หน้ารวมบทความ
   บทความ > พุทธศาสนา > ประยุกต์ธรรมเพื่อสังคม
กลับหน้าแรก
 
ประยุกต์ธรรมเพื่อสังคม
พระไพศาล วิสาโล

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

กล่าวอย่างรวบรัดที่สุด พุทธศาสนาคือหนทางสู่ชีวิตที่ดีงามและเป็นสุข หลักธรรมในพุทธศาสนา ไม่ว่าส่วนที่เป็นความจริงของชีวิตและโลก (ที่เรียกว่า “สัจธรรม”) และส่วนที่เป็นแนวทางปฏิบัติทั้งในระดับบุคคลและสังคม (ที่เรียกว่า “จริยธรรม”) ล้วนเป็นไปเพื่อส่งเสริมให้เกิดชีวิตที่ดีงามและเป็นสุขทั้งสิ้น

ชีวิตที่ดีงามและเป็นสุขนั้นมี ๔ ด้านและเกิดขึ้นได้จากการพัฒนาทั้ง ๔ ด้าน ได้แก่ กาย ความประพฤติ จิต และปัญญา (ภาวนา ๔) อย่างไรก็ตามการพัฒนาทั้งสี่จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยทั้งการฝึกฝนพัฒนาตนและการกล่อมเกลาจากสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป การฝึกฝนพัฒนาตนเป็นเรื่องของความพยายามส่วนบุคคล ส่วนการกล่อมเกลาจากสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องของการสร้างเงื่อนไขทางสังคมให้เกื้อกูล

สังคมดีงาม ชีวิตดีงาม

บทบาทของสิ่งแวดล้อมต่อการเสริมสร้างชีวิตที่ดีงามนั้น เป็นสิ่งที่พุทธศาสนาให้ความสำคัญมาก ดังเห็นได้จากหลักธรรมว่าด้วยสัปปายะ ๗ ที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้ผู้ปฏิบัติธรรมรู้จักเลือกหาสถานที่เหมาะสมสำหรับการบำเพ็ญภาวนา เช่น ไม่พลุกพล่านจอแจ มีดินฟ้าอากาศที่เหมาะสม อาหารไม่ขาดแคลน มีบุคคลที่เอื้อเฟื้อหรือเหมาะกัน เป็นต้น ไม่ใช่แต่การพัฒนาจิตเท่านั้น การพัฒนาพฤติกรรม(หรือศีล)ก็ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมซึ่งรวมไปถึงสภาพสังคมที่มีการบริหารจัดวางเงื่อนไขที่ถูกต้อง ดังเห็นได้จากคำสอนในกูฏทันตสูตรที่แนะนำให้พระราชาแก้ปัญหาอาชญากรรมในพระนครด้วยการจัดสรรพันธุ์พืชและอาหารแก่เกษตรกร ให้เงินทุนแก่ราษฎรผู้มีอาชีพค้าขาย ส่วนข้าราชการนั้น ก็ให้อาหารและเงินเดือนอย่างเพียงพอ ปรากฏว่าในเวลาไม่นานบ้านเมืองก็ปราศจากโจรผู้ร้าย อาณาประชาราษฎร์อยู่เย็นเป็นสุข ผู้คนอยู่ในศีลในธรรม

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่าการพัฒนาชีวิตไม่ว่าของปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มชน ต้องอาศัยปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนสำคัญ และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมนั้นไม่ได้หมายถึงตัวบุคคลที่แวดล้อม (เช่น ครอบครัว หรือกัลยาณมิตร)เท่านั้น หากยังรวมไปถึงการจัดการทางเศรษฐกิจสังคมด้วย แม้การแนะนำสั่งสอนหรือการอบรมจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การสร้างเงื่อนไขทางสังคมให้เหมาะสมก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ ดังเห็นได้จากตัวอย่างในกูฏทันตสูตร ที่ผู้คนกลับมามีศีลธรรมโดยพระราชาไม่ได้ใช้วิธีนิมนต์พระมาเทศนาสั่งสอนอย่างที่มักนิยมเสนอกันในปัจจุบัน

ตัวอย่างที่ชัดเจนอีกประการหนึ่งก็คือ ความสำคัญของชุมชนที่เรียกว่า “สงฆ์” การที่พระพุทธองค์ทรงสร้างชุมชนสงฆ์ขึ้นมาก็เพื่อให้เป็นปัจจัยส่งเสริมการพัฒนาชีวิตของภิกษุ(และภิกษุณี) เพราะทรงตระหนักว่าลำพังความตั้งใจหรือความเพียรส่วนบุคคลนั้นยังไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ชีวิตเจริญงอกงามได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีสภาพแวดล้อมทางสังคมมาหนุนช่วยอีกทางหนึ่ง จึงทรงบัญญัติพระวินัยขึ้นมาให้เป็นรากฐานของชุมชนสงฆ์ พระวินัยนั้นก็คือข้อกำหนดในการสร้างชุมชนสงฆ์ที่ดีงามขึ้นมา พูดอีกอย่างก็คือเป็นเงื่อนไขในการจัดสร้างและธำรงชุมชนสงฆ์ วินัยมิใช่เป็นเพียงข้อปฏิบัติส่วนบุคคลดังที่มักเข้าใจกันในบัดนี้

เมื่อพุทธศาสนาเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและสังคมในฐานะปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อชีวิตที่ดีงาม จึงตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการจัดสร้างชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่ดีงามขึ้นมาเพื่อส่งเสริมให้เกิดชีวิตที่ดีงาม กล่าวอีกนัยหนึ่ง ชีวิตที่ดีงาม แยกไม่ออกจากสังคมที่ดีงาม ทศพิธราชธรรมและจักรวรรดิวัตรมีความสำคัญก็เพราะเหตุนี้

อย่างไรก็ตามสังคมปัจจุบันซับซ้อนและกว้างใหญ่กว่าสังคมในอดีตมากนัก ในอดีตเพียงพระราชามีทศพิธราชธรรมหรือตั้งมั่นอยู่ในจักรวรรดิวัตร ก็สามารถทำให้บ้านเมืองมีความสงบสุข มีสภาพที่เกื้อกูลต่อชีวิตที่ดีงามได้ แต่ในปัจจุบันนอกจากผู้นำจะไม่มีอำนาจมากอย่างพระราชาในอดีตแล้ว สังคมยังกว้างใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าที่จะอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้นำคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ สังคมที่ดีงามมิได้อยู่ในกำมือของตัวบุคคลอีกต่อไป หากขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งโครงสร้างและระบบต่าง ๆ ในสังคม อาทิ ระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง ตลอดจนวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลในสังคม ด้วยเหตุนี้การสร้างสังคมที่ดีงามจึงไม่อาจทำได้ด้วยการเรียกร้องให้คนดีมีคุณธรรม(และเก่ง)มาปกครองบ้านเมืองเท่านั้น หากจะต้องพยายามส่งเสริมให้เกิดเงื่อนไขทางสังคมที่ดีงาม รวมทั้งโครงสร้างและระบบต่างๆ ในสังคมที่เกื้อกูลต่อชีวิตที่ดีงามด้วย

ธรรมจึงมิใช่เรื่องส่วนบุคคลเท่านั้น หากจะต้องนำไปจัดวางให้เป็นพื้นฐานของโครงสร้างและระบบต่าง ๆ ในสังคมด้วย การปฏิเสธส่วนหลังมิเพียงแต่จะทำให้หลักธรรมในพุทธศาสนามีความหมายและขอบเขตแคบลงเท่านั้น หากยังจะเป็นการทำให้ธรรมถูกแย่งชิงพื้นที่ในสังคมจนถอยร่นมาอยู่ในมุมเล็ก ๆ หรือถูกตีกรอบให้อยู่แต่ในจิตใจหรือชีวิตส่วนบุคคลเท่านั้น ในขณะที่รอบตัวหรือทั่วทั้งสังคมเต็มไปด้วยสิ่งที่สวนทางกับหลักธรรม ในที่สุดแม้แต่พื้นที่ของชาวพุทธก็จะหดแคบลงไปด้วยจนแทบจะไม่มีความหมายต่อสังคม สภาพดังกล่าวพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)ได้เตือนไว้นานแล้วในพุทธธรรม ว่า ถ้าชาวพุทธไม่สนใจที่จะจัดสรรหรือเสริมสร้างสังคมและชุมชนให้เป็นไปตามหลักธรรมแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ“เขตแดนแห่งการปฏิบัติตามหลักการของพระพุทธศาสนาหรือวงการดำเนินชีวิตแบบพุทธจะรัดตัวแคบเข้าและจะเป็นแต่ฝ่ายรับ ไม่ได้เป็นฝ่ายรุกเลย ทำให้ชุมชนชาวพุทธถอยร่นห่างออกไปจากสังคมมนุษย์ยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนหนีไปรวมกันอยู่บนเกาะที่ถูกน้ำล้อมรบ ขาดจากชาวมนุษย์อื่น”

ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุเป็นผู้หนึ่งที่ตระหนักดีถึงความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตที่ดีงามกับอิทธิพลของโครงสร้างและระบบต่าง ๆ ของสังคม ดังท่านชี้ให้เห็นว่าระบบการเมืองไม่อาจแยกออกจากศีลธรรมของผู้คนได้ ถ้าต้องการให้คนมีศีลธรรมก็ต้องมีการเมืองที่มีศีลธรรมเป็นพื้นฐาน ดังความตอนหนึ่งในหนังสือเรื่อง เมื่อธรรมครองโลก ว่า “ ระบบศีลธรรมนี้ มันเนื่องกันอยู่กับระบบการเมือง หรือว่าระบบศีลธรรมที่ถูกต้องนั่นเอง มันเป็นรากฐานอันแท้จริงของระบบการเมืองที่ดี ที่จะทำให้โลกนี้มีสันติสุข” ความคิดดังกล่าวนำไปสู่ข้อเสนอเรื่องการเมืองแบบธัมมิกสังคมนิยม.ซึ่งหมายถึง “ระบบการปกครองที่ไม่เห็นแก่ตัวคน และให้ประกอบไปด้วยธรรม”

สร้างสังคมส่งเสริมธรรม

ในเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องนำธรรม(และวินัย)ไปจัดสรรสังคมให้เกื้อกูลต่อชีวิตที่ดีงาม เราควรมีแนวทางหรือหลักการอย่างไร? หลักภาวนา ๔ เป็นหนึ่งในหลักธรรรมที่สามารถเป็นแนวทางในการจัดสรรโครงสร้างและระบบต่าง ๆ ในสังคม ได้ กล่าวคือจะต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาชีวิตทั้ง ๔ ด้าน คือ กาย ความประพฤติ จิต และปัญญา กล่าวอีกนัยหนึ่งสังคมที่ดีงามควรมี ๔ มิติคือ

มิติทางกายภาพ ผู้คนปราศจากความยากจน ปลอดพ้นจากปัญหามลภาวะและภัยธรรมชาติ มีสุขภาพพลานามัยที่ดี ไม่ถูกคุกคามด้วยโรคภัยไข้เจ็บ หรือป่วยเพราะขาดแคลนหรือบริโภคอย่างล้นเกิน

มิติทางความประพฤติ ผู้คนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่เบียดเบียน เอารัดเอาเปรียบ หรือรังเกียจเดียดฉันท์กัน มีการเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิของกันและกัน ไม่ถูกรุมเร้าด้วยปัญหาอาชญากรรมหรือภัยสงคราม ครอบครัวและชุมชนมีความมั่นคงและเกื้อกูลกัน
มิติทางจิต ผู้คนมีสุขภาพจิตดี มีความสุขสงบในจิตใจ ไม่เครียด หม่นหมอง รู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว หรือเต็มไปด้วยความโกรธแค้นพยาบาท ไม่หมกมุ่นกับยาเสพติด หรือหาทางออกด้วยการฆ่าตัวตาย

มิติทางปัญญา ผู้คนรู้จักคิด ใช้ความรู้และเหตุผลในการวินิจฉัย ไม่มองและตัดสินด้วยอคติหรืออารมณ์ความรู้สึก สามารถแก้ความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับตนเองได้ด้วยปัญญา ผู้คนเข้าใจความเป็นจริงของชีวิตและรู้เท่าทันความเป็นไปของโลก

สังคมที่ดีงามทั้ง ๔ มิติดังกล่าวจะเป็นไปได้ ลำพังการเทศนาสั่งสอนและการทำตัวเองให้ดีย่อมไม่เพียงพอ หากโครงสร้างและระบบต่าง ๆ ในสังคมก่อผลตรงกันข้าม คือทำให้ประชาชนยากจนลง หมกมุ่นในอบายมุขมากขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการรังเกียจเดียดฉันท์กันด้วยเหตุผลทางศาสนา ภาษา เชื้อชาติ เป็นต้น สิ่งที่จะต้องทำควบคู่กันไปก็คือการเปลี่ยนโครงสร้างและระบบต่าง ๆ ให้เป็นไปในทางส่งเสริมมิติทั้ง ๔ ให้เป็นจริง กล่าวคือ

ระบบเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้เกิดการกระจายรายได้อย่างยุติธรรม ไม่ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งปกป้องผู้ยากไร้จากการเอาเปรียบของผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ ผู้คนมีโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรสาธารณะหรือของรัฐอย่างเท่าเทียมกัน มีปัจจัยในการผลิตและดำรงชีพขั้นพื้นฐาน เป็นต้น

ระบบการเมือง ไม่ผูกขาดอำนาจไว้ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระจายอำนาจให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจตั้งแต่ระดับชุมชนไปถึงระดับชาติ รวมถึงการดูแลจัดการทรัพยากรท้องถิ่น มีกลไกที่สามารถป้องกันการใช้อำนาจในทางที่ผิดหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้หลักประกันทางสิทธิเสรีภาพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน มีกลไกการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี เป็นต้น

ระบบการศึกษา ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และฝึกฝนตนในทุกมิติ ไม่หลงติดอยู่กับระบบบริโภคนิยมหรือถูกครอบงำด้วยลัทธินิยมใด ๆ อย่างไร้วิจารณญาณ ผู้คนสามารถพัฒนาและใช้ศักยภาพทั้ง ๔ มิติให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น นอกจากสามารถแก้ปัญหาของตนได้แล้ว ยังสามารถช่วยเหลือส่วนรวมด้วยวิถีทางที่สันติ

ระบบสื่อสารมวลชน ส่งเสริมให้เกิดการบริโภคที่ถูกต้องและมีทัศนคติที่เกื้อกูลต่อการพัฒนาทั้ง ๔ มิติ ไม่ถูกครอบงำด้วยอำนาจทุนหรือกลุ่มผลประโยชน์ใด ๆ เป็นสื่อกลางที่ส่งเสริมให้ผู้คนเกิดความเข้าใจกัน การยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม รวมทั้งเคารพในความแตกต่างทางความคิดและอัตลักษณ์

การส่งเสริมและขับเคลื่อนให้เกิดระบบทั้งสี่ตามแนวทางดังกล่าวมีความสำคัญมากในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่ากระแสโลกาภิวัตน์ที่มีอิทธิพลอยู่ในปัจจุบัน ได้มีส่วนไม่น้อยในการทำให้เกิดวัฒนธรรม ๒ กระแสใหญ่ คือ “วัฒนธรรมแห่งความละโมบ” และ “วัฒนธรรมแห่งความโกรธเกลียด” การเชื่อมโลกให้เกือบจะเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นด้วยโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีนั้น ในด้านหนึ่งทำให้ลัทธิบริโภคนิยมแพร่ขยายไปทุกมุมโลกอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แม้กระทั่งในป่าลึกและภูเขาสูงก็ยังหนีไม่พ้น ระบบโทรคมนาคมที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งโลกได้ถูกใช้เพื่อกระตุ้นการบริโภคทั้งวัตถุและภาพลักษณ์อย่างไม่หยุดหย่อน จนผู้คนไม่เคยรู้สึกพอเสียที

ในอีกด้านหนึ่งกระแสโลกาภิวัตน์ได้ทำให้ผู้คนทั่วทั้งโลกได้เผชิญกับการไหลบ่าของอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากตน ไม่ว่าจะเป็นศาสนา เชื้อชาติ และภาษา ระยะห่างทางภูมิศาตร์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นกำแพงขวางกั้นคนต่างเชื้อชาติ ศาสนา และภาษา ให้อยู่แยกห่างจากกัน เมื่อพังทลายลงหรือไร้ความหมาย ผู้คนสามารถเดินทางข้ามทวีปหรือข้ามพรมแดนง่ายกว่าแต่ก่อน อีกทั้งยังสามารถตอกย้ำอัตลักษณ์ของตนผ่านสื่อไร้พรมแดน ผลที่ตามมาก็คือคนต่างอัตลักษณ์ต้องมาอยู่ประชิดกัน แต่แทนที่จะเข้าใจกันมากขึ้น กลับหวาดระแวงกันและรู้สึกว่าอัตลักษณ์ของตนกำลังถูกคุกคาม จึงพยายามป้องกันอัตลักษณ์ของตนมากขึ้น ซึ่งเท่ากับผลักอีกฝ่ายให้กลายเป็นคนละพวกคนละฝ่ายมากขึ้น ผลก็คือเป็นศัตรูกัน เกิดความโกรธเกลียดต่อกัน ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงการแผ่ขยายและรุกรานของทุนที่ทรงพลังในการเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ในท้องถิ่นอื่นได้อย่างสะดวกขึ้นเพราะตลาดถูกเปิดอย่างเสรี ทำให้เกิดความขัดแย้งและต่อสู้ขัดขืนจนระเบิดเป็นความรุนแรงในหลายที่

วัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้

สังคมที่ดีงามนอกจากจะต้องมีโครงสร้างและระบบที่เอื้อให้เกิดชีวิตที่ดีงามแล้ว ยังจำเป็นต้องมีวัฒนธรรมที่สอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน เราอาจเรียกวัฒนธรรมดังกล่าวว่า “วัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้” โครงสร้างนั้นไม่ว่าจะดีเพียงใดย่อมต้องมีการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย แต่ถ้ามีวัฒนธรรมที่ดีงามเป็นเครื่องรองรับ ก็ช่วยให้การปรับเปลี่ยนนั้นเป็นไปอย่างเหมาะสมกับกาลเวลา แทนที่จะแข็งตัวจนฝืนความเปลี่ยนแปลง นอกจากนั้นโครงสร้างยังเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลที่อยู่ในโครงสร้างนั้นไม่ใช่น้อย แม้โครงสร้างจะดีเพียงใด แต่ตัวบุคคลไม่ดีด้วยก็อาจก่อให้เกิดผลที่ไม่พึงปรารถนา วัฒนธรรมนั้นมีบทบาทโดยตรงในการกำหนดจิตสำนึกและพฤติกรรมของผู้คน วัฒนธรรมที่ดีย่อมอำนวยให้เกิดบุคคลที่มีจิตสำนึกและพฤติกรรมที่ดีงาม จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เสริมกับโครงสร้างเพื่อก่อให้เกิดสังคมที่ดีงาม

พุทธศาสนาสามารถช่วยให้เกิดวัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้ได้ด้วยการเสริมสร้างโลกทัศน์ที่ไปพ้นจากวัตถุนิยม แม้พุทธศาสนามิได้ปฏิเสธวัตถุ แต่เห็นว่าความสุขนั้นมิได้ขึ้นอยู่กับวัตถุเสมอไป นอกจากความสุขทางกายแล้ว เรายังต้องการความสุขทางจิตใจ และความสุขทางใจนี้เองที่เป็นความสุขที่ลึกซึ้งที่สุดที่มนุษย์ทุกคนควรเข้าถึงให้ได้ จุดมุ่งหมายสูงสุดของมนุษย์จึงมิได้อยู่ที่การครอบครองวัตถุให้ได้มากที่สุด แต่อยู่ที่การเข้าถึงความสุขทางจิตใจด้วยตนเอง และเอื้อให้ผู้อื่นเข้าถึงด้วยเช่นกัน ความสุขดังกล่าวจะช่วยให้เราไม่หลงใหลมัวเมากับวัตถุเพราะประจักษ์ด้วยตนเองว่ามีความสุขที่ประเสริฐและลึกซึ้งกว่าความสุขจากวัตถุมากนัก

นอกจากโลกทัศน์ที่เห็นมนุษย์ในแง่มุมที่ลึกซึ้งแล้ว พุทธศาสนายังเอื้อให้เกิดโลกทัศน์ที่มองเห็นมนุษย์อย่างเชื่อมโยงสัมพันธ์กับสรรพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ชีวิต สังคม และธรรมชาติไม่อาจแยกจากกันได้ ความผาสุกของเราแต่ละคนผูกติดอยู่กับความผาสุกของผู้คนรอบข้าง สังคมรอบตัว และธรรมชาติแวดล้อม สำนึกดังกล่าวจะช่วยให้เราอ่อนโยนต่อธรรมชาติและรู้สึกถึงบุญคุณของสรรพชีวิตและทุกผู้คนในสังคมมากขึ้น เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางน้อยลง ไม่มองตนเองในกรอบแคบ ๆ โดยมองคนต่างเชื้อชาติ ศาสนา ภาษาเป็นคนอื่น หากมองเห็นมนุษย์ทุกคนและทุกชีวิตว่าเป็นเพื่อนร่วมโลกที่อยู่ภายใต้สายสัมพันธ์เดียวกัน มีความรักและความเห็นอกเห็นใจกันนมากขึ้น

พุทธศาสนายังช่วยให้เกิดวัฒนธรรมแห่งการตื่นรู้ได้ด้วยการส่งเสริมการพัฒนาจิต พุทธศาสนามีระบบการพัฒนาจิตโดยอาศัยสมาธิภาวนาเป็นพื้นฐาน จิตนั้นมีคุณภาพหลายประการที่สามารถพัฒนาได้ เช่น สติ สมาธิ เมตตา กรุณา รวมทั้งปัญญา แม้ว่าคุณภาพแต่ละชนิดต้องการวิธีการที่แตกต่างกัน แต่จุดร่วมก็คือการกลับมารู้จักตนเองและมีความสงบเย็นเป็นผลที่ตามมา การพัฒนาจิตให้มีคุณภาพดังกล่าวนอกจากช่วยให้ตนเองเป็นสุข และเป็นทาสวัตถุน้อยลงแล้ว ยังเอื้อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีงามกับผู้อื่น มีความเอื้ออาทร ไม่ระบายทุกข์ใส่คนอื่น หากปรารถนาช่วยให้ผู้อื่นมีความสุข การพัฒนาจิตจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีจริยธรรม(หรือศีล)ที่ดีงามในสังคม

จริยธรรมที่ดีงามนอกจากจะเกิดจากการพัฒนาจิตโดยอาศัยสมาธิภาวนาแล้ว ยังสามารถบ่มเพาะได้ด้วยการอาศัยกัลยาณมิตรและกระบวนการกลุ่ม พุทธศาสนาสามารถส่งเสริมให้เกิดกระบวนการกลุ่มดังกล่าวได้ในหลายลักษณะ ดังที่พระสงฆ์ในหลายท้องที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านรวมกลุ่มเพื่อการพัฒนาชุมชน อนุรักษ์วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ กลุ่มดังกล่าวหากมีกระบวนการที่ดี เช่น ส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วม มีการสรุปบทเรียนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ นอกจากจะสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นแล้ว ยังช่วยหล่อหลอมให้เกิดความเสียสละและรับผิดชอบต่อส่วนรวม ตลอดจนตั้งมั่นในศีลมากขึ้น

ปริมณฑลของธรรมนั้นมิได้อยู่ที่จิตใจของผู้คนเท่านั้น หากยังครอบคลุมไปถึงสังคมและชุมชนที่อยู่รอบตัวเราด้วย ดังนั้นเมื่อจะนำธรรมมาใช้ให้เกิดผล นอกเหนือจากการน้อมนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและตั้งมั่นในจิตใจแล้ว การจัดวางธรรมให้เป็นพื้นฐานของสังคมและวัฒนธรรม ก็มีความสำคัญเช่นกัน การบูรณาการธรรมอย่างรอบด้านเท่านั้นที่จะช่วยให้ชีวิตที่ดีงามบังเกิดขึ้นได้ในทุกมิติ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved