หน้ารวมบทความ
   บทความ > พุทธศาสนา > พุทธพ้นลัทธิ
กลับหน้าแรก
 
พุทธพ้นลัทธิ
พระไพศาล วิสาโล

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
สตีเฟน แบทชเลอร์ ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เคยบวชในนิกายวัชรยานและมหายานที่เกาหลี เป็นคนที่มีความรู้เรื่องทิเบตมาก หนังสือที่เขาเขียนเกี่ยวกับทิเบตก็เป็นหนังสือที่ได้รางวัล หนังสือเรื่องพุทธพ้นลัทธิ นี้เขามีวัตถุประสงค์อยู่ในใจ 2 ประการ ซึ่งเราสามารถรับรู้ได้จากการอ่านคือ 1. เขาพยายามจะแนะนำพระพุทธศาสนาให้แก่คนรุ่นใหม่ ซึ่งอาจจะไม่สนใจพุทธศาสนามาเลย หรือว่าไม่มีความรู้มาก่อน รวมทั้งกลุ่มที่สำคัญคือ พวกที่อาจจะปฏิเสธศาสนาด้วยซ้ำ ประการที่ 2. เขาต้องการที่จะวิจารณ์และท้าทายพุทธศาสนาแบบที่เรารู้จักกัน คือแบบที่สืบทอดต่อกันมาเป็นประเพณี ประเด็นหลังนี่ เขาต้องการท้าทายว่าอย่างไร เขาต้องการท้าทายคนรุ่นเก่าและขณะเดียวกันก็บอกแก่คนรุ่นใหม่ว่า พุทธศาสนาหรือ Buddhism นั้นไม่ใช่ศาสนา แต่ว่าทุกวันนี้หลังจากผ่าน 2,500 ปี พุทธศาสนาหรือที่อาตมาขอใช้คำว่า “ธรรมวินัย”นั้นได้กลายเป็นศาสนาไปแล้ว ศาสนาหมายถึงอะไร ก็หมายถึงระบบความเชื่อที่คุณต้องน้อมรับเข้ามา ศาสนาจะต้องประกอบไปด้วยพิธีกรรม มีนักบวช และสถาบันที่สืบทอดและพิทักษ์รักษาศาสนานั้นมา รวมทั้งอาจจะมีความเชื่อในทางอภิปรัชญาและสิ่งที่ดูเหมือนศักดิ์สิทธิ์ลี้ลับหรือพ้นโลก

แบทชเลอร์บอกว่า ธรรมวินัยนี้ไม่ใช่พุทธศาสนา ตัวธรรมวินัยกับพุทธศาสนาที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ทำไมเขาถึงพูดเช่นนั้น เขาให้เหตุผลโดยเริ่มต้นจากปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้าว่า ในปฐมเทศนาหรือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เมื่อพระพุทธเจ้าได้เปิดเผยอริยสัจจ์ 4 ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคนั้น พระพุทธเจ้าได้ทรงเน้นว่าอริยสัจจ์นี้ เป็นสิ่งที่เราต้องเกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง ภาษาพระเรียกกิจในอริยสัจจ์

อริยสัจจ์ 4 ประการนี้ไม่ใช่เพื่อเชื่อ ไม่ใช่เพื่อจำ แต่เพื่อปฏิบัติ แล้วเขาก็ไล่มาเลย เช่น ทุกข์ เราต้องเกี่ยวข้องอย่างไร คำตอบคือเราต้องทำความเข้าใจทุกข์ สมุทัย เราต้องเกี่ยวข้องให้ถูก คือละสมุทัย ส่วนนิโรธ เราต้องเกี่ยวข้องให้ถูกคือ ต้องทำให้นิโรธบังเกิดขึ้น เขาใช้คำว่า reallization ซึ่งบางทีเราแปลว่าความเข้าใจ แต่ที่จริงมันหมายถึงการทำให้ประจักษ์แจ้งแก่ตนเองหรือต้องทำให้เกิดขึ้น ให้เข้าถึงและบรรลุ และประการที่ 4 คือ มรรค เราต้องเกี่ยวข้องกับมรรคอย่างไร ไม่ใช่ท่องจำมรรค แต่ต้องปฏิบัติหรือทำให้เจริญงอกงามในมรรคมากขึ้น เรียกว่า ภาวนา ตรงนี้เขาชี้เลยว่า พุทธศาสนิกชนสมัยนี้ไม่เข้าใจ นึกว่ามีไว้จำ หรือมีไว้เชื่อ เมื่อคุณเชื่ออริยสัจจ์ 4 ก็หมายถึงว่าคุณเป็นพุทธแล้ว ...ไม่ใช่ คุณต้องเกี่ยวข้องกับอริยสัจจ์ ๔ อย่างถูกต้อง เริ่มตั้งแต่คุณต้องทำความเข้าใจอริยสัจจ์ข้อแรกว่าทุกข์นั้นคืออะไร ถ้าจำเฉยๆ ไม่ใช่ แต่เมื่อธรรมวินัยกลายเป็นศาสนา อริยสัจจ์ 4 กลายเป็นเรื่องที่ต้องท่องจำ มันก็ถูกผนวกให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาไป

ในเรื่องอริยสัจจ์นี้ อาตมาขอพูดสักหน่อย คือว่า หนังสือเล่มนี้เขาพยายามที่จะสื่อกับคนสมัยใหม่ เขาพยายามบอกว่าธรรมวินัยหรือพุทธธรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่อภิปรัชญา แต่เป็นสิ่งที่สัมผัสเชื่อมโยงอยู่กับชีวิตโดยตรง เพราะฉะนั้นเมื่อเขาเขียนหนังสือเล่มนี้ เขาจึงพยายามใช้ภาษาร่วมสมัยโดยไม่อ้างถึงภาษาบาลีเลย ในภาคภาษาอังกฤษ หนังสือเล่มนี้มีคำบาลีสันสกฤตอยู่คำเดียว คือ Dharma practice หรือธรรมปฏิบัติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก คุณจะแปลปฏิจจสมุปบาทโดยที่ไม่ใช้คำบาลีได้ยังไง แต่เขาก็พยายามแปล ซึ่งตรงนี้ก็กลายเป็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งของเขา จุดแข็งคือ เขาสามารถที่จะทำให้หลักธรรมหลายๆ ข้อ เช่น อริยสัจจ์ 4 กลายเป็นคำศัพท์ที่ร่วมสมัย แต่จุดอ่อนก็คือ คำบางคำที่มีความหมายลึกซึ้งมากในภาษาบาลีนั้น เมื่อแปลหรือแปลงเป็นภาษาอังกฤษแล้ว ความลุ่มลึกก็ถูกลดทอนไป ความหมายจะเริ่มเจาะจงมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเขาเอาธรรมข้อต่าง ๆ ในปฏิจจสมุปบาทมาแปล ความหมายเปลี่ยนไปเลย มันถูกทำให้ง่ายขึ้นแต่ขณะเดียวกันความลุ่มลึกก็ถูกลดทอน

นอกจากการใช้ศัพท์ร่วมสมัยแล้ว เขายังทำให้เนื้อหาดูง่ายขึ้นเพื่อให้พุทธศาสนาสื่อกับคนร่วมสมัยได้ อย่างเช่น เขาชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เราเรียกว่านิโรธ หรืออริยสัจจ์ข้อที่ 3 นั้น เราอย่าไปเข้าใจว่ามันหมายถึงนิพพาน หรือปรมัตถธรรม นิโรธหรือนิพพานในพุทธศาสนาเขาใช้คำว่า awakening หรือการตื่นรู้ ความรู้แจ้ง แต่อย่าไปเข้าใจว่ามันหมายถึงอาการสว่างวาบทางปัญญาหรือการบรรลุธรรมจนพ้นทุกข์ ...ไม่ใช่ awakening ในหนังสือเล่มนี้หมายถึงความรู้ความเข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายมันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นสภาวะที่ตัณหาหรือความอยากจางคลายไป แต่เป็น การจางคลายชั่วขณะ เขาพยายามทำให้นิโรธกลายเป็นเรื่องสามัญ เขาเปรียบนิโรธว่า เหมือนกับเวลาที่ก้อนเมฆทึมทึบเกิดรอยแยก จนแสงอาทิตย์ส่องผ่านลงมาได้ แต่สักพักรอยแยกของเมฆนั้นก็หายไป แสงอาทิตย์ก็ไม่สามารถส่องผ่านมาได้ ทำให้มืดครึ้มหรือตกอยู่ในม่านหมอกแห่งความทุกข์อีกครั้งหนึ่ง ภาวะสว่างชั่วขณะนี้คือ awakening ซึ่งคนธรรมดาก็สามารถประจักษ์ได้

ตรงนี้ก็อาจจะคล้ายกับที่ท่านอาจารย์พุทธทาสอธิบายเรื่อง นิพพานชั่วขณะ แต่ว่าอาจารย์พุทธทาสได้พูดไปถึงนิพพานที่เป็นการดับทุกข์สิ้นเชิงด้วย แต่แบทชเลอร์จะไม่ก้าวไปถึงตรงนั้น จุดนี้เองที่อาจทำให้ผู้ที่ศึกษาพุทธศาสนาแบบเถรวาทมา รู้สึกนึกค้านอยู่ในใจ เพราะเราเรียนมา เรารู้ว่านิโรธคือการดับทุกข์สิ้นเชิง แต่ของแบทชเลอร์ นิโรธคือการตื่นรู้ คืออาการสว่างวาบชั่วขณะ ซึ่งก็ไม่ผิด แต่ปัญหาคือเขาขีดเส้นเอาไว้แค่นี้ เขาจะไม่พาคนอ่านก้าวไปไกลกว่านั้น เพราะฉะนั้น ในหนังสือเล่มนี้เราจะไม่พบแนวคิดเรื่องความหลุดพ้นสิ้นเชิง ที่เรียกว่า วิมุตติ จะไม่มีการพูดถึงบุคคลที่เข้าการหลุดพ้นสิ้นเชิงที่เรียกว่าพระอรหันต์ เพราะฉะนั้น หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะแก่การเป็นพุทธศาสนาสำหรับคนทั่วไป ซึ่งเป็นข้อดี เป็นจุดแข็งของเขา แต่จุดอ่อนก็คือว่า มันไปไม่ถึงสภาวะสูงสุด

เมื่อไม่มีการพูดถึงพระอรหันต์ ไม่มีการกล่าวถึงความหลุดพ้นสิ้นเชิง มีแต่การตื่นรู้เป็นช่วงๆ ก็ไม่น่าแปลกใจ ที่ว่า เวลาที่เขาพูดถึงความสัมพันธ์ของอริสัจจ์ทั้ง 4 ข้อ เขาจะบอกว่า เมื่อคุณรู้จักทุกข์ คุณก็จะเห็นสมุทัย เมื่อคุณเข้าใจสมุทัยคุณก็จะถึงนิโรธ คือ awakening และไปสู่มรรค แต่ผู้ที่ศึกษาเถรวาทจะเกิดคำถามขึ้นว่า เอ๊ะ... จากข้อสามแล้วจะไปข้อสี่ได้อย่างไร มันต้องข้อสี่ก่อนแล้วถึงจะมาข้อสาม คือมรรคจะพาไปสู่นิโรธ แต่ที่แบทชเลอร์อธิบายนั้นหมายความว่า เมื่อคุณได้ถึงความสว่างวาบขึ้นชั่วขณะแล้ว คุณก็จะเกิดความเพียร เกิดความตระหนักว่ามรรคนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องพัฒนาขึ้น คนที่เรียนมาทางเถรวาทฟังอย่างนี้แล้วจะสะดุดอยู่ในใจว่ามันไม่ใช่ มันต้องย้อนเข้ามาคือจากข้อสี่มาข้อสาม นี่คือประเด็นที่อาจจะเป็นดูเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย แต่ที่นำมาพูดเพราะต้องการบอกว่า เมื่อเขาพยายามลดระดับของพุทธศาสนาให้กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนสัมผัสได้ ปฏิบัติได้ ในแง่หนึ่งความลุ่มลึกมันหมดไป หายไป หรือไม่ได้รับการให้ความสำคัญเพียงพอ

กลับมาตรงจุดที่เขาบอกว่า ธรรมวินัย หรือ Buddhism ไม่ใช่ศาสนา แล้วมันคืออะไร เขาเสนอว่ามันไม่ใช่ศาสนา แต่คือวัฒนธรรมแห่งการตื่นรู้ เขาใช้คำนี้แทน ซึ่งให้ความรู้สึกที่ดีกว่าคำว่าศาสนา เพราะคำว่าศาสนามันเป็นเรื่องของพิธีกรรม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีนักบวช มีสถาบัน มันกลาย เป็นเรื่องของรูปแบบไปมาก แต่พอเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมแห่งการตื่นรู้ มันให้ความรู้สึกของวิถีชีวิต กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นสิ่งที่ช่วยหล่อหลอมให้เราดำเนินวิถีชีวิตที่มุ่งสู่ความตื่นรู้ได้ ตรงนี้คือจุดที่แบทชเลอร์เขาเสนอ ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่ดูท้าทาย เขาบอกว่า พุทธศาสนานั้น โดยสาระสำคัญแล้วมีความเป็นศาสนาน้อยกว่าสิ่งที่เรียกว่าความคิดแบบโลกๆ (secularism) พูดอีกอย่างก็คือ ธรรมวินัยมีความเป็นโลกียะมากกว่าความเป็นศาสนา ตรงนี้นับว่าน่าสนใจ เขาเขียนไว้เลยว่าธรรมวินัยนั้นมีความละม้ายคล้ายคลึงกับแนวคิดแบบโลก ๆ ที่ไม่เชื่อพระเจ้า ( godless secularism)มากกว่าศาสนาด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้เขาจึงพยายามนำเสนอพุทธศาสนาในเชิงที่เป็นแนวคิดแบบโลกียวิสัยซึ่งเป็นอิทธิพลแบบตะวันตกที่เพิ่งเกิดขึ้นมาในช่วง 2-3 ศตวรรษที่แล้ว

การที่เขาเห็นพุทธศาสนาใกล้เคียงกับ secularism นี้ ทำให้เขาพยายามที่จะเสนอพุทธศาสนาในแง่ที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ เข้าใจได้ และปฏิบัติได้ ขณะเดียวกันก็มีลักษณะเหตุผลนิยมด้วย เขาถึงกับท้าทายเลยว่า ความคิดเรื่องกรรม เรื่องเวียนว่ายตายเกิดมันไม่ใช่สาระสำคัญของพุทธศาสนา สามารถตัดทิ้งไปได้ เขาท้าทายว่า พุทธศาสนาสำหรับโลกสมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องมีความคิดเรื่องกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด ตรงนี้ก็อีกเช่นเดียวกันที่ทำให้เราเกิดความสงสัย เพราะเขาเห็นว่ากรรมเป็นเรื่องของแนวคิดแบบอภิปรัชญาของอินเดีย ซึ่งมันไม่มีความจำเป็น แต่อาตมารู้สึกว่าตรงนี้เขาให้ความสำคัญกับเรื่องกรรมน้อยไปหน่อย ไปมองว่ากรรมเป็นเรื่องของอภิปรัชญาแบบอินเดียซึ่งเป็นเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด เป็นเรื่องของอัตตาซึ่งก็เลยมองว่าตัดทิ้งไปได้ แต่ความจริงแล้วหลักคำสอนเรื่องกรรมในพุทธศาสนามีความหมายมากกว่าเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด มันเป็นส่วนหนึ่งของหลักอิทัปปัจจยตาหรือปฏิจจมุปบาท ถ้าปฏิเสธเรื่องกรรม ก็เท่ากับปฏิเสธอิทัปัจจยตา
หรือปฏิจจมุปบาท

พูดมาอย่างนี้เหมือนกับเป็นการค้านนะ แต่ว่าไม่ใช่ เพียงแต่บอกว่า การที่เขาตีกรอบพุทธศาสนาว่าเป็นเรื่องของ secularism ในแง่หนึ่งมันทำให้พุทธศาสนานั้นมีสีสันของศาสนาน้อยลงหรือไม่มีเลย เขา demystify หมายความว่าทำให้พุทธศาสนาหมดความลึกลับไป เวียนว่ายตายเกิดตัดทิ้ง ประเพณีพิธีกรรมตัดทิ้ง วิมุตติหลุดพ้นสิ้นเชิงเป็นเรื่องที่ไม่ต้องพูดถึงมาก อรหันต์ไม่ต้องพูดถึงเลย น่าสังเกตว่าแม้แต่คำว่า spiritual ก็ไม่มีในหนังสือเล่มนี้ เท่าที่อ่านพบอยู่คำเดียว Spiritual Technology ซึ่งเขาใช้ในเชิงวิพากษ์วิพากษ์หรือเชิงลบมากกว่าเชิงบวก การที่เขาตั้งใจไม่ใช้คำนี้เป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะว่า ฝรั่งเวลานี้สนใจเรื่อง spiritual มาก แต่จงใจที่จะไม่พูดถึงคำนี้เลย เหมือนกับว่าเขาต้องการสื่อกับคนที่เรียนมาทางโลกสูงๆ เช่น พวกที่เรียนในฮาร์วาร์ด เยล ออกซ์ฟอร์ด หรือเรียนมาทางปรัชญา พวกนี้อาจไม่สนใจเรื่อง spiritual เขาก็เลยเสนอพุทธศาสนาแบบที่ไม่ใช่ Spiritual ให้แก่คนเหล่านี้ ซึ่งอาตมาเข้าใจว่าเขาทำได้สำเร็จเสียด้วย ถ้าเปิดเว็บไซต์ amazon.com จะพบว่าหนังสือเล่มนี้ได้รับคำชมจากผู้อ่านเป็นจำนวนมาก มีการให้ดาว ๔-๕ ดาว เท่าที่อ่านดู คนวิจารณ์ทั้งหมดเป็นพวกปัญญาชน มีการศึกษาสูง

หนังสือเล่มนี้ สำหรับคนที่ไม่มีความรู้เรื่องพุทธศาสนาเลยก็สามารถจะเข้าใจได้มาก และมีหลายบทมากที่เขาถ่ายทอดได้อย่างมีเสน่ห์ เช่น บทที่ว่าด้วยเรื่องของความตาย ทุกบทในภาคที่ 2 คือเรื่องความระลึกรู้ (awareness) เรื่องภพ (becoming) และความว่าง (emptiness) โดยเฉพาะบทหลัง เขาอธิบายความว่างได้น่าสนใจมาก ยกตัวอย่างหลายตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าสิ่งต่างๆ ล้วนเป็นผลของกระแสแห่งความสืบเนื่อง ซึ่งจะว่าไปมันก็เป็นเรื่องของปรัชญามาก แต่เขาก็อธิบายได้เข้าใจ อาตมาว่าตรงนี้เป็นจุดที่เขาทำได้น่าสนใจ แล้วก็เอาประสบการณ์ชีวิตของคนมาอธิบายมาอธิบายเรื่องสติหรือความระลึกรู้ได้เป็นอย่างดี

แต่ก็อย่างที่อาตมาบอก เนื่องจากแบทชเลอร์พยายามที่จะทำให้พุทธศาสนาหรือธรรมวินัยไม่มีสีสันของศาสนาเลย ถ้าเช่นนั้นเขาจะอธิบายพุทธศาสนาด้วยวิธีอะไร สำหรับเราคนไทยก็อาจอธิบายด้วยการใช้คำบาลี แต่เขาปฏิเสธวิธีนี้ แล้วเขาจะทำอย่างไร ประเด็นนี้แบทชเลอร์เขาพูดไว้ในเชิงอรรถท้ายเล่ม แต่ในฉบับแปลเป็นภาษาไทยไม่มี เขาบอกว่าเขาได้อิทธิพลจากนักคิดแนวโพสต์โมเดิร์นคนหนึ่งคือ ริชาร์ด รอตี้ ซึ่งช่วยให้เขาอธิบายพุทธธรรมได้ด้วยภาษาร่วมสมัยและไม่อิงศาสนา ดูเผิน ๆ วิธีนี้ก็น่าจะอธิบายพุทธศาสนาได้ดีกว่า แต่ความเป็นจริงแล้ว เมื่อเขาเลือกเอาวิธีคิดแบบโพสต์ โมเดิร์นมาอธิบาย ก็ทำให้ พุทธศาสนากลายเป็นเรื่องของปรัชญาไปเลย บางตอนอ่านแล้วก็งง โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึง freedom หรือความหลุดพ้น แบทชเลอร์บอกว่าเมื่อคุณปฏิบัติไปๆ คุณจะเป็นอิสระจากการยึดติด เป็นอิสระจากความทุกข์ แต่ถึงที่สุดแล้ว คุณก็จะมีคำถามกับสิ่งรอบตัว ซึ่งในทางเถรวาทแล้วไม่ใช่อย่างนั้น

เมื่อเข้าถึง freedom หรือที่เถรวาทใช้ว่าวิมุตติหลุดพ้นแล้ว คุณก็จะพบ ศานติ ไม่ใช่สภาวะที่มีคำถามไปกับทุกเรื่อง จนมาถึงจุดที่รู้ว่าฉันไม่รู้อะไรเลย freedom ของเขานี่คือการไม่รู้อะไรเลย ซึ่งสำหรับคนที่เชื่อเรื่องปรัชญาอาจจะน่าสนใจ แต่ในทางพุทธ ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่รู้หรือไม่รู้ แต่อยู่ที่ว่า เมื่อคุณรู้แล้วคุณละ เมื่อคุณละแล้วคุณประศานติ คุณสงบลงได้ เท่าที่อ่านดูเหมือนในหนังสือเล่มนี้จะไม่มีคำว่า peace เลยแม้แต่คำเดียว ดูเหมือนว่าจุดสูงสุดของการหลุดพ้นหรืออิสรภาพ ในหนังสือเล่มนี้คือการตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว ซึ่งต่างกับพุทธศาสนาที่ท่านติช นัท-ฮันห์ กับองค์ทะไล ลามะ และท่านอื่นๆ พูด ท่านนัท-ฮันห์กับทะไล ลามะ ใช้ peace เป็นจุดขายเลยก็ว่าได้ เพราะฝรั่งเขาไม่มี peace แต่ในหนังสือของแบทชเลอร์ คำว่าpeace ไม่มีที่ยืน ไม่มีการเน้น ไม่มีการพูดถึง ซึ่งตรงนี้อาตมาคิดว่ามันทำให้พุทธศาสนากลายเป็นเรื่องปรัชญาไปเลย และนี่คือจุดอ่อนหรือข้อจำกัดของการเอาโพสต์ โมเดิร์น มาอธิบายพุทธศาสนา

เมื่อเขาใช้แนวคิดแบบโพสต์ โมเดิร์นแล้วนี่ มันก็มีปัญหาตามมาอีกเรื่องความคิดเรื่องผิดและถูก ทำให้ความคิดเรื่องผิดและถูกนั้นไม่มีความชัดเจน เพราะโพสต์ โมเดิร์นนั้น ไม่มีอะไรถูก ไม่มีอะไรผิด ในขณะที่พุทธศาสนามีการแบ่งแยกเป็นสัมมาหรือมิจฉา มรรคมีองค์ ๘ นี้เป็นเรื่องสัมมาล้วนๆ เมื่อเอาโพสต์ โมเดิร์นมาอธิบายพุทธศาสนา เวลาแปลคำว่า สัมมาทั้งหลายในมรรคมีองค์ ๘ เขาจึงไม่ยอมใช้คำว่า right แต่เลือกใช้คำว่า authentic หรือ จริงแท้ แทน ทำให้ความหมายมันเลือนไป ไม่ลุ่มลึก หรือคำว่าอวิชชา เขาก็ไม่ใช้คำว่า ignorance หรือไม่รู้ แต่จะใช้คำว่า confusion คือ สับสน ซึ่งแตกต่างกัน ไม่รู้กับสับสนนี่ไม่เหมือนกันทีเดียว เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาพยายามเลี่ยงบาลี ยิ่งมาพูดถึงปฏิจจสมุปบาท คำที่เขาใช้แปลข้อธรรมต่าง ๆ ในปฏิจจสมุปบาท จึงขาดความลุ่มลึกไป อันนี้เป็นจุดอ่อนของเขา อย่างไรก็ตามในฉบับแปลไทย ยังใช้คำบาลีอยู่ ซึ่งก็ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของตัวผู้เขียนเท่าใดนัก

ความคิดพื้นฐานในการเขียนหนังสือเล่มนี้ก็คือ แบทชเลอร์มองว่าโลกปัจจุบันมันมีความเป็นโลกียวิสัยมากขึ้น แต่อาตมาไม่เห็นด้วย เพราะเราก็เห็น ๆ อยู่ไม่ใช่หรือว่าโลกปัจจุบัน ความเชื่อเรื่องศาสนากำลังมาแรงทั่วทั้งโลก แม้แต่จะก่อการร้ายก็ก่อการร้ายในนามของศาสนา นามพระเจ้า บุชเองก็ทำสงครามในนามพระเจ้า ความคิดติดยึดในเรื่องศาสนาและพระเจ้าตอนนี้กำลังระบาดไปทั่วโลก จนกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทุกวันนี้คนไม่ได้ละทิ้งพระเจ้าหรือศาสนาอย่างที่แบท์ชเลอร์พูด มันหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง มนุษย์ทุกวันนี้ต้องการศาสนามาก ส่วนหนึ่งต้องการศาสนาเพื่อปลอบประโลมใจ อีกส่วนก็เพื่อมีที่ยึดเหนี่ยวในสถานการณ์ที่ผันผวนไม่แน่นอนยิ่งขึ้นทุกที ตามธรรมดาของโลกยุคโลกาภิวัตน์ ดังนั้นสิ่งที่แบทชเลอร์เชื่อว่า หากนำเสนอพุทธศาสนาในแบบโลกๆ หรือโลกียวิสัยมันจะมีเสน่ห์มากขึ้นนั้น จริงเพียงส่วนเดียว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่อาตมาคิดว่าน่าสนใจมากอีกประเด็นหนึ่งก็คือในบทสุดท้ายซึ่งเป็นเรื่องของวัฒนธรรม แบทชเลอร์ได้ทำให้พุทธศาสนามีความเป็นองค์รวมมากขึ้น ก่อนถึงสองหน้าสุดท้ายนี้เราจะเห็นว่าแบทชเลอร์มองพุทธศาสนาแบบปัจเจกนิยม ก็คือ เป็นเรื่องที่ต่างคนต่างปฏิบัติ ไม่ต้องไปผูกติดลัทธิพิธีกรรม ไม่ต้องขึ้นอยู่กับองค์กร ไม่ต้องขึ้นอยู่กับศาสนาหรือลัทธินิกายใดๆ คุณปฏิบัติไปในชีวิตส่วนตัว

น่าสังเกตว่าไม่มีคำว่า community หรือว่าสังฆะ หรือชุมชนเลยในหนังสือเล่มนี้จนกระทั่งสองหน้าสุดท้าย ซึ่งที่จริงแล้วมันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะพุทธศาสนาให้คุณค่ากับสังฆะหรือชุมชนมาก การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องของปัจเจกบุคคล แต่เป็นการมารวมกันเป็นกลุ่มโดยอาศัยกัลยาณมิตรมาคอยช่วยเกื้อกูลด้วย ชุมชนนั้นเป็นหน่วยหนึ่งของการปฏิบัติธรรมด้วย จะเป็นหมู่บ้าน สังฆะ หรือสมาคมก็แล้วแต่ ยิ่งหากคุณต้องการให้พุทธศาสนาเป็นวัฒนธรรมของการตื่นรู้ด้วยแล้ว คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีชุมชน สถาบัน และพิธีกรรมเพื่อที่จะสืบทอดพุทธศาสนาจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ถ้าต่างคนต่างทำ แล้วใครจะเป็นผู้สืบทอด ผู้เผยแผ่ ผู้นำพุทธศาสนาไปสู่คนในวงกว้าง อย่าลืมว่าพิธีกรรมไม่ใช่เรื่องของความฟุ้งซ่านงมงายหรือความศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่ยังเป็นพยายามจะทำให้ผู้คนมีแบบแผนการปฏิบัติอย่างเดียวกัน ทำให้ชุมชนมีความรู้สึกร่วมกัน และสำนึกในคุณค่าอย่างเดียวกัน จะต่างคนต่างทำไม่ได้แน่นอน
"แต่ว่าในสองหน้าสุดท้ายเขาจะเน้นมากในเรื่องของชุมชน ความเป็นชุมชน จำเป็นจะต้องมีวิถีของการปฏิบัติธรรมแบบชุมชนด้วย

ประเด็นสุดท้ายที่น่าสนใจมาก แบทชเลอร์ได้กล่าวว่า พุทธศาสนากำลังมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อพุทธศาสนามาสู่โลกปัจจุบัน พุทธศาสนาก็กำลังเผชิญกับสิ่งท้าทายสองประการ คือ ถ้าหากว่าพุทธศาสนายังเก็บตัวอยู่ ไม่ไปมีปฏิสัมพันธ์กับใคร ไม่ไปเรียนรู้จากลัทธิความเชื่อหรือศาสนาอื่น หรือโลกภายนอก พุทธศาสนาก็จะกลายเป็นกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ เรียกว่า พวกชายขอบ ขณะเดียวกันถ้าพุทธศาสนาไปสัมพันธ์กับสิ่งอื่นมากโดยขาดความเป็นตัวของตัวเอง พุทธศาสนาก็จะกลายเป็นแค่เทคนิคจิตบำบัด เป็นแค่องค์ความรู้เพื่อการบำบัดทางจิตอย่างหนึ่งเท่านั้น! ในเรื่องพุทธศาสนาอาจถูกผลักไปอยู่ชายขอบนี้ พระธรรมปิฎกได้เตือนเช่นเดียวกับแบทชเลอร์ว่า ถ้าพุทธศาสนาจำกัดตัวเองแค่การปฏิบัติส่วนบุคคล ไม่ไปมีส่วนในการปรับปรุงสังคมหรือจัดสรรระเบียบแบบแผนทางสังคมให้สมสมัยแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ “เขตแดนแห่งการปฏิบัติตามหลักการของพระพุทธศาสนาหรีอวงการดำเนินชีวิตแบบพุทธจะรัดตัวแคบเข้าและจะเป็นแต่ฝ่ายรับ ไม่ได้เป็นฝ่ายรุกเลย ทำให้ชุมชนชาวพุทธถอยร่นห่างออกไปจากสังคมมนุษย์ยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนหนีไปรวมกันอยู่บนเกาะที่ถูกน้ำล้อมรอบ ขาดจากชาวมนุษย์อื่น”

ตรงนี้คือสิ่งที่ท้าทายว่าพุทธศาสนาจะทำอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่พุทธศาสนาได้รับอานิสงส์จากโลกสมัยใหม่ก็คือว่า พุทธศาสนานั้นไม่ใช่เป็นเรื่องของการปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการจัดการกับโลกภายนอกด้วย อิสรภาพส่วนบุคคลไม่อาจจะแยกจากสังคมที่เป็นธรรม หรือสังคมที่มีอิสระได้ ขณะเดียวกันสังคมสมัยใหม่ก็ได้คุณูปการจากพุทธศาสนา เพราะสังคมสมัยใหม่มัวแต่ไปเน้นเรื่องอิสรภาพทางสังคม อิสรภาพทางกฎหมาย แต่ไม่เน้นเรื่องอิสรภาพทางจิตใจ อันนี้เป็นสิ่งที่พุทธศาสนาจะช่วยได้ เพราะฉะนั้น พุทธศาสนาก็มีโอกาสที่จะรุ่มรวยขึ้นได้ในสังคมสมัยใหม่ ถ้าหากรับเอาแนวคิดเรื่องเสรีภาพทางสังคม หรือเสรีภาพอันเกิดจากสังคมที่ยุติธรรม และให้หลักประกันทางด้านสิทธิสิทธิเสรีภาพแก่ปัจเจกบุคคล พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องทำให้เสรีภาพในพุทธศาสนามีมิติทางสังคมด้วย

ที่จริงเรื่องมิติทางสังคมนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะว่าพุทธศาสนามีตรงนี้มาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว เพียงแต่ว่าคนที่ศึกษาพุทธศาสนามักเข้าใจไปเองว่าพุทธศาสนาเป็นเรื่องของความหลุดพ้นส่วนตัว แบทชเลอร์ก็คิดแบบนี้เหมือนกันด้วย เขาจึงเสนอให้ไปหยิบยืมเอามิติทางสังคมมาจากแนวคิดสมัยใหม่ แต่ที่จริงเรื่องนี้มันมีอยู่แล้วในแนวคิดแบบพุทธ เช่น ศีล ก็ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล แต่เพื่อการสร้างสังคมที่เหมาะแก่การครองธรรมด้วย ที่จริงนอกจากมิติทางสังคมจะมีอยู่ในหลักธรรมทางพุทธศาสนาแล้ว ในส่วนที่เรียกว่า “วินัย” ก็มีมิติทางสังคมอยู่ไม่น้อย แต่คนมักจะมองข้ามส่วนนี้ไป ก็เลยไม่ค่อยเห็นมิติทางสังคมของพุทธศาสนา ในเรื่องนี้พระธรรมปิฎกได้พูดเตือนเอาไว้ว่า “ผู้ศึกษาพุทธศาสนาในสมัยปัจจุบันมักจะมองข้ามวินัยไป ถ้าเข้าใจสาระของวินัยแล้ว จะมองเห็นแนวความคิดของพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับการแก้ปัญหาภายนอกในระดับสังคมได้ ขอย้ำว่าถ้าไม่ศึกษาพระวินัยปิฎก (เฉพาะอย่างยิ่งส่วนนอกปาติโมกข์)จะไม่อาจเข้าใจแนวความคิดทางสังคมของพระพุทธศาสนาได้เลย” มองในแง่นี้ งานเขียนของแบทชเลอร์ก็มีจุดอ่อนตรงที่ไม่ได้ศึกษาหรือพูดถึงพระวินัยปิฎกเลย

ถึงแม้แบทชเลอร์มองเห็นมิติทางสังคมของพุทธศาสนาอย่างรางๆ แต่ข้อเสนอของเขาในท้ายที่สุดนั้น น่าสนใจมาก เขาบอกว่าพุทธศาสนาจะต้องเป็นศาสนาหรือวัฒนธรรมเพื่อการสร้างตน (self creation)และการสร้างโลก (world creation) ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งก็ตรงกับนักคิดทางพุทธศาสนาจำนวนไม่น้อยในปัจจุบัน และที่จริงก็ตรงกับแนวคิดที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้มานานแล้ว เพียงแต่เป็นสิ่งที่หลงลืมกันไป

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นหนังสือที่น่าอ่านมากเล่มหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อแบทชเลอร์ตั้งใจเขียนเพื่อนักอ่านที่เป็นปัญญาชน หรือคนรุ่นใหม่ที่เติบโตและเรียนรู้โลกผ่านกรอบคิดแบบเหตุผลนิยมโดยใช้สมองอย่างเดียว แต่ขาดมิติทางด้านจิตวิญญาณ เพียงแต่มีปัญหาอยู่ตรงที่แบทชเลอร์ไม่ควรไปกล่าวว่า สิ่งที่เขาอธิบายผ่านหนังสือเล่มคือทั้งหมดของพุทธศาสนาที่แท้ หรือตำหนิพุทธศาสนาแบบอื่นๆ ที่เขาปฏิบัติกันว่าได้สูญเสียแก่นแก้ของพุทธธรรมไปแล้ว เพราะยังมีอีกสาระสำคัญของพุทธศาสนาหลายจุดที่เขาไม่ได้พูด หรือพูดไม่ถึง อย่างไรก็ตามหนังสือเล่มนี้ก็ "เขย่าความคิดของเราได้ดีเหลือเกิน"

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved