบเล่า ใครที่มีแก่นถึงจะอยู่ได้ พระบางรูปนี่พระองค์ทรงไล่ไปไกล ๆ เลย เพราะว่าส่งเสียงเอ็ดตะโรในวัด ไม่มีความสำรวม แต่ว่าบางครั้งพระองค์ก็มีเมตตาที่จะชักชวนให้เขาเข้ามาหาธรรม อย่างเช่นมีสมัยหนึ่งก็พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะนำพระ ๕๐๐ รูปมาเฝ้าพระพุทธองค์ พระทั้งห้าร้อยนั้นเป็นพระใหม่มาถึงแล้วก็สนทนากับพระเจ้าถิ่นส่งเสียงอื้ออึง พระพุทธองค์จึงไล่พระเหล่านั้นไปจากสำนัก ต่อมามีผู้มาทูลขอให้พระองค์อนุเคราะห์พระเหล่านั้น เพราะเป็นเหมือนลูกโคอ่อน พระองค์ได้ฟังแล้วก็เปลี่ยนใจ มีตัวอย่างหลายตอนที่พระองค์เปลี่ยนพระทัย บางทีเราคิดว่าพระองค์ตัดสินอะไรแล้วไม่เปลี่ยนพระทัย แต่มีหลายครั้งที่พระองค์ทรงเปลี่ยนพระทัย อย่างครั้งแรกสุดที่เราคงจะเคยได้ยินคือตอนที่พระองค์ตรัสรู้ใหม่ ๆ แล้วคิดว่าจะไม่สอนคน แต่ว่ามีพระพรหมมาอาราธนาให้สอน ครั้งนี้ก็เช่นกัน ทรงไล่พระออกไปจากสำนักแล้วทรงเปลี่ยนพระทัย เรียกกลับมาแล้วสอน

สูตรนี้ชื่อจาตุมสูตรเป็นสูตรที่มีการอ้างถึงบ่อย เพราะเป็นที่มาของคำสอนเกี่ยวกับธรรมะหรือศีลสำหรับภิกษุใหม่ ที่จริงยังมีมากกว่านั้นแต่คนไม่ค่อยพูดถึงกัน คือเมื่อทรงสอนพระหนุ่มเหล่านั้นแล้ว พระพุทธองค์ก็ถามพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะว่า คิดยังไงกับที่พระองค์ทรงขับไล่ภิกษุเหล่านั้นในทีแรก พระสารีบุตรตอบว่า เมื่อพระองค์ทรงขวนขวายน้อย ข้าพระพุทธเจ้าก็จะขวนขวายน้อยเช่นกัน คือขออยู่เฉย ๆ ตามพระพุทธองค์ด้วย ท่านใช้คำว่า “แม้เราทั้งหลายก็จักมีความขวนขวายน้อย เจริญธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันเช่นกัน” พระองค์ฟังแล้วก็ตอบว่า เธอไม่ควรคิดเห็นเช่นนี้ จากนั้นก็ทรงถามพระโมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะก็ทูลว่าในเมื่อพระองค์ทรงมีความขวนขวายน้อย ข้าพระพุทธเจ้ากับพระสารีบุตรจะช่วยกันบริหารภิกษุเอง พระพุทธเจ้าได้ฟังแล้วก็ตอบว่าดี

อันนี้เป็นเกร็ดที่เราไม่ค่อยได้ยินเท่าไหร่ที่พระองค์ทรงทักท้วงพระสารีบุตร แต่ทรงเห็นด้วยกับที่พระโมคคัลลานะ เรื่องนี้ยังเป็นเครื่องสะท้อนว่าแม้เป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังคิดต่างกันได้ ที่น่าสังเกตก็คือพระจำนวนไม่น้อยเวลามีปัญหามักจะมีท่าทีปล่อยวางคล้าย ๆ พระสารีบุตรในกรณีนี้ แต่ว่าพระองค์กลับเห็นว่าไม่ควรปล่อยวางหรือขวนขวายน้อย แต่จะต้องเข้ามาแก้ไขจัดการ อันนี้ก็เป็นเกร็ดในพระสูตรซึ่งไม่ค่อยมีคนได้พูดถึง แต่เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงท่าที ๒ แบบในการแก้ปัญหาก็คือว่าปล่อยวางหรือว่ารับผิดชอบ เข้ามาจัดการ แก้ไข

ในพระไตรปิฎกจะมีเกร็ดแบบนี้นี้อยู่เยอะถ้าเรารู้จักเก็บมา อาจารย์พุทธทาสก็พูดถึงสูตรนี้แต่พูดไม่หมดเหมือนกัน ในพุทธจริยาก็ยังพูดเพียงแค่ว่าทรงไล่พระทั้ง ๕๐๐ ออกไปแล้วทรงเรียกกลับมาเพราะทรงมีพระกรุณาต่อพระเหล่านั้น แล้วก็จบแค่นั้น

ที่พูดมานี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของประเด็นที่ว่าทรงเป็นอะไรกับพวกเรา กล่าวคือทรงเป็นเพื่อนร่วมสังสารวัฏ ทรงเป็นผู้ชี้ทาง ทรงเป็นอาจารย์

ภาคต่อมาก็คือว่าทรงเป็นอะไรกับพระองค์เอง ในบทนี้อาจารย์พุทธทาสพูดถึงพระพุทธเจ้าว่าทรง “ฮัมเพลง” อาจารย์พุทธทาสใช้คำที่สะดุดใจดี คือมีคราวหนึ่งพระองค์อยู่คนเดียวในที่สงัดก็ทรงทบทวนเรื่องปฏิจจสมุปบาท โดยทรงเปล่งเสียงเบา ๆ อาจารย์พุทธทาสก็เลยใช้คำว่าทรง “ฮัมเพลง” แต่เป็นเพลงที่มีความหมายลึกซึ้งทางธรรมะ ท่านบอกว่านี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระองค์ในบางแง่

มีตอนหนึ่ง อาจารย์พุทธทาสได้พูดถึงอาจารย์ของพระพุทธเจ้า เรานึกออกไหมว่าใครเป็นอาจารย์ของพุทธเจ้า เราเคยแต่ได้ยินว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยตัวพระองค์เอง ไม่มีอาจารย์ ที่จริงมี อาจารย์ของพระพุทธองค์มีชื่อว่า “คลำ” อาจารย์คลำนี่คืออาจารย์ของพุทธเจ้า หมายความว่าพระองค์ได้ลองผิดลองถูกด้วยพระองค์เอง คลำก็คืออย่างนี้ ทรงลองผิดลองถูกด้วยพระองค์เอง การบำเพ็ญทุกข์กิริยาเป็นการลองผิดลองถูกอย่างหนึ่งของพระองค์ ซึ่งเป็นบทเรียนสอนใจเราด้วยว่า ขนาดพระพุทธเจ้านี่ก็พลาดมาแล้ว ถลำไปในทางที่ผิดถึง ๖ ปี อุตส่าห์ไปกินขี้วัวขี้ควาย อดอาหาร ทรมานตน นึกว่าจะบรรลุธรรม แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบผล จนต้องกลับมาหาทางสายกลาง อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่พระองค์ได้สรุปบทเรียนจนกระทั่งบรรลุธรรมได้

ประเด็นที่สำคัญ ที่อาจารย์พุทธทาสท่านบอกก็คือว่า เอาเข้าจริง ๆ แล้วพระพุทธองค์ไม่เป็นอะไรเลย ไม่ทรงเป็นอะไรเลย เคยมีพราหมณ์มาถามว่าพระพุทธเจ้านี่เป็นใคร เป็นเทวดาใช่ไหมเพราะว่าดูมีสง่าราศีมาก อากัปกิริยาก็งดงาม พราหมณ์ถามว่าพระองค์เป็นเทวดาใช่ไหม? พระองค์ตอบว่า ไม่ใช่ พราหมณ์ถามว่าเป็นคนธรรพ์ใช่ไหม? พระองค์ก็ตอบปฏิเสธอีก เป็นยักษ์ใช่ไหม ? ไม่ใช่ เป็นมนุษย์ใช่ไหม? ก็ไม่ใช่อีก

พราหมณ์ถามว่าเป็นอะไรก็ไม่ใช่ทั้งนั้น ตกลงพระองค์เป็นอะไร พระองค์ตรัสค่อนข้างยาว สรุปว่าทรงไม่เป็นอะไรเลย เพราะกิเลสที่ทำให้เป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ เป็นยักษ์ หรือเป็นมนุษย์ พระองค์ก็ละได้หมดแล้วแต่สุดท้ายพระองค์ก็ตรัสว่าให้พราหมณ์ถือว่าพระองค์เป็น “พุทธะ” ก็แล้วกัน อันนี้น่าสนใจมาก คือพระพุทธเจ้าไม่ทรงเป็นอะไรเลย เพราะว่าทรงหมดความสำคัญมั่นหมายที่จะเป็นโน่นเป็นนี่แล้ว คนเราแทบทุกคนมีความสำคัญมั่นหมายว่าตนเองเป็นนั่นเป็นนี่ เพราะสำคัญมั่นหมายเมื่อไหร่ภพชาติก็เกิดขึ้นมา ตามมาด้วยชรามรณะและความทุกข์

คนที่ศึกษาปฏิจจสมุปบาทก็คงจะรู้ว่า เมื่อเกิดตัณหาอุปาทานแล้ว ก็จะมีการปรุงแต่งต่อไปเป็นภพชาติ แล้วภพชาตินี่ก็จะนำไปสู่ชรามรณะและความทุกข์ ประตูแห่งความทุกข์ก็คือภพชาติ ชาตินี้ไม่ได้หมายความว่าเกิดจากท้องแม่เท่านั้น ที่จริงทันทีที่เกิดจากท้องแม้ก็เป็นทุกข์ เช่น ร้องอุแว้ ๆ แล้วยังเจอร้อนเจอหนาว อะไรต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งล้วนเป็นทุกข์ทั้งนั้น แต่ว่าอาจารย์พุทธทาสอธิบายว่าชาติมีความหมายมากกว่าการเกิดจากท้องแม่ แต่ยังหมายถึงการเกิดในทางจิตวิญญาณคือเกิดความสำคัญมั่นหมายว่า ฉันเป็นโน่น ฉันเป็นนี่ ฉันเป็นแม่ ฉันเป็นพระ ฉันเป็นนักวิชาการ ฉันเป็นนักกีฬา ความเป็นฉันมันเปลี่ยนไปเรื่อย มาอยู่ตรงนี้ก็อาจจะรู้สึกว่า ฉันคือวิทยากร หรือฉันเป็นผู้ฟัง พอไปเจอคนต่างชาติ ความรู้สึกว่าฉันเป็นคนไทยก็เกิดขึ้น พอไปเจอเจอคนมุสลิม ความรู้สึกว่าฉันเป็นชาวพุทธก็เด่นขึ้นมา พอกลับบ้านไปเจอแม่ ความรู้สึกว่า ฉันเป็นลูก ก็เกิดขึ้น อันนี้คือความเกิดเป็นตัวเป็นตนหรือความสำคัญมั่นหมายในทางจิตวิญญาณที่เรียกว่าเป็นชาติ แล้วเราไม่ได้แค่สำคัญมั่นหมายเฉย ๆ นะ เราไปยึดมั่นกับมันด้วย เมื่อฉันเป็นลูกฉันต้องทำอย่างไร เมื่อฉันเป็นแม่ฉันต้องทำอย่างไร เมื่อฉันเป็นคนไทยเจอฝรั่งฉันต้องยิ้มให้เพราะว่าคนไทยขึ้นชื่อในเรื่องยิ้มสยาม ต้องเมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อ พอรู้สึกว่าฉันเป็นพระก็ต้องมีกิริยาอีกแบบหนึ่ง และอาจจะมีความคาดหวังจากญาติโยมว่า ต้องไหว้ฉันนะ ถ้าไม่ไหว้ ก็อาจจะไม่พอใจ

ความเป็นฉันนี่มันไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นลอย ๆ แต่ว่ามันมีความสำคัญมั่นหมายยึดถือติดมาด้วย ซึ่งตรงนี้มันเป็นตัวทำให้เกิดความทุกข์ แต่ว่าพระพุทธองค์ไม่มีความสำคัญมั่นหมายว่าทรงเป็นอะไรเลย เราอาจสงสัยว่าเป็นไปได้ยังไงนะ แต่ก็เป็นไปได้ เรื่องที่เล่ามาเป็นตัวอย่างที่ว่าพระองค์ไม่สำคัญมั่นหมายว่าเป็นอะไรเลย ใครมาถามว่าเป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ เป็นยักษ์ เป็นมนุษย์ พระองค์ก็บอกไม่ใช่ แต่ว่าถ้าจะไม่เป็นอะไรเลยนี่ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกยังไง พระองค์ก็เลยบอกให้พราหมณ์เรียกพระองค์ว่า “พุทธะ” ก็แล้วกัน คือชื่อนี่มันก็ต้องมีแต่ว่าขอให้เรียกกันเพื่อความสะดวก เพื่อประโยชน์ในการสื่อสารกัน

อันนี้ก็สรุปว่าพระองค์ไม่ทรงเป็นอะไรเลย คือไม่สำคัญมั่นหมายว่าเป็นอะไร ไม่ยึดมั่นถือมั่นในความเป็นอะไรด้วย อันนี้ก็เป็นเรื่องน่าคิดว่าคนเรามันจะมาถึงสภาวะนี้ได้ไหม หรือว่าคนที่ไม่สำคัญมั่นหมายว่าเป็นอะไรนี่มีไหม แต่พระพุทธเจ้าเป็นพระองค์หนึ่งซึ่งยืนยันว่าทรงเป็นอย่างนี้ได้ จะเรียกว่าพระองค์ทรงไปพ้นจากเรื่องอัตลักษณ์ก็ได้ เพราะว่าคำว่า “ฉันเป็นโน่น ฉันเป็นนี่” อันนี้คืออัตลักษณ์หรือ identity พระองค์ไม่ทรงยึดติดในอัตตลักษณ์ทั้งหลายเพราะมันเป็นเพียงแค่สมตติเท่านั้น มิใช่ความจริงแท้หรือปรมัตถ์

ภาคต่อมาก็คือทรงเป็นอะไรกับเดียรถีย์อื่น จะมีคำว่า “อื่น” อยู่เสมอท้ายคำว่า “เดียรถีย์” เพราะ “เดียรถีย์” แปลว่า ลัทธิ หรือท่าน้ำ พุทธศาสนาก็เป็นเดียรถีย์หนึ่งคือเป็นลัทธิหนึ่ง คำว่าเดียรถีย์ในภาษาบาลีจะใช้คำว่า “อัญญเดียรถีย์” คือเดียรถีย์อื่น ก็หมายความว่าพระองค์นี่เป็นเดียรถีย์หนึ่ง หรือเป็นเจ้าลัทธิหนึ่ง นิครนถ์นาฏบุตรก็เป็นอีกเดียรถีย์หนึ่งที่พระไตรปิฎกเรียกว่าเดียรถีย์อื่น แต่เดี๋ยวนี้คำว่า ”เดียรถีย์” นี่มันกลายเป็นคำไม่ดีไปแล้ว หมายถึงพวกที่อยู่นอกพระพุทธศาสนา แต่ว่าจริง ๆ แล้วคำนี้อาจารย์พุทธทาสเน้นว่า ในพระไตรปิฎกหรือว่าที่พระองค์ใช้นี่มันไม่มีความหมายดูถูกดูแคลนเหมือนกับที่ชาวพุทธในปัจจุบันเข้าใจกัน เดี๋ยวนี้ถ้าด่าใครว่าเป็นเดียรถีย์ถือว่ารุนแรงมาก แต่สมัยก่อนไม่มีความหมายในแง่นั้น ก็เป็นเพียงคำเรียกลัทธิอื่นที่ไม่ใช่พุทธศาสนาเท่านั้น

ทรงเป็นอะไรกับเดียรถีย์อื่น อาจารย์พุทธทาสเน้นว่าไม่ทรงเป็นปฏิปักษ์กับใครเลย ไม่ทรงเป็นปฏิปักษ์กับเดียรถีย์อื่นไม่ว่าจะสำนักใด ตรงนี้อาจารย์พุทธทาสเน้นมากว่านี่คือท่าทีของชาวพุทธต่อศาสนาอื่นด้วย เราไม่ควรเป็นปฏิปักษ์ ไม่ควรจะดูถูกเขา และในหลายตอนอาจารย์พุทธทาสจะชี้ว่าท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์กับเดียรถีย์อื่นส่วนใหญ่มาจากคัมภีร์อรรถกถา คัมภีร์พุทธศาสนามี ๒ ส่วนที่สำคัญคือ พระไตรปิฎก กับอรรถกถา อาจารย์พุทธทาสบอกว่าการมองเดียรถีย์อื่นในทางไม่ค่อยดีส่วนใหญ่มีที่มาจากอรรถกถา อย่างเช่นเรื่องจิญจมาณวิกา คือผู้หญิงที่มากล่าวหาพระพุทธเจ้าว่าทำให้ตัวเองท้อง อาจารย์พุทธทาสบอกว่าไม่เคยพบในพระไตรปิฎกนี่ไม่มี มีแต่ในอรรถกถา

สังเกตว่าอาจารย์พุทธทาสพยายามที่จะทำให้เรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติมีความหวือหวาหรือรุนแรงน้อยลง อย่างเช่น มีคราวหนึ่ง พระองค์ได้เปลี่ยใจนสาวกคนสำคัญคนหนึ่งของนิคันถนาฏบุตร คืออุบาลีคหบดี ให้หันมานับถือพระองค์ได้ เรื่องราวตอนนี้มีผู้กล่าวถึงมากเพราะเป็นตัวอย่างที่ชี้ว่าพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาที่ไม่สนใจหาศิษย์ อุบาลีคหบดีเดิมเป็นศิษย์คนสำคัญของนิคันถนาฏบุตร ต้องการมาลองภูมิพระพุทธเจ้า กะว่าจะมากำราบพระองค์ด้วยการโต้วาทะกัน แต่ก็แพ้พระองค์ เรื่องที่โต้กันก็เกี่ยวกับกายกับใจ อัตตาและอนัตตา ทีนี้เมื่ออุบาลียอมแพ้ก็จะมาขอถือเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะ พระพุทธเจ้าก็บอกว่าช้าก่อน อุบาลี เธอเป็นคนที่มีชื่อเสียงมาก ถ้ามานับถือเราเธอจะมีปัญหาได้ พระองค์ทรงเตือนอุบาลีให้คิดให้ดี ๆ อุบาลีก็ยังยืนยันที่จะขอถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ เมื่อถือเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะแล้วพระองค์ก็ยังย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า อุบาลีเธอเป็นน้ำบ่อทรายของนิคันถนาฏบุตรนะ หมายความว่าเธอเป็นขุมทรัพย์ของนิคันถนาฏบุตร ถ้าเธอมานับถือพุทธศาสนา นิคันถนาฏบุตรจะเดือดร้อนนะ อุบาลีก็ไม่ยอม ตรงข้ามกลับซาบซึ้งในพระพุทธเจ้ามากขึ้นว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่ไม่ปรารถนาลูกศิษย์ ขนาดมีคนมาขอเป็นลูกศิษย์ก็ยังบอกให้ช้าก่อน ขอให้นึกถึงครูบาอาจารย์ของตัวเองแต่เดิม ก็เลยซาบซึ้งยิ่งขึ้น เลยนับถือพระพุทธเจ้าเข้าไปใหญ่ เรื่องนี้ต่อมาได้รู้ถึงนิคันถนาฏบุตร นิคันถนาฏบุตรไม่เชื่อหูตัวเอง จึงมาหาอุบาลี อุบาลีก็ไม่ให้เข้าบ้าน แต่ตอนหลังก็ให้เข้า เข้ามาแล้วอุบาลีก็นั่งอยู่สูงกว่านิคันถนาฏบุตร พูดตำหนินิคันถนาฏบุตรหลายอย่างจนกระทั่งนิคันถนาฏบุตรก็กระอักเลือดด้วยความเสียใจ

อาจารย์พุทธทาสบอกว่าข้อความที่ว่านิคันถนาฏบุตรกระอักเลือดนั้นเป็นเรื่องที่พระสังคีติกาจารย์เป็นผู้เขียน พระสังคีติกาจารย์ก็คือผู้เรียบเรียงพระไตรปิฎก ท่านใส่เข้ามาเอง คืออาจารย์พุทธทาสเห็นว่าเรื่องราวในพระไตรปิฎกมีสีสันมากส่วนหนึ่งเพราะว่ามีการเติมแต่งอะไรเข้าไป แม้กระทั่งเรื่องพระเทวทัตอาจารย์พุทธทาสท่านก็พูดเพียงแค่ว่าตอนสุดท้ายพระเทวทัตอาเจียนเป็นโลหิต ในพระไตรปิฎกมีพูดเพียงแค่นั้น ไม่มีเรื่องแผ่นดินสูบ แต่มีกล่าวในอรรถกถา ในอรรถกถาจะมีการพรรณนาเรื่องต่าง ๆ อย่างหวือหวามากกว่าในพระไตรปิฎกจะไม่ค่อยมี

ประเด็นก็คือว่าอาจารย์พุทธทาสท่านพยายามอยากบอกว่าจริง ๆ แล้ว พระองค์ไม่คิดจะเป็นศัตรูกับใคร อาตมาคิดว่าส่วนนี้มีความสำคัญ น่าอ่านน่าศึกษาว่าพระองค์มีท่าทีอย่างไรกับศาสนาอื่น หรือว่ากับเจ้าลัทธิอื่น คือ ไม่มีการดูถูกดูหมิ่น การโต้ตอบก็ไม่มีลักษณะโจมตีเขา แต่จะพูดว่าพระองค์คิดอย่างไร ต่างจากเขาอย่างไร ตรงนี้สะท้อนให้เห็นท่าทีที่ชาวพุทธควรจะยึดถือโดยมีพระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่าง

การโต้ตอบระหว่างพระพุทธเจ้ากับเดียรถีย์อื่นหรือคนที่คิดต่างจากพระองค์ ที่บรรยายในพระไตรปิฎกจะมีอยู่ ๒ ลักษณะด้วยกัน ก็คือ พระองค์เข้าไปหาหรือไปเจอเขา จะเป็นเดียรถีย์หรือพราหมณ์ก็แล้วแต่ หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือว่าเขาเข้ามาหาพระองค์ โดยหมายจะกำราบ ในพุทธจริยา จะเน้นลักษณะหลังมาก คือว่าเมื่อมีคนเข้ามากำราบพระองค์ พระองค์จะทำอย่างไร ตัวอย่างที่ยกมาก็คือ ทรงโต้ตอบด้วยการย้อนถาม จนในที่สุดเขาต้องยอมจำนนด้วยคำพูดของตนอีก

อีกหนึ่งวิธีที่พระพุทธเจ้าใช้บ่อย และเป็นจุดที่หนังสือเล่มนี้เน้นมาก คือการย้อนถาม เช่นจูฬสัจจกนิครนถ์ว่ารูปเป็นอัตตา พระพุทธเจ้าก็ย้อนถามไปว่า ท่านสามารถสั่งรูปให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้ไหม จูฬสัจจกนิครนถ์ก็ตอบว่า ทำไม่ได้ เมื่อตอบเช่นนั้นก็เท่ากับยอมรับโดยปริยายว่ารูปเป็นอนัตตา นี้เป็นวิธีที่พระองค์ใช้บ่อยเวลาโต้ตอบกับเดียรถีย์อื่น ตรงนี้มีเกร็ดอยู่เรื่องหนึ่ง คือจูฬสัจจกนิครนถ์คุยก่อนที่จะโต้กับพระพุทธเจ้าว่า จะปราบพระพุทธเจ้าให้ดู ขนาดเวลาตนพูดกับเสา เสาก็ยังสะท้าน นับประสาอะไรกับมนุษย์ มีหรือจะไม่หวั่นไหวจนถึงกับมีเหงื่อออกจากรักแร้น แต่พอโต้กับพระพุทธเจ้า จูฬสัจจกนิครนถ์กลับเป็นฝ่ายแพ้ พระพุทธเจ้าเลยย้อนถามว่า ก่อนหน้านี้ท่านพูดใช่ไหมว่าจะปราบเราจนเหงื่อออกจากรักแร้ แล้วพระองค์ก็บอกว่าท่านจงดูรักแร้ของเรา พูดจบพระองค์ก็แสดงรักแร้ให้ดูว่าไม่มีเหงื่อเลย อันนี้ก็เป็นเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในพระไตรปิฎก จูฬสัจจกนิครนถ์พอยอมแพ้แล้วก็ขอโทษว่าตัวเองเป็นผู้คะนองวาจา ว่าแล้วนิมนต์พระพุทธเจ้าไปฉันในวันรุ่งขึ้น อาจารย์พุทธทาสย้ำว่า แบบอย่างจากพุทธจริยาสอนว่าเราควรประพฤติต่อผู้ที่ทำตัวเป็นศัตรูของเราด้วยคุณธรรม คือ สุทธิ ปัญญา เมตตา และขันติ

ประเด็นต่อมาคือทรงเป็นอะไรกับสัตว์โลก สัตว์โลกนี้รวมถึงพืชพันธุ์ ป่าไม้ สัตว์ รวมไปถึงอมนุษย์ และพรหม พระพุทธองค์ทรงมีเมตตาต่อสัตว์เหลือประมาณ ไม่เว้นแม้แต่ต้นไม้ ในบทนี้มีการพูดถึงเทวดาและพรหม อาจารย์พุทธทาสบอกว่าไม่ว่าพรหมชนิดไหน พอพูดถึงเรื่องไม่มีตัวตนจะสะดุ้งทันที ทั้งนี้เพราะพวกพรหมยึดมั่นถือมั่นในตัวตนมาก พรหมนั้นมีตัวตนที่ประณีต ละเอียด สุขุม และสุขสบายที่สุด พรหมนึกว่าตัวเองเที่ยง ย้อนหลังไปอดีตเท่าไร ๆ ก็ยังเห็นตัวเองเป็นพรหมอยู่ ก็เลยคิดว่ามีตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืน

ต่อมาก็ทรงเป็นอะไรในทุกแง่มุม ตรงนี้ก็น่าสนใจ อาจารย์พุทธทาสก็ได้พูดถึงพระพุทธองค์ในหลาย ๆ แง่ เช่น เรื่องการประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน คนมักคิดว่าการประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน เป็นอัศจรรย์ของพระพุทธเจ้าเพราะว่าเกิดขึ้นในวันเดียวกันคือวันเพ็ญเดือน ๖ อาจารย์พุทธทาสบอกว่าเป็นธรรมชาติอยู่แล้วการที่ตรัสรู้ ปรินิพพานในวันเดียวกันเป็นเรื่องที่อธิบายได้เพราะว่าเมื่อสิทธัตถะตรัสรู้ ความเป็นพระพุทธเจ้าก็บังเกิด เกิดขึ้นพร้อมกับการตรัสรู้ การประสูตินี่ก็คือการประสูติของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นเพราะว่าได้ตรัสรู้ และเมื่อตรัสรู้แล้วนิพพานก็ตามมา คือเกิดความสงบเย็นอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานต้องเกิดขึ้นพร้อมกันอยู่แล้ว อันนี้เป็นเรื่องที่อธิบายได้ ไม่ใช่อัศจรรย์อะไร

นอกจากนี้อาจารย์พุทธทาสยังพูดถึงพุทธประวัติ ๒ แง่ คือพุทธประวัติทางกาย กับพุทธประวัติทางวิญญาณ อาจารย์พุทธทาสบอกว่าพุทธประวัติทางวิญญาณที่น่าสนใจมีแค่ ๑๒ ชั่วโมง ไม่ต้องพูดย้อนหลังไปไกลเมื่อ ๓๕ ปีก่อน ๑๒ ชั่วโมงก่อนตรัสรู้เป็นช่วงสำคัญสำหรับพุทธประวัติทางวิญญาณ พุทธประวัติทางวิญญาณจริง ๆ มันมีแค่นี้ก็คือช่วง ๖ โมงเย็นจนถึงช่วงที่ตรัสรู้ตอนตี ๔

พูดถึงพุทธลักษณะเรามักจะหมายถึงลักษณะทางกาย อาจารย์พุทธทาสบอกว่าสิ่งที่สำคัญคือลักษณะทางจิตมากกว่าเช่นการที่จิตหลุดพ้น จิตมั่นคงเป็นสุขนั่นแหละคือพุทธลักษณะ ไม่ใช่อยู่ที่ร่างกายว่ามีมือ มีเท้า มีลิ้นยาวแค่ไหน พุทธลักษณะที่เป็นเรื่องทางกายนั้นเป็นเรื่องภาษาคน แต่ภาษาธรรมคือว่าการที่จิตหลุดพ้น จิตมั่นคงเป็นสุข

พุทธภาวะคืออะไร พูดง่าย ๆ คือ สงบ สะอาด สว่าง พูดสรุปง่าย ๆ ก็คือสุญญตาความว่าง ว่างจากตัวตนคือพุทธภาวะ เห็นได้ว่าอาจารย์พุทธทาสพยายามทำให้ความหมายทางนามธรรมเด่นชัดและเมื่อความหมายทางนามธรรมนั้นมันก็ไม่จำกัดแค่ที่ตัวบุคคล นั่นก็หมายความว่าถ้าใครที่บรรลุถึงสภาวะนามธรรมนั้นได้ก็เป็นพุทธะได้ ถ้าเราได้เข้าถึงสภาวะที่เป็นสุญญตาก็เป็นพุทธะได้ อย่างที่อาจารย์พุทธทาสได้กล่าวไว้ก่อนแล้วว่าถ้าเราเห็นธรรมเมื่อไหร่พระพุทธเจ้าก็ประสูติในใจเรา พุทธคัพภ์หรือพุทธครรภ์คืออะไร อะไรคือครรภ์ที่ให้กำเนิดพระพุทธเจ้า ก็คือสุญญตานั่นเอง สุญญตาคือพุทธครรภ์ที่ทำให้เกิดความเป็นพุทธะขึ้นมา นอกจากนั้นท่านยังพูดถึงพุทธคุรุ ครูของพุทธเจ้าคืออะไร ก็คือธรรมชาติหรือนายคลำนั่นเอง

ต่อมาอาจารย์พุทธทาสได้พูดเรื่องทรงเป็นอะไรกับพระญาติ ญาตินั้นมี ๔ ความหมาย คือญาติโดยสายเลือด ญาติโดยวิสาสะหรือความคุ้นเคย ญาติโดยการร่วมงาน ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็เป็นญาติ เรียกว่าญาติตามธรรมชาติ ตรงนี้มีเกร็ดเกี่ยวกับพระนางปชาบดีที่มาขอบวชเป็นภิกษุณี มีเรื่องพระเทวทัต แล้วก็เรื่องของพระเจ้าพิมพิสารซึ่งก็น่าสนใจ อาจารย์พุทธทาสเล่าว่า ตอนที่เจ้าชายอชาตศัตรูคิดจะปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารจากการยุแยงของพระเทวทัต เจ้าชายอชาตศัตรูก็พกมีดจะไปแทงพระเจ้าพิมพิสารเพื่อหวังครองราชสมบัติ ปรากฏว่าถูกจับได้ เมื่อถูกจับได้พระเจ้าพิมพิสารก็ถามอำมาตย์ว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ อำมาตย์ส่วนหนึ่งบอกว่าต้องฆ่าเจ้าชายอชาตศัตรู พระเทวทัต และพระที่เป็นสาวกของพระเทวทัต อีกส่วนหนึ่งก็บอกว่าให้ฆ่าเจ้าชายอชาตศัตรูกับพระเทวทัตเท่านั้น อีกส่วนหนึ่งบอกว่าไม่ควรฆ่า พระเจ้าพิมพิสารทำยังไงกับข้อเสนอแนะนี้ สำหรับอำมาตย์กลุ่มแรก พระเจ้าพิมพิสารให้ถอดยศ ส่วนกลุ่มที่สองให้ลดตำแหน่ง ส่วนกลุ่มที่สามที่บอกว่าไม่ต้องฆ่า ได้เลื่อนยศ ตรงนี้น่าสนใจนะเพราะว่าโดยสามัญสำนึก ผิดแบบนี้ต้องประหาร แต่พระเจ้าพิมพิสารกลับเห็นว่าต้องให้อภัย แถมใครที่เสนอให้ฆ่ากลับถูกลงโทษด้วยซ้ำ สะท้อนท่าทีแบบพุทธได้ดีเพราะพระเจ้าพิมพิสารตามเนื้อเรื่องก็เป็นพระโสดาบันแล้ว เป็นอริยบุคคลก็เลยคิดแบบพุทธอยู่เหมือนกัน อันนี้ก็เป็นตัวอย่างท่าทีของชาวพุทธต่อศัตรูหรือผู้ที่คิดร้าย

ยังมีเรื่องที่ทรงเป็นอะไรกับผู้ที่พบตามท้องถนน มีเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ หลายเรื่องเช่นเรื่องของพราหมณ์ที่มาถามใครเป็นอาจารย์พระพุทธเจ้า เรื่องของเด็กที่อยากจะใส่บาตรพระพุทธเจ้าแต่ดันเอาทรายมาใส่บาตรพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเห็นแล้วว่าเด็กจะเอาทรายมาใส่บาตร แต่พระองค์ก็ยอมให้ใส่ เด็กอยากจะทำบุญก็ให้เขาทำ แม้จะใส่ทรายลงไปในบาตร ก็ยอม

บทสุดท้ายอาจารย์พุทธทาสสรุปว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงเป็นอะไรกับเราเลย อันนี้ก็คงจะพูดเพื่อให้เราไม่ยึดมั่นถือมั่นในพระพุทธเจ้า แล้วก็ให้เราเข้าใจพระพุทธเจ้าตามที่เป็นจริงว่าทรงไม่เป็นอะไรเลย อาจารย์พุทธทาสบอกว่า ความรู้สึกว่าเป็นอะไร เป็นนั่นเป็นนี่ เป็นความรู้สึกของคนที่ยังมีความยึดมั่นถือมั่น เมื่อจิตหลุดพ้นก็ไม่รู้สึกว่าเป็นอะไรเลย ตอนสุดท้ายนี้จึงเรียกว่าได้ว่าเป็นภาคหลุดพ้น อาจารย์พุทธทาสคงเห็นว่าเราเราควรจะคลายความยึดติดในพระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็นตัวบุคคล

ทั้งหมดนี้เป็นเนื้อหาคร่าว ๆ ของหนังสือพุทธจริยา ซึ่งมีอยู่ ๑๓ ตอน น่าสังเกตว่าหนังสือเล่มนี้ไม่พูดเรื่องคาถาพาหุงเลย คาถาพาหุง เป็นบทสวดที่ชาวพุทธคุ้นเพราะพระนิยมสวดในงานมงคล ชื่อจริง ๆ ของคาถานี้คือพุทธชัยมงคลคาถา งานมงคลพระนิยมสวดพาหุง ตามด้วยบทชยันโต เวลาพระสวดถึงตรงนี้เรากรู้แล้วว่าใกล้จบแล้ว คนที่นั่งพนมมือสัปหงกก็เตรียมตื่นได้แล้ว

คาถาพาหุงเป็นคาถาว่าด้วยชัยชนะของพระพุทธเจ้า ๘ ประการ ที่จริง ๗ ประการ เพราะอีกประการหนึ่งเป็นชัยชนะของพระโมคคัลลานะ คาถาพาหุงนี่เป็นคาถาสำคัญในพุทธแบบเถรวาท เพราะพูดถึงชัยชนะครั้งสำคัญของพระพุทธเจ้า ๘ ประการ เป็นชัยชนะต่อพญามาร ชัยชนะต่อช้าง ชัยชนะต่อองคุลีมาล ชัยชนะต่อนางจิญจมานวิกา ชัยชนะต่อพญานาคราช ซึ่งเป็นเรื่องของพระโมคคัลลานะ ชัยชนะต่อพระพรหม หนังสือพุทธประวัติส่วนใหญ่มักจะพูดถึงชัยชนะทั้ง ๘ กรณี แต่ว่าในหนังสือเล่มนี้อาจารย์พุทธทาสพูดถึงแค่ ๒ กรณีเท่านั้น คือพูดถึงชัยชนะต่อช้างนาฬาคีรี หรือช้างที่พระเทวทัตปล่อยมาเพื่อหมายฆ่าพระพุทธเจ้า แล้วก็กรณีสัจจากนิครนถ์ซึ่งได้พูดไปแล้ว นอกนั้นก็ไม่มีอีกเลย มีการพูดถึงนางจิญจมานวิกานิดหน่อยแต่พูดเพื่อวิจารณ์คัมภีร์อรรถกถา ไม่มีการพูดเรื่ององคุลีมาล ไม่มีพูดเรื่องเอาชนะพรหม ก็น่าคิดนะว่าทำไม เพราะว่าตามตำรามาตรฐานพอพูดถึงพุทธจริยาก็ต้องพูดถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้า ๘ ประการ เพราะว่าเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ ด้วยปัญญา และกรุณา ถ้าจะเดาก็น่าก็เป็นเพราะว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่พรรณนาเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มาก อาจารย์พุทธทาสท่านไม่ค่อยชอบเรื่องพวกอิทธิปาฏิหาริย์เช่น เอาชนะพรหม ต้องขึ้นไปสวรรค์ หรืออาฬวกยักษ์ ก็อาจดูเป็นนิยายมากไปหน่อย อีกสาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะเรื่องราวส่วนใหญ่ในคาถาพาหุงมาจากอรรถกถาก็ได้ อาจารย์พุทธทาสท่านรู้สึกว่าอรรถกถานี้มีการปรุงแต่งมาก และเต็มไปด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ค่อนข้างหวือหวา ก็ขอตั้งข้อสังเกตไว้ พูดมาพอสมควรแล้วคิดว่าน่าจะได้แลกเปลี่ยนหรือแสดงความเห็นกันหรือจะซักถามก็ได้

ผู้ร่วมเสวนา เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ เพิ่งกลับมาจากอินเดียนะคะ แล้วก็เห็นสถานะภาพของผู้หญิงที่ในอินเดีย ส่วนหนึ่งที่ระลึกนึกถึงท่านอยู่ก็คือว่าท่านตีสถานะของสตรี หมายถึงพุทธองค์ทรงให้โอกาสสตรีในการปฏิบัติธรรม และทุกวันนี้ที่ไปเห็นผู้หญิงอินเดียก็ยังรู้สึกว่าผู้หญิงเป็นผู้หญิงเหมือนเมื่อหลายพันปีที่แล้ว เลยอยากจะให้ท่านอธิบายเกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงในทัศนะของพระพุทธเจ้าว่าท่านให้โอกาสยังไงบ้าง การยกสถานะของสตรีให้มาในทางธรรมค่ะ

ตอบ ก็มีทั้ง ๒ แง่ คือในแง่ของทฤษฎีก็ได้ หรือในแง่ปฏิบัติก็ได้ ในแง่ทฤษฎี ตัวอย่างเช่น พระองค์เห็นว่าผู้หญิงนั้นสามารถที่จะบรรลุธรรมได้เช่นเดียวกับผู้ชาย พระองค์ตอบชัดเจนตอนที่พระอานนท์ถามว่าผู้หญิงสามารถที่จะบรรลุธรรมได้ไหม พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบว่าได้ อันนี้คือสาเหตุที่ทำให้พระอานนท์ถามต่อไปว่าเพราะฉะนั้นก็สมควรที่จะทรงอนุญาตให้ผู้หญิงได้บวชเป็นภิกษุณี อันนี้ก็คือสิ่งที่ยืนยันว่าผู้หญิงกับผู้ชายนี่ไม่ได้มีความแตกต่างกันเลยในแง่ศักยภาพที่จะบรรลุธรรม และในความเป็นจริงหรือในทางปฏิบัติก็มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ได้บรรลุธรรม แล้วก็เป็นเอตทัคคะในหลายด้านเช่นเดียวกับภิกษุ จะมีข้อจำกัดก็ตรงที่ว่าในพระไตรปิฎกระบุว่า สิ่งที่ผู้หญิงยังไม่สามารถจะเป็นได้คือเป็นพระพุทธเจ้า รวมทั้งจักรพรรดิด้วย อันนี้ก็คือความจำกัดของผู้หญิงในเชิงของศักยภาพที่จะเป็นพระพุทธเจ้า แต่ว่าในแง่ของการบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ผู้หญิงมีศักยภาพเสมอชาย พูดอีกอย่างหนึ่งคือว่า สามารถที่จะไปพ้นจากความเป็นหญิงและความเป็นชายได้ การบรรลุธรรมก็คือการหลุดพ้นจากความเป็นหญิงความเป็นชาย คือไม่มีความสำคัญมั่นหมายในความเป็นหญิงเป็นชายแล้ว มีพุทธพจน์ตรัสว่า เมื่อบรรลุอรหัตผลแล้วความเป็นหญิงหรือความเป็นชายก็ย่อมทำอะไรไม่ได้

ผู้ร่วมเสวนา อยากจะถามต่อครับว่าอีกอย่างหนึ่งในพุทธจริยา อาจารย์พุทธทาสท่านยกข้อความตรงที่ว่าเมื่อพระพุทธเจ้าท่านอนุญาตให้พระนางปชาบดีโคตมีบวชแล้วนี่ แล้วพระองค์ตรัสว่าถ้าผู้หญิงเข้ามาบวชในธรรมวินัยนี้ ธรรมวินัยจะอยู่ได้เพียง ๕๐๐ ปีไม่ถึง ๑,๐๐๐ ปี ไม่เข้าใจตรงนี้

ตอบ ถ้าเราอ่านพระไตรปิฎกของมหาจุฬา ฯ มีเชิงอรรถที่คัดมาจากคัมภีร์อรรถกถา อธิบายตอนนี้ไว้ว่า ถ้าให้ผู้หญิงบวชโดยไม่ได้บัญญัติครุธรรมไว้ก่อน เวลาผ่านไป ๕๐๐ ปีก็จะไม่มีพระอรหันต์บรรลุปฏิสัมภิทา แต่เมื่อบัญญัติครุธรรมไว้ ในเวลา ๑,๐๐๐ ปีแรกก็จะยังมีพระอรหันต์ผู้บรรลุปฏิสัมภิทาอยู่ ผ่านไปอีก ๑,๐๐๐ ปีก็จะยังมีพระอรหันต์ที่เป็นสุกขวิปัสสกอยู่ คือมีปัญญาล้วน ๆ แต่ไม่มีอภิญญาหรือไม่ได้ฌานสมาบัติ ผ่านไปอีก ๑,๐๐๐ ปีก็จะยังมีพระอนาคามีอยู่ พอถึง ๑,๐๐๐ ปีที่ ๔ ยังมีพระสกทาคามีอยู่ ถึง ๑,๐๐๐ ปีที่ ๕ ก็จะยังมีพระโสดาบันอยู่ โดยนัยนี้ก็หมายความว่าหลังจากผ่านไป ๕,๐๐๐ ปีก็จะไม่มีพระอริยะ สรุปก็คือเขาไม่ได้หมายความว่าพุทธศาสนาจะหมดภายใน ๕๐๐ ปี แต่หมายความว่าคุณภาพของผู้บรรลุธรรมจะลดลงไปเรื่อย ๆ จนมีแค่พระโสดาบันเมื่อผ่านไป ๕,๐๐๐ ปี ตอนนี้อยู่ในช่วงพันปีที่ ๓ ตามคำอธิบายนี้ก็จะยังมีพระอริยะอยู่

ผู้ร่วมเสวนา เข้าใจว่าทางมหายานคิดว่าเจ้าแม่กวนอิมก็เป็นพระพุทธเจ้าภาคหนึ่งใช่ไหม

ตอบ เป็นพระโพธิสัตว์ มหายานกับเถรวาทเห็นเหมือนกันว่าพระพุทธเจ้ามีอยู่หลายพระองค์ เฉพาะเถรวาทมองว่ากัปนี้ที่เรียกว่าภัทรกัปมีพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ พระโคดมหรือพระพุทธเจ้าที่เรานับถืออยู่เป็นองค์ที่ ๔ ในกัปนี้ องค์ต่อไปคือพระศรีอาริย์ เพราะฉะนั้นความเห็นที่ว่าพระพุทธเจ้ามีหลายพระองค์หรือมีนับไม่ถ้วนเป็นคติความเชื่อที่มีอยู่ทั้งในมหายานและเถรวาท ท่านว่าพระพุทธองค์มีจำนวนพอ ๆ กับเม็ดทราย เยอะมาก สำหรับเจ้าแม่กวนอิมนี้ถ้ามองว่าคือพระอวโลกิเตศวร ก็เป็นได้ทั้งพระโพธิสัตว์ และเป็นตัวแทนของพุทธภาวะที่เรียกว่ากรุณาคุณก็ได้ แล้วแต่ว่าเราจะมอง

ผู้ร่วมเสวนา มีข้อความที่บอกว่าสตรีนั้นเป็นเพศที่ควรยกย่องไม่ยอมยกให้ไปกับผู้ที่มีเชื้อชาติต่ำกว่า แม้จะมีอำนาจ และสตรีควรมีสิทธิที่จะปฏิเสธหรือไม่ถูกยกให้แก่บุรุษที่ไม่มีคุณสมบัติทัดเทียมกัน หรือกล่าวอย่างสั้น ๆ ก็คือว่าเกียรติยศของสตรีเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอยู่อย่างรอบคอบสุขุมว่าเกียรติยศ ข้อนี้ทำให้สตรีของพวกศากยะก้าวออกจากประตูเรือนหลวงในสำนักภิกษุณีได้ โดยปราศจากการขัดขวางของฝ่ายชาย ในปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นที่ถูกขัดขวางอยู่ เราก็เลยสงสัยว่าถ้าการที่เราจะย้อนกลับไปหาพุทธองค์นี่ ทำไมจึงถูกขัดขวางมาก ในปัจจุบันยังมีกระแสที่ต่อต้านอยู่ทั้งฝ่ายชายเองแล้วก็ฝ่ายหญิงในบางส่วนด้วย

ตอบ อันนี้มี ๒ สาเหตุ ซีกหนึ่งก็เป็นเรื่องของความคิดเก่า ๆ แบบผู้ชายหรือปิตาธิปไตยซึ่งถูกปลูกฝังกันมานาน ที่มองผู้หญิงว่าเป็นเพศที่ต่ำกว่า อีกอันหนึ่งก็เนื่องจากการยึดเอาพระวินัยเป็นหลักในการอุปสมบทเพราะตามพระวินัยจะบวชภิกษุณีได้ต้องมีอุปัชฌาย์ ๒ ฝ่ายทั้งฝ่ายภิกษุและภิกษุณี ซึ่งอย่างหลังนี้ขาดสายไปพันปีแล้ว นี่พูดในแง่เถรวาท ประเด็นนี้เป็นเหตุผลของฝ่ายที่คัดค้านการบวชภิกษุณี ตรงนี้ก็ยังมีการโต้เถียงกันอยู่ว่ามันจำเป็นไหมที่ต้องมีอุปัชฌาย์ ๒ ฝ่าย มีอุปัชฌาย์ฝ่ายเดียวคือฝ่ายชายก็น่าจะเพียงพอได้ ฝ่ายหลังนี้อ้างว่าพระพุทธเจ้ายังไม่ได้ยกเลิกข้อที่ทรงอนุญาตให้ภิกษุบวชภิกษุณีได้ สมัยก่อนภิกษุก็บวชภิกษุณีได้โดยที่ไม่ต้องมีภิกษุณีเป็นอุปัชฌาย์ด้วย อุปัชฌาย์แค่ฝ่ายเดียวคือผู้ชายก็พอแล้ว เขาอ้างว่ายังไม่มีการเพิกถอนข้อนี้ ตรงนี้เป็นปัญหาทางเทคนิคซึ่งทำให้การบวชภิกษุณีเป็นไปได้ยากในปัจจุบัน

ผู้ร่วมเสวนา อันนี้ก็เลยทำให้ผู้หญิงที่คิดจะบวชก็อยู่ในสถานะที่จะต้องต่อสู้ทั้ง ๒ ด้านทั้งข้างในที่จะต้องขัดเกลาตัวเอง แล้วก็ที่ต้องมาต่อสู้กับสิ่งที่ไม่เห็นด้วยข้างนอก

ตอบ ก็แล้วแต่ ถ้าเราต้องการบวชให้ได้สถานภาพ หรือให้ได้อย่างที่พระพุทธเจ้ากำหนดคือภิกษุณีตามที่พระพุทธเจ้ากำหนด ตรงนี้เป็นเรื่องยาก แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่ว่าจะติดยึดกับรูปแบบไหม การเป็นภิกษุณีแบบใหม่ที่ไม่ต้องเรียกว่าเป็นภิกษุณีก็น่าจะทำได้ แต่ยังไม่มีใครเริ่มต้นตรงนี้เท่าไหร่ คืออยากจะกลับไปใช้รูปแบบเก่า พอไปใช้รูปแบบเก่าก็มีปัญหาขึ้นมา แต่ตอนนี้ก็บวชกันเยอะแยะแล้วใช่ไหม มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งสามเณรีและภิกษุณี ตอนนี้อยู่ที่ว่าจะเป็นที่ยอมรับแค่ไหน แค่นั้นเอง ประเด็นอยู่ที่ว่าต้องการให้มีการยอมรับว่าเป็นภิกษุณีเถรวาทหรือเปล่า ซึ่งอาตมาคิดว่าคงไม่สำคัญ ข้อสำคัญตอนนี้น่าจะอยู่ที่ว่าทำให้มีการยอมรับว่าเป็นภิกษุณีในพุทธศาสนาก็น่าจะพอในเบื้องต้น ตรงนี้ไม่น่าจะยาก คือไม่ควรติดตรงที่เป็นเถรวาทหรือไม่ ถ้าชาวบ้านยอมรับว่าเป็นภิกษุณีในพุทธศาสนา จะนิกายไหนก็ไม่เถียงกันตรงนี้ ก็คิดว่าน่าจะพอ ทีนี้ก็พยายามปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่และให้เหมาะกับโลก อาตมาคิดว่าไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่ถ้ายังไม่ยอมรับแม้กระทั่งว่าเป็นภิกษุณีในพุทธศาสนาแล้วการปฏิบัติก็อาจกลายเป็นเรื่องยาก เพราะขาดพื้นฐานทางสังคมที่จะสนับสนุนให้ได้ปฏิบัติธรรม ทำให้เสียเปรียบทางฝ่ายภิกษุ เพราะภิกษุนี่สังคมอุปถัมภ์ ทำให้ปฏิบัตได้สะดวก แต่ก็ไม่แน่เพราะอุปถัมภ์มาก ๆ ลาภสักการะมามากมาย ก็อาจจะแย่ได้

ผู้ร่วมเสวนา คือประเด็นนี้ ผมว่ามีภิกษุณีไว้ดี อย่างน้อยจะได้เป็นตัวอย่างให้ภิกษุดูด้วยว่ากรณีภิกษุณีปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่ภิกษุบางรูปปฏิบัติเหลวไหลกลางวันทำตัวเหมือนภิกษุ แต่กลางคืนขอสึกชั่วคราว ไปคาราโอเกะ ไปหาสีกา แล้วตอนเช้าค่อยเข้ามาใหม่ พวกนี้จะได้รู้สึกตัวว่าเดี๋ยวนี้ทำตัวเหลวแหลกไม่ได้แล้ว เพราะมีตัวอย่างดี ๆ มาให้เปรียบเทียบ บางทีพระผู้ใหญ่ก็ไปเกื้อหนุนอยู่กลาย ๆ เพราะบางทีภิกษุบางรูปปฏิบัตินอกรีตนอกรอยอะไรอย่างนี้ ก็เหมือนกับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ว่านี่คนของข้าคนอื่นห้ามแตะคือลักษณะเหมือนปกป้องกลาย ๆ ว่านี่พวกเดียวกับข้านะอย่ามายุ่งเดี๋ยวเจอข้าสวย

ผู้ร่วมเสวนา คือเมื่อกี้ที่ท่านบอกว่าเป็นเพราะลาภสักการะใช่ไหมคะ คิดว่าเป็นเพราะมีลาภสักการะตั้งแต่ยศถาบรรดาศักดิ์จนถึงเงินเลยทำให้วัตรปฏิบัติของภิกษุบางรูปไม่อยู่กับร่องกับรอย เราจะออกไปจากสักการะพวกนี้ได้ยังไง

ตอบ ลาภสักการะมีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล พระพุทธเจ้าตรัสว่าลาภสักการะย่อมคร่าคนโง่ ถ้ารู้จักใช้ลาภสักการะก็มีประโยชน์เพราะว่าสามารถจะใช้ส่งเสริมความดีได้ อย่างลูกชายของอนาถบิณฑิกเศรษฐีที่เข้าไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าก็เพราะลาภสักการะ อนาถบิณฑิกเศรษฐีไม่ใช่คนธรรมดา เป็นถึงอริยบุคคล แต่ก็สอนลูกให้สนใจธรรมไม่ได้ จึงต้องจ้างลูกให้เข้าวัดฟังธรรม ทีแรกก็เข้าวัดแต่ไม่สนใจฟังธรรม ตอนหลังพ่อต้องบอกว่าถ้าจำคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ เอามาเล่าให้พ่อฟัง พ่อจะให้เงินเพิ่ม ลูกชายก็เลยตั้งใจฟัง สุดท้ายก็บรรลุธรรมได้ในที่สุด ทีแรกฟังแล้วจำไม่ได้สักที พระพุทธเจ้าดลใจให้จำไม่ได้ เขาเลยตั้งใจฟังมากเป็นพิเศษ ก็เลยบรรลุธรรม

อันนี้เป็นตัวอย่างคนที่เข้าหาธรรมเพราะลาภสักการะหรือความโลภ ปัญหาคือว่าทำยังไงถึงจะให้คนมีความรู้เท่าทันในลาภสักการะ แม้สักการะเพียงแค่เล็กน้อย คนก็ยังติดยึดเลย แค่จีวรผืนเดียวพระในสมัยพุทธกาลก็ยังติดยึดกันเลย เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีการฝึกฝนด้านในให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมทั้งมีความสันโดษ พอใจในสิ่งที่ตนมี

ผู้ร่วมเสวนา เมื่อกี้ตอนก่อนเบรคที่ฟัง ที่พูดถึงว่าพระพุทธเจ้าท่านปล่อยวาง แล้วก็บรรลุธรรมหรือว่านิพพาน ๒คำนี้มันต่างกันขนาดไหน แล้วก็ทำไมคนที่พยายามจะพูดว่า เขานิพพานพอถึงจุด ๆ นั้นแล้วคน ๆ นั้นก็จะกลับมาดำรงอยู่อย่างไร แบบไหน คืออยากจะรู้ว่าไม่ได้ไปทำไม่ดีอีกหรือหมายความว่ายังไง แล้วก็บางครั้งในสังคมของเรานี่ใช้คำว่าบรรลุธรรม หรือว่าเราเจอทุกข์อย่างหนึ่งแล้วทำให้เราเห็นขึ้นมาว่าเป็นเพราะอะไรแล้วทำให้เราเรียนรู้จากตรงนั้นไปเราก็บอกว่าบรรลุธรรม แต่เดี๋ยวเราก็ไปทำอย่างอื่นแล้วเราก็เจอทุกข์อีกแล้วเราก็ไปเข้าใจอีกเรื่องหนึ่ง แสดงว่ามันมีหลาย ๆ จุดใช่ไหมบรรลุธรรมนี่มีระดับต่างกันอย่างไร มีหลายระดับไหม

ตอบ ก็มีหลายระดับ บรรลุธรรมมีตั้งแต่บรรลุเป็นโสดาบันไปจนถึงเป็นอรหันต์ แต่ว่าบางครั้งก็ใช้ในความหมายว่าเกิดได้คิด สว่างวาบ เกิดญาณปัญญาขึ้นมา แต่ไม่ถึงขั้นโลกุตตรธรรม คงคล้าย ๆ กับซาเซนในญี่ปุ่น คนบรรลุซาเซนได้เป็นสิบ ๆ ครั้งก็มี

ผู้ร่วมเสวนา หมายความว่าถ้าตามนี้ใช้คำว่า บรรลุธรรม ก็ไม่ถูก

ตอบ ก็ใช้ได้แต่ว่าให้รู้ความหมายว่าระดับไหน ระดับปุถุชนก็ยังสามารถเวียนกลับมาหาทุกข์ได้

ผู้ร่วมเสวนา คือขอเรียนถามต่อเนื่องไปว่า ระดับการบรรลุธรรมนี่ที่หลวงพี่บอกว่าในอรรถกถานี่จะพูดถึงว่า พอยิ่งเวลาผ่านไปนานขึ้น ๆ คนที่จะรู้ธรรมระดับสูงขึ้น ๆ นี่มันจะมีน้อยลง ๆ เพราะอะไรคะ

ตอบ ก็อาจจะเป็นเพราะว่าการสนใจใคร่รู้ในเรื่องศาสนามีน้อยลง หรือไม่ก็เพราะพระสัทธรรมเลือนหายไป เนื่องจากผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีน้อยลงไป นอกจากนั้นยังเป็นเพราะห่างไกลหรือขาดพระศาสดาเป็นแบบอย่าง

ผู้ร่วมเสวนา เหมือนจะมองในอีกแง่หนึ่งได้ไหมคะว่า อย่างยุคนี้เราสามารถเรียนรู้ธรรมะโดยใช้สื่อในวงกว้างมากขึ้น คือมีผู้รู้ในระดับพื้นฐานมากขึ้นแต่ว่าการตีความในระดับลึกขึ้นนี่มันเป็นความสัมพันธ์ที่ผกผัน

ตอบ ก็ไม่เชิง เพราะว่าเมื่ออยู่ไปนานไป ๆ แก่นก็น้อยลงกระพี้ก็พอกหนาขึ้น คนก็ไปติดกับรูปแบบหรือพิธีกรรมมากขึ้น สมัยก่อนนี้ไม่มีรูปแบบอะไรเลย คนก็สามารถศึกษาปฏิบัติธรรมได้ แต่ปัจจุบันไปติดเรื่องรูปแบบมากขึ้น เช่น พระก็ติดว่าห่มจีวรแบบไหน สีอะไร ห่มแบบไหน นิกายอะไร คือติดกับรูปแบบมากขึ้น ๆ อันนี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์ นานวันก็มักจะห่างจากสาระมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันรูปแบบก็พอกพูนหนาขึ้น บางทีก็ไปเถียงกันว่าพระพุทธรูปมีพระพักตร์แบบไหนถึงจะถูกต้อง กลมหรือรี อะไรทำนองนี้ ขนาดคอมมิวนิสต์ก็หนีปัญหาแบบนี้ไม่พ้น อย่างที่เห็นในรัสเซีย ในจีน คนจำนวนไม่น้อยก็ติดที่รูปแบบมากกว่าที่จะสนใจเรื่องสาระ

ผู้ร่วมเสวนา ก็มีตัวอย่าง อย่างคนเป็นวิทยากรมาบรรยายธรรมให้คนฟังกลับไปสนับสนุนให้รัฐบาลเปิดบ่อนคาสิโน ผมบอกแล้วอย่างนี้มันไม่ขัดกับหลักศาสนาหรือ เขาบอกไม่เป็นไรเราเอาเงินไว้ก่อนแล้วก็เรื่องศาสนาทีหลัง ผมบอกแล้วอย่างนี้สังคมมันพังหมดนะจะไปเอาหลักศาสนาที่ไหนอีก แล้วคุณลองคิดสิ ถ้าไม่ทำแล้วเราจะหาเงินยังไง ผมก็เลยบอกถ้าเป็นรัฐบาลไม่รู้จักวิธีหาเงินมาบริหารราชการแผ่นดิน ถ้าคิดออกอย่างเดียวเรื่องตั้งบ่อนคาสิโนหรือการพนันไม่ต้องมาเป็นรัฐบาลก็ได้ เพราะว่ามันมี ๑๐๘ วิธีที่จะหาเงิน เพราะบอกอย่างนี้คุณก็ไม่ต้องมาเป็นวิทยากรสอนเรื่องธรรมะแล้ว ใช่ไหม บอกอย่างนี้เป็นวิทยากรสอนธรรมะไม่ได้เพราะไปส่งเสริมการพนันอย่างนี้แล้วสังคมพังแล้วจะไปเอาศาสนามาทีหลังได้ยังไง

ผู้ร่วมเสวนา ที่พระอาจารย์บอกว่าไม่ว่าจะเป็นพุทธฝ่ายเถรวาทหรือฝ่ายมหายาน พระพุทธเจ้ามีหลายพระองค์อันนี้หมายความว่ายังไง

ตอบ ถ้าเราเห็นอย่างพระพุทธเจ้าว่า โลกุตตรธรรม เป็นสมบัติของทุกคน ทุกคนก็ย่อมสามารถเข้าถึงพุทธภาวะ พุทธภาวะมิใช่เรื่องที่ผูกขาดกับใครคนหนึ่งคนหนึ่ง แต่เป็นศักยภาพโดยธรรมชาติของมนุษย์ที่จะเข้าถึงได้ ก่อนที่จะมีเจ้าชายสิทธัตถะก็เคยมีพระพุทธเจ้ามาก่อนแล้วหลายพระองค์ ถ้าเรามองโลกว่าโลกนี้มีเกิดดับ ๆ อยู่ตลอดเวลา พูดในแง่จักรวาลวิทยาเราไม่รู้ว่าก่อนที่จะมาถึงยุคนี้โลกเราเกิดดับกี่ครั้งแล้ว อาจจะมีพระพุทธเจ้ามามากมายแล้วก็ได้ อย่าลืมว่าโลกนี้เพิ่งมีมนุษย์มาเมื่อ ๒ ล้านปี ขณะที่โลกมีกำเนิดมาได้ ๔,๕๐๐ ล้านปีแล้ว

ผู้ร่วมเสวนา จริง ๆ ที่บอกว่าเป็นพระพุทธเจ้าจำนวนเท่าไหร่ ผมไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ แต่พุทธภาวะในแต่ละคนนี่ ทุกคนมีพุทธภาวะอยู่ในตัวเข้าใจยากครับ

ตอบ ถ้าเรามองว่าพุทธภาวะเหมือนกับเมล็ดพันธุ์ เราทุกคะนมีเมล็ดพันธุ์พุทธภาวะอยู่ พระพุทธเจ้าก็คือผู้ที่สามารถที่จะทำให้เมล็ดพันธุ์นี้เติบโตจนกระทั่งกลายเป็นต้นไม้ใหญ่คือต้นโพธิ์ มนุษย์ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์นี้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะทำให้เมล็ดพันธุ์นี้เติบโตเป็นต้นกล้าเติบใหญ่แตกกิ่งก้านสาขากลายเป็นต้นไม้ใหญ่ได้หรือเปล่า บางคนก็อาจจะแตกมาเป็นต้นกล้าแล้ว บางคนก็ยังเป็นแค่เมล็ดอยู่ ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะทั้งนั้น เพียงแต่ว่าเมล็ดพันธุ์นั้นเติบโตแค่ไหนแล้ว สำหรับผู้ที่เป็นพระพุทธเจ้า ท่านได้ทำให้ต้นไม้แห่งพุทธภาวะเติบโตเต็มที่จนกระทั่งเป็นที่พึ่งพาอาศัยของสัตว์นานาชนิดได้

ประการต่อมาก็คือว่าถ้าเรามองว่าความว่างหรือสุญญตาเป็นพุทธคัพภ์หรือสิ่งที่ให้กำเนิดพระพุทธเจ้าขึ้นมา เมื่อเราเข้าถึงความว่างเราก็สามารถเป็นพุทธะ หรือทำให้พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในใจเราได้

ผู้ร่วมเสวนา ตรงความว่างนี่ครับท่านอาจารย์

ตอบ ว่างจากตัวตน

ผู้ร่วมเสวนา นั่นแหละครับ มันหาไม่เจอ

ตอบ อาจจะมีแต่ว่าเรารู้สึกได้เพียงแวบ คือคนเราไม่ได้มีกิเลสหรือความสำคัญมั่นหมายในตัวตนตลอดเวลา บางช่วงเราก็ไม่ได้มีสิ่งนั้น อย่างเวลาเรามีสติรู้ตัว ในสภาวะเช่นนั้นไม่มีการปรุงแต่งให้เกิดภพเกิดชาติ ตอนนั้นเราจะว่างจากตัวตน ความว่างเราสามารถจะเข้าถึงได้หากมีสติรู้ตัว เพราะว่าสติเป็นตัวตัดไม่ให้เกิดการปรุงแต่งเป็นภพชาติ ภพชาติเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็คือการเกิดทางวิญญาณอย่างที่อาจารย์พุทธทาสเล่าว่า แต่ถ้าเรามีสติในผัสสะที่มากระทบ ก็จะไม่ปรุงแต่งเป็นตัวตน ความว่างเช่นนี้ที่อาจนำไปสู่พุทธภาวะได้

ผู้ร่วมเสวนา ขอเสริมนิดเดียวค่ะ เคยฟังท่านพุทธทาสพูดไว้ในเทปชุดหนึ่ง ท่านจะพูดถึงคำว่า นิพพานน้อย ๆ นิพพานตัวอย่าง บางทีมันจะเหมือนกับโฆษณาของที่โฆษณา มันจะทำให้เราเห็นในส่วนที่พิเศษ

ตอบ นิพพานชิมลอง

ผู้ร่วมเสวนา เรื่องนิพพาน คือประเด็นนี้ก็สำคัญ เพราะว่าท่านอาจารย์ก็ค่อนข้างเน้นในพุทธจริยา คือพุทธเจ้าที่แท้จริง ปกติความเป็นพุทธะหรือว่าสภาวะนิพพาน ซึ่งเป็นสภาวะพุทธะที่แท้จริง มันมีอยู่ในตัวคนอย่างที่พูดไป เพราะว่าคนเราที่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้นี่เพราะว่าตรงนี้หล่อเลี้ยงอยู่ แต่ละวัยนี่มันหล่อเลี้ยงและยึดถือตลอดเวลามันจะมีเป็นช่วง ๆ ที่เรา เดี๋ยวเป็นนั่น เป็นนี่ แต่ว่าความเป็นนั่น เป็นนี่จะมีช่วงที่เราหยุดพักเป็นช่วง ๆ ซึ่งการหยุดพักตรงนี้มันก็ทำให้เราไม่เครียด แต่จะมีความเป็นอย่างในพุทธจริยาจะบอกว่า เราควรจะเป็นเพื่อนกับพุทธเจ้ามากกว่านี้ ถ้ามันเกิดขึ้นเป็นพัก ๆ เราก็ขยายมันให้มากกว่านี้ ตระหนักรู้ให้มากขึ้นในความเป็นพุทธะตรงนั้น อันนี้ก็เหมือนกับเป็นนิพพานชิมลางก็คือชิมไปเรื่อย ๆ จนสภาวะหนึ่งมันชัดขึ้น

ผู้ร่วมเสวนา คือรู้สึกว่า คิดต่อว่าจะนึกถึงคำว่า รู้เท่า กับ รู้ทัน ค่ะ คือส่วนใหญ่มันจะเกิดขึ้นมาก่อนก็คือเราค่อยรู้เท่า คือรู้ว่านี่เกิดความทุกข์แล้วนะ นี่เราไปพอใจแล้วนะ อันนี้ขั้นต่อไปที่จะต้องพยายามก้าวต่อไปคือรู้ให้ทัน เพื่อว่ามันจะได้รู้เท่าทัน เท่ากับว่าเราไปดักอารมณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามากระทบนี่ก่อนที่มันจะเข้ามาปรุงแต่ง ไม่รู้ว่าแค่เป็นความคิดที่ผุดขึ้นมาเมื่อสักครู่ เพราะว่าท่านพุทธทาสท่านจะบอกเอาไว้ว่าคืออย่าโง่ บางทีเราโง่นี่คือเราไปเตือนตัวเองหลังจากที่เกิดอารมณ์นั้นแล้ว

ผู้ร่วมเสวนา ข้อสุดท้ายที่ว่า พระพุทธเจ้าไม่เป็นอะไรเลย เพราะว่าพระองค์ไม่มีผัสสะที่จะเป็น เพราะว่าในแต่ละวันพระองค์ก็เหมือนพวกเรามีอายตนะเหมือนกัน แต่ว่าสิ่งที่รับเข้ามาพระองค์ก็คือไม่ปรุงแต่งเองให้มันเกิดเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าก็ไม่เป็นอะไรเลย ผัสสะสามารถรับรู้สามารถรู้อะไรได้ทุกอย่างเหมือนพวกเรา รู้เท่าทันว่าถ้าสมมติว่าเป็นมันก็เกิดทุกข์ เพราะฉะนั้นผัสสะของพระองค์จึงบริสุทธิ์ เพราะว่าไม่จูงไปสู่การยึดถือ อันนี้ก็คือ การรู้เท่าทันกระแสปฏิจจสมุปบาทที่เกิดขึ้น คือเป็นเหมือนพระพุทธวัจนะสัมผัส คือเป็นผัสสะที่มันจะไม่เกิดกิเลส เป็นการรู้ทัน

ผู้ร่วมเสวนา อันนี้เป็นข้อเท็จจริงหรือว่าเป็นธรรมที่ท่านค้นพบ หรือที่เราพูดกันอยู่ถ้ามากระทบสิ่งเหล่านี้ ถ้าเราจับมันทันในวงจรของกระแสปฏิจจะก็จะทำให้ตัดทุกข์ตรงนี้ไปได้ อยากถามท่านพระไพศาลว่า ตัวที่คิดว่าน่าจะทันในระบบวงจรของกระแสปฏิจจะ จะมีขั้นตอนไหนบ้างที่เราจะเท่าทันกับตัวกระแสอันนี้ได้

ตอบ คิดว่าต้องอาศัยสติ คือเมื่อเห็นก็สักแต่ว่าเห็น เมื่อรู้ก็สักแต่ว่ารู้ สมัยพุทธกาล มีนักบวชอยู่คนหนึ่งชื่อพาหิยะ เขาเชื่อว่าตัวเองเป็นอรหันต์ ต่อมามีเทวดาซึ่งเคยเป็นญาติของตนได้มาบอกว่าท่านไม่ได้เป็นอรหันต์หรอก พาหิยะก็เสียใจเพราะมีคนสักการะนับถือเยอะ เทวดายังบอกอีกว่าที่เมืองสาวัตถีมีพระพุทธเจ้าประทับอยู่ พาหิยะเป็นผู้ใฝดีก็เลยเดินทางไปหาพระองค์ เดินทั้งวันทั้งคืน รุ่งเช้าก็เป็นพระพุทธเจ้าเดินบิณฑบาตอยู่ ก็เลยทูลขอพระพุทธเจ้าให้แสดงธรรม พระพุทธเจ้าตอบว่ายังไม่ใช่เวลาเพราะกำลังบิณฑบาตอยู่ พาหิยะก็ยังยืนยันให้พระพุทธเจ้าแสดงธรรมเป็นครั้งที่ ๒ พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าพาหิยะมีปีติมาก แม้ได้ฟังธรรมก็ยากที่จะบรรลุ อีกทั้งพาหิยะก็เดินทางมาทั้งคืน จึงทรงปฏิเสธ แต่พาหิยะก็ยังยืนยัน พอทูลขอเป็นครั้งที่ ๓ พระพุทธองค์ก็เลยยอม และแสดงธรรมสั้น ๆ ว่า พาหิยะ เมื่อเห็นสักว่าเห็น เมื่อฟังสักว่าฟัง เมื่อได้ดม ลิ้ม สัมผัส ก็สักว่าได้ดม ลิ้ม สัมผัส เมื่อรู้ก็สักว่ารู้ เมื่อนั้นเธอจักไม่มี เมื่อใดเธอไม่มี เมื่อนั้นเธอก็ไม่ปรากฏในโลกนี้ ไม่ปรากฏในโลกหน้า ไม่ปรากฏในระหว่างโลกทั้งสอง นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ตรัสจบพาหิยะก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ เสร็จแล้วก็รีบไปหาเครื่องบริขารเพื่อจะบวช แต่ไม่ทันได้หาก็ถูกวัวขวิดตายทันที

จะเห็นได้ว่าพระพุทธองค์ทรงแนะให้พาหิยะเพียงอย่างเดียวคือการมีสติเมื่อเห็น ได้ยิน และเมื่อรู้ เมื่อทำเช่นนั้น ความสำคัญมั่นหมายในตัวตนก็ไม่มี ท่านใช้คำว่า เมื่อนั้นเธอย่อมไม่มี ซึ่งหมายถึงการไม่เกิดสำคัญมั่นหมายเป็นตัวตนขึ้นมา พุทธพจน์นี้ถือว่าการไม่เกิดความมั่นหมายเป็นตัวตนาเป็นหัวใจของการดับทุกข์

ในกระแสปฏิจจสมุปบาท ตัวที่จะตัดกระแสทุกข์ก็คือสติ ที่จริงปัญญาก็สำคัญคือเห็นโทษของสังขารหรือสิ่งที่มากกระทบ แต่ก็ต้องมีกำลังของสติมาช่วยด้วย ลำพังการเห็นโทษของสังขารหรือกามอย่างเดียวยังไม่พอ พระพุทธองค์เคยตรัสว่าสมัยที่พระองค์ยังไม่ตรัสรู้ คือยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ พระองค์เห็นประโยชน์ของเนกขัมมะและความสงบว่าเป็นของดี แต่พระองค์บอกว่าตอนนั้นใจยังไม่เลื่อมใส ยังไม่ตั้งมั่นในเนกขัมมะและความสงบ เพราะ ๑) ยังไม่เห็นโทษของกาม ๒- ยังไม่ได้บรรลุอานิสงส์ของเนกขัมมะ คือแม้เห็นโทษของกามแล้วยังไม่พอ ใจต้องได้สัมผัสความสงบหรือประโยชน์ของเนกขัมมะเองด้วย ถึงจะเลื่อมใสและตั้งมั่นในเนกขัมมะ ที่พูดนี้หมายความว่านอกจากจะมีปัญญาแลเห็นแล้ว ใจต้องไปในทางเดียวกันด้วย ตรงนี้สติมีความสำคัญเพราะสติช่วยให้จิตได้สัมผัสถึงความบางเบา ความปล่อยว่าง ไม่ยึดมั่นในอารมณ์ที่น่ายินดี ไม่ทุกข์กับอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา การที่เราไม่ยินดีกับสิ่งที่น่าพึงใจก็ช่วยให้จิตได้เข้าถึงความสงบ เอื้อต่อการบำเพ็ญเนกขัมมะ หรือจะเรียกว่าเป็นเนกขัมมะในทางจิตใจก็ได้ คือสลัดจากกามได้

เนกขัมมะ ถ้าพูดง่าย ๆ คือการออกบวช ความหมายลึกกว่านั้นคือการไม่ยินดีกับกามคุณ ๕ เรียกว่าบวชที่ใจก็ได้ ไม่ต้องบวชแบบพระ ศีล ๘ นี่ก็เป็นเรื่องเนกขัมมะเหมือนกัน ไม่กินข้าวเย็น นอนบนพื้น ไม่มีเครื่องประดับประดา ไม่ดูหนัง เนกขัมมะคือการไม่ปรนเปรอทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย

ผู้ร่วมเสวนา ผมอยากจะพูดถึงภิกษุเจี้ยวจ้าวหรือส่งเสียงดัง แล้วก็ถูกพระพุทธเจ้าไล่ไป แล้วก็ตอนหลังท่านก็เรียกกลับมา

ผู้ร่วมเสวนา ภิกษุบวชใหม่หรือภิกษุยังหนุ่มอยู่ เหมือนกับสังคมเราที่ว่านักเรียนอาชีวะหรือเด็กวัยรุ่น อย่างนักเรียนอาชีวหาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งตีกัน หรือพวกชอบไปขี่มอเตอร์ไซค์ซิ่ง หรืออย่างกรณีที่กรือเซาะเหมือนกัน แล้วคราวนี้อย่างพระพุทธเจ้านี่ท่านรู้เท่าทันใช่ไหมครับเพราะว่าท่านตัดหางปล่อยวัดภิกษุเจี๊ยวจ๊าวหรือส่งเสียงดังพวกนั้นไปนะพวกนี้ก็คงไปวิ่งอาจจะไปตกเหวไปอะไรยิ่งหนักขึ้น เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่หรือผู้นำจะต้องมีวิธีแก้หรือบ่มเพาะนิสัยว่าเด็กวัยรุ่นหรือเด็กอาชีวหรืออะไรก็แล้วแต่เพราะว่าโดยธรรมชาติเขาต้องแสดงออกในลักษณะอย่างนั้นอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าเอะอะเราก็ตัดหางปล่อยวัด เก็บซะหรือจัดการซะหรือเอาเข้าคุก อย่างนี้มันแก้ด้วยวิธีมักง่ายหรือเปล่า มันไม่ใช่สันติวิธีนะครับ

พระไพศาล มีสูตรหนึ่งที่อาจช่วยให้เห็นแนวทางได้ คือโจรสูตร พระพุทธองค์ทรงสอนธรรมให้โจร๘ ประการ น่าสนใจมาก พระองค์สอนว่าอย่าทำร้ายคนที่ไม่ได้ตอบโต้ อย่าข่มขืนเด็กหญิง อย่าฆ่าผู้หญิง อย่าปล้นนักบวช อย่าปล้นจนไม่เหลืออะไรให้เจ้าของ ที่น่าสนใจคือพระองค์ยังแนะว่า อย่าปล้นใกล้ถิ่นของตัวเองเกินไป ฉลาดในการเก็บออม ขอให้สังเกตว่าพระองค์ไม่ได้แนะให้เลิกเป็นโจรนะ ทั้ง ๆ ที่อาชีพโจรเป็นมิจฉาอาชีวะ แต่ในสูตรนี้ไม่มีข้อไหนที่พระองค์บอกให้เขาเลิกเป็นโจร เพียงแต่บอกว่าอย่าไปรังแกเด็กผู้หญิง อย่าไปปล้นใกล้บ้าน นอกจากนั้นยังแนะว่าอย่าไปปล้นท้องพระคลังหลวง ทำไมพระองค์ถึงแนะอย่างนั้น คงเพราะไม่อยากให้โจรเดือดร้อนเพราะถ้าไปยุ่งกับพระราชา จะถูกเล่นงานเอา

จะสังเกตว่าพระพุทธองค์ทรงใช้วิธีที่นุ่มนวล และมีอุบายในการแนะนำสั่งสอนผู้คน คือถ้าไปพูดกับโจรว่าอย่าเป็นโจร เขาคงไม่ฟัง และคงจะทำไม่ได้ แต่ถ้าแนะให้เขาลดความรุนแรงลง หรือให้คำนึงถึงศีลธรรมบอก เขาจะรับได้มากกว่า นอกจากนั้นพระองค์ยังช่วยเขาอย่างอ้อม ๆ ด้วยการแนะนำให้เขารู้จักอดออม เพราะถ้ารู้จักอดออม มีเงินเก็บมาก ก็ง่ายที่จะเลิกเป็นโจร คือพระองค์มีความฉลาดในการพูดและทรงคำนึงถึงความเป็นจริงของผู้ฟังทรงรู้ว่าพูดอย่างไรเขาถึงจะฟัง ไม่ใช่ปฏิเสธทันทีที่เริ่มพูด พระองค์จะไม่พูดให้ชวนทะเลาะหรือปะทะในทีแรก แต่พูดโดยเริ่มจากสิ่งที่เขาพอจะรับได้ อย่างเช่นเคยเจอพวกพราหมณ์ที่มาลอยบาป พระองค์ไม่บอกว่าการลอยบาปด้วยการอาบน้ำนี้มันโง่ งมงาย พระองค์ไม่พูด แต่จะบอกว่าการลอยบาปในอริยวินัยนั้นเป็นอย่างไร พูดแล้วเขาก็จะเปรียบเทียบเองว่า อย่างไหนดีกว่ากัน ตอนเจอสิงคาลกมาณพ ที่ไหว้ทิศทั้ง ๖ ก็เหมือนกัน พระองค์จะบอกว่าของเรามีไหว้ทิศ ๖ อีกแบบหนึ่ง

กับโจรก็เช่นกัน พระองค์ไม่เริ่มต้นด้วยการสอนให้เขาเลิกเป็นโจร แต่จะเริ่มต้นด้วยการพูดให้เขาคำนึงถึงศีลธรรม พูดง่าย ๆ คือเริ่มต้นด้วยการแนะนำให้เป็นโจรที่ดีก่อน มานึกดูว่าถ้าพระองค์เจอนักเรียนอาชีวะที่ชอบตีกัน พระองค์จะทำอย่าง พระองค์คงไม่พูดว่าอย่าตีกันนะ แต่อาจจะแนะว่าให้ตีกันไกล ๆ ชุมชนหน่อย หรือให้ใช้แค่ไม้ทีก็พอ หรือว่าอย่าไปรังแกผู้หญิง เดาว่าพระองค์คงพูดทำนองนี้ คงไม่พูดว่าการตีกันมันเป็นเรื่องของคนโง่ ไม่มีหัวคิด พระองค์น่าจะพูดแบบตะล่อม เพื่อให้เขารับฟังพระองค์ได้มากขึ้น ก็ขอฝากไว้พิจารณา

ผู้ร่วมเสวนา ผมมองอย่างนี้นะครับอาจารย์ คือมองว่าเมื่อท่านมีปฏิสัมพันธ์กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่างเช่นอย่างกับโจร คำสอนที่บอกว่าอย่าเป็นโจรมันมีอยู่ว่าอย่าลักขโมย ซึ่งนั่นเวลาพูดกับชาวพุทธทั่วไปที่เข้าใจหลักการแล้วหรือว่าที่พอจะรู้ว่าทานคืออะไร ศีลคืออะไร ท่านก็จะบอกหลักการของพุทธศาสนาไป แต่พอเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มบางกลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังห่างไกลธรรมะ ท่านจะมีปฏิสัมพันธ์อีกแบบหนึ่งเพื่อจะดึงเขาเข้ามาใฝ่เรื่องความดีหรือใฝ่เรื่องที่เป็นกุศลอย่างเรื่องโจรสูตรนี่ชัดเจนว่าท่านก็ควบคุมโจรให้อยู่ในร่องในรอยมากขึ้นหรือว่าไม่ทำความรุนแรงมากขึ้น หรือบางคราวอย่างกรณีที่ท่านบิณฑบาตอยู่ ในพระสูตรบางอันก็มีพราหมณ์มาด่าท่าน พราหมณ์นี่ถือว่าถ้าตอนเช้าตื่นขึ้นมาแล้วเห็นสมณะหัวโล้นถือว่าเป็นคล้าย ๆ เสนียดจัญไรมาก พราหมณ์ก็จะด่าว่าคนถ่อยด่าพระพุทธเจ้าว่า คนถ่อยเจ้ามาเกะกะระรานอะไรแถวนี้อะไรทำนองนี้ ซึ่งอันนี้น่าสนใจว่าพระพุทธเจ้ามีท่าทีอย่างไรกับคนที่มีท่าทีเชิงปฏิบัติ พระพุทธเจ้าแทนที่ท่านจะโกรธ ท่านก็คงไม่โกรธอยู่แล้ว หรือท่านจะเดินหนีท่านก็ไม่หนี หรือท่านจะเงียบท่านก็ไม่เงียบ แต่ท่านจะหยุดแล้วก็มีลักษณะเหมือนกับทำให้เขาเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้ ท่านถามพราหมณ์ว่า “พราหมณ์ท่านเรียกเราว่าเป็นคนถ่อยท่านรู้ไหมว่าธรรมะของคนถ่อยนี่มียังไงบ้าง” คือช่วงชิงโอกาสที่จะสอนอะไรบางอย่าง พอถามพราหมณ์ พราหมณ์ก็ชักจะงงก็คือพราหมณ์อาจจะคิดไม่ทันว่าพระพุทธเจ้าจะถาม คือพอด่าไปปกติมันก็มักจะด่าตอบแล้วก็เพิ่มความรุนแรงในการด่ามากขึ้น แต่พระพุทธเจ้าท่านมีสติมาก ผมว่า ซึ่งถ้ามองในลักษณะว่าถ้าเราไม่ต้องเอาถึงขนาดบรรลุธรรมเหมือนพระพุทธเจ้า แต่ว่าท่าทีลักษณะอย่างนี้ในการปฏิสัมพันธ์กับคนหรือว่าจริยาที่มีปฏิสัมพันธ์กับแต่ละกลุ่มแล้วเปลี่ยนโอกาสต่าง ๆ เป็นโอกาสในการแสวงหาธรรมหรือว่าความเข้าใจ ดูลักษณะอย่างนี้มีเยอะมากเลย ผมเห็น แต่เมื่อคนเหล่านั้นเข้าใจธรรมในระดับพื้นฐานแล้ว เหมือนจะมีคำสอนที่จะดึงเขาออกมาจากอกุศลมากยิ่งขึ้น คือจะมีหลักการที่สูงขึ้น ๆ เรื่อย ๆ จนถึงขนาดบรรพชิต อันนี้ผมแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมอย่างนี้ครับผม

ผู้ร่วมเสวนา ก็ไม่ได้ไปดูนะคะว่ามีโจรสูตรด้วย แต่คิดอยู่อย่างว่าตอนที่ไปจับงานธรรมชาติบำบัดสิ่งหนึ่งที่เราพบเห็นและได้ยินอยู่บ่อย ๆ ก็คือว่าการรักษาโดยวิธียาสมัยใหม่นี่มันเกิดผลร้ายต่อร่างกายของเราแล้วก็จะมีการโจมตีเรื่องการใช้ยาสมัยใหม่เพื่อให้เกิดโรคภัยกับตัวเอง แต่ตัวเองมีความรู้สึกว่าอาจจะเป็นเพราะเราเป็นชาวพุทธหรือเปล่าไม่ทราบเราก็คิดเอาเองว่าจริง ๆ มันเป็นประโยชน์นะที่เขาก่อผลร้ายก่อนแล้วเราจึงหันกลับมาหาธรรมชาติบำบัดอีกครั้งหนึ่งว่า จริง ๆ แล้วธรรมชาติบำบัดมันมีวิธีการของมันอยู่ เพียงแต่เราไม่ได้หันกลับมาดูว่าธรรมชาติในตัวเรานี่สามารถเยียวยาตัวเองได้ แต่เรากลับไปพึ่งพายาทั้งหลายเพราะเพียงเพื่อว่าเราไม่มีเวลาที่จะดูแลตัวเอง เราจึงไปคว้าเอายามากินเพื่อกินเพื่อที่มันหาย แล้วเราคิดว่าอาการมันหยุดไปคือการหาย แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ มันคือการสะกดอาการไว้แล้วรอวันที่จะปะทุขึ้นมาใหม่ในอนาคตอันไม่ไกลนัก แล้วพอเราทำอย่างนี้ไป พอเราไปโจมตีฝ่ายยาเข้าฝ่ายยาเขามีอิทธิพลมากกว่าเขาสามารถที่จะทำอะไรบางสิ่งบางอย่างได้ แล้วคนที่ต่อสู้กับบริษัทยาก็มักจะเกิดปัญหาว่าถูกรังควานบ้างถูกกระทำให้อยู่ได้ไม่เป็นปกติสุขในชีวิตประจำวันบ้าง เราก็คิดว่ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ประเทศอินเดียก็คือว่าพอคุณโจมตียามาก ๆ นี่คนที่โจมตีจะถูกรบกวนมาก มันหมายถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้วย แล้วก็พอเริ่มมีธรรมชาติบำบัดในประเทศไทยก็คิดว่าตัวเองนี่ไม่อยากจะก่อศัตรู ก็เลยต้องใช้วิธีว่าไม่โจมตีเขาแต่จะพูดให้เห็นว่าวิธีการโดยธรรมชาติบำบัดในตัวเองนี่ มันรอเราหันกลับไปดูเท่านั้นเอง ไม่ทราบวิธีการพอจะไปกับโจรสูตรได้ไหม เราไม่ปะทะแต่เราพยายามจะกลับมาดู มีความพิเศษอย่างไรในร่างกายของเรา แล้วใช้ส่วนที่พิเศษตรงนั้นกลับมาเยียวยาตัวเอง แทนที่จะไปก่อศัตรูว่า เพราะพิษของเธอเป็นอย่างนี้ ๆ แล้วบริษัทยามีอิทธิพลมากด้วยทั่วโลก เราก็เท่ากับว่าเราไม่ปลอดภัย

พระไพศาล แต่ว่าจำเป็นที่ต้องให้การศึกษากับคนทั่วไปว่ามันไม่ดียังไง

ผู้ร่วมเสวนา ค่ะ แต่เราจะแจงค่ะว่า คุณเจ็บป่วยอย่างนี้จะไล่ในประวัติชีวิตเขาไปว่าคุณใช้ยาอะไร แล้วยาแต่ละอย่างนี่ส่งผลอย่างไรต่อร่างกายของเรา เราให้ข้อมูลตรงนี้ แต่เราจะไม่ไปโจมตีเขาว่าเป็นเพราะบริษัทยาอย่างนี้ ๆ เราจะไม่ทะเลาะกับเขา เพราะการทะเลาะกับเขามันเหนื่อยเรา มันเป็นวิธีการที่คิดว่าถ้าจะทำในเมืองไทยน่าจะใช้วิธีเพราะสู้กับเขาไม่ไหว

ผู้ร่วมเสวนา ยาก็ดี วันหนึ่งผมน้ำมูกไหลผมกินเม็ดเดียวไม่ได้กินมากผมไม่หาย คือมันมีโทษถ้ามากไปก็เสีย ถ้ามันพอดี ๆ ไปก็ใช้ได้ ยาปวดหายเหมือนคนติดยาทัมใจแถวบ้านผมเป็นโรคไตตายมากไปเล่นการพนัน เล่นไฮโล เล่นไพ่นี่ไม่อยากลุกจากวงปวดหลังก็กินแล้วไม่กินน้ำพวกนี้ ลูกหลานพวกนักการพนันตายไปเยอะนะครับ เขาเขียนให้กินน้ำเยอะ ๆ ตับจะได้จัดการออกไปจากร่างกาย ไม่เสียเวลา เป็นโรคไต ตับ ตายเยอะ เขาก็บอกว่ากินน้ำตามเยอะ ๆ

ผู้ร่วมเสวนา ยักษ์ใหญ่ คือในสมุนไพรหรือในกระแสทางเลือกนี่เรายังตัวเล็กอยู่ ถ้าเราไปประกาศศึกกับมันก็เสร็จมันสิ มันยักษ์ใหญ่มันทุบเราก็เรียบร้อย เพราะฉะนั้นมันต้องดูศักยภาพว่าเราพอ ๆ กับมันหรือยัง มันยักษ์ เราคนแคระ

ผู้ร่วมเสวนา อาจจะเป็นกลวิธีของท่าน ณ ขณะนั้น ท่านเกิดมาท่ามกลางเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ เพื่อความอยู่รอด การปะทะเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เราก็พยายามให้สิ่งที่เขาสามารถจะปฏิบัติได้เพื่อที่การโน้มน้าวใจเขา

ตอบ คงไม่ใช่ว่าพระองค์ปฏิเสธการปะทะ เพียงแต่พระองค์นิยมวิธีที่นุ่มนวล และต้องการสอน ต้องการจูงใจให้เขาเข้ามาสู่ธรรมะ อย่างเป็นขั้นเป็นตอนไป แต่ว่าในบางเรื่องพระองค์ก็ฟันธงเหมือนกันนะ เช่น บางลัทธิพระองค์ก็ตรัสว่าเป็นลัทธิที่เลวมากเพราะสอนว่าไม่มีกรรม ทานไม่มีผล ในบางเรื่องพระองค์ก็ประนามเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าจะไม่วิจารณ์ แต่ว่าสำหรับคนที่มีแนวโน้มที่จะเห็นธรรมพระองค์จะค่อย ๆ ชักจูงไป แต่พอมานับถือพระรัตนตรัยหรือมานับถือพระองค์เป็นศาสดาแล้ว พระองค์ก็ขนาบเอาเหมือนกัน

ทีนี้ในเรื่องบริษัทยา ถ้าเป็นพวกเราก็ต้องดูเขาว่าเขามีปัญญาหรือว่ามีแนวโน้มที่จะเข้าใจได้ไหมว่าอะไรถูกอะไรผิด วิโนภาศิษย์เอกของคานธีพูดไว้ดีนะ วิโนภาบอกว่า “ความดีนั้นเป็นประตู ความชั่วร้ายนั่นเป็นกำแพง” คือถ้าเราจะเข้าไปในใจเขาเราก็ต้องเข้าโดยผ่านด้านที่เป็นความดีของเขา ถ้าเราไปวิจารณ์ไปด่าเขานี่มันก็เหมือนว่าเราชนกำแพง ก็เข้าไปนั่งในใจเขาไม่ได้ ถ้าจะเข้าไปในใจเขาก็ต้องอาศัยความดี เช่นชักชวนให้เขาทำในสิ่งที่ดีงาม แทนที่จะผลิตยาเพื่อช่วยคนรวยก็ถอยมาผลิตยาเพื่อช่วยคนยากจนบ้าง แทนที่จะผลิตยาที่ราคาแพง เช่น เอดส์ ก็มาผลิตยารักษา วัณโรค หรือมาเลเรีย ซึ่งคนป่วยส่วนใหญ่เป็นคนยากจน เราน่าจะดึงให้เขามาทำสิ่งดี ๆ แต่เรื่องที่เขาทำไม่ถูกต้อง เช่นใช้สื่อมวลกระตุ้นให้คนบริโภคยามากขึ้นเรื่อย ๆ อันนี้มันไม่ดีก็ต้องชี้แจง

ผู้ร่วมเสวนา ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ บริษัทยาทัมใจนี่แหละ ว่าสูตรนี้รุนแรงมากปรากฏว่านักการเมืองที่เป็นเจ้าของบริษัท ไม่ต้องเอ่ยชื่อหรอกนะครับ เขาบอกไม่ได้เขาสั่งมาเป็นไม่รู้กี่ตัน เพราะห้ามเข้าผมพังสิผมก็มีเงินบำรุงพรรคการเมืองนี่จบเลยครับ นี่คืออิทธิพล ผมนี่ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ใช้ยาอะไรมันหายเองผมรู้ ผมอ่านหนังสืออย่าไปใช้นะครับ ใช้แล้วติด โดยอุปทานหรืออะไรก็แล้วแต่ เหมือนกิน

ผู้ร่วมเสวนา ไม่เห็นเขาเป็นปฏิปักษ์เราสามารถชี้โทษได้โดยไม่ต้องมองเห็นว่าเขาเป็นปฏิปักษ์ ไม่ต้องออกชื่อบริษัท หรือว่าไม่ต้องออกชื่อบุคคล เพราะขั้นตอนการชี้โทษนี่ถ้าพูดมันอยู่ในหลักคิดแบบพุทธมันอยู่ในขั้นตอนของการชี้ทุกข์ อย่างในบทแรก ๆ ที่อยู่ในพุทธจริยาที่พูดถึงพระพุทธเจ้านี่เป็นอะไรกับเรา มันมีอันหนึ่งก็คือว่าพระพุทธเจ้านี่เป็นเพื่อน เป็นเพื่อนร่วมวัฏฏสงสาร ที่จริงเรื่องวัฏฏสงสารนี่เราคุ้นเคยก็คือวงจรที่มันเกิดความเห็นแก่ตัว แล้วก็ไปกระทำกรรมด้วยการเห็นแก่ตัวแล้วก็เกิดผลเป็นความทุกข์ เป็นวงจรลักษณะนั้น แต่ถ้าใช้วัฏฏสงสารเป็นลักษณะของสังคมกระแสหลักก็ได้หรือว่าสังคมมันเน้นเรื่องโครงสร้างเรื่องโลภ เรื่องโกรธ เรื่องหลงนี่ ในบทนี้มันจะมีลักษณะคล้าย ๆ พุทธวัจนะบอกว่าเพราะว่าคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องอริยสัจจ์ ๔

อริยสัจจ์ ๔ ก็คือไม่เห็นโทษ ไม่เห็นทุกข์ ไม่รู้ว่าชีวิตที่เป็นอยู่เป็นทุกข์หรือว่าถ้าโยงเข้ามาเรื่องบริษัทยา ไม่เห็นว่าการต้องพึ่งพิงกับยาสมัยใหม่นี่เป็นเรื่องที่ทำให้เราไม่สามารถแก้ไขตัวเราได้ และอาจจะเกิดโรคใหม่ ๆ ก็ได้ ก็คือมันอยู่ในขั้นตอนนั้น เมื่อคนทั่วไปไม่อยู่ในอริยสัจจ์นี่ เขาก็เลยต้องตกอยู่ในวงจรของวัฏฏสงสาร อยู่ในวงจรของกระแสหลักก็ได้ คือกระแสที่คิดไปมันรังแต่จะทำให้เกิดทุกข์ หรือว่ารังแต่จะเพิ่มพูนเรื่องกามคุณ รังแต่จะเพิ่มพูนเรื่องความรุนแรงเรื่องพยาบาท หรือรังแต่เพิ่มความเบียดเบียนซึ่งกันและกัน เรื่องวิหิงสาอะไรเหล่านี้

พระพุทธเจ้าบอกว่าถ้าเราต้องการที่จะหลุดไปจากกระแสหลัก หรือว่าต้องการหลุดไปจากวงจรของวัฏฏสงสารถึงระดับเข้มข้นกว่ากระแสหลักก็คือต้องทำยังไงถึงจะให้เห็นอริยสัจจ์ ถ้ามองในเชิงของการเผยแผ่ หรือเผยแพร่แนวคิดใหม่หรือทางเลือกใหม่ การชี้ทุกข์หรือชี้โทษให้เห็นมันก็อยู่ในขั้นตอนนี้ ซึ่งมันต้องเพิ่มด้วยขั้นตอนอื่น ๆ ด้วย เพราะอาจจะวิเคราะห์ให้เห็นว่าสาเหตุมันเป็นยังไงด้วย แล้วก็เป้าหมายเรื่องมรรควิธีอย่างอื่นด้วย ถ้ารวมกันในลักษณะทั้ง ๔ ขั้นตอน ก็ไม่เกิดลักษณะศัตรูที่เป็นตัวบุคคล ซึ่งเป็นลักษณะเหมือนกับว่ามองเขาในเชิงปฏิปักษ์ เท่ากับว่าเรานี่ใช้วิธีคิดแบบพุทธนี่ใช้ในการเผยแพร่แนวคิดของเรา

ผู้ร่วมเสวนา ขอเสริมนิดหนึ่ง ก็น่าสนใจในพุทธจริยาท่านอาจารย์ก็พูดไว้พอสมควร พระพุทธเจ้าไม่มีความเป็นปฏิปักษ์กับลัทธิอื่น เพราะฉะนั้นเช้า ๆ ทุกเช้านี่ถ้าพระองค์ออกจากวัดไปในช่วงที่เช้าเกินก็จะเข้าไปในสำนักของลัทธิอื่น แล้วก็จะไปพูดกันถึงเรื่องแนวคิด เขาคิดยังไง พระองค์คิดยังไง ก็แลกเปลี่ยนกันก็ถกกัน เหมือนกับเป็นเพื่อน ทีนี้ถ้าลัทธิไหนที่จะสุดโต่งมาก ๆ ถึงแม้ว่าจะโต้กันแต่ว่าคือมันเจตนาที่จะให้เขาเห็นเพื่อจูงใจเขาไปสู่แนวคิดอีกอย่างหนึ่งที่มันถูกต้องคือทำไปด้วยเจตนาดีทั้งนั้น โดยไม่คิดว่าอันนี้เป็นศัตรู

อีกอย่างหนึ่งก็คือตั้งแต่การต่อสู้กันทางความคิดอย่างเรื่องบริษัทยา อย่างพระพุทธเจ้านี่การที่พระองค์เผยแพร่คำสอนนี่ สิ่งแรกที่พระองค์เลือกก็คือไม่ต้องการที่จะหาสาวกเลย สิ่งที่ต้องการก็คือว่าพระองค์รู้บางสิ่งว่าทำอย่างนี้มันจะดับทุกข์ เพราะฉะนั้นมันน่าจะมีคนบางคนที่พอจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ ก็มีคนที่รู้อย่างนั้นจริง ๆ พระองค์ก็ทำหน้าที่ไปเรื่อย ๆ เดินโดยไม่ต้องหาสาวกแต่ว่ามันก็เกิดขึ้น อันนี้ก็แลกเปลี่ยน

ผู้ร่วมเสวนา บางทีผมว่าการวิวาทการต่อสู้กันมันก็สร้างสันติได้เหมือนกัน อย่างเช่นกรณีที่ลุงผมนี่สู้กับเผด็จการแล้วตายเป็นเบือเลยบาดเจ็บล้มหายตายจากเยอะแยะกี่ยุค ๓ ยุค ก็ผมมีชีวิตอยู่ ห้ามพูดเรื่องการเมืองเกิน ๕ คน ๖ทุ่มไปแล้วห้ามออกจากบ้าน อะไรต่ออะไร อยากจับใครก็จับเข้าคุก

ผู้ร่วมเสวนา อ่านหน้าสุดท้ายของสรุปประเด็น ไม่แน่ใจว่าหลวงพี่เป็นผู้เขียนหรือเปล่า เขียนว่าคือข้อ ๘.๓ พุทธคุณในฐานะพุทธจริยา แล้วบอกว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ไม่มีคำถามผู้ใดว่าอะไรเป็นอะไรหรืออย่างไร แล้วพอมาต่อหน้าสุดท้ายว่า คำถามด้วยอะไรอย่างไรล้วนแต่เจอเรื่องตัณหา อยากจะขอให้ช่วยขยายความค่ะ

ผู้ร่วมเสวนา ในหนังสือพูดถึงพุทธจริยาของพระพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าไม่ค่อยสงสัยว่าอะไรมันเป็นอะไร คือท่านรู้ว่าทุกสิ่งมันเป็นเหตุปัจจัยอย่างนั้น เพราะฉะนั้นคำถามที่เป็นไปในลักษณะที่เป็นความอยากรู้ว่านี่เป็นยังไง นั่นเป็นยังไง จะไม่มี แต่ว่าพระพุทธเจ้าก็ถาม ถามเพื่อ สมมติว่ากรณีถ้าเกิดมีพระทำผิด พระองค์ก็ถามว่าจะจัดการกับท่านยังไง ก็มีพระที่เป็นเสนาอำมาตย์ ที่เป็นเหรัญญิก พระองค์ก็ปรึกษาก็ถาม แต่ว่าไม่ได้ถามในลักษณะที่เป็นอยากรู้ แต่ว่าถามเพราะว่าเมื่อจำเป็นต้องถามก็ถามแต่ว่าไม่ได้อยากรู้

พระไพศาล เรื่องนี้ก็คงคล้า ๆ กับที่มีคนมาถามพระพุทธเจ้าในเรื่องที่อยากรู้แต่ไม่มีประโยชน์ ที่เรียกว่าอันตคาหิกทิฏฐิ คือความเชื่อที่สุดโต่ง พิสูจน์ยาก และไม่มีประโยชน์ เช่น คำถามว่าโลกนี้มีที่สิ้นสุดหรือไม่ ตายแล้วยังมีอยู่หรือหมดไป สรีระและชีวะอันเดียวกันหรือคนละอัน คำถามแบบนี้น่าสงสัยชวนให้อยากรู้แต่ว่าไม่มีประโยชน์ ถ้ามีคนมาถามแบบนี้พระพุทธเจ้าจะไม่ตอบ ขนาดพระองค์ใกล้จะปรินิพพาน ยังมีคนอุตส่าห์มาถามคำถามทำนองนี้กับพระองค์ เช่นสุภัททปริพาชกรู้ว่าพระพุทธเจ้าจะปรินิพพานก็เลยมาหาพระองค์ กว่าจะเข้ามาถามพระองค์ได้ก็ต้องผ่านพระหลายรูปรวมทั้งพระอานนท์ พอได้พบพระพุทธเจ้าก็ถามเรื่องทำนองนี้ พระพุทธเจ้าตอบว่าถามแบบนี้ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เรากำลังจะไปอยู่แล้วนี่ท่านมาถามเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ ให้ถามใหม่ เขาก็ยังถามอีกว่ารอยเท้าในอากาศมีหรือไม่ อีก ๒ ข้อถามว่าสังขารนี้เที่ยงหรือไม่ นักบวชนอกพุทธศาสนามีหรือไม่ ยังดีที่มีคำถามที่มีประโยชน์อยู่บ้าน และดูก็ยังใกล้ตัวขึ้นมาหน่อย แต่เป็นคำถามแบบอยากรู้คำถามพวกนี้ส่วนใหญ่พระพุทธเจ้าจะไม่ตอบเลย เพราะถ้าตอบไปนอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้ว ยังไปเสริมมิจฉาทิฐิของเขาหรือทำให้เข้าใจผิดมากขึ้น อย่างเช่นมีคนมาถามว่าพระอรหันต์ตายแล้วไปเกิดที่ไหน คือคำถามเป็นคำถามของคนที่อยากรู้ พระพุทธเจ้าก็ไม่ตอบ ตอนหลังก็ถามอีกพระพุทธเจ้าก็เลยบอกว่า ถามว่าเกิดนี่ถามผิด ถามแบบนี้เหมือนกับถามว่าไฟดับแล้วไปที่ไหน พระพุทธเจ้าบอกว่าคำว่าเกิดเอามาใช้กับผู้มีจิตหลุดพ้นไม่ได้ คือถ้าบอกว่าเกิดก็ไม่ถูกต้อง แต่ถ้าบอกว่าไม่เกิดก็ชวนให้เขาเข้าใจไปว่าพระอรหันต์ตอนที่มีชีวิตอยู่ท่านมีตัวตน แต่เมื่อตายไปแล้วตัวตนก็ดับสูญไปด้วย เท่ากับไปตอกย้ำความเชื่อที่มีอยู่ก่อนแล้วเรื่องตัวตนให้หนักขึ้น ถ้าเจอถามอย่างนี้พระองค์ไม่ตอบตรง ๆ แต่พูดโดยยกอุปมาเรื่องไฟดับเมื่อหมดเชื้อ เพื่อให้เข้าใจว่าพระอรหันต์ท่านดับแล้วเหมือนกับไฟที่ดับสนิทเพราะไม่มีเชื้อ เป็นการดับเพราะเหตุปัจจัยดับ เมื่อคำถามเป็นคำถามแบบอยากรู้ซึ่งไม่มีประโยชน์ พระพุทธเจ้ามักจะนิ่งเงียบ หรือถ้าตอบก็ตอบแบบมีอุปมาอุปไมยเหมือนที่พูดเมื่อกี้ว่า ไฟเมื่อดับแล้วมันไปไหน จะพูดให้เข้าใจแต่ส่วนใหญ่จะไม่ตอบเพราะตอบแล้วจะทำให้เข้าใจผิด อย่างอัตตามีหรือไม่มี ถ้าตอบว่าอัตตามีมันก็ไม่ถูกใช่ไหม แต่ถ้าตอบว่าอัตตาไม่มี แม้จะใกล้เคียงกับคำสอนเรื่องอนัตตา แต่สำหรับคนถามที่เชื่อในเรื่องอัตตาอยู่แล้ว ก็จะเข้าใจผิดไปได้ง่ายว่าแต่ก่อนอัตตามีนะแต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว คือเห็นว่าอัตตามันไม่เที่ยง ซึ่งไม่ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์ไม่ได้บอกว่าอัตตาไม่เที่ยงแต่บอกว่าอัตตาไม่มีอยู่ตั้งแต่แรก ตรงนี้มันต่างกันมาก ก็จะมีคำถามแบบนี้ซึ่งพระพุทธเจ้าจะไม่ตอบ เพราะพูดแล้วเขาจะตีความให้เข้ากับความคิดที่มีอยู่เดิมซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ

ผู้ร่วมเสวนา หลาย ๆ คำถามที่ทำให้วิทยาศาสตร์ตะวันตก มีความอยากรู้อยากเห็นนี่เป็นรากฐานมาก แต่ไม่มีตัวที่คอยกำกับว่าอยากรู้แล้วผลที่ตามมานั้นคืออะไร ในขณะที่ถ้าเกิดว่าอย่างของทางอินเดียจะเรียกว่าวิภูติถ้ารู้แล้วไม่เป็นคุณกับผู้อื่นคือมีประโยชน์แต่กับตัวเอง คุณสมบัติพิเศษอันนั้นถือว่าไร้ค่า อันนี้ที่เคยอ่านมา จะมีว่าคนที่มีคุณสมบัติพิเศษบางอย่างนี่ถ้าเกิดว่าทำอิทธิปาฏิหาริย์อะไรต่าง ๆ ไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัว คุณสมบัติอันนั้นมันจะค่อย ๆ เสื่อมไป

ผู้ร่วมเสวนา ก็ต้องศึกษามาเยอะกว่าคนอื่นซึ่งก็ไม่รู้ว่าเยอะจริงหรือเปล่า ก็เลยไม่แน่ใจว่าบางอันถูกหรือผิด ก็พูดเรื่องอริยสัจจ์ 4 กัน พูดเรื่องมรรค 8 กัน พูดหลาย ๆ อย่าง อย่างพยายามอธิบายปฏิจจสมุปบาทก็จำได้เป็นภาษาไทยแล้วก็ไม่แน่ใจก็เลยบอกน้องเขาว่าเดี๋ยวจะทำการบ้านมาให้ใหม่ ก็เลยมีความรู้สึกว่าถ้ามีพระนี่จะทำให้ได้เรียนรู้มากกว่านี้ อันนี้เหมือนกับว่าศึกษามากกว่าคนอื่นซึ่งไม่รู้ถูกหรือผิด แต่ว่าค่อนข้างศึกษาเยอะก็เลยบอกทุกคนเลยซึ่งอาจจะทำให้ในกลุ่มเครียดด้วย

ผู้ร่วมเสวนา ก็คุยกันสัพเพเหระครับท่านอาจารย์ มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะฝากถามท่านอาจารย์ด้วย ผมเคยไปทานมังสวิรัติที่แถวถนนนวมินทร์ ผมบังเอิญแอบได้ยินคนขายหนังสือข้าง ๆ ท่านบ่นว่าเมื่อคืนนี้แย่จัง แกบอกว่าจิตมันไม่คลายนั่งสมาธิยังไงมันก็ไม่คลายรู้สึกแย่มาก ผมก็เลยมาสงสัยว่านังสมาธิมันมีเป้าหมายด้วยหรือ มันมีเหมือนการเดินทางหรือเปล่า ที่บอกว่าจิตมันไม่คลายนี่ผมเก็บมานั่งคิดอยู่คนเดียว เมื่อกี้ผมก็เลยถามพี่แอ๊วก็อยากฝากถามท่านอาจารย์ด้วยครับ ผมก็คงจะมีเท่านี้ครับ

ผู้ร่วมเสวนา คืออันนี้เป็นประสบการณ์ของผมโดยตรง คือเข้าใจว่าเป็นพุทธจริยาเกี่ยวกับเรื่องโลภะหรือความโลภ เพราะว่าผมทำงานอยู่ในหน่วยงาน แล้วก็แต่ละปีเมื่อประกาศผลการขึ้นเงินเดือนนี่มันจะมีปัญหาเรื่องความทุกข์เข้ามา ผมก็ไปร่วมตกอยู่ในกระแสวังวนอันนี้หลายปี เพราะว่าประกาศทีมันก็มีปัญหาเรื่องนี้เข้ามาทุกที เพราะว่าชอบเอาไปเปรียบเทียบกัน คุณได้เท่าไหร่ ได้แค่นี้เหรอ ผมได้แค่นี้ เดี๋ยวถามคนโน้นคนนี้ ผมทำงานดีกว่า หมอคนโน้นอีก เอ๊ะ! หมอคนโน้นทำไมได้มากกว่าผม คือไปคิดว่าตัวเองเก่งตัวเองยอดกว่า แล้วคิดว่าเราต้องได้มากกว่าเขาคราวนี้เกิดได้น้อย ก็เลยบอกว่าอย่างนี้เจ้านายเล่นไม่แฟร์ ปีสุดท้ายผมก็ออกมารู้สึกมันทุกข์เหมือนกันนะ พอดีพรรคพวกจัดไปเที่ยวทางใต้ไปเที่ยวทะเลกันตั้งหลายวัน กลับมามันก็ยังไม่หายทีเดียวขนาดไปเที่ยวตั้งหลายวัน ผมก็มาคิด เอ๊ะ! เรานี่ตกเป็นเหยื่อของวังวนอันนี้หรือเปล่า เพราะว่าสังเกตมานี่พอประกาศผลการขึ้นเงินเดือนนี่จะตกอยู่ในกระแสอันนี้ทุกที ผมก็มาคิดเราจะไปหลุดพ้นมันได้ยังไง คือผมก็ดีอย่างผมก็มาคลุกคลีกับพวก NGO มานานพอสมควร เพราะอย่าง NGO นี่เขาทำงานบางทีเงินเดือนไม่เท่าไหร่ เราเงินเดือนมากกว่าเขาตั้งเยอะแยะ แล้วเงินเดือนขึ้นมาน้อยไปหน่อยแค่นี้ทำไมต้องไปทุกข์ พอเราคิดได้อย่างนั้นก็เลยตั้งแต่นั้นเลิกไปสนใจ คือเราหลุดจากกับดักตัวนี้ พอสมมุติว่าปีต่อไปขึ้นมาเท่าไหร่อย่าไปสนใจ คนมาถามบอกไม่รู้ จะขึ้นเท่าไหร่ก็เรื่องเขาแล้วก็ไม่ทุกข์ไม่สนใจ มันก็เลยปลอดโปร่ง ผมก็เสริมแค่นี้แล้วกัน

ผู้ร่วมเสวนา ลองดูว่าจะอธิบายให้เพื่อน ๆ เข้าใจได้หรือเปล่านะคะ อาจจะมีหัวข้อ ๑๔ ที่อธิบายไม่ได้นะคะ คือเรื่องที่คุยก็ดูเหมือนสัพเพเหระ แต่จะมีกรณีตัวอย่างเรื่องของตัวเองที่พบปัญหาว่าเมื่อหลายปีก่อนมี เพื่อนที่สนิทมากในที่ทำงานเสียชีวิต แล้วเกิดมาไม่เคยมีประสบการณ์ว่ามีคนใกล้ตัวเสียชีวิตทำให้ช็อคอยู่พักหนึ่งแล้วก็หันไปอ่านหนังสือไปเรียนรู้เรื่องของความตาย ไม่แน่ใจว่าตอนนี้เข้าใจได้มากพอหรือเปล่า หรือว่าเป็นเพราะว่าเวลาผ่านไปทำให้ทุกข์น้อยลงไปเอง แต่ก็เข้าใจมากขึ้น เรื่องของเกี่ยวกับความตาย

แล้วก็เรื่องของปัญหาในการทำงานที่มุ่งมั่นมันมากเกินไป มุ่งมั่นจะทำโน่นทำนี่ก็มีคำถามว่าเป็นเพราะเราทำเพื่อตัวเองหรือเปล่า อยากจะทำงานให้สำเร็จเพื่อตัวเอง ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องของเหมือนกับเรื่องของอัตตาหรือเปล่าคะที่จะทำงาน ทำความเข้าใจกับตัวเองแล้วก็ลดตรงนี้ลง แล้วก็มีเรื่องของพี่อีกคนที่เป็นเรื่องของการให้อภัย การปล่อยวาง พี่เขาจะดูไม่มีปัญหาในชีวิต หมายถึงว่าวิธีการคือพบปัญหาแล้วก็คือนึกถึงคนอื่นก่อน คนอื่นไม่เสียหายอะไรความเสียหายของตัวเองนี่จัดการได้ แล้วก็ปล่อยวางไม่ถือโทษโกรธเคืองมันก็ไม่สาวยาวต่อไปเรื่อย ๆ มันก็จบลงอภัยกับปล่อยวาง

แล้วก็มีอีกหัวข้อหนึ่งที่พูดถึงเรื่องของสมาธิการเป็นคนที่ควรจะฝึกสมาธิให้นิ่ง ให้สามารถทำงานท่ามกลางความวุ่นวายคือแต่ละคนอาจจะมีสมาธิในการทำงานไม่เท่ากัน เกี่ยวกับเรื่องสมาธิสั้น เหมือนกับฝึกให้ในความวุ่นวายหลาย ๆ เรื่องที่เข้ามาพร้อม ๆ กันก็ยังคงสามารถทำงานได้ดีเหมือนกับต้องฝึกปฏิบัติบ่อย ๆ แต่ว่าคือตัวเองอาจจะขี้เกียจ ถ้าไม่มาอยู่ในบรรยากาศแบบนี้ไปอยู่ในบรรยากาศอยู่คนเดียวที่ทำงานอย่างนี้ก็จะขี้เกียจ ไม่ค่อยได้ฝึกตรงนี้ คือน้องเบิ้มเขาบอกว่ามันเป็นเรื่องจำเป็น เรื่องที่โดยธรรมชาติแล้วหลายคนก็ใช้อยู่ แต่ธรรมชาติแล้วหลายคนก็ไม่ได้ใช้

ผู้ร่วมเสวนา เสริมหน่อยนะครับ เป็นพุทธจริยาในส่วนที่เป็นคำสอนที่ให้เป็นประโยชน์แก่โลกนะครับ ท่านสรุปมาว่าท่านทรงขนาบเรื่อยพระองค์ทรงจริงจังในการทำหน้าที่ คนที่มีความจริงจังในการทำหน้าที่เท่านั้นจะทนอยู่ได้ คนที่ไม่มีแก่นสารไม่จริงจังก็พากันวิ่งหนี อันนี้อาตมาจำได้ว่าเป็นคำที่พระพุทธองค์ท่านสอนพระอานนท์จะด้วยสาเหตุใดก็จำไม่ได้นะครับ แต่คำพูดที่พระพุทธองค์ท่านคุยกับพระอานนท์ว่า “อานนท์เราจะไม่ทำกับเธอเหมือนอย่างช่างปั้นหม้อที่ทำกับหม้อที่ยังเปียกยังดิบอยู่ อานนท์เราจะชี้โทษแล้วจักชี้โทษอีกไม่มีหยุด อานนท์เราจักขนาบแล้วขนาบอีกไม่มีหยุด แล้วท่านก็สรุปว่าผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสารผู้นั้นจะทนอยู่ได้” อันนี้ก็มาคุยกันในกลุ่มนะครับว่าเราได้ประโยชน์อะไรจากคำสอนเป็นประโยชน์แก่โลกอันนี้บ้าง ท่านบอกว่าให้ทุกคนมีแก่นสาร แก่นสารในที่นี้ เท่าที่วิเคราะห์กันดูก็คงจะหมายถึงความรู้ความตั้งใจจริงที่จำทำอะไรทุกอย่างให้มีความตั้งใจจริงให้ถึงจะทำอะไรได้สำเร็จลุล่วงด้วยดี อันนี้คือคำว่าแก่นสาร

แล้วก็สอนให้เป็นคนมีความจริงจังทนอยู่ได้ แล้วการที่พระองค์ทรงขนาบอีกก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าการขนาบนี่เป็นการดีหรือไม่ อันนี้ยังวิเคราะห์ไม่ออกนะครับว่าการที่พระองค์ทรงขนาบคนนี่ถ้าเกิดศักยภาพเขาไม่พอ ไม่ทราบว่าเท่ากับบีบเขาออกจากธรรมวินัยนี้เลยหรือเปล่า ถ้าคนไหนมีศักยภาพพอก็จะอยู่ในธรรมวินัยนี้ได้ อันนี้ก็ยังวิเคราะห์ยังไม่ออกนะครับก็เลยคุยกันในกลุ่มเฉย ๆ แต่ว่าก็เลยเอาเรื่องของคำพูดตรงนี้มาเป็นตัวอย่างที่ดีที่เราจะได้นำมาประพฤติปฏิบัติกัน ส่วนข้อสังเกตก็อาจารย์ช่วยตอบหน่อยแล้วกันครับว่า การที่พระพุทธองค์ท่านขนาบเรามันจะเป็นผลดีกับคนที่มีศักยภาพอย่างไรบ้าง ขนาบ ถ้าเขาทนไม่ไหวนี่เท่ากับเรากันเขาออกไปเลยถ้าเขาอยู่ในธรรมวินัยไม่ดี แล้วคำว่าแก่นสารนี่ก็มีคนหนึ่งในกลุ่มก็ตั้งคำถามไว้ว่าคำว่า “แก่นสาร” นี่ มีความรู้นี่บางทีมันทำให้เกิดทุกข์ได้ไม่ใช่ว่าจะทำให้มีความสุขตลอดไป คำว่าแก่นสารนี่คืออะไรคำนิยามคำนี้ ขอถามพระอาจารย์สัก ๒ คำถามนี้ครับ

พระไพศาล แก่นสารนี่ถ้าพูดง่าย ๆ ก็เช่นการบวชหรือปฏิบัติธรรม แก่นสารของการบวชหรือปฏิบัติธรรมไม่ใช่เพื่อลาภสักการะ ไม่ใช่เพื่อให้เขามายกย่องนับถือ รวมทั้งไม่ใช่เพื่อสวรรค์ หรือเพื่อความเป็นเทพ แต่เพื่อการพ้นทุกข์ เพื่อความวิมุติหลุดพ้น นี่คือแก่นสาร แน่นอนสำหรับคนที่ได้บรรลุผลถึงขนาดนั้นแล้วการขนาบนี่ไม่มีผลให้เขาเกิดความสะดุ้งสะเทือนได้เลย ปุถุชนต่างหากที่เจอการขนาบแล้วถึงจะสะดุ้งสะเทือน พวกที่มีแก่นสารจึงรวมถึงพวกที่ไม่ได้เน่าใน

พวกที่เน่าในคือพวกที่ทำผิดขั้นอุกฤษฏ์ เคยมีตัวอย่างว่าครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าตักเตือนพระว่ากลืนกินก้อนเหล็กแดงที่ร้อนดุจเปลวเพลิงยังดีกว่าที่ภิกษุทุศีลบริโภคอาหารที่ชาวบ้านถวาย หรือนอนกอดกองไฟดีกว่าภิกษุทุศีลกอดผู้หญิง เพราะว่าการกอดกองไฟมีโทษเฉพาะชาตินี้เท่านั้น ไม่เป็นโทษถึงขั้นตกนรกหรือไปทุคติแต่ถ้าภิกษุไปกอดผู้หญิงหรือเสพเมถุนตายแล้วบาปกรรมจะตามไปถึงชาติหน้า ทำให้ตกนรกหรือไปสู่ทุคติ พอพูดจบปรากฏว่ามีพระ ๖๐ รูปกระอักเลือดเพราะว่าเป็นภิกษุทุศีลหรือต้องอาบัติปาราชิก และลาสิกขาออกไป แต่อีก ๖๐ รูปกลับบรรลุเป็นพระอรหันต์ ตรงกันข้ามเลย

นี่คือการขนาบ คนที่ไม่มีแก่นสารคือไม่ได้บวชด้วยความตั้งใจจริงย่อมทนการขนาบไม่ได้ คนที่อยู่ได้ก็คือคนที่ตั้งใจแล้วก็ไม่ได้เป็นคนเน่าใน อันนี้คือความหมายของคนที่มีแก่นสาร

บางครั้งพระพุทธเจ้าก็พูดให้กำลังใจผู้บวชด้วยการสอนอย่างง่าย ๆ ว่า การแผ่เมตตาแม้ชั่วขณะจิตเดียวก็มีอานิสงส์มหาศาล ฟังแล้วก็เกิดกำลังใจว่าการปฏิบัติธรรมนี่ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงแค่แผ่เมตตาจิตก็ได้อานิสงส์มหาศาลแล้ว อันนี้พระองค์พูดเพื่อเป็นกำลังใจให้กับคนที่คิดว่าการบวชนี่มันยาก เพราะคนจำนวนไม่น้อยคิดว่าการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา หรือการครองเพศในพรหมจรรย์เป็นเรื่องยากเหลือเกินนะ พระพุทธเจ้าบอกจริง ๆ แล้วไม่ได้ยากอะไร มีพระบางรูปมาทูลขอสึกกับพระพุทธเจ้า ให้เหตุผลว่าสิกขาบทมากเหลือเกิน อุปัชฌาย์บอกว่าทำอย่างนี้ก็ไม่ได้ อย่างนี้ก็ไม่ได้ รู้สึกว่าทำตามวินัยไม่ไหว จึงมาขอสึก พระพุทธเจ้าอยากยั้งคนแบบนี้เอาไว้ จึงบอกว่าถ้าปฏิบัติเพียงขอเดียว จะทำได้หรือไม่ พระรูปนี้ก็ตอบว่าได้ พระองค์จึงสอนว่าให้รักษาจิตอย่างเดียวพอ ปรากปว่าไม่นานก็บรรลุธรรม อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของคนที่มีแก่นสาร แต่ว่าอาจจะมีปัญหาในการบวช แม้จะตั้งใจดีก็ตาม พระพุทธเจ้าพยายามรักษาคนอย่างนี้เอาไว้ โดยทำให้การบวชกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมา ไม่ใช่ว่าถ้าปฏิบัติไม่ได้ ก็ไล่สึกไป

คราวนี้อยากจะให้เราได้เห็นภาพรวมของคำสอนของพระพุทธเจ้ารวมทั้งจริยาวัตร เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการมองและการประยุกต์ใช้หลักธรรมสำหรับการพัฒนาตนและปรับปรุงคุณภาพชีวิต คือคนเราแต่ละคนมี 3 มิติ หรือมีชีวิต 3ด้าน ก็คือ กาย จิต แล้วก็ปัญญา

กายนี่ก็รวมไปถึงเรื่องของการเกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 การกิน การเสพ การบริโภค เดี๋ยวนี้เราไม่ใช่มีแค่ปัจจัย 4 แล้วเรามีอย่างอื่นด้วยเช่นเทคโนโลยีนานาชนิด มิติด้านกายนี้รวมไปถึงความสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วย ในส่วนกายนี้บางทีเราก็เรียกรวม ๆ ว่าพฤติกรรม ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎกท่านเรียกว่า พฤติสัมพันธ์ ก็หมายถึงเรื่องของการกิน การอยู่ การบริโภคและการสัมพันธ์กับผู้คน ศีลนี่มันเป็นเรื่องนี้โดยตรง ศีลเป็นเรื่องของการที่เราไม่ไปเบียดเบียนใคร เช่นศีล 5 ถ้าเป็นศีล 8 ก็จะมีเพิ่มเข้ามา ๓ ข้อเป็นเรื่องของการบริโภคใช้สอย ความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ๓ ข้อที่เพิ่มเข้ามาไม่ได้เกี่ยวกับการไปเบียดเบียนใคร แต่เป็นการทำให้ชีวิตเราเรียบง่าย กินง่าย เกี่ยวข้องกับปัจจัยวัตถุเท่าที่จำเป็น

มิติที่ ๒ ก็คือเรื่องจิต เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคุณภาพของจิต เช่นสติสัมปชัญญะ ขันติความอดทน วิริยะความเพียร ความเมตตา การให้อภัย อันนี้ก็เป็นหลักธรรมในระดับจิต ซึ่งอาจแสดงออกมาทางกายหรือทางความสัมพันธ์กับผู้อื่น เราจะเห็นได้ว่ามันมีความสัมพันธ์กันระหว่างจิตกับกาย ถ้าจิตมีความสุข ก็ไม่พึ่งพิงวัตถุมาก ถ้าคนเราไม่มีความสุขทางใจ จิตมันก็คอยแสวงหาความสุขทางกาม พระพุทธองค์ท่านเปรียบเทียบได้ดีนะคือเปรียบผู้ปฏิบัติธรรมเหมือนกวาง กวางมันรู้นะว่าทุ่งหญ้าข้างหน้านี่มีพรานคอยแอบซุ่มยิงหรือวางกับดักเอาไว้ กวางตัวนี้หลบอยู่ในราวป่าใกล้ ๆ ทุ่งหญ้า แต่ไม่กล้าเข้าไปกินหญ้าในทุ่งโล่งเพราะกลัวถูกจับได้ แต่ถ้ากวางตัวนี้ไม่สามารถหาแหล่งอาหารที่ดีกว่า ในที่สุดมันก็ต้องกลับไปกินหญ้าในทุ่งนั้นเพราะมันหิว ซึ่งก็มีโอกาสจะถูกจับได้ อันนี้พระองค์เปรียบกามคุณเหมือนกับทุ่งหญ้าที่กวางโปรด พระองค์ต้องการชี้ว่าถ้าเรายังไม่สามารถแสวงหาความสุขที่ประณีตกว่าความสุขทางกามได้ในที่สุดก็กลับไปหาความสุขทางวัตถุ ฉะนั้นถ้าจิตไม่มีความสุขก็ตต้องกลับไปหมกมุ่นกับกามหรือวัตถุ

อีกมิติหนึ่งคือเรื่องของปัญญา ปัญญาหมายถึงความรู้ความเข้าใจ เช่น เห็นไตรลักษณ์ เห็นอนิจจัง จนกระทั่งจิตสามารถปล่อยวางได้ หรือค้นพบว่าความสุขไม่ได้เกิดจากการบริโภค เห็นว่าความสุขทางวัตถุมีโทษมากมีสุขน้อย หรือความตระหนักว่าเมื่อโกรธคนที่ทุกข์เป็นคนแรกคือเราไม่ใช่คนที่เราโกรธ ก็ทำให้เราไม่ค่อยอยากจะโกรธใคร ยังมีหลักธรรมเกี่ยวกับเรื่องปัญญาในส่วนนี้ที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเราชาวพุทธมาก เช่น ในเรื่องความโกรธหรืออาฆาต พระองค์ก็บอกว่าวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดอาฆาตพยาบาทหรือความโกรธ ก็คือให้รู้จักมองแบบแยกแยะมองแบบว่าคน ๆ นั้นเขามีส่วนดีอะไรบ้าง พระองค์เปรียบเทียบกับว่าเหมือนกับน้ำในสระที่มีจอกแหนอยู่เต็ม บัณฑิตผู้มีปัญญาต้องรู้จักวักจอกแหนออกไปจะได้ดื่มน้ำได้ หรือเสื้อผ้าที่เก็บได้ ส่วนไหนที่ขาดก็ต้องรู้จักตัดออกไป เหลือส่วนที่ดีเอาไว้ใช้ประโยชน์ คือเราต้องรู้จักมองแบบแยกแยะว่าคนที่เราโกรธ เขามีอะไรบ้างที่เป็นส่วนดี การมองเห็นส่วนดีของเขาจะช่วยให้เราโกรธหรืออาฆาตเขาน้อยลง นอกจากนั้นพระองค์ก็ยังแนะให้เรามองให้เราเห็นว่าคนที่เขาทำไม่ดีกับเราต่อไปเขาจะได้รับทุกข์นะ ถ้าเรามองอย่างนี้เราก็จะสงสารเขา เห็นใจเขา แล้วความอาฆาตพยาบาทก็จะน้อยลง

อันนี้คือวิธีการมองที่เรียกว่ามองส่วนดีหรือมอแง่ดี ไม่ทราบเคยได้ยินเรื่องที่พระปุณณะมาลาพระพุทธเจ้าไปเมือง ๆ หนึ่งชื่อว่าสุนาปรันตชนบท พระพุทธเจ้าเตือนว่าเมืองนี้คนดุนะ ถ้าไปก็อาจจะถูกคนเขาด่าว่านะ ท่านกุณณะบอกว่าถูกเขาด่าก็ยังดีกว่าถูกคนเขาทุบตี พระพุทธเจ้าถามต่อว่าถ้าถูกเขาทุบตีล่ะจะทำอย่างไร พระปุณณะก็ตอบว่าดีกว่าเขาเอาก้องดินมาขว้าง พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามว่าแล้วถูกเขาเอาก้อนดินมาขว้างล่ะ พระปุณณะตอบว่าก็ยังดีกว่าเขาเอาไม้มาตี แล้วถ้าเขาเอาไม้มาตีล่ะ เขาเอาไม้มาตีก็ยังดีกว่าเขาเอาของมีคมมาแทง แล้วถ้าเขาเอาของมีคมมาแทงล่ะ พระปุณณะก็ตอบว่าก็ยังดีกว่าเขาฆ่าให้ตาย ทีนี้พระพุทธเจ้าถามต่อว่า ถ้าเขาฆ่าให้ตายจะทำยังไง พระปุณณะก็บอกว่าคนบางคนเบื่อหน่ายชีวิต อึดกับร่างกายนี้ ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ เขายังต้องไปหามีดมาฆ่าตัวเอง แต่ข้าพระองค์ไม่ต้องหาเลย มีคนมาทำให้เสร็จ พูดจบ พระพุทธเจ้าสรรเสริญและอนุญาตให้พระปุณณะไปได้ ไม่นานก็สามารถถเอาชนะใจคนที่นั่นได้ ทำให้หันมานับถือพระรัตนตรัย ส่วนพระปุณณะในที่สุดก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้

นี่เป็นตัวอย่างวิธีคิดแบบพุทธอีกอย่างหนึ่ง ถือว่าเป็นการมองแบบเร้ากุศล ช่วยให้ไม่จมอยู่กับเหตุการณ์ที่ไม่น่าพอใจ เพราะมองถึงอย่างไรก็ยังดีที่ไม่หนักกว่านี้ จะเห็นได้ว่าในหลักธรรมคำสอนจริง ๆ ของพุทธศาสนานั้นมีหลายมิติ มีทั้งเรื่องของกาย ความสัมพันธ์ เรื่องของจิตและปัญญา เพราะฉะนั้นเวลาเราศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ต้องให้ครอบคลุมทั้ง ๓ ด้านคือกาย จิต ปัญญา แต่ทีนี้เราจะพบว่าการสอนพุทธศาสนาบางครั้งจะเน้นบางด้าน เช่น เน้นเรื่องจิต ให้ทำสมาธิ ให้ผ่อนคลาย แต่ไม่พูดถึงเรื่องการมีปัญญาหรือการใช้ชีวิตให้เรียบง่าย พึ่งพาวัตถุให้น้อย รู้จักลดละ กลับสอนให้รวยต่อไป make money ต่อไป โดยที่ไม่ได้มองว่าการที่ชีวิตยังวิ่งไล่ล่าหาเงินอยู่นั้น จะทำให้จิตของเราไม่สามารถพัฒนาได้เต็มที่เพราะยังเป็นทาสวัตถุได้ แต่พูดแค่นี้ยังไม่จบ เรายังต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่ดี อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีกัลยาณมิตร อันนี้เป็นปัจจัยสำคัญมาก เพราะว่าการพัฒนาจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยสภาพแวดล้อม ต้องอาศัยกัลยาณมิตร หรือว่าปรโตโฆสะ คือเสียงอื่น เสียงรอบตัว กัลยาณมิตรนี่สำคัญมากในการช่วยให้จิต ปัญญา และกาย พัฒนาไปได้ดี

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved