หน้ารวมบทความ
   บทความ > พุทธศาสนา > ศิลปศาสตร์กับการพัฒนามนุษย์
กลับหน้าแรก

ศิลปศาสตร์กับการพัฒนามนุษย์
พระไพศาล วิสาโล

ปาฐกถา อดุล วิเชียรเจริญ
ในวาระครบรอบ ๕๐ ปี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แบ่งปันบน facebook Share   

ขอคารวะพระคุณเจ้าและขอเจริญพรท่านคณบดี ท่านรองคณบดี และกรรมการบริหารคณะศิลปศาสตร์ตลอดจนสาธุชนทุกท่าน

การแสดงปาฐกถาของอาตมาในวันนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงมุทิตาจิตต่อคณะศิลปศาสตร์ ซึ่งได้มีอายุครบ ๕๐ ปี หรือกึ่งศตวรรษในวันนี้ การที่คณะศิลปศาสตร์ได้มีอายุยืนยาวถึงขนาดนี้นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับวิญญูชนผู้ใฝ่ในการศึกษา  และน่ายินดีอย่างยิ่งโดยส่วนตัว เนื่องจากอาตมาไม่เพียงเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นศิษย์เก่าคณะศิลปศาสตร์อีกด้วย   สี่ปีครึ่งในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อาตมาเรียนที่คณะศิลปศาสตร์คณะเดียว ไม่ได้ย้ายคณะเลย 

ดังนั้นนอกจากเป็นการแสดงมุทิตาจิตแล้ว การแสดงปาฐกถาครั้งนี้ยังถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณของคณะนี้ด้วย ซึ่งได้ให้สิ่งดีๆ แก่อาตมาหลายอย่าง  เช่น การให้เสรีภาพทางความคิด รวมทั้งโอกาสที่จะได้รู้จักคิดด้วยตัวเอง  อาตมาโชคดีที่ได้เรียนสาขาวิชาประวัติศาสตร์ซึ่งครูบาอาจารย์หลายท่านมีความใจกว้างและให้อิสระแก่นักศึกษาในการคิดและแสดงความเห็นโดยไม่ยึดติดกับตำรา และไม่เน้นการท่องจำ   ไม่แต่เพียงเท่านั้นครูบาอาจารย์หลายท่านยังส่งเสริมให้นักศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้ด้วยตัวเอง  ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมากสำหรับอาตมา  เพราะถึงแม้อาตมาไม่ได้มีอาชีพทางด้านประวัติศาสตร์ แต่ก็ได้อาศัยวิธีคิดรวมทั้งความรู้จากวิชาประวัติศาสตร์ในการดำเนินชีวิตและการทำงาน   อันที่จริงจำเพาะการเรียนการสอนในสาขาวิชานี้ซึ่งไม่เน้นการท่องจำ เท่านี้ก็ช่วยอาตมาได้มาก เพราะตอนที่เป็นนักศึกษานั้น อาตมาไม่ค่อยได้เข้าห้องเรียนเท่าไหร่ แต่การที่อาตมามีโอกาสใช้ความคิดและค้นคว้าด้วยตัวเองก็ทำให้สามารถที่จะเอาตัวรอดได้ในทุกวิชาโดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์ไทย อันนี้เป็นบุญคุณอย่างสังเขปที่อาตมาได้รับจากคณะศิลปศาสตร์  

การมาแสดงปาฐกถาครั้งนี้จึงถือเป็นการตอบแทนบุญคุณซึ่งมีมากมาย แต่วันนี้อาตมาคงตอบแทนได้เพียงส่วนเสี้ยวเท่านั้น   ขณะเดียวกันก็รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาเป็นองค์ปาฐก ที่จัดขึ้นในนามของศาสตราจารย์อดุล วิเชียรเจริญ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งคณะศิลปศาสตร์   การจัดทำปาฐกถาในฉายาของท่านถือว่าเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที ซึ่งเป็นคุณธรรมข้อหนึ่งของคนดี คือเมื่อรำลึกถึงบุญคุณของบุพการีหรือผู้ทำความดีไว้ก่อน ก็หาทางตอบแทนคุณของท่าน เช่น การทำให้ชื่อเสียงเกียรติยศของท่านปรากฏ     

ในโอกาสที่คณะศิลปศาสตร์มีอายุครบ ๕๐ ปี ถ้าเทียบเป็นคนก็ถือว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก เวลา ๕๐ ปีเป็นเวลาที่ยาวนาน มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายที่ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแก่คณะศิลปศาสตร์ ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดประเด็นใหม่ๆ ที่ท้าทายต่อพันธกิจของคณะศิลปศาสตร์  รวมทั้งต่อปรัชญาการศึกษาแบบคณะศิลปศาสตร์  ซึ่งอาตมาเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ย่อมก่อให้เกิดการตั้งคำถามขึ้นมากมายโดยเฉพาะในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา คำถามหนึ่งก็คือว่าวิชาหรือความรู้แบบศิลปศาสตร์มีความจำเป็นเพียงใดสำหรับประเทศของเรา หรือต่อพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้คนยุคนี้ที่เราเรียกว่ายุคโลกาภิวัตน์

ความหมายและความมุ่งหมายของศิลปศาสตร์

ปาฐกถาของอาตมาจะเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความมุ่งหมายของวิชาศิลปศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความหมายจำเพาะ ศิลปศาสตร์ ที่ว่านี้มากจากคำว่า Liberal Arts ซึ่งเป็นวิชาความรู้ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณแล้ว  Liberal Arts หมายถึงวิชาการสำหรับเสรีชน คำว่า Liberal ก็คือเสรีหรืออิสระ ซึ่งตรงข้ามกับวิชาการประเภทหนึ่งที่เรียกว่า Servile Arts   หรือวิชาการสำหรับผู้เป็นข้าทาส  ทั้งนี้เนื่องจากสังคมกรีกโบราณจะมี ๒ ชนชั้น คือ เสรีชนและผู้ที่เป็นข้าทาส

Liberal Arts หรือศิลปศาสตร์ของกรีกโบราณมีลักษณะ ๓ ประการ ประการแรกคือ เป็นวิชาที่เหมาะสำหรับเสรีชน เสรีชนที่ว่านี้หมายถึงชนชั้นสูงหรือพวกผู้ดีที่จะเป็นผู้นำของสังคม ประการต่อมา คือ เป็นวิชาที่ต้องใช้ความสามารถทางสติปัญญาอย่างสูง ประการสุดท้าย เป็นวิชาที่ยกระดับจิตใจของผู้เรียนโดยเฉพาะในด้านสติปัญญา  คือไม่ได้เป็นไปเพื่ออาชีพการงาน หรือแสวงหาผลตอบแทนทางวัตถุ เพราะว่าชนชั้นสูงนั้นมีชีวิตที่สุขสบายอยู่แล้ว ไม่ต้องทำมาหากินก็อยู่ได้ เพราะฉะนั้นวิชา Liberal Arts จึงมุ่งที่การประเทืองปัญญา โดยเชื่อว่าจะช่วยยกระดับจิตใจของผู้เรียนได้ ซึ่งต่างจากวิชาสำหรับผู้ที่เป็นข้าทาส ซึ่งเป็นวิชาที่ใช้แรงงานหรือเป็นวิชาที่มุ่งฝึกฝนทักษะสำหรับการทำมาหากิน ไม่ได้มุ่งที่การยกระดับจิตใจของผู้เรียน 

ในยุโรปสมัยกลาง ศิลปศาสตร์หรือ Liberal Arts ได้แปรเปลี่ยนไปจากเดิม ถึงแม้ว่าจะยังเป็นวิชาการที่มุ่งส่งเสริมสติปัญญา ไม่ได้มีเป้าหมายในเรื่องอาชีพการงานหรือการแสวงหาผลตอบแทนทางวัตถุ อันนี้ยังคล้ายคลึงกับของกรีกโบราณอยู่ แต่ว่าตัววิชาได้แปรเปลี่ยนไป Liberal Arts แบบนี้ตรงข้ามกับวิชาที่เรียกเป็นภาษาละตินว่า   artes illiberalis  หรือ artes mechanicae ซึ่งเป็นเรื่องวิชาชีพหรือสร้างทักษะเพื่อประกอบอาชีพ เช่น เป็นช่างทอผ้า ช่างเหล็ก ช่างไม้ ชาวนา นายพราน นักเดินเรือ ทหาร  พวกนี้เป็นวิชาที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Liberal Arts หรือศิลปศาสตร์เพราะมุ่งสร้างทักษะเพื่อการทำมาหากินโดยตรง ขณะที่ Liberal Arts  จะเน้นการส่งเสริมสติปัญญา ในสมัยนั้นวิชาที่เรียนก็มี ๗ วิชา ๓ วิชาแรก ได้แก่ ไวยากรณ์รวมทั้งวรรณคดี ตรรกศาสตร์ และวาทศิลป์ ๔ วิชาหลัง ได้แก่ เลขคณิต เรขาคณิต ดาราศาสตร์ และดนตรี วิชาแต่ละอย่างดูก็รู้ว่าเอาไปทำมาหากินไม่ได้ในสมัยนั้น แต่ว่าช่วยในเรื่องการประเทืองอารมณ์และการพัฒนาสติปัญญา อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานในการศึกษาวิชาชั้นสูง เช่น กฎหมาย เทววิทยา และการแพทย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิชาที่จำกัดอยู่ในหมู่ชนชั้นสูงหรือพวกผู้ดี

ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการหรือ Renaissance   Liberal Arts มีความหมายกว้างขวางขึ้น หมายถึงการศึกษาทั่วไปหรือที่เรียกว่า General Education  ซึ่งเป็นความหมายที่ใกล้เคียงกับศิลปศาสตร์ที่เราเข้าใจกันในปัจจุบัน  การศึกษาทั่วไปในที่นี้ แตกต่างจากการศึกษาที่เน้นวิชาชีพหรือวิชาเฉพาะ  วิชาชีพ ได้แก่ บัญชี บริหารธุรกิจ   วิชาเฉพาะก็ได้แก่ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือแพทยศาสตร์ เป็นต้น

ทุกวันนี้ Liberal Arts หรือศิลปศาสตร์หมายถึงการศึกษาทั่วไป   ปัจจุบันมี ๓ หมวดวิชา หรือ ๓ สาขา คือ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อแรกก่อตั้งก็มีลักษณะนี้  คือมีหลักสูตรวิชาความรู้ทั่วไป ซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มวิชาภาษาและกลุ่มวิชาความรู้ทั่วไป    วิชาความรู้ทั่วไปนั้นครอบคลุมทั้งมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการรับเอามาจากยุโรปและอเมริกาโดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒   นอกจากหลักสูตรวิชาความรู้ทั่วไปแล้วยังมีการให้ความรู้เฉพาะด้านเบื้องต้น สำหรับเลือกไปศึกษาต่อคณะต่างๆ เช่น จิตวิทยา สถิติ หลักกฎหมายทั่วไป ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และพาณิชยศาสตร์เบื้องต้น  อันนี้คือคณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เมื่อแรกก่อตั้ง มีทั้งหลักสูตรวิชาความรู้ทั่วไปและการให้ความรู้เฉพาะด้าน 

สมัยที่อาตมาเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว  นักศึกษาปี ๑ ทุกคนต้องเรียนรวมที่คณะศิลปศาสตร์หมด   ต่อเมื่อขึ้นปี ๒ จึงแยกคณะ  วิชาที่อาตมาเรียนตอนปี ๑ นั้น ได้แก่ อารยธรรมไทย อารยธรรมตะวันตก ปรัชญา จิตวิทยา มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น  เรียนว่าเรียนทั้งมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยมีทั้งวิชาบังคับและวิชาเลือก ตอนนั้นวิชาเหล่านี้เรียกว่าวิชาพื้นฐาน การเรียนการสอนที่ว่านี้ตอนนั้นถือว่าเป็นความแปลกใหม่ในวงการศึกษาไทยซึ่งมีเฉพาะที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งช่วงนั้นมีอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์เป็นอธิการบดี  แต่ภายหลังก็มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เช่น มีการแยกคณะตั้งแต่ปี ๑ เลย แต่นักศึกษาปี ๑ ก็ยังมีการเรียนวิชาทั่วไปอยู่ แม้จะน้อยกว่าสมัยของอาตมา

ทำไมการศึกษาแบบศิลปศาสตร์จึงจัดหลักสูตรแบบนี้  ตรงนี้ก็จำเป็นต้องพูดถึงปรัชญาและจุดมุ่งหมายของวิชาศิลปศาสตร์ซึ่งมี ๒ ข้อใหญ่  ก็คือ หนึ่ง เป็นพื้นฐานให้แก่การศึกษาวิชาชีพและการศึกษาเฉพาะด้าน  สอง เป็นการปูพื้นให้ผู้เรียนมีความรู้กว้างขวาง สามารถนำเอาความรู้ในสาขาวิชาอื่นๆ มาเชื่อมโยงกับความรู้ในสาขาของตนได้  เรียกว่าเพื่อให้มีความรู้รอบ มีทัศนะกว้างขวาง ไม่ติดอยู่ในกรอบที่เป็นความรู้เฉพาะทางหรือความรู้เฉพาะสาขา  อันนี้คือปรัชญาและจุดมุ่งหมายของศิลปศาสตร์โดยย่อๆ

ถ้าจะขยายความ อาตมาคิดว่าคำแถลงเพื่อจัดตั้งคณะศิลปศาสตร์ต่อสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อปี ๒๕๐๔  พูดไว้ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจจุดมุ่งหมายและปรัชญาของวิชาศิลปศาสตร์ได้ชัดขึ้น ดังมีข้อความตอนหนึ่งว่า “ทำให้นักศึกษาเป็นผู้มีพื้นความรู้กว้างขวาง มีทัศนคติอันกว้าง มีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติที่แวดล้อมในสภาพของสังคมและในธรรมชาติและจิตใจของมนุษย์ อันจะยังผลให้ตนเข้าใจและรู้จักใช้ประโยชน์แขนงวิชาที่ตนจะได้ศึกษาเฉพาะด้านได้มากยิ่งขึ้น และทำให้มองเห็นความสัมพันธ์ต่อเนื่องของแขนงวิชาที่ตนศึกษาเฉพาะด้านอันมีอยู่ต่อแขนงวิชาอื่น ๆ และต่อสิ่งแวดล้อมในทางธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรม"

กับอีกตอนหนึ่งได้กล่าวว่า “ความรู้และความเข้าใจอันกว้างขวาง ประกอบกับความรู้ใน
แขนงวิชาเฉพาะด้านเช่นนี้จะทำให้บุคคลผู้สำเร็จการศึกษาในชั้นปริญญาตรี เป็นผู้ที่รู้จักใช้ความคิดความอ่านและใช้วิจารณญาณในการดำเนินชีวิตของตนในความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น และในการปฏิบัติงานในหน้าที่ของตนได้ดียิ่งขึ้น  และจะทำให้เป็นบุคคลที่มีคุณค่าและประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติมากขึ้น”

คุณค่าทางวิชาการและคุณค่าต่อชีวิต

จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของการศึกษาทั่วไปแบบศิลปศาสตร์นั้น มีอยู่ ๒ ด้าน ด้านแรก เป็นประโยชน์ต่อวิชาความรู้เฉพาะด้าน คือ สามารถใช้วิชาเฉพาะด้านที่ตัวเองเรียนรู้มาให้เชื่อมโยงกับสาขาวิชาอื่น รวมทั้งเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรม อีกด้านหนึ่ง เป็นประโยชน์ในเชิงการดำเนินชีวิต  คือ ทำให้รู้จักใช้ความคิดและมีวิจารณญาณในการสัมพันธ์กับผู้อื่น และช่วยทำให้ชีวิตมีคุณค่า สามารถบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้มากขึ้น

อาตมาขอขยายความประเด็นนี้อีกสักหน่อยว่าการศึกษาแบบศิลปศาสตร์นั้นมีนัยยะหรือความสำคัญอย่างไร ประการแรกคือ มันเป็นพื้นฐานให้แก่การศึกษาเฉพาะด้านและการศึกษาวิชาชีพ ความหมายพื้นๆ ก็คือว่า เพื่อให้มีความรู้เบื้องต้นหรือเครื่องมือสำหรับวิชาชั้นสูง  เช่น มีความรู้ด้านภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ เพื่ออ่านตำรับตำราชั้นสูงได้ หรือมีความรู้ด้านคณิตศาสตร์หรือสถิติ เพื่อสามารถทำงานวิจัยได้  หากไม่มีความรู้ด้านภาษาต่างประเทศหรือด้านสถิติ การศึกษาเฉพาะด้านหรือวิชาชีพชั้นสูงก็จะเป็นไปได้ยาก

อย่างไรก็ตาม ศิลปศาสตร์ไม่ได้มีประโยชน์แค่นั้น  การที่คนเราจะมีพื้นฐานที่ดีพอสำหรับการศึกษาเฉพาะด้านหรือการศึกษาวิชาชีพนั้น  เพียงแค่มีความรู้เบื้องต้นยังไม่พอ จะต้องมีทัศนคติหรือจิตนิสัย ( mentality) ที่ส่งเสริมการเรียนวิชาชั้นสูงด้วย  เช่น ใฝ่รู้ รู้จักค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง คิดเป็นเหตุเป็นผล รู้จักวิเคราะห์และมีความคิดในเชิงวิพากษ์ รวมทั้งสามารถเขียนหรือถ่ายทอดความคิดของตนได้  อันนี้เป็นประโยชน์พื้นฐานของศิลปศาสตร์ที่เน้นกันมากทั้งในยุโรปและอเมริกา คือ อ่าน  คิด และเขียน ความสามารถทั้ง ๓ ประการนี้จะมีขึ้นได้ก็ต้องมีพื้นฐานจากศิลปศาสตร์  เมื่อมีแล้วก็สามารถนำไปต่อยอดในการศึกษาชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นวิชาเฉพาะหรือวิชาอาชีพ หรือช่วยให้การศึกษาชั้นสูงมีพื้นฐานที่มั่นคง  อย่างไรก็ตามนอกจากความสามารถในการอ่าน คิด และเขียนแล้ว ที่สำคัญไม่น้อยก็คือ ความใฝ่รู้ หรือรักที่จะแสวงหาความรู้ ถ้าไม่มีตรงนี้  การศึกษาชั้นสูงก็ยากที่จะก้าวหน้าได้

ไอน์สไตน์พูดถึงคุณค่าของศิลปศาสตร์ไว้ดีมาก เขากล่าวว่า “การเรียนรู้ข้อมูลไม่ใช่สิ่งสำคัญมากนักหรอกสำหรับบุคคล เพราะหากต้องการการเรียนรู้ข้อมูล เขาไม่จำเป็นต้องเข้ามหาวิทยาลัยก็ได้    เพราะสามารถเรียนได้จากหนังสือ คุณค่าของการศึกษาศิลปศาสตร์ ไม่ได้อยู่ที่การเรียนรู้ข้อมูลมากมาย แต่อยู่ที่การฝึกฝนจิตใจให้สามารถคิดในสิ่งที่ไม่อาจเรียนได้จากตำรา”

ความรู้สามารถหาได้จากตำรา ข้อมูลก็สามารถหาได้จากหนังสือ แต่ความใฝ่รู้ การรู้จักคิดอย่างเป็นระบบ เป็นเหตุเป็นผล มีความคิดในเชิงวิพากษ์วิจารณ์  ไม่สามารถหาได้จากตำรา แต่จะได้มาก็ด้วยการศึกษาแบบศิลปศาสตร์  อันนี้คือทัศนะของไอน์สไตน์ แม้ว่าเขาจะมีความช่ำชองในเรื่องวิทยาศาสตร์ แต่เขาเห็นความจำเป็นของการศึกษาแบบศิลปศาสตร์    ในแง่ที่เป็นการฝึกฝนจิตใจ  คือฝึกฝนให้มีความใฝ่รู้  รู้จักคิด ไม่ใช่เพียงแค่มีข้อมูลเท่านั้น

นี่เป็นประเด็นที่หนึ่งในความหมายที่ว่าเป็นพื้นฐานให้แก่การศึกษาเฉพาะด้านและการศึกษาวิชาชีพ    แต่คำว่าเป็นพื้นฐาน ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การมีความรู้และทักษะพื้นฐานสำหรับจะไปเรียนวิชาชั้นสูงเท่านั้น  สิ่งสำคัญมากกว่านั้นก็คือ เป็นพื้นฐานในแง่ที่เป็นตัวรองรับการศึกษาและใช้วิชาการชั้นสูงให้เป็นไปอย่างถูกทิศถูกทาง ได้ผลดีมีประโยชน์ คือเพียงแค่รู้ภาษา เพียงแค่รู้สถิติ มันไม่พอ  และแม้จะรู้จักคิด ใฝ่รู้ เป็นเหตุเป็นผล ก็ยังไม่เป็นพื้นฐานที่ดีพอสำหรับการใช้วิชาการชั้นสูงให้เป็นไปอย่างถูกทิศถูกทาง  สิ่งที่ต้องมีคือแรงจูงใจที่ถูกต้องในการเรียน  นั่นคือรู้ว่าเรียนเพื่ออะไร ถ้าเรียนเพื่อไต่เต้าเอาดี เพื่อมีฐานะทางสังคม อันนี้ไม่น่าจะเป็นแรงจูงใจที่ถูกต้องในการเรียน  แต่ถ้าเราเรียนเพื่อมุ่งพัฒนาชีวิต เพื่อช่วยเหลือประเทศชาติ เรียนเพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ส่วนรวม อันนี้น่าจะเป็นแรงจูงใจที่ถูกต้อง  

การปลูกฝังแรงจูงใจที่ถูกต้องนั้นแยกไม่ออกจากความเข้าใจในจุดมุ่งหมายและคุณค่าของชีวิต  ถ้าเราไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ก็ยากที่จะมีแรงจูงใจที่ถูกต้องในการศึกษา  หรือหากเข้าใจว่าชีวิตนี้มีเพื่อเสพสุข แรงจูงใจในการศึกษาก็หนีไม่พ้นการไต่เต้าเอาดีเฉพาะตน   วิชาศิลปศาสตร์จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจในจุดมุ่งหมายและคุณค่าของชีวิต ซึ่งสัมพันธ์กับการมองโลกอย่างเห็นความเชื่อมโยง ไม่แยกส่วน เป็นองค์รวม  รวมทั้งมีความเป็นมนุษย์และมีสำนึกทางมนุษยธรรม ทั้งหมดนี้ถ้าหากเกิดขึ้นกับใครย่อมช่วยให้เขาสามารถใช้ความรู้ความชำนาญเฉพาะด้านที่เรียนมาในทางที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิตและสังคม รวมทั้งสร้างความรู้หรือต่อยอดความรู้ที่มีอยู่ให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่าวิชาศิลปศาสตร์ไม่ใช่เป็นเรื่องของการให้ความรู้อย่างเดียว  แต่ยังมุ่งส่งเสริมให้รู้จักคิด มีวิจารณญาณ มีแรงจูงใจที่ถูกต้อง รวมทั้งเข้าใจจุดมุ่งหมายในการดำเนินชีวิต หรือมีสำนึกทางมนุษยธรรม  ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกที่วิชาศิลปศาสตร์โดยเฉพาะในสังคมตะวันตก นักศึกษาต้องเรียนวรรณกรรมของเชคสเปียร์  เกอเธ่  ตอสตอย ธอโร่ หรืออาจจะเลยไปถึงปรัชญานิพนธ์ของเล่าจื๊อและจางจื๊อ   งานนิพนธ์เหล่านี้ไม่ได้ช่วยในเรื่องการทำมาหากินเลย แต่ช่วยให้เกิดความเข้าใจชีวิตอย่างลุ่มลึกว่า ว่าเรามีชีวิตเพื่ออะไร อะไรคือคุณค่าสำคัญของชีวิต  ทั้งหมดนี้ช่วยให้เราสามารถตั้งเข็มมุ่งว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร  หรือทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการศึกษาหาความรู้  การสร้างทัศนคติหรือแรงจูงใจแบบนี้เป็นสิ่งที่หาได้ยากจากการเรียนวิชาชั้นสูง ไม่ว่าวิชาชีพหรือวิชาเฉพาะ เพราะวิชาเหล่านั้นมักเน้นในเรื่องการพัฒนาทักษะและลงลึกในเรื่องวิชาความรู้มากกว่า

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าประโยชน์ของวิชาศิลปศาสตร์นั้น ไม่ใช่เพื่อการทำมาหากินหรือเพื่อการมีวิชาชีพโดยตรง แต่เป็นการเสริมสร้างโลกทัศน์และชีวทัศน์ที่สำคัญสำหรับโลกปัจจุบัน และการเสริมสร้างความเป็นมนุษย์

โลกทัศน์และชีวทัศน์ที่สำคัญต่อยุคปัจจุบัน

อาตมาขอพูดประเด็นแรกก่อน คือการเสริมสร้างโลกทัศน์และชีวทัศน์ที่จำเป็นสำหรับโลกปัจจุบัน  โลกทัศน์และชีวทัศน์ที่ว่าได้แก่อะไร  อาตมาขอจำแนกดังนี้

๑) เห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติ สังคม และมนุษย์  นั่นคือ เห็นความเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ในธรรมชาติ (เช่น ป่า น้ำ ดิน อากาศ) และในสังคม (เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี) รวมทั้งเห็นมนุษย์อย่างเป็นองค์รวม (กาย จิต  และความสัมพันธ์ทางสังคม)

โลกทัศน์และชีวทัศน์ดังกล่าวสำคัญมากก็เพราะโลกปัจจุบันเน้นการมองแบบแยกส่วน และมุ่งประโยชน์ที่จับต้องได้ โดยเฉพาะประโยชน์ทางเศรษฐกิจ จะทำอะไรก็นึกถึงแต่ผลได้ที่เป็นเม็ดเงิน ขณะเดียวกันก็มองโลกออกเป็นส่วนเสี้ยว เช่น   แยกธรรมชาติ สังคม และชีวิตออกจากกัน   ธรรมชาติก็แยกเป็นส่วนๆ   น้ำก็ส่วนหนึ่ง  ดินก็ส่วนหนึ่ง ทะเลก็ส่วนหนึ่ง ภูมิอากาศก็ส่วนหนึ่ง ป่าก็ส่วนหนึ่ง ยกตัวอย่างการตั้งกรมจะเห็นได้ชัด คือแต่ละกรมก็ดูแลธรรมชาติเฉพาะส่วน เช่น กรมป่าไม้ กรมอุทยาน กรมทรัพยากรธรณี กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า กรมประมงฯลฯ ขณะเดียวกันเราก็มักแยกสังคมออกเป็นส่วน ๆ จนแทบจะตัดขาดจากกัน  วิธีการมองแบบแยกส่วนแบบนี้มีคุณประโยชน์ก็จริง  แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการมองอย่างเชื่อมโยง มีความรู้อย่างกว้างขวางที่เรียกว่ารู้รอบ  ซึ่งเป็นจุดเน้นของการศึกษาทั่วไปหรือการศึกษาแบบศิลปศาสตร์  

ดังที่อาตมาได้กล่าวไว้ตอนต้นว่า สมัยที่อาตมาเรียนปี ๑ ที่คณะศิลปศาสตร์ เราต้องเรียนมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะนิเวศวิทยา เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติ สังคม และมนุษย์  รวมทั้งเห็นความเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ในธรรมชาติและสังคม ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ อากาศ  ล้วนเชื่อมโยงกัน เราไม่สามารถแยกพรมแดนของน้ำ อากาศ ดิน ป่า ภูเขาออกจากกันได้ฉันใด สังคมเราก็ไม่สามารถแยกปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยีออกจากกันได้ฉันนั้น มันเชื่อมโยงกันหมด  มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน กาย ใจ และความสัมพันธ์ทางสังคมนั้น ล้วนสัมพันธ์กัน แต่ในปัจจุบันเรามองเป็นส่วน ๆ อย่างแยกขาดจากกัน จนกระทั่งมิติด้านจิตใจถูกมองข้าม เราสนใจแต่เรื่องทางกาย จึงมุ่งแต่ผลได้ที่เป็นวัตถุหรือเม็ดเงิน ขณะที่ผลได้ทางนามธรรม เช่น ความงาม ความรัก ความสงบเย็น ถูกละเลย

การศึกษาแบบศิลปศาสตร์นอกจากจะช่วยให้เราเห็นความสันพันธ์เชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ในธรรมชาติและสังคมแล้ว  ยังช่วยให้เราเห็นมนุษย์อย่างเป็นองค์รวม คือมีทั้งมิติด้านกาย จิต และสังคม  ชีวิตนั้นประกอบด้วยกายและใจ อีกทั้งยังมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น อันที่จริงพุทธศาสนาแยกเป็น ๔ ด้วยซ้ำ  กาย จิต ปัญญา และสังคม  ในประเด็นนี้ ศาสนาก็ดี จิตวิทยาก็ดี รวมทั้งสังคมวิทยาก็ดี ช่วยให้เราเห็นความเชื่อมโยงดังกล่าวได้รอบด้าน  รวมทั้งมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างอดีต ปัจจุบัน เห็นผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต นี่คือคุณูปการของวิชาประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ทำให้เราเห็นความเชื่อมโยง ไม่เฉพาะกับบริบทแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยีเท่านั้น  แต่เห็นความเชื่อมโยงของกาลเวลาคือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต  ความสัมพันธ์แบบเชื่อมโยงนี้เป็นการมองที่จำเป็นมากสำหรับยุคปัจจุบัน

๒)เห็นความแปรเปลี่ยนเลื่อนไหล ไม่มองแบบหยุดนิ่งหรือ static  ในขณะที่ประวัติศาสตร์เตือนให้เราตระหนักถึงพลวัตของสังคมมนุษย์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง วิทยาศาสตร์ก็บอกให้เรารู้ว่าสรรพสิ่งตั้งแต่อะตอมถึงจักรวาลมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จักรวาลนั้นขยายตัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ควบคู่กับการแปรเปลี่ยนหรือเบื้องหลังพลวัตดังกล่าวก็คือ ความขัดแย้งที่มีอยู่ภายในสรรพสิ่ง     ในขณะที่มีแรงผลักให้จักรวาลขยายตัวอยู่ตลอดเวลานั้น ก็มีอีกแรงหนึ่งที่พยายามดึงจักรวาลให้หดตัว ทำให้ไม่สามารถขยายตัวออกไปอย่างเต็มที่  นั่นก็คือแรงโน้มถ่วง  กล่าวอีกนัยหนึ่ง มีทั้งแรงผลักและแรงดึงที่เกิดขึ้นในทุกขณะของจักรวาลและในทุกสิ่งก็ว่าได้ เราจะพบแบบแผนเดียวกันนี้ในอะตอม ขณะที่อิเล็คตรอนพยายามวิ่งออกจากนิวเคลียส  ก็มีแรงดึงเพื่อยึดอิเล็คตรอนให้วิ่งวนรอบนิวเคลียส   ขณะที่มีแรงดึงอะตอมข้างเคียงให้ดูดเข้าหากัน ก็มีอีกแรงที่ผลักไม่ให้อะตอมดังกล่าวเข้ามาบดอัดกัน  จะเห็นได้ว่าในสรรพสิ่งนั้นมีแรงตรงข้ามที่กระทำต่อกันตลอดเวลา ซึ่งนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงเลื่อนไหลไม่หยุดนิ่ง

ชีวิตของคนเราก็เหมือนกัน หัวใจของเรา ปอดของเรามีการขยายตัวและหดตัวตลอดเวลา ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ การขยายตัวและหดตัวก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเป็นแบบแผนเดียวกับจักรวาลและอะตอม ปรัชญาจีนบอกว่า สรรพสิ่งมีทั้งหยินและหยาง  เบื้องหลังของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่แปรเปลี่ยนไม่หยุดนิ่งก็คือการกระทำต่อกันระหว่างหยินและหยาง  ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ไม่ได้ แม้มันดูเหมือนจะเป็นขั้วตรงข้ามหรือเป็นปฏิปักษ์กัน แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลในทางทำลายล้างเท่านั้น หากยังก่อให้เกิดผลที่สร้างสรรค์หรือเสริมซึ่งกันและกัน  เช่น    ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ล่า (predator)กับเหยื่อ (prey)  มองเผิน ๆ เหยื่อนั้นถูกผู้ล่าเบียดเบียน แต่มองให้ดีจะพบว่า การไล่ล่านั้นก็ทำให้เหยื่อมีวิวัฒนาการสูงขึ้น เป็นความสัมพันธ์ที่นำไปสู่พัฒนาการของทั้งสองฝ่าย ที่เรียกว่า วิวัฒนาการร่วม (co-evolution)  ยกตัวอย่างเช่น กิ้งก่ากับเหยี่ยว  เหยี่ยวมุ่งจับกินกิ้งก่าก็จริง แต่การที่ต้องระมัดระวังตัวทำให้กิ้งก่าพัฒนาเทคนิคหลายอย่างเพื่อให้รอดพ้นจากสายตาของเหยี่ยวได้ เช่น   การพรางตัว แต่การทำเช่นนั้นก็ทำให้เหยี่ยววิวัฒน์พัฒนาสายตาที่คมกริบมากขึ้นทำให้สามารถจับกิ้งก่าที่พรางตัวเก่งจนได้  ซึ่งเท่ากับเป็นแรงผลักดันให้กิ้งก่าต้องพัฒนาตัวมากขึ้น  ปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกอีกอย่างว่า เป็นความสัมพันธ์แบบคู่ตรงข้าม ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเลื่อนไหวไม่หยุดนิ่งตลอดเวลา

๓)ตระหนักถึงความหลากหลายของมุมมอง ทำให้เราไม่ด่วนสรุปว่าความเห็นของเรานั้นถูกต้องสมบูรณ์หรือสูงส่ง  คนเราถ้าหากเราศึกษาแต่เฉพาะด้าน เรามีแนวโน้มที่จะคิดว่าความคิดของเราเท่านั้นที่ถูก แต่ถ้าเรามีสายตาที่กว้างไกล มีความรู้รอบ เราก็จะพบว่ามุมมองของเรานั้นอาจถูกต้องเพียงแง่เดียวเท่านั้น ทำฌห้เราเปิดใจฟังทัศนะอื่นด้วยความเคารพได้มากขึ้น 

บทเรียนจากอดีตสอนเราว่า การสำคัญมั่นหมายว่าความคิดของตนนั้นถูกต้องหรือสูงส่งนั้น อาจนำมาซึ่งการเบียดเบียนข่มเหง ดังชาวตะวันตกสมัยหนึ่ง เคยคิดว่าวัฒนธรรมของตนนั้นสูงส่ง ขณะที่วัฒนธรรมอื่น ๆ นั้น ต่ำต้อยป่าเถื่อน และดังนั้นตนจึงมีสิทธิที่จะไปปกครองเขาเพื่อยัดเยียดวัฒนธรรมและศาสนาของตนให้แก่เขา โดยถือว่าเป็นภารกิจของคนผิวขาว (white man’s burden) ความคิดแบบนี้สนับสนุนให้เกิดการล่าอาณานิคมไปทั่วโลก สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้คนเป็นจำนวนไม่น้อย  แต่การศึกษาในทางสังคมวิทยาทำให้เราพบว่า วัฒนธรรมของชนพื้นเมืองหาได้ด้อยไปกว่าวัฒนธรรมของยุโรปไม่ แม้แต่วัฒนธรรมของคนอินเดียนแดง ซึ่งคนขาวเคยดูถูกว่าต่ำต้อย บัดนี้ก็เป็นที่ยอมรับว่ามีความลุ่มลึกในทางจิตวิญญาณ ที่ควรแก่การรื้อฟื้นและศึกษา

ถ้าเรามีความรู้รอบหรือเปิดใจกว้าง เราจะไม่ยึดมั่นสำคัญหมายว่าวัฒนธรรมของฉันเท่านั้นที่สูงส่ง ความคิดของฉันเท่านั้นที่เป็นเลิศ แต่ว่าเราจะมองวัฒนธรรมอื่นหรือมุมมองของคนอื่นอย่างเคารพและด้วยใจที่ใฝ่รู้มากขึ้น  การตระหนักถึงความหลากหลายของมุมมอง เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในโลกปัจจุบันซึ่งเป็นไปด้วยความหลากหลาย 

๔) เห็นลึกกว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น คนเรามักจะมองเห็นและติดอยู่กับปรากฏการณ์เฉพาะหน้าแต่ถ้าเรามีพื้นฐานด้านประวัติศาสตร์  ก็จะตระหนักว่าปรากฏการณ์ต่าง ๆ นั้นไม่เคยเกิดขึ้นโดด ๆ แต่มีความเป็นมาจากอดีตที่มิอาจมองข้ามได้ ขณะเดียวกันความรู้ในทางสังคมศาสตร์ก็ช่วยให้เราตระหนักถึงเหตุปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคมวัฒนธรรม  

เวลาเราอ่านข่าวผู้หญิงเอาลูกไปทิ้งหรือหรือว่าผู้หญิงทำแท้ง ถ้าเรามองเห็นเหตุปัจจัยอย่างรอบด้าน เราจะไม่ด่วนประณามผู้หญิงที่ทำเช่นนั้น เพราะเราจะเห็นแรงผลักทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ที่ทำให้เธอต้องตัดสินใจทิ้งลูกหรือทำแท้ง  เราจะไม่มองเห็นแต่ปรากฏการณ์เฉพาะหน้า แต่จะสาวหาเหตุปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์นั้น ทำให้เราเข้าใจปรากฏการณ์นั้นชัดขึ้น แทนที่จะกล่าวประณามตัวบุคคล ก็จะหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ไขเหตุปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของบุคคลเหล่านั้น

นั่นหมายความว่าเวลาเห็นปรากฏการณ์ใดก็ตาม เราจะสามารถจัดวางปรากฏการณ์ลงในบริบทแวดล้อมซึ่งช่วยให้เรามีความเข้าใจปรากฏการณ์นั้นชัดขึ้นว่ามันมีความเป็นมาอย่างไร มีเหตุปัจจัยจากอะไร รวมทั้งอาจเห็นผลกระทบที่ตามมาด้วย

๕) ตั้งคำถามกับปรากฏการณ์ในสังคมของเราจากมุมมองอื่นๆ ที่ไม่ใช่มุมมองกระแสหลัก เช่น   การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มองจากมุมมองกระแสหลัก การพัฒนาแบบนี้เป็นสิ่งที่ดี นำความเจริญมากมาย เป็นเรื่องที่น่าสนับสนุน  แต่ถ้าเรามีความเข้าใจในเชิงวัฒนธรรมและสังคม เราจะพบว่ามันได้ก่อความเดือดร้อนหรือความหายนะต่อสิ่งแวดล้อม ทำลายชุมชนและวิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างไรบ้าง ตลอดจนสร้างความเดือดร้อนแก่คนยากไร้มากมายเพียงใด เราจะไม่วัดความคุ้มค่าโดยดูแต่เม็ดเงินที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่จะดูผลกระทบทางสังคม วัฒนธรรม และนิเวศวิทยาด้วย  เช่น เขื่อนปากมูล ถ้าเรามองอย่างเชื่อมโยงและรอบด้านจะพบว่าผลได้นั้นน้อยกว่าผลเสียมากนัก เพราะมันได้ทำลายวิถีชีวิตของชาวบ้านหลายอำเภอ อีกทั้งยังทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ที่สืบเนื่องมาหลายพันปีต้องขาดตอนลง โดยที่ไฟฟ้า ๑๒๐ เมกะวัตต์ที่ได้มานั้นก่อให้เกิดผลประโยชน์น้อยกว่าอย่างเทียบไม่ได้

ความรู้ความเข้าใจในความหลากลายทางวัฒนธรรมทำให้เราตั้งคำถามเกี่ยวกับความสุขซึ่งทัศนะกระแสหลักมองว่า เกิดจากความพรั่งพร้อมทางวัตถุ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงทำไมชนเผ่ามาไซในอาฟริกาหรือชนเผ่าอินุยต์ในขั้วโลกเหนือจึงมีความสุขไม่น้อยกว่าเศรษฐีชาวอเมริกันที่มีเงินนับพันล้าน ถ้าเราศึกษาวัฒนธรรมต่าง ๆ จะเห็นว่าคนที่ไม่มีเงินติดตัว  หากินด้วยการเข้าป่าล่าสัตว์ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก เขาก็มีความสุขในชีวิตไม่น้อยไปกว่าเศรษฐีที่ร่ำรวยมหาศาล  ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้เราไม่หลงเชื่อง่าย ๆ กับคำโฆษณาที่ว่าจะสุขได้ต้องมีสิ่งเสพมาก ๆ

แม้กระทั่งความเป็นไทยซึ่งถูกเชิดชูราวกับว่าเป็นสิ่งที่มีมาแต่ช้านานนับพันปี หากขาดทัศนะทางประวัติศาสตร์ เราก็คงไม่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อร้อยกว่าปีมานี้เอง  เพราะก่อนหน้านั้นผู้คนทั้งหลายที่อยู่ในดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน ไม่ได้มีสำนึกว่าตนเป็นคนไทย หรือเรียกตัวเองว่าเป็นคนไทยด้วยซ้ำ แต่เรียกตัวเองตามถิ่นที่อยู่ เช่น เป็นคนสุพรรณ คนสุโขทัย คนเมืองเพชร   นี้ก็เช่นเดียวกับคนยุโรป ซึ่งเพิ่งมาเรียกตัวเองว่าเป็นคนอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือเยอรมันเมื่อ ๒-๓ ศตวรรษทที่ผ่านมามานี้เอง เพราะก่อนหน้านั้นเขายังเรียกตัวเองตามเผ่าพันธุ์ ภูมิภาค ศาสนา  ความเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันเพิ่งสร้างขึ้นไม่นานมานี้ฉันใด ความเป็นไทยก็เพิ่งเกิดขึ้นฉันนั้น ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นโดยคนในยุคหลัง จึงสามารถแปรเปลี่ยนโดยคนยุคนี้ได้  จึงไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องหรือตั้งคำถามไม่ได้ อันที่จริงการตั้งคำถามเป็นสิ่งจำเป็นด้วยซ้ำ หาไม่เราก็จะหลงใหลไปตามกระแสหรือหลงคิดว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ง่าย ๆ จนกลายเป็นความลุ่มหลงงมงาย อันอาจนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ ตามมา เช่น การมองคนอื่นที่ไม่คิดเหมือนเราหรือคิดไม่เหมือนผู้คนส่วนใหญ่ว่า ไม่ใช่ไทย หรือตกเป็นเครื่องมือของผู้ใช้ความเป็นไทยในการกำจัดผู้ที่คิดต่างจากตน

๖) ทำให้เราไม่ถูกครอบงำด้วยเหตุการณ์เฉพาะหน้า ซึ่งมักจะทำให้เรามองแค่ระยะสั้นหรือใช้อารมณ์ กรณี ๑๑ กันยาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์กระทบใจแล้ว อารมณ์โกรธแค้นที่ท่วมท้นได้ผลักดันให้สหรัฐอเมริกาประกาศสงครามกับอัฟกานิสถานและอิรัก ซึ่งในที่สุดก็ส่งผลเสียย้อนกลับมา บั่นทอนสังคมอเมริกันเอง ทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น ทำให้เกิดการลิดรอนสิทธิของคนอเมริกันหรือการมีสองมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรม ถ้าเราเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ เราจะเห็นถึงความสำคัญของการตั้งสติ ไม่ปล่อยให้อารมณ์หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้าเข้ามาครอบงำ จนทำสิ่งที่ก่อผลเสียในระยะยายว

๗) ท้าทายทัศนคติที่คับแคบ  ติดตำรา หรือการโฆษณาชวนเชื่อที่แบ่งขาวแบ่งดำชัดเจน   ปัจจุบันมีอุดมการณ์จำนวนไม่น้อย ที่ขีดเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างดีกับเลว ขาวกับดำ  แต่ประวัติศาสตร์ได้เตือนเราว่าความคิดแบบนั้นก่อความหายนะมานับไม่ถ้วน เมื่อใดก็ตามที่มีการใช้ศาสนา เชื้อชาติ ภาษา สีผิว หรือความคิดทางการเมือง มาเป็นเส้นแบ่งความดีความชั่วแล้ว สิ่งที่ตามมาคือสงคราม การเบียดเบียน และทำลายล้างกัน ทั้ง ๆ ที่ในความจริงแล้วไม่มีอะไรที่ขาวและดำอย่างชัดเจน ในสมัย สงครามโลกครั้งที่ ๒ เรามักจะมองว่าฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นพระเอก  ฝ่ายอักษะเป็นผู้ร้าย  แต่การศึกษาประวัติศาสตร์ทำให้เราพบว่าความโหดร้ายหลายครั้งก็เกิดมาจากฝ่ายสัมพันธมิตร ไม่ว่าจะโดยรัสเซีย หรืออังกฤษและอเมริกา  ไม่ต้องพูดถึงการทิ้งระเบิดปรมาณูทำลายเมืองฮิโรชิมาหรือนางาซากิก็ได้ แค่การทิ้งระเบิดปูพรมถล่มเมืองเดรสเดนในเยอรมันซึ่งทำให้ผู้คนล้มตายถึง ๒๕,๐๐๐๐ คนโดยส่วนใหญ่เป็นพลเรือน ก็ถือว่าเลวร้ายไม่ต่างจากที่เยอรมันถล่มเมืองลอนดอน แต่กรณีอย่างนี้มักจะไม่มีการพูดถึงเพราะสัมพันธมิตรเป็นฝ่ายชนะ  ในความเป็นจริงการแบ่งขาวและดำอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในการทำสงครามหามีไม่ ความจริงมักจะเป็นสีเทา หรือไม่อาจแบ่งขาวและดำได้ชัดเจน มันซับซ้อนกว่าที่นำเสนอหรือเข้าใจกันมาก

มาร์กาเร็ต แมคมิลเลียน (Margaret Macmillan)นักประวัติศาสตร์ชาวแคนาดากล่าวว่า “ประวัติศาสตร์อาจช่วยให้เราเข้าใจโลกที่ซับซ้อนได้ แต่มันก็ยังเตือนให้เราตระหนักถึงอันตรายจากการคิดว่ามีเพียงวิธีเดียวในการมองปรากฏการณ์ต่างๆ หรือมีเพียงการกระทำแบบเดียวเท่านั้น” พูดอีกอย่าง มันช่วยให้เราไม่มองอะไรเป็นขาวเป็นดำอย่างชัดเจน หรือไม่มองอะไรในมุมเดียวเท่านั้น   ดังนั้นจึงเตือนใจให้เราไม่ลุ่มหลงในอุดมการณ์ต่าง ๆ  อย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์ทางศาสนา การเมือง เชื้อชาติ  แม้มันดูเหมือนจะสูงส่งเพียงใดก็ตาม

ความข้อนี้รวมถึงอุดมการณ์ชาตินิยมหรือการเชิดชูความเป็นไทยด้วย เราจะไม่ตกเป็นเครื่องมือของคนที่ใช้ประวัติศาสตร์มาโดยบิดเบือนหรือเลือกใช้ข้อมูลเพื่อจุดมุ่งหมายทางการเมือง เช่น สร้างความรู้สึกว่าชาติของเรายิ่งใหญ่แต่ถูกรังแกเป็นนิจ หรือว่าชาติของเราเสื่อมถอยเพราะชาติอื่น  การบิดเบือนประวัติศาสตร์เพื่อจุดมุ่งหมายทางการเมือง บ่อยครั้งเกิดขึ้นเพื่อสร้างความเกลียดชังให้แก่ผู้อื่น อันเป็นวิธีที่มักใช้เพื่อสร้างความรู้สึกชาตินิยมหรือความรู้สึกร่วมในความเป็นชาติขึ้นมา มีคนหนึ่งพูดอย่างประชดประชันแต่น่าคิดทีเดียวว่า “ชาติคือกลุ่มคนที่รวมกันได้เพราะมีความเห็นผิดเกี่ยวกับอดีตและมีความเกลียดชังเพื่อนบ้าน”  ผู้คนในชาตินั้นมักจะสามัคคีกันได้เพราะเกลียดชังเพื่อนบ้าน  ด้วยเหตุนี้ประวัติศาสตร์ไทยที่เผยแพร่โดยรัฐจึงเต็มไปด้วยความไม่ดีของพม่าและเขมร เพราะเชื่อว่าคนไทยจะสามัคคีกันได้ก็ต้องเกลียดชังพม่า แต่สมัยก่อนที่จะมีรัฐไทยหรือประเทศไทยนั้น คนไทยไม่ได้เกลียดชังพม่าอย่างทุกวันนี้ ตรงข้ามกลับยกย่องบุเรงนองด้วยซ้ำว่าเป็นจักรพรรดิราชที่มีบุญญาบารมี

ทุกวันนี้เราจะพบว่าทุกชาติพยายามสร้างความกลมเกลียวกันด้วยการสร้างความเกลียดชังเพื่อนบ้าน    ไม่ว่าไทย  เขมร เวียดนาม เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ยิ่งตะวันออกกลางหรือคาบสมุทรบอลข่าน เช่น  เซอร์เบีย บอสเนีย โครเอเชีย ด้วยแล้ว ผู้คนในประเทศเหล่านี้รวมกันได้ส่วนหนึ่งก็เพราะเกลียดชังศัตรูร่วม แต่ถ้าเราเข้าใจประวัติศาสตร์โดยเชื่อมโยงกับวิชาการอื่น คือมีความรู้รอบ สายตากว้างขวาง   เราจะไม่หลงเชื่อในอุดมการณ์แบบนี้ง่ายๆ  กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือเป็นเสรีชนในความหมายที่ไม่ถูกครอบงำกำกับด้วยกระแสสังคม

เสริมสร้างสำนึกแห่งความเป็นมนุษย์

ที่พูดมาทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องประโยชน์ของวิชาศิลปศาสตร์ ในด้านการเสริมสร้างโลกทัศน์ที่จำเป็นสำหรับโลกปัจจุบัน  ประโยชน์ประการต่อมาก็คือ  ช่วยเสริมสร้างความเป็นมนุษย์ เพราะ

๑)ช่วยให้เราไม่ถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์ต่างๆจนมองเห็นอีกฝ่ายเป็นศัตรู  คนเราถ้าหากมีความเกลียดชังกัน ถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์ เราก็จะมองเห็นคนอีกฝ่ายเป็นศัตรูได้ง่าย ยิ่งเรามองอีกฝ่ายเป็นศัตรูเท่าไร ความเกลียดชังเขาก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น  ผลก็คือความเป็นมนุษย์ในใจเรายิ่งลดลง เพราะว่าความเป็นมนุษย์นั้นสัมพันธ์กับเมตตากรุณาในจิตใจ  ถ้าเมตตากรุณาลดลง ความเป็นมนุษย์ก็ลดลงตามไปด้วย และสาเหตุที่เมตตากรุณาลดลงก็เพราะมีความเกลียดชังมากขึ้นนั่นเอง

บ่อยครั้งความเกลียดชังเกิดขึ้นเพราะความลุ่มหลงหรืออยู่ภายใต้การครอบงำของอุดมการณ์ต่างๆ ซึ่งมักจะมองโลกเป็นดำเป็นขาว  แท้ที่จริงแล้วอุดมการณ์ต่างๆ เป็นสมมติที่ไม่มีความสำคัญถึง
ขั้นที่จะต้องฆ่าใครเพื่อสังเวยหรือเซ่นอุดมการณ์นั้น  บทเรียนทางประวัติศาสตร์ชี้ให้เราว่าอุดมการณ์ทั้งหลายเป็นสิ่งที่พึงระมัดระวัง สงครามศาสนาไม่ว่าในยุโรป เอเชีย การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การนองเลือดเพื่อปฏิวัติสังคมนิยม   การทำสงครามแย่งดินแดน ตลอดจนสงครามโลก  ทั้งหมดนี้เป็นบทเรียนที่เตือนเราว่าเมื่อไรก็ตามที่มนุษย์ถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์ ไม่ว่าอุดมการณ์ทางศาสนา เชื้อชาติ การเมือง หรือว่าชาตินิยม ผลที่ตามมาคือการห้ำหั่นทำลายล้างกัน   แม้กระทั่งพวกเดียวกันก็สามารถห้ำหั่นกันได้อย่างการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน  ซึ่งตอนหลังไม่ใช่เรื่องของซ้ายพิฆาตขวา หรือซ้ายพิฆาต “ลัทธิแก้” เท่านั้น แต่ยังเป็นการต่อสู้ทำลายล้างกันระหว่างซ้ายสุดขั้วหรือพวกเยาวชนแดง ( red guard) ด้วยกันเอง  ทั้งนี้เพราะความลุ่มหลงในอุดมการณ์ของตนว่าเป็นเลิศประเสริฐศรีกว่าของเยาวชนแดงอีกกลุ่มหนึ่ง

เราจะเห็นข้อกำจัดของอุดมการณ์ รวมทั้งตระหนักถึงบริบทและเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ เทคโนโลยีของอุดมการณ์นั้น ซึ่งทำให้เราเห็นว่ามันไม่ใช่คำตอบที่เป็นสากล ใช้ใด้ในทุกสถานการณ์    ในทางตรงข้ามเราจะตระหนักว่าอุดมการณ์ที่ให้คำตอบทุกเรื่องและให้คำตอบสำเร็จรูปเป็นสิ่งที่ต้องพึงระวังเป็นอย่างยิ่ง 

สิ่งที่ตามมาก็คือการตั้งคำถามกับการฆ่าคนในนามของความดีหรืออุดมการณ์สูงส่ง ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์ ศาสนา ชาตินิยม หรือการฆ่าคนในนามชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซึ่งก็เป็นที่มาของเหตุการณ์ ๖ ตุลา  เราจะไม่ลุ่มหลงชาตินิยม เพราะเห็นว่าคุณค่าของชีวิตมีมากเกินกว่าที่จะเซ่นสังเวยให้แก่อุดมการณ์ชาตินิยม ความข้อนี้รวมถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตยด้วย

๒)ลดความอหังการมมังการในใจเรา เพราะยิ่งรู้รอบหรือรู้กว้างเราก็จะยิ่งตระหนักว่าเรานั้นไม่ใช่ศูนย์กลางของโลก  สมัยหนึ่งผู้คนโดยเฉพาะในตะวันตกเคยคิดว่าโลกเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ  แต่ต่อมาก็พบความจริงว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่ ดวงอาทิตย์ไม่ได้หมุนรอบโลก โลกต่างหากที่หมุนรอบดวงอาทิตย์  และต่อมาเราก็พบว่าระบบสุริยะนั้นไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ระบบสุริยะต่างหากที่หมุนรอบศูนย์กลางของกาแล็กซี่ทางช้างเลผือก ต่อมาเราก็พบว่ากาแล็กซี่ทางช้างเผือกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของเอกภพ แท้จริงมันเป็นแค่หนึ่งในพันล้านกาแล็กซี่ที่มีอยู่ทั่วเอกภพ   มิหนำซ้ำเอกภพที่เราอยู่ เดี๋ยวนี้ก็มีคนสงสัยแล้วว่ามันเป็นเอกภพเดียวที่มีอยู่หรือเปล่า แท้จริงจักรวาลอาจมีหลายเอกภพก็ได้  ต่อไปคำว่า universeอาจจะใช้ไม่ได้ ต้องใช้คำว่า multiverse

จะเห็นได้ว่า ความคิดที่มองเราเป็นศูนย์กลางของอะไรต่ออะไรมากมายกำลังแปรเปลี่ยนไป แม้กระทั่งความคิดว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลางของโลก ตอนนี้เราไม่สามารถคิดแบบนี้ได้แล้ว เพราะสรรพชีวิตก็มีส่วนเป็นเจ้าของโลกนี้ได้เหมือนกัน จะว่าไปแล้วแม้แต่ร่างกายนี้เราก็ไม่สามารถบอกได้เต็มปากเต็มคำว่านี้เป็นของเรา เพราะความจริงมีอยู่ว่า ๙ ใน ๑๐ ของเซลล์ในร่างกายเรา คือ แบคทีเรีย  ในร่างกายนี้มีเซลล์ที่เป็นของมนุษย์หรือของเราเพียง ๑ ใน ๑๐ เท่านั้น  มองในแง่นี้ร่างกายนี้จึงเป็นของแบคทีเรียมากกว่าที่จะเป็นของเรา

วิชาศิลปศาสตร์ช่วยให้เราตระหนักว่าความคิดที่ว่าเราเป็นศูนย์กลางของอะไรต่ออะไรมากมายนั้น เป็นความคิดที่ที่ล้าสมัยไปแล้ว  ในทำนองเดียวกันเราจะพบว่าวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของเราก็หาได้เลอเลิศสูงส่งกว่าวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตแบบอื่นเสมอไปไม่  เราจะยอมรับความหลากหลายและมีขันติธรรมมากขึ้น  สำนึกดังกล่าวช่วยส่งเสริมความเป็นมนุษย์ ตรงที่ทำให้เรามีความใจกว้าง มี เมตตากรุณา และเคารพผู้อื่นได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้เรายอมรับความเปลี่ยนแปลง ไม่ฝืนกระแส เพราะดังที่บอกไว้แล้วว่าโลกแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง เราจะไม่ฝืนกระแส แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ปล่อยให้กระแสเป็นไปตามใจชอบ  ในทำนองเดียวกันก็จะยอมรับความขัดแย้ง ไม่ปฏิเสธหรือมองว่าเป็นสิ่งเลวร้าย หากมองว่าเป็นธรรมดา เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและโลก และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่หนีไม่พ้น

๓)ช่วยทำให้เราตั้งคำถามและแสวงหาคำตอบที่ให้ความหมายแก่ชีวิต ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่ามากขึ้น  ข้อนี้มีความสำคัญมาก  สำคัญยิ่งกว่าการมีความรู้ในการทำมาหากินด้วยซ้ำ เพราะถ้าหากเราไม่สามารถพบจุดมุ่งหมายของชีวิตได้  ความมั่งคั่ง อำนาจและชื่อเสียง สามารถนำความทุกข์มาสู่เราได้ หลายคนมีเงินทอง ประสบความสำเร็จในการงาน แต่เหตุใดจึงกลัดกลุ้ม รู้สึกอ้างว้าง หรือเครียดหนักจนถึงกับฆ่าตัวตาย ส่วนหนึ่งเพราะเขาไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ทำให้รู้สึกว่าชีวิตว่างเปล่า

กล่าวในภาพรวมจะเห็นว่าศิลปศาสตร์ไม่ใช่แค่การศึกษาทั่วไปในแง่ที่ให้ความรู้พื้นฐานหรือเพิ่มพูนสติปัญญาสำหรับการศึกษาวิชาชั้นสูงเท่านั้น  แต่เป็นการสร้างโลกทัศน์และจิตสำนึกหรือทัศนคติที่ดีในการดำรงชีวิต ในการสัมพันธ์กับผู้อื่นและในการทำหน้าที่ต่อสังคมด้วย  แต่การสร้างจิตสำนึกและทัศนคติที่ดีต่อการดำเนินชีวิตดังกล่าว ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการยัดเยียดหรือสอนแบบวิชาศีลธรรม หน้าที่พลเมือง  แต่เกิดจากการกระตุ้นให้มีการศึกษา ค้นคว้า ไตร่ตรอง ตั้งคำถาม ถกเถียง แลกเปลี่ยน จนตกผลึกหรือประจักษ์ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งลำพังตำราหรือหนังสืออย่างเดียวไม่สามารถทำได้ 

กลับไปที่คำกล่าวของไอน์สไตน์ที่ว่า  ความรู้หาได้จากหนังสือ แต่การฝึกฝนจิตใจ วิธีคิด หรือการสร้างแรงบันดาลใจ หาไม่ได้จากตำรา แต่ต้องเกิดจากการศึกษา ซึ่งไอน์สไตน์เชื่อว่าการศึกษาแบบศิลปศาสตร์ให้คำตอบได้  ศิลปศาสตร์ในความหมายนี้ต่างกับการศึกษาแบบวิชาชีพหรือวิชาเฉพาะ ซึ่งเป็นการให้ความรู้หรือทักษณะเฉพาะด้านที่อาจทำให้มองคับแคบ ติดกรอบ อีกทั้งยังละเลยการปลูกฝังทัศนคติในการดำเนินชีวิต 

กล่าวโดยสรุปศิลปศาสตร์เป็นการศึกษาที่ทำให้เป็นคนเต็มคน เป็นการให้การศึกษาแก่คนอย่างเป็นองค์รวม ทั้งด้านกาย จิต สังคม โดยเชื่อมโยงกับสังคมและธรรมชาติ ท่านเจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ได้พูดถึงวิชาศิลปศาสตร์ไว้อย่างน่าสนใจ เมื่อครั้งที่ท่านมาแสดงปาฐกาเรื่อง “ศิลปศาสตร์แนวพุทธ” เมื่อปี ๒๕๓๒  ในวาระครบ ๒๗ ปีของคณะศิลปศาสตร์  ท่านได้กล่าวตอนหนึ่งว่า

“วิชาศิลปศาสตร์หรือวิชาพื้นฐานเป็นวิชาที่สร้างบัณฑิตโดยพัฒนาคนให้มีความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง  ส่วนวิชาการอื่นๆ จำพวกวิชาเฉพาะและวิชาชีพเป็นวิชาการที่สร้างเครื่องมือหรือสร้างอุปกรณ์ให้แก่บัณฑิต เพื่อผู้ที่เป็นบัณฑิตนั้นจะได้ใช้ความเป็นบัณฑิตของตนทำการสร้างประโยชน์สุขให้เกิดขึ้นแก่ชีวิตและสังคมอย่างแท้จริง”

ท่านยังพูดอีกว่า “วิชาศิลปศาสตร์จึงเป็นวิชาที่ทำให้คนเป็นคน ทำให้มีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ เป็นผู้มีความสามารถและความพร้อมที่จะไปดำเนินชีวิตที่ดี รู้จักใช้วิชาชีพและวิชาชำนาญเฉพาะด้านในทางที่เกื้อกูลเป็นประโยชน์แก่ชีวิตและสังคมอย่างแท้จริง”

อันนี้คือประโยชน์หรือคุณูปการที่สำคัญของการศึกษาวิชาศิลปศาสตร์ ซึ่งนอกจากจะเป็นการศึกษาที่ทำให้คนเต็มคนแล้ว มันยังเป็นพื้นฐานของการส่งเสริมให้มีการพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน  

ตลอด ๕๐ ปีที่ผ่านมา การพัฒนาประเทศจะเน้นที่การสร้างเม็ดเงิน หรือวัดความสำเร็จโดยอาศัยตัวเลขที่เรียกว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Grosss National Product)หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ  (Gross Domestic Product) แต่ว่าปัจจุบันเริ่มมีการเสนอการพัฒนาแนวใหม่ คือการพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน โดยใช้ตัวชี้วัดตัวใหม่ๆ เช่น Human Development Index (HDI)  คือ ไม่ได้ดูเฉพาะเม็ดเงิน แต่ยังดูที่อายุขัยเฉลี่ย ระดับการศึกษา รวมทั้งประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพด้วย อาตมาคิดว่าอันนี้เป็นผลพวงหนึ่งของการศึกษาแบบศิลปศาสตร์  ซึ่งทำให้เกิดแนวคิดการพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน HDIนี้ได้รับอิทธิพลมาจากอมาตยาเซน  แม้เขาจะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รางวัลโนเบล แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นคนที่มีความรู้กว้างขวางมาก ข้อเขียนของเขานั้นครอบคลุมตั้งแต่เรื่องความยุติธรรม ปรัชญา วรรณกรรม และวัฒนธรรม เรียกได้ว่าเป็นแบบอย่างของการศึกษาแบบศิลปศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานให้แก่ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของเขา จนสามารถเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างรอบด้าน

อันนี้คงไม่ต่างจากอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งแม้จะเรียนมาทางเศรษฐศาสตร์ และทำงานด้านเศรษฐกิจและการเงิน แต่ท่านก็เป็นผู้ที่มีความรู้รอบ สนใจทั้งวรรณกรรม ดนตรี ปรัชญา ธรรมชาติ  ซึ่งคงมีส่วนทำให้ท่านเห็นข้อจำกัดของการพัฒนาเศรษฐกิจล้วน ๆ  เป็นเหตุให้ต่อมาท่านหันมาบุกเบิกการพัฒนาชุมชนที่ครอบคลุมหลายมิติ ดังที่ท่านได้ริเริ่มการพัฒนาชุมชนที่แม่กลองโดยความร่วมมือของหลายมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังส่งเสริมให้มีบัณฑิตอาสาขึ้น  อันที่จริงเป็นเพราะการสนับสนุนของท่านด้วย  การศึกษาแบบศิลปศาสตร์ในสมัยที่ท่านเป็นอธิการบดี จึงได้รับความสำคัญมาก ถึงขนาดมีข้อกำหนดให้นักศึกษาธรรมศาสตร์ปี ๑ ทุกคนต้องมาเรียนวิชาพื้นฐานหรือวิชาทั่วไปที่คณะศิลปศาสตร์ก่อนจะแยกคณะในปีที่ ๒

จะเห็นได้ว่าถ้าเรามองคนเพียงมิติเดียว จะนำไปสู่การพัฒนาที่ผิดที่ผิดทาง หรือการซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้นกว่าเดิม การมองคนแบบมิติเดียวส่วนหนึ่งเกิดจากการเรียนแบบเฉพาะทาง จนกระทั่งมองไม่เห็นความเชื่อมโยงของมิติต่าง ๆ   เมื่อเร็วๆ นี้อาตมาได้อ่านบทความของอาจารย์เกษียร เตชะพีระ ซึ่งพูดถึงนักเศรษฐศาสตร์ที่ดีและไม่ดี อาตมาคิดว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นเกี่ยวข้องกับประเด็นที่อาตมาพูดในวันนี้   อาจารย์เกษียรพูดว่า “จากประสบการณ์ของผมที่ได้รู้จักครูพักลักจำมา นักเศรษฐศาสตร์ที่น่านับถือที่สุดและที่เก่งที่สุด คือนักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ได้รู้แต่เศรษฐศาสตร์ หากรู้ศาสตร์อย่างอื่นที่จำเป็นแก่การตอบปัญหาของโลกและชีวิตอันซับซ้อนหลากหลายด้วย  ในทางกลับกันนักเศรษฐศาสตร์ที่โง่เขลาที่สุดและน่าหัวเราะเยาะที่สุด  คือ นักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่รู้ว่าขีดจำกัดของความรู้เศรษฐศาสตร์อยู่ตรงไหน หลงคิดเอาว่ามันไปตอบได้ทุกเรื่องในโลกและชีวิต”

ข้อความดังกล่าวมิใช่แง่คิดที่เตือนใจเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์เท่านั้น แต่ว่าเตือนใจนักวิชาการทุกสาขา  ถ้าหากเรามองจากมุมของวิชาหรือศาสตร์ที่ตัวเองเรียนมาเฉพาะด้านอย่างเดียว โดยไม่เห็นความเชื่อมโยงกับวิชาหรือศาสตร์อื่น ๆ แล้ว เราก็ง่ายที่จะตกอยู่ในกับดักของวิชานั้น คือมองว่ามันเป็นคำตอบที่สามารถให้คำตอบในทุกเรื่องได้  ซึ่งในความจริงแล้ว ไม่ใช่เลย เราต้องอาศัยการมองแบบเชื่อมโยง  ซึ่งอาตมาคิดว่าคนอย่างอมาตยา เซน หรืออาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นตัวอย่างที่ชี้ว่าความรู้รอบและการคิดแบบเชื่อมโยงจะช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ถูกทิศทางมากขึ้น

วิกฤตและอนาคตของศิลปศาสตร์

ที่พูดมาข้างต้นเป็นเรื่องคุณค่าของวิชาศิลปศาสตร์ ทีนี้อาตมาจะพูดถึงปัญหาและอุปสรรคของศิลปศาสตร์ เพราะถ้าไม่พูดเรื่องนี้ก็คงจะไม่สมบูรณ์ ปัจจุบันวงการศึกษาทั่วโลกมีแนวโน้มที่เน้นการสร้างความชำนาญเฉพาะทาง (specialization)และเน้นความรู้หรือทักษะที่ให้ผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมหรือให้ผลเร็วโดยเฉพาะผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้เพราะต่างมุ่งตอบสนองตลาดแรงงานเป็นหลัก หรือตอบสนองนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐ เช่น ถ้าประเทศต้องการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยก็จะพากันผลิตมัคคุเทศก์หรือผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ถ้าประเทศต้องการวิศวกร ก็พากันผลิตวิศวกร  อีกเหตุผลหนึ่งก็เพราะมหาวิทยาลัยมีความจำเป็นต้องเลี้ยงตัวเองมากขึ้น ทำให้ต้องสอนวิชาที่เรียนแล้วหางานทำได้ง่ายและมีรายได้สูง หรือเปิดหลักสูตรต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยม จะได้มีคนมาเข้าเรียนมาก ๆ  ตรงนี้เองที่ทำให้มหาวิทยาลัยในระยะหลังเน้นหนักเรื่องวิชาชีพหรือวิชาเฉพาะด้านมากขึ้น

ในสหรัฐอเมริกาเกิดวิกฤติที่เรียกว่าวิกฤติด้านศิลปศาสตร์ (Liberal Arts in Crisis)กล่าวคือ มีคนเรียนน้อยลง ผู้คนแห่ไปเรียนธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ และวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีมากขึ้น ประมาณว่า  ๖๐ %ของผู้ได้ปริญญาตรีในอเมริกาเรียนจบด้านเทคนิคและวิชาชีพเบื้องต้น ในจำนวนนี้ ๒๐% เรียนธุรกิจ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไปของชาวอเมริกันที่ให้ความสำคัญกับเงินทองมากขึ้น เมื่อปี ๑๙๖๘ เคยมีการสอบถามนักศึกษาชั้นปี ๑ ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญของชีวิต ประมาณ ๘๖% เปอร์เซ็นต์ตอบว่า “การมีปรัชญาชีวิตที่มีความหมาย”เป็นสิ่งสำคัญ แต่ทุกวันนี้มีแค่ ๕๑% ที่คิดเช่นนี้   ข้อมูลที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อปี ๑๙๗๐  มีนักศึกษา ๓๖ %ที่บอกว่า “การมีฐานะการเงินที่ดีมาก”เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต  แต่ปัจจุบันนักศึกษาที่คิดเช่นนี้เพิ่มขึ้นเท่าตัวคือ ๗๓%

อันนี้คือค่านิยมที่แปรเปลี่ยนไปของสังคมอเมริกา แม้เมืองไทยยังไม่มีการสอบถามทำนองนี้ แต่อาตมาคิดว่าคงไม่ต่างจากอเมริกาเท่าไหร่หรืออาจะหนักกว่าก็ได้  เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมวิชาที่หางานได้ง่ายหรือจบแล้วมีรายได้มากจึงเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ผลก็คือวิชาศิลปศาสตร์มีคนเรียนน้อยลง จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่าวิกฤติในวิชาศิลปศาสตร์

สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้ก็คือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ พากันเน้นวิชาเฉพาะด้านและวิชาชีพ  รวมทั้งเปิดโครงการพิเศษทั้งตรี โท เอก เพื่อหารายได้เลี้ยงตัวเอง ขณะเดียวกันวิชาศิลปศาสตร์ในความหมายที่อาตมาพูดถึง ถูกลดความสำคัญลง แต่ก็ยังดีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่ถึงกับละเลยการศึกษาเพื่อการรู้รอบ นักศึกษาปี ๑ ยังต้องเรียนสหวิทยาการ แต่ว่าแนวคิดแบบนี้กำลังเลือนหายไปจากการศึกษาระดับอุดมศึกษาของเมืองไทยมากขึ้น  ทุกวันนี้การปลูกฝังให้นักศึกษามีทัศนคติพื้นฐานที่เหมาะแก่การศึกษาได้ถูกมองข้ามไป  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความใฝ่รู้ รู้รอบ รู้จักคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ และการมองเห็นอย่างเชื่อมโยง ตลอดจนความตระหนักเกี่ยวกับคุณค่าของชีวิต และการแสวงหาหนทางสู่ชีวิตที่มีความหมาย ถูกลดความสำคัญลงในการศึกษาระดับอุดมศึกษา ในทำนองเดียวกันการเสริมสร้างความเป็นอิสระทางความคิด ไม่ถูกครอบงำตามกระแสสังคม แต่รู้จักคิดนอกกรอบ ตั้งคำถามจากมุมมองอื่น ๆ   ตอนนี้ก็แทบไม่มีการพูดถึงกันแล้ว

อาตมาคิดว่าจำเป็นมากที่ต้องพยายามรื้อฟื้นและเสริมสร้างการศึกษาแบบศิลปศาสตร์ขึ้นมาให้มั่นคงในมหาวิทยาลัย  ขณะเดียวกันก็ควรมีการปรับปรุงให้ตอบสนองต่อความจำเป็นของยุคสมัยด้วย  อาตมาคิดว่าวิชาศิลปศาสตร์ที่พูดมาทั้งหมด แม้เป็นสิ่งที่ดีแต่ก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ที่จริงแล้วมีความจำเป็นต้องปรับปรุงเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น ลดทอนลักษณะที่เป็น elitism หรือการศึกษาสำหรับชนชั้นนำ ทั้งนี้เพราะวิชาศิลปศาสตร์ตั้งแต่กรีกโบราณเป็นต้นมาเป็นการศึกษาสำหรับชนชั้นสูง กระทั่งปัจจุบันก็ยังมีลักษณะดังกล่าวอยู่แม้จะน้อยลงแล้วก็ตาม 

อาตมาไม่ได้พูดว่าการเรียนวรรณกรรมของเชคสเปียร์ เกอเธ่ หรืองานคลาสสิคของนักคิดชั้นครูอย่างล็อค มิลล์ เป็นสิ่งที่เหมาะสำหรับชนชั้นนำอย่างเดียวเท่านั้น อาตมาคิดงานชั้นเลิศเหล่านี้เป็นประโยชน์แก่คนทั่วไปด้วย ในทำนองเดียวกับเพลงคลาสสิคก็ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องของชนชั้นนำเท่านั้น  เพลงคลาสสิคก็เหมาะสำหรับชาวบ้านระดับล่างด้วยเช่นกัน  ที่ประเทศเวเนซุเอลามีการเอาเพลงคลาสสิคมาให้คนในสลัมเรียน ปรากฏว่าเป็นที่นิยมมาก เด็กและวัยรุ่นแห่ไปเรียน ทำให้ปัญหาเยาวชนในสลัมลดลงอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังมีไวทยากรที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายคนที่มาจากสลัม ปรากฏการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าดนตรีคลาสสิค รวมทั้งวรรณกรรมคลาสสิค ไม่ได้เป็นสมบัติของชนชั้นนำเท่านั้น แต่มีคุณค่าต่อคนรากหญ้าด้วยเช่นกัน   เพระมันทำให้ชีวิตละเมียดละไมขึ้น เกิดการใคร่ครวญอย่างแยบคายเกี่ยวกับชีวิต

สิ่งที่นักการศึกษาควรทำก็คือ ทำให้เห็นว่าศิลปศาสตร์ไม่ใช่วิชาฟุ่มเฟือยสำหรับคนมีเงินหรือมีจุดหมายแฝงเร้น  แต่มีคุณค่าสำหรับคนทั่วไปและมีคุณค่าในเชิงปฏิบัติด้วย  อาตมาพูดถึงจุดมุ่งหมายแฝงเร้นก็เพราะว่าประวัติศาสตร์ของศิลปศาสตร์โดยเฉพาะในอเมริกาช่วงหลังสงครามโลกที่ ๒  มันมีจุดมุ่งหมายแฝงเร้นอยู่ก็คือต่อต้านคอมมิวนิสต์ เจมส์ โคนันท์(James Conant)ผู้บุกเบิกการศึกษาทั่วไปหรือวิชาศิลปศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒  มีความเชื่อว่าถ้าคนอเมริกันนิยมอ่านงานวรรณกรรมหรืองานเขียนของนักคิดชั้นเลิศ จะช่วยให้อเมริกาต้านทานกับการคุกคามของรัสเซียได้ คือพอได้อ่านงานเหล่านี้แล้วจะเกิดความคิดในเชิงเสรีนิยมซึ่งทำให้ไม่หลงใหลในอุดมการณ์แบบคอมนิวนิสต์ 

น่าสนใจที่ว่าคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก่อตั้งในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ซึ่งเป็นช่วงที่ไทยกำลังต่อสู้กับคอมมิวนิสต์เหมือนกัน พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าคณะศิลปศาสตร์เกิดขึ้นมาเพื่อปลูกฝังอุดมการณ์เสรีนิยมสำหรับต่อต้านคอมมิวนิสต์  ถึงแม้ว่าบ่อยครั้งเราไม่สามารถแยกการศึกษากับการเมืองออกจากกันได้ก็ตาม  แต่สิ่งที่วิชาศิลปศาสตร์ในปัจจุบันจะต้องมีมากกว่าเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว ก็คือการเสริมสร้างสำนึกทางสังคมให้เกิดขึ้นด้วย เช่นสำนึกเรื่องความยุติธรรม ประชาธิปไตย การเคารพในศักดิ์ศรีของมนุษย์  เพราะเป็นประเด็นสำคัญมากโดยเฉพาะในเมืองไทยเวลานี้มีความเหลื่อมล้ำสูงมาก อีกทั้งความคิดที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก็มีสูง วิชาศิลปศาสตร์จึงควรให้ความสำคัญแก่การสร้างสำนึกดังกล่าว รวมทั้งสำนึกทางมนุษยธรรมและการมีอิสรภาพทางสติปัญญา  ไม่ถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์ต่างๆ จนเห็นเพื่อนมนุษย์ที่คิดต่างเป็นศัตรู หรือไม่ยอมรับความเห็นต่าง จนถึงกับสนับสนุนให้มีการปิดกั้นความเห็นต่าง แต่พร้อมเปิดกว้างรับฟังทัศนะที่แตกต่างจากตน  อันนี้คือสิ่งที่ศิลปศาสตร์ในปัจจุบันจำเป็นต้องมี

ที่อาตมาอยากจะเพิ่มเติมประการสุดท้ายก็คือการปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้  กล่าวคือไม่เน้นการสอนในห้องเรียนและการเรียนตามตำรา แต่เน้นการค้นคว้าแลกเปลี่ยนความเห็น การตั้งคำถาม  และการแสวงหาความรู้ด้วยวิธีที่หลากหลาย รวมทั้งเรียนรู้จากประสบการณ์นอกห้องเรียน  อันนี้เป็นประเด็นสำคัญมากเพราะว่าหัวใจของวิชาศิลปศาสตร์ที่อาตมาพูดมา ไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาวิชาที่หลากหลายเท่านั้น  แต่ยังอยู่ที่กระบวนการเรียนรู้ ซึ่งได้แก่ การถกเถียงแลกเปลี่ยนกัน มีการสัมนา การอภิปรายการค้นคว้าขีดเขียน เพื่อให้รู้จักคิด คิดอย่างมีเหตุผล มีความใจกว้าง และสามารถเรียบเรียงถ่ายทอดความคิดออกมาได้  ซึ่งเป็นประเด็นที่ไอน์สไตน์ได้เน้นย้ำว่า เป็นจุดเด่นหรือหัวใจของวิชาศิลปศาสตร์  แต่ว่าน่าเสียดายที่วิชาศิลปศาสตร์ในปัจจุบันเน้นเรื่องการท่องจำและการสอนตามตำราหรือในห้องเรียนมาก ขณะที่การแสวงหาความรู้ด้วยตัวเองมีน้อย 

ในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาจะให้ความสำคัญกับมหาวิทยาลัยที่เรียกว่า residential collegeคือมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาได้อยู่ด้วยกันและถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอันที่จริงตอนที่ธรรมศาสตร์ขยายไปที่รังสิต คณะศิลปศาสตร์มีความคิดที่จะจัดให้มี residentail collegeเพราะที่นั่นพื้นที่กว้างขวาง มีหอพัก   แต่ในที่สุดก็ทำไม่ได้  การศึกษาศิลปศาสตร์ก็เลยไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก คือเน้นที่การเรียนจากตำราหรือการสอนในห้องเรียนเท่านั้น  ในอเมริกามีการปฏิรูปการศึกษาศิลปศาสตร์ที่น่าสนใจ  หลายอย่าง นอกจากนอกจากให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนความเห็น หรือจัดให้มี residential college แล้ว  ยังให้นักศึกษาเข้าไปทำงานชุมชนหรือเป็นจิตอาสาด้วย โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาแบบศิลปศาสตร์  การให้นักศึกษาลงไปสัมผัสชุมชนอาทิตย์ละครั้ง  ผสานกับการเรียนรู้วรรณกรรมคลาสสิคหรืองานคิดงานเขียนชั้นเลิศนั้น ไม่ใช่เรื่องตรงข้ามกัน ที่จริงเป็นเรื่องเดียวกันที่ช่วยเสริมสร้างจิตสำนึกหรือพัฒนาความเป็นมนุษย์ได้เป็นอย่างดี

อาตมาได้ใช้เวลาพอสมควรแล้ว ที่พูดมาก็ได้อาศัยความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของศิลปศาสตร์ว่ามีคุณูปการอย่างไรบ้างต่อการพัฒนามนุษย์โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันซึ่งเต็มไปด้วยความหลากหลาย  แต่ขณะเดียวกันนับวันความคิดที่คับแคบหรือเฉพาะทางกลับมีอิทธิพลมาก  ตรงนี้เป็นสิ่งที่วิชาศิลปศาสตร์สามารถช่วยทัดทานกระแสดังกล่าว เพื่อนำไปสู่ความคิดที่รู้รอบ ทัศนคติที่กว้างขวาง และมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น

บัดนี้พอสมควรแก่เวลาแล้ว อาตมาขอสิ้นสุดปาฐกถานี้ด้วยการอำนวยพรในโอกาสที่คณะศิลปศาสตร์ได้สถาปนามาครบ ๕๐ ปี ขอให้คณะศิลปศาสตร์จงมีความเจริญงอกงาม สามารถยังประโยชน์ต่อกุลบุตรกุลธิดา ต่อประเทศ และต่อโลก ในทางส่งเสริมสติปัญญาและเสริมสร้างความเป็นมนุษย์ เพื่อการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าและผาสุก  ขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกท่านนับถือ จงอำนวยอวยผลให้คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ทุกท่านประสบจตุรพิธพรชัย คือเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ มีความเจริญงอกงามทางกาย จิต ปัญญา เพื่อทำหน้าที่ให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมและเพื่อความเจริญงอกงามในชีวิตสืบไป  ขอเจริญพร

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved