หน้ารวมบทความ
   บทความ > พุทธศาสนา > ลำธารริมลานธรรม
กลับหน้าแรก
 

ศาสนธรรมแห่งการอภิวัฒน์
พระไพศาล วิสาโล
รัฐสภาสาร ฉบับพิเศษ
ปีที่ ๔๘ ฉบับที่ ๕ เดือน พฤษภาคม ๒๕๔๓

ปรับปรุงจากปาฐกถา ณ ลานปรีดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๒

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

แม้การอภิวัฒน์ปี 2475 จะมีผู้พูดถึงบ่อยมาก แต่ก็มักจะเป็นการกล่าวถึงในแง่การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และประวัติศาสตร์ อันที่จริงการอภิวัฒน์ครั้งนั้นก็มีมิติทางศาสนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงความคิดและบทบาทของนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นทั้ง “มันสมอง” และผู้ริเริ่มคนหนึ่งของการอภิวัฒน์ครั้งนั้น

มิติทางศาสนธรรมของการอภิวัฒน์ปี 2475 ส่วนหนึ่งอยู่ตรงที่การอภิวัฒน์ครั้งนั้นสะท้อนและอิงอาศัยสัจธรรมที่เป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของพุทธศาสนา ได้แก่สัจธรรมว่าด้วยกฏอนิจจัง

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนั้น ซึ่งรวมถึงการสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สะท้อนสัจธรรมที่ว่าสรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง แม้แต่สถาบันซึ่งดูเหมือนเข้มแข็งและทรงอำนาจก็หนีความเปลี่ยนแปลงไม่พ้น เป็นแต่ว่าจะเปลี่ยนแปลงตนเองหรือถูกปัจจัยภายนอกบังคับให้เปลี่ยนแปลง

ถ้าการอภิวัฒน์เป็นเพียงภาพสะท้อนของกฎอนิจจัง ก็คงไม่ต่างจากการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ เท่าใดนัก และมิติทางศาสนธรรมของการอภิวัฒน์ก็คงพูดได้สั้นๆ เพียงเท่านี้ อย่างไรก็ตามการอภิวัฒน์ครั้งนั้นยังสัมพันธ์กับกฎอนิจจังในอีกด้านหนึ่งด้วย นั่นคือผู้ก่อการครั้งนั้นมีความตั้งใจที่จะใช้หรืออิงอาศัยกฎนี้ในการทำอภิวัฒน์ โดยที่แรงบันดาลใจที่จะทำการอภิวัฒน์ก็มีที่มาจากความสำนึกในกฎดังกล่าวด้วยไม่น้อย สำนึกในสัจธรรมดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการก่ออุดมการณ์อภิวัฒน์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกรณีนายปรีดี พนมยงค์

นายปรีดีเป็นผู้หนึ่งที่ก่อการอภิวัฒน์โดยตระหนักดีถึงเรื่องความเป็นอนิจจังของสรรพสิ่ง รวมถึงความเป็นอนิจจังของสังคม ดังท่านได้กล่าวว่า “มนุษย์และสังคมก็ดำเนินไปตามกฎอนิจจัง คือมีสภาวะเก่าที่ดำเนินไปสู่ความเสื่อมสลายและสภาวะใหม่ที่กำลังเจริญ ระบบสังคมใดๆ ไม่นิ่งคงอยู่กับที่ชั่วกัลปาวสาน คือ ระบบเก่าย่อมดำเนินเข้าสู่ความเสื่อมสลายเช่นเดียวกับสังขารทั้งหลาย...เมื่อระบบสังคมใดเก่าแก่ถึงปานนั้นแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนแปลงโดยมีระบบใหม่ดียิ่งกว่า ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงจากกฎแห่งอนิจจังไปไม่พ้น”

จากคำบอกเล่าของท่าน ทัศนะดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาจากการได้ยินพระและผู้เฒ่าเล่าให้ฟังตอนท่านเป็นเด็กเกี่ยวกับพุทธทำนายว่า ในปลายพุทธกาลมนุษยชาติจะฆ่าฟันกันจนเกิดมิคสัญญีจากนั้นจะมีไฟบรรลัยกัลป์มาล้างโลก แล้วเกิดยุคใหม่คือ “ยุคศรีอาริยเมตไตรย” ซึ่ง “มนุษยชาติจะอยู่ร่วมกันด้วยความเมตตาปราณีระหว่างกัน บุคคลจะเสมอเหมือนกัน....ความสะดวกสบายในการคมนาคมและความอุดมสมบูรณ์ของชีวปัจจัยก็หลั่งไหลเหลือคณานับ ประดุจว่ามีต้นกัลปพฤกษ์ทุกมุมเมืองซึ่งมนุษย์ถือเอาได้ตามความต้องการ”

เรื่องเล่าดังกล่าวจุดประกายให้ท่านเกิดความตระหนักในเรื่องกฎอนิจจัง ดังท่านได้เขียนว่า “โดยสติปัญญาอันน้อยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นว่าแก่นธรรมของพระอรรถกถาจารย์ (ในพุทธทำนาย) ก็คือกฎแห่งอนิจจังของพระพุทธศาสนา คือสิ่งทั้งหลายบนโลกนี้มิได้หยุดยั้ง ชีวิตมีด้านบวกกับด้านลบ มีส่วนใหม่ที่กำลังเจริญงอกงามกับส่วนเก่าที่เสื่อมซึ่งกำลังดำเนินไปสู่ความสลายแตกดับ” ความคิดเช่นนี้นำท่านไปสู่ข้อสรุปเกี่ยวกับสังคมรวมไปถึงสถาบันต่างๆ ในสังคมว่า กำลังมีสิ่งใหม่มาทดแทนสิ่งเก่าที่กำลังเสื่อมไป และหนึ่งในบรรดาสิ่งเก่าที่ท่านเชื่อว่ากำลังจะ “ดำเนินไปสู่ความสลายแตกดับ” ก็คือระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ด้วยเหตุนี้เองท่านจึงมีความมั่นใจในการทำอภิวัฒน์เพื่อเปิดทางให้สิ่งใหม่มาแทนที่

ก่อนที่จะกล่าวต่อไป พึงเข้าใจว่ากฎอนิจจังตามหลักพุทธศาสนามีความหมาย 4 ประการ คือ
1. ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่มิได้เป็นไปอย่างเลื่อนลอย หากเป็นไปตามเหตุปัจจัย
2. มนุษย์สามารถมีส่วนร่วมในการก่อและกำหนดการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้เพราะมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการของเหตุปัจจัยด้วย
3. มนุษย์สามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่พึงปรารถนาหรือความเปลี่ยนแปลงที่เป็นความเจริญได้ หากรู้และเข้าใจกระบวนการแห่งเหตุปัจจัย และจัดการกับเหตุปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้อง
4. มนุษย์สามารถก่อให้เกิดความเจริญได้ด้วยการสร้างสรรค์องค์ประกอบหรือเหตุปัจจัยที่เป็นฝ่ายความเจริญ หรือเกื้อกูลความเจริญได้ หรือลดทอนปัจจัยฝ่ายความเสื่อม

มองในแง่นี้ การอภิวัฒน์ก็คือการสร้างเหตุปัจจัยเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในฝ่ายที่เป็นความเจริญ และถ้ามองว่าความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยย่อมมีอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะมีการอภิวัฒน์หรือไม่ ก็อาจพูดได้ว่าการอภิวัฒน์คือตัวเร่งหรือกำกับให้ความเปลี่ยนแปลงเป็นไปในทิศทางที่ปรารถนา ปัจจัยหลักที่คณะราษฎรถือว่าเป็นปัจจัยเร่งความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญก็คือสถาบันหรือระบอบประชาธิปไตย การที่นายปรีดีหรือคณะราษฎรเลือกการเปลี่ยนแปลงที่สถาบันการเมืองก่อนเห็นจะเป็นเพราะว่า ถึงแม้สังคมไทยจะมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่สถาบันการเมืองแบบเก่าเป็นตัวหน่วงเหนี่ยวให้ความเปลี่ยนแปลงในทางที่พึงปรารถนาเป็นไปอย่างล่าช้า ที่สำคัญก็คือก่อความขัดแย้งกับปัจจัยทางเศรษฐกิจซึ่งได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว การอภิวัฒน์จังเป็นการเร่งการเปลี่ยนแปลงของระบอบการเมืองเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

ถ้าหากว่าสถาบันหรือระบอบประชาธิปไตยเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลง แต่มิใช่เป้าหมาย ของความเปลี่ยนแปลง อะไรคือเป้าหมายที่นายปรีดีหรือคณะราษฎรต้องการ คำตอบน่าจะอยู่ในหลัก 6 ประการของคณะราษฎร อันได้แก่ ความเป็นเอกราชของประเทศ ความปลอดภัยในประเทศ ความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ การมีสิทธิเสมอภาคกัน การมีเสรีภาพและการได้รับการศึกษาอย่างเต็มที่

หลัก 6 ประการดังกล่าวแม้จะดูเหมือนเป็นหลักการแบบโลกๆ แต่กล่าวสำหรับนายปรีดี หลักการดังกล่าวจะดูแยกไม่ออกจากพุทธศาสนา จนอาจกล่าวได้ว่าพุทธศาสนาเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดหลักการดังกล่าว อย่างน้อยคติพระศรีอาริย์ก็มีอิทธิพลต่อนายปรีดี (และการอภิวัฒน์) มากจนถึงกับมีข้อความปรากฎในบรรทัดสุดท้ายของ “ประกาศคณะราษฎร” ที่นายปรีดีเป็นผู้ร่างว่า “สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือความสุขความเจริญอย่างประเสริฐ ซึ่งเรียกกันเป็นศัพท์ว่า ศรีอริยะ นั้นจะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า” หากจะเรียกว่าหลัก 6 ประการคือรูปธรรมเบื้องต้นของคติพระศรีอาริย์ก็ย่อมได้

นอกจากพระศรีอาริย์แล้ว หลักจักรวรรดิวัตรตามคติพุทธศาสนา โดยเฉพาะข้อ “ธนานุปะทาน” (การปันเฉลี่ยทรัพย์ให้แก่ราษฎรผู้ยากไร้โดยผู้ปกครอง) ก็น่าจะมีอิทธิพลต่อหลัก 6 ประการด้วย (อย่างน้อยก็หลักที่ 3 คือความสุขสมบูรณ์ของราษฎรทางเศรษฐกิจ) รวมไปถึงเค้าโครงการเศรษฐกิจของนายปรีดีด้วย
คุณค่าที่พึงปรารถนาตามคติพระศรีอาริย์ อาทิ การอยู่ร่วมกันด้วยความเมตตาปราณีก็ดีการมีฐานะเสมอเหมือนกันก็ดี ตลอดจนหลักจักรวรรดิวัตรว่าด้วยการแบ่งปันไม่ให้เกิดความยากไร้เหล่านี้รวมเรียกได้ว่าเป็นจริยธรรมในทางพุทธศาสนา

ธรรมในพุทธศาสนานั้นประกอบด้วย 2 ส่วน คือ สัจธรรมกับจริยธรรม สัจธรรมคือคำสอนว่าด้วยความจริงตามธรรมชาติ เช่น กฎอนิจจัง ส่วนจริยธรรมคือคำสอนว่าด้วยข้อพึงปฏิบัติหรือสิ่งดีงามที่ควรทำให้มีขึ้น จะเห็นได้ว่าการอภิวัฒน์โดยเฉพาะส่วนของนายปรีดีนั้น เกี่ยวพันอย่างมากกับสัจธรรมและจริยธรรมในพุทธศาสนา กล่าวคือนอกจากสัจธรรมว่าด้วยกฎอนิจจังจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความคิดและความมั่นใจในการทำอภิวัฒน์ รวมถึงการนำสัจธรรมมาใช้ในการอภิวัฒน์โดยการเปลี่ยนแปลงที่เหตุปัจจัยหลักๆ แล้ว จริยธรรมของพุทธศาสนายังมีอิทธิพลในการกำหนดเป้าหมายของการอภิวัฒน์ของท่านด้วย

มาถึงวันนี้ การอภิวัฒน์ได้เป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว ส่วนหลัก 6 ประการนั้น ก็ยังเป็นอนาคตอยู่ ถึงแม้ว่าสังคมไทยในปัจจุบันจะเข้าใกล้กับหลักดังกล่าวมากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2475 แต่เมื่อกล่าวโดยรวมแล้ว ไม่สามารถพูดได้ว่าสังคมไทยได้บรรลุถึงหลัก 6 ประการได้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว เพราะทุกวันนี้ความเป็นเอกราชทางเศรษฐกิจกลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย โดยเฉพาะหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเป็นต้นมา ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินดูจะเป็นปัญหายิ่งกว่าเดิม เช่นเดียวกับความผาสุกในทางเศรษฐกิจซึ่งนับวันจะไกลจากความเป็นจริงของคนไทยส่วนใหญ่ ท่ามกลางช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่ถ่างกว้างขึ้น

เฉพาะหลัก 3 ประการหลังที่บังเกิดผลงอกงามชัดเจนเมื่อเทียบกับอดีต ไม่ว่าหลักเสมอภาค หลักเสรีภาพ และหลักการศึกษา แต่ก็น่าพิจารณาว่า เท่าที่เป็นอยู่ตอนนี้เพียงพอหรือไม่ ยกตัวอย่างหลักเสรีภาพ นับแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กระทั่งกรณีพฤษภาคม 2535 จนถึงปัจจุบัน เสรีภาพไม่ใช่เรื่องลำบากยากแค้นสำหรับประชาชนอีกต่อไป เวลานี้เรามีเสรีภาพกันมากขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาคือ ปัญหาในการใช้เสรีภาพ การใช้เสรีภาพที่พึงประสงค์นั้นควรเป็นไปเพื่อส่งเสริมให้ผู้คนมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ความดีงามทั้งแก่ชีวิตและสังคมอย่างเต็มที่ แต่ปรากฏว่าในปัจจุบันผู้คนกลับไม่ใช้เสรีภาพเพื่อการสร้างสรรค์เท่าที่ควร

ที่เห็นกันง่ายๆ คือเสรีภาพในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่ว่าโดยการเลือกตั้ง หรือการแสดงความเห็น คนเป็นอันมากโดยเฉพาะชนชั้นกลางซึ่งมีความสามารถที่เข้าถึงเสรีภาพมากกว่าคนกลุ่มใดในสังคม แต่แล้วเลือกที่จะไม่ใช้เสรีภาพดังกล่าว เช่นเดียวกับเสรีภาพในการรวมกลุ่มเพื่อแก้ปัญหาชุมชนหรือละแวกบ้านของตน อาทิ ปัญหาจราจร สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ปัญหาอาชญากรรม ฯลฯ เสรีภาพเหล่านี้กลับถูกละเลย ในทางตรงกันข้ามเสรีภาพเพื่อการเสพปรนเปรอตนกับถูกใช้กันอย่างเต็มที่ ผู้คนต่างประชันขันแข่งในเรื่องรสนิยม หาไม่ก็ใช้เสรีภาพไปในทางโฆษณาชวนเชื่อให้คนหลงกับค่านิยมที่ฉาบฉวย เช่น ค่านิยมบริโภค มิไยต้องเอ่ยถึงการใช้เสรีภาพในการเบียดเบียนส่วนรวมอย่างถูกกฎหมาย เช่นการผลิตและบริโภคโดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม แทบจะกล่าวได้ว่าทุกวันนี้ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากเสรีภาพที่ได้มาด้วยเลือดและเนื้อของนักศึกษาประชาชนก็คือ ฝ่ายทุนยิ่งกว่าใครอื่น

ปัญหาการใช้เสรีภาพดังกล่าวสะท้องถึงการขาดจิตสำนึกต่อส่วนรวม รวมถึงการขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องคุณค่าแท้กับคุณค่าเทียม จิตสำนึกหรือทัศนคติดังกล่าวเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางมิให้สังคมบรรลุถึงความเจริญงอกงามตามมโนคติของนายปรีดี ปัญหาดังกล่าวยังบอกต่อไปด้วยว่า ลำพังการอภิวัฒน์ทางการเมืองอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะนำพาสังคมสู่จุดหมายที่ปรารถนาได้ หากจะต้องมีการอภิวัฒน์อีกประเภทหนึ่งร่วมด้วย นั่นคือการอภิวัฒน์ทางด้านจิตใจเพื่อให้เกิดทัศนคติที่พร้อมจะสร้างเหตุปัจจัยให้สังคมบรรลุหลัก 6 ประการอย่างสมบูรณ์ หรือยิ่งกว่านั้นคือนำหลัก 6 ประการดังกล่าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์สร้างสรรค์ทั้งแก่ตนเองและแก่สังคมอย่างเต็มที่ ปราศจากซึ่งการอภิวัฒน์ทางจิตใจแล้ว ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม แม้จะเป็นไปในทางที่พึงปรารถนา แต่ก็ไม่ให้ผลครบถ้วนอย่างที่ต้องการได้

ด้วยเหตุนี้ เราจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการอภิวัฒน์ทางจิตใจไม่น้อยกว่าการอภิวัฒน์ทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ นั่นคือการฝึกฝนพัฒนาจิตสำนึกให้มีคุณธรรม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องชีวิต เป็นต้น การฝึกฝนดังกล่าวจะช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงสันติสุขภายใน ไม่บังเกิดความเร่าร้อนในจิตใจเนื่องจากโทสะ โลภะที่ถูกกระตุ้นจากสังคมภายนอก โดยเฉพาะจากลัทธิบริโภคนิยมซึ่งสร้างความทุกข์ชนิดซึมลึกแก่ผู้คนมาก ดังนั้นจึงก่อให้เกิดประโยชน์ตนด้วย ซึ่งย่อมส่งผลต่อประโยชน์ส่วนรวมในที่สุด อย่างน้อยก็ลดทอนการระบายความทุกข์ใส่กันจนกลายเป็นการเบียดเบียนกันอย่างที่เห็นแพร่หลายในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามเพื่อให้การอภิวัฒน์ทางจิตใจประสบผล ก็ต้องไม่ลืมหลักการที่ท่านปรีดีใช้ในการอภิวัฒน์ทางการเมือง นั่นคือการอิงอาศัยสัจธรรมว่าด้วยกฎอนิจจัง ได้แก่การรู้จักจัดการกับเหตุปัจจัยอย่างถูกต้องและทั่วถึง เหตุปัจจัยที่จะพัฒนาจิตสำนึกนั้น มิใช่มีแต่เรื่องจิตใจล้วนๆ หากยังต้องคลุมถึงเหตุปัจจัยทางวัตถุและทางความสัมพันธ์ด้วย เช่น การมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่อัตคัดขาดแคลน มีสภาพแวดล้อมที่เกื้อกูล ผู้คนมีกติกาหรือค่านิยมที่เอื้อเฟื้อ ไม่เบียดเบียนกัน ถ้ามองข้ามเหตุปัจจัย 2 ประการหลัง ก็จะพลอยทึกทักไปว่าลำพังการอภิวัฒน์ทางจิตใจก็เพียงพอแล้ว กลายเป็นการปฏิเสธหรือละเลยการอภิวัฒน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไปเสีย ซึ่งทำให้การอภิวัฒน์ทางจิตใจไม่เกิดผลเท่าที่ควร

อันที่จริง ความสำคัญของการอภิวัฒน์ทางจิตใจนี้ เป็นเรื่องที่นายปรีดีตระหนักอยู่ไม่น้อยนี้คือเหตุผลว่าท่านให้ความสำคัญกับพุทธศาสนามาก ผิดกับผู้นำการอภิวัฒน์ท่านอื่นๆ ดังเห็นได้ว่า ช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ท่านเคยนิมนต์ท่านพุทธทาสภิกขุมาปรึกษาหารือเรื่อง การสร้างวัดแบบสวนโมกข์ขึ้นทั่วราชอาณาจักร โดยดำริให้ทดลองสร้างสวนโมกข์แห่งที่ 2 ขึ้นที่จังหวัดอยุธยา อันเป็นบ้านเกิดของท่าน นอกจากนั้นท่านยังมีบทบาทในการก่อตั้งพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ซึ่งต่อมาได้นิมนต์ท่านพุทธทาสมาแสดงปาฐกถาธรรมอันลือชื่อเรื่อง “วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธรรม” โดยที่ท่านเองก็เคยมาฟังท่านพุทธทาสแสดงปาฐกถาที่พุทธสมาคมเรื่อง “พุทธธรรมกับเจตนารมณ์ประชาธิปไตย” ด้วย แต่น่าเสียดายที่สงครามเป็นอุปสรรคทำให้การก่อตั้งสวนโมกข์ที่อยุธยาหยุดชะงัก และเมื่อนายปรีดีต้องประสบภัยทางการเมือง โครงการดังกล่าวก็สิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตามนี้เป็นร่องรอยที่ชี้ให้เห็นว่านายปรีดีมีความตระหนักแล้วว่า จะต้องมีการยกระดับจิตสำนึกและเพิ่มพูนมิติทางศาสนธรรมแก่ผู้คน โดยอาศัยพุทธศาสนาเป็นแกนหลัก เพราะฉะนั้นเราอาจพูดได้ว่านายปรีดีมองเห็นว่า เพียงการอภิวัฒน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ยังไม่เพียงพอ หากจะต้องมีการอภิวัฒน์ทางจิตใจด้วย เป็นแต่ว่าท่านอาจไม่ใช้คำนี้ น่าคิดว่าหากชีวิตทางการเมืองของท่านยืนนานกว่านี้ มีความเป็นไปได้ท่านจะมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดการอภิวัฒน์ทางจิตใจอย่างแพร่หลายในสังคมไทยเป็นลำดับต่อจากการอภิวัฒน์ทางการเมืองที่ท่านเริ่มครั้งยังเป็นหนุ่ม

ถ้าเราเห็นว่าการอภิวัฒน์เป็นสิ่งสำคัญ และคิดว่าจะต้องสืนสานปณิธานของท่านต่อไปให้เป็นไปตามหลัก 6 ประการอย่างแท้จริง เราต้องคำนึงถึงการอภิวัฒน์ทางจิตใจด้วย เพื่อเป็นฐานรองรับและเข็มทิศชี้นำการอภิวัฒน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ให้ไปสู่สิ่งที่นายปรีดีเรียกว่า “ศรีอารยะ” ให้จงได้

ในเมื่อ 2 มิติของการอภิวัฒน์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงสังคม การอภิวัฒน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม จะต้องดำเนินการไปพร้อมกับการอภิวัฒน์ทางสังคม แต่นี้มิได้หมายความว่าจะต้องแยกทำกันคนละส่วนโดยบุคคลคนละกลุ่มเสมอไป ที่จำเป็นยิ่งกว่านั้นคือการทำประสานกัน ในแง่หนึ่งหมายความว่า การผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเศรษฐกิจสังคมนั้น จะต้องมุ่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจไปด้วยกัน หรืออย่างน้อยควรคำนึงถึงผลกระทบในทางจิตใจด้วย ไม่มีอะไรที่จะขัดแย้งสวนทางกันมากไปกว่าการพัฒนาให้เกิดความพรั่งพร้อมฟุ้งเฟ้อทางวัตถุ โดยที่ขณะเดียวกันก็สอนคนให้เป็นอยู่อย่างสันโดษเรียบง่าย

อีกด้านหนึ่งของการประสานงานกันระหว่างการอภิวัฒน์ทางการเมืองกับการอภิวัฒน์ทางจิตใจก็คือ ในระหว่างที่ผลักดันให้เกิดการอภิวัฒน์อย่างแรกนั้น ควรถือโอกาสฝึกฝนพัฒนาตนไปพร้อมกันด้วย การพยายามเปลี่ยนแปลงสังคมโดยละเลยการเปลี่ยนแปลงตนเองให้มีโลภะ โทสะ โมหะเบาบางลงนั้น นอกจากจะทำให้ตนทำงานด้วยความทุกข์แล้ว การกระทำของตนนั้นเองอาจเจือด้วยกิเลสหรือถูกอัตตาชักนำให้กลายเป็นการกระทำเพื่อตนเองได้ แทนที่จะเป็นการกระทำเพื่อผู้อื่น

แม้ว่าการอภิวัฒน์ทางการเมืองที่นายปรีดีได้กระทำไว้จะผ่านมา 68 ปีแล้ว แต่การอภิวัฒน์ยังไม่เสร็จสิ้น และหากเราเห็นว่าจะต้องมีการสืบสานปณิธานของท่านรัฐบุรุษอาวุโสต่อไป ก็ขอให้ตระหนักถึงการอภิวัฒน์ทางจิตใจที่ท่านได้พยายามริเริ่มไว้ และช่วยกันทำให้เห็นผลอย่างจริงจัง แม้คนรุ่นเราอาจไม่ทันได้เห็นก็ตาม

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved