หน้ารวมบทความ
   บทความ > พุทธศาสนา > นิพพานคือร่มใจ
กลับหน้าแรก

บางส่วนจากหนังสือ
นิพพาน...ที่นี่...เดี๋ยวนี้
โดยสนพ. อมรินทร์

นิพพานคือร่มใจ
พระไพศาล วิสาโล

 

แบ่งปันบน facebook Share   

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี” อาตมาคิดว่านี่แหละใช่เลย คนสมัยนี้ชอบแสวงหาความสุข แต่ไม่พบสักที เพราะไม่รู้จักความสุขที่แท้ รู้จักแต่ความสุขแบบหยาบ ๆ แต่ได้รับความสุขแบบนี้มากมายเพียงใด ๆ ก็ไม่รู้สึกพอใจหรือเต็มอิ่ม เพราะในส่วนลึกต้องการความสงบในจิตใจ ตราบใดที่ไม่พบความสงบเย็นในจิตใจ ก็จะไม่หยุดแสวงหา ดังนั้นเราจึงควรหันมาให้ความสำคัญกับความสงบทางใจ โดยเฉพาะความสงบที่เรียกว่านิพพาน อย่าลืมว่าแม้จะมีทรัพย์อื่นมากเท่าไรแต่เราก็ยังทุกข์ เช่น ลูกตาย คนรักตีจาก ถูกติวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเรายังมีความยึดติดถือมั่นในตัวกูของกู ต่อเมื่อละความยึดติดถือมั่นในตัวตนได้นั่นแหละจึงจะได้พบความสุงบเย็นอันเป็นความสุขที่แท้ คือนิพพาน

เป็นธรรมดาที่เมื่อพูดว่านิพพาน คนฟังอาจตกใจ เพราะรู้สึกว่าไกลตัว เป็นไปไม่ได้ และไม่ใช่สิ่งจำเป็น แต่พอพูดเรื่องความสุขสงบจากการปล่อยวาง หลายคนอาจจะฉุกคิดว่า “อืม... มันอยู่ในวิสัยที่สามารถจะทำได้นะ” ชีวิตเราสามารถเข้าถึงความสุขที่ไม่ขึ้นกับสิ่งภายนอก เราสุขใจได้แม้ภายนอกวุ่นวาย แม้ผู้คนรอบจะทำตัวไม่น่ารัก แม้กายเจ็บป่วย แม้การงานจะไม่ประสบความสำเร็จ...แต่เราก็สุขได้

ชีวิตฆราวาสนั้นเหมือนชีวิตในที่โล่ง ต้องเผชิญกับฝนตก แดดร้อน พายุกระหน่ำ แต่เราไม่จำเป็นต้องเดือดร้อนเพราะความแปรปรวนเหล่านั้น ขอเพียงแต่เรามี “ร่ม” กันแดดกันฝน ฝนตกก็ไม่ต้อง แดดร้อนก็มิอาจแผดเผาได้ “ร่ม”ที่ว่าก็คือร่มแห่งธรรมซึ่งสามารถรักษาใจให้สงบเย็นและเป็นสุข ปลอดพ้นจากการรบกวนของสิ่งรอบตัว ทำให้อิสระจากสิ่งภายนอกได้ นั่นเองที่เรียกว่า “นิพพานชั่วขณะ” หรือ “นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้”

นิพพานชั่วขณะคือความสงบเย็นและเป็นอิสระ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตเราตั้งแต่วินาทีนี้ โดยไม่ต้องรอนิพพานขั้นสมบูรณ์ที่เกิดจากการดับกิเลสสิ้นเชิง ชีวิตฆราวาสทีวุ่นวาย รุ่มร้อน เร่งรีบ... ก็สามารถสงบเย็นและเป็นอิสระ... สามารถสัมผัสนิพพานชั่วขณะได้

นิพพานคือไม่... ไม่สุขและไม่ทุกข์ ไม่เกิดและไม่ดับ ฯลฯ

นิพพานเป็นภาวะธรรมชาติชนิดหนึ่งที่แสดงตัวอยู่ตลอดเวลา นิพพานนั้นอยู่ต่อหน้าต่อตาเราแล้ว เพียงแต่ว่าเรามองไม่เห็นเอง เหมือนกับว่าอากาศมีอยู่รอบตัวเราแต่เรามองไม่เห็น แต่นิพพานเป็นยิ่งกว่าอากาศ เพราะนิพพานมีอยู่ทุกที่ทุกสภาวะ

สภาวะของนิพพานนั้น พระพุทธเจ้าทรงนิยามด้วยคำว่า “ไม่” ซึ่งมีถึง ๓๐ “ไม่” ในพระไตรปิฎก ไม่นับอีก ๑๐ “ไม่”ในคัมภีร์รุ่นหลัง ๆ เช่น ไม่เกิด ไม่ตาย ไม่แก่ ไม่มีที่สุด ไม่มีใครสร้าง ไม่เคลื่อน ไม่ผุพัง ไม่เคยมีไม่เคยเป็น ไม่เศร้าหมอง ฯลฯ กล่าวคือเป็นภาวะที่ไม่ใช่อย่างที่เราเข้าใจ คนเรามักมองอะไรเป็นคู่ๆ(dualistic) เช่น สุข-ทุกข์ พบ-พราก ไป-มา ขาว-ดำ สั้น-ยาว ถ้าบอกว่านิพพานไม่ดำ คนก็จะคิดว่านิพพานคือขาว ถ้าบอกว่านิพพานไม่ต่ำ คนก็จะคิดว่านิพพานคือสูง ท่านจึงนิยามนิพพานด้วยคำว่าไม่ เช่น ไม่เกิด ไม่ตาย ฯลฯ จริงๆ แล้วภาวะดังกล่าวเป็นการพูดในเชิงสมมติสัจจะทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น สั้นกับยาว ทุกอย่างเป็นทั้งสั้นทั้งยาวในตัวเอง ดินสอยาวเมื่อเทียบกับเข็ม แต่สั้นเมื่อเทียบกับไม้เมตร เป็นต้น นี่คือสิ่งที่เป็นสมมติ สุข-ทุกข์ก็เป็นสมมติเช่นกัน แต่นิพพานเป็นภาวะพ้นจากสมมติทั้งปวง คือเป็นปรมัตถ์

ในที่สุดท่านก็เลยอธิบายง่ายๆ ว่า นิพพานคือความสงบเย็น สงบเย็นเพราะเห็นแจ้งในความจริงว่าไม่มีอะไรที่น่ายึดถือได้เลย จึงปล่อยวาง ไม่มีความอยากหรือการปรุงแต่งอีกต่อไป ความจริงข้อนี้ทำให้เราหลุดจากความหลง หลุดจากกิเลสและเข้าถึงความสงบเย็นที่แท้จริง

แต่เดิมคำว่า “นิพพาน” ในภาษาบาลีก็แปลว่า เย็น ท่านพุทธทาสอธิบายว่า เหล็กที่ร้อนแล้วเย็นลงก็เรียกว่าเหล็กนิพพาน ม้าที่พยศแล้วเชื่องลงก็เรียกว่าม้านิพพาน นิพพานเป็นภาษาที่ใช้กันในสมัยโบราณอยู่แล้ว ต่อมาพระพุทธเจ้านำมาใช้เพื่อชี้ให้เห็นถึงภาวะที่สงบเย็นในจิตใจ

นิพพานชั่วขณะ ละวางตัวตน

นิพพานคือภาวะสงบเย็นที่เกิดจากการหยุดปรุงแต่ง ไม่มีความสำคัญมั่นหมายในตัวตน นิพพานมีหลายระดับ ถ้าเป็นนิพพานที่สมบูรณ์ หรือสมุจเฉทนิโรธ เกิดขึ้นได้เมื่อหมดกิเลสสิ้นเชิงเพราะมีปัญญาแจ่มแจ้งในพระไตรลักษณ์ จนไม่มีความยึดติดถือมั่นอีกต่อไป ส่วนนิพพานชั่วขณะ หรือ ตทังคนิโรธ จะเกิดขึ้นได้เมื่อเรามีธรรมะมาระงับดับกิเลสเป็นคราว ๆ ไป เช่น มีสติเมื่อผัสสะเกิดขึ้น ก็ไม่ปรุงเป็นตัวตน ไม่เกิดกิเลสขึ้นมา สภาวะเช่นนั้นท่านพุทธทาสเรียกว่า “จิตว่าง”

จิตว่างในที่นี้คือว่างจากตัวตน ถือว่าเป็นนิพพานชั่วขณะ นี่แหละคือนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้

คำว่า “นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้” ยังหมายความได้อีกว่า ที่นี่และเดี๋ยวนี้ มนุษย์ทุกคนสามารถจะนิพพานได้ เช่น พระสาวกบางรูปบรรลุนิพพานขณะกำลังแสดงกายกรรมอยู่บนเชือก บางท่านบรรลุธรรมตอนจะหมดลมหายใจ บางท่านเกิดดวงตาเห็นธรรมขณะที่กำลังเชือดคอตนเองเพราะผิดหวังในการบวช บางท่านเป็นคนแก่เดินถือไม้เท้าแล้วล้มลง พอเห็นทุกขเวทนาเกิดขึ้นก็บรรลุธรรมเดี๋ยวนั้น บางท่านบรรลุธรรมขณะที่กำลังแสดงธรรมให้คนอื่นฟังอยู่ นี่คือตัวอย่างในสมัยพุทธกาลที่แสดงว่าทุกที่ทุกเวลาเราสามารถบรรลุนิพพานได้ เพราะนิพพานมีอยู่แล้ว นี่เรียกว่า “สมุทเฉทนิโรธ” เป็นนิพพานแบบหมดกิเลสอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์

แต่นิพพานที่ปุถุชนอย่างเราสามารถสัมผัสได้คือนิพพานชั่วขณะ เราสัมผัสได้เมื่อเมื่อมีสติในทุกผัสสะที่เกิดขึ้น เมื่อจิตว่างจากการปรุงแต่งเป็นตัวตนขณะใด ก็ถือว่านิพพานเป็นขณะๆ ไป... ซึ่งเกิดได้ทุกที่ทุกเวลาเช่นกัน

โยนิโสมนสิการ : นิพพานนั้นอยู่ที่มุมมอง

หลายคนมีคำถามว่า เราจะสัมผัสกับนิพพานชั่วขณะได้อย่างไร ในเมื่อทุกวันนี้เรามีชีวิตอยู่ท่ามกลางกิเลส เปิดทีวีมาก็เจอความโลภ ขึ้นรถเมล์ก็เจอความโกรธ อ่านหนังสือพิมพ์ก็เจอความหลง... ต่างๆ นานา

อาตมามองว่าของอย่างนี้อยู่ที่มุมมอง ภาษาพระเรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” อย่างเช่นพระรูปหนึ่งเข้าไปบิณฑบาตในเมือง เห็นผู้หญิงประทินโฉมอย่างวิจิตร แต่งตัวงดงาม กำลังฟ้อนรำอยู่กลางถนน แทนที่ท่านจะเกิดราคะ ท่านกลับเกิดโยนิโสมนสิการ คือมองว่ากามนั้นน่ากลัว เป็นบ่วงแห่งมัจจุราชที่อยดักจิตดักใจของผู้คน พอเห็นอย่างนี้จิตท่านก็เกิดความหน่ายในกามและในสังขาร หลุดจากกิเลสและบรรลุธรรมเดี๋ยวนั้นเอง

ฉะนั้น ทุกเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามากระทบใจเรา สามารถมองให้เห็นเป็นธรรมะได้ทั้งนั้น เห็นความสวยงามว่าเป็นความน่าเกลียดไม่น่ายึดไม่น่าเอาก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องมีสติ เมื่อมีสติแล้วโยนิโสมนสิการจะมารับช่วงต่อ แต่คนทั่วไปเวลาเห็นอะไรก็ตาม เช่นดูทีวีหรืออ่านข่าวมักไม่มีสติ อารมณ์จึงกระเพื่อมไปตามผัสสะที่กระทบ เกิดความรู้สึก โกรธ เกลียด ชอบ ชัง คนทั่วไปถ้าอยู่ในภาวะเช่นนี้ อย่าว่าแต่ภาวะนิพพานเลย ความสงบเย็นธรรมดาๆ ก็เกิดขึ้นได้ยาก

อาตมาคิดว่าเราต้องปรับเปลี่ยนชีวิตให้อยู่อย่างเรียบง่าย จึงจะพบกับความสงบเย็น จิตไม่มัวแต่ส่งออกนอก แต่ย้อนเข้ามาดูใจ เห็นใจตนเอง สมัยนี้มีสิ่งยั่วยุตลอดเวลา ทำให้เราไม่เห็นทุกข์และสมุทัยในใจ แต่ถ้าเราจัดวางชีวิตให้เรียบง่าย ไม่มีสิ่งกระตุ้นเร้ามากมาย เราก็มีโอกาสเห็นจิตใจตัวเอง พอเห็นจิตกระเพื่อม เห็นทุกข์ และเห็นสมุทัยคือความอยาก ทั้งอยากได้ และอยากผลักไส พอรู้เท่านั้นก็วางลงได้ สมุทัยดับไป เมื่อเห็นเช่นนี้บ่อย ๆ จนเห็นความจริงของจิต ว่าไม่น่ายึดและยึดไม่ได้ ปัญญาก็จะเกิดตามมา

อาตมาแนะนำว่าควรพยายามใช้ชีวิตอย่างสงบเงียบ เรียบง่าย สองข้อนี้จะเป็นพื้นฐานของการมีสติและปัญญา

สติคือต้นทาง สัมปชัญญะ(ปัญญา)คือมาถูกทาง

นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้อาศัยสติเป็นหลัก เมื่อตากระทบรูป เกิดผัสสะ แล้วเรามีสติในผัสสะ ไม่ปรุงแต่งเป็นตัวกู มีการเห็นแต่ไม่มีผู้เห็น เวลาเดินก็มีแต่การเดิน แต่ไม่มีผู้เดิน สิ่งที่กำลังเดินคือรูป สิ่งที่กำลังคิดเป็นนาม ไม่ตัวกูเป็นผู้คิด ไม่มีฉันเป็นผู้คิด ไม่มีฉันเป็นผู้เดิน เมื่อมันมีแต่รูปกับนามที่ทำงาน ตัวกูก็หายไป ภาวะว่างจากตัวตนนี้แหละที่ทำให้เกิดความสงบเย็นหรือนิพพานในปัจจุบันขณะ

สติเป็นจุดเริ่มต้นของวิปัสสนากรรมฐาน เพราะสติทำให้เห็นกายเห็นใจตามที่เป็นจริง เมื่อเห็นลักษณะของมันตามที่เป็นจริงไปเรื่อยๆ ก็เกิดปัญญา จนปล่อยวางได้ สติกับปัญญาจึงมาคู่กัน อย่างที่เรามักใช้คำว่าสติปัญญา

คนสมัยนี้เน้นการคิดเก่งและรู้มาก แต่เป็นความรู้ที่เกิดจากการฟังหรือการอ่าน ซึ่งเป็นความรู้ทางสมอง โดยไม่ฝึกใจให้คล้อยตาม พอใจไม่พัฒนาไปตามสมอง ก็เกิดภาวะดีชั่วรู้หมดแต่อดใจไม่ได้ คำว่า “อดใจไม่ได้” ก็บ่งชี้อยู่แล้วว่าเป็นเรื่องของจิตใจหรืออารมณ์ การปฏิบัติธรรมคือการฝึกจิตฝึกใจ ฝึกอารมณ์ให้งอกงาม ทำให้สมองกับใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

สมมติเรารู้ว่าเหล้าไม่ดี เราตั้งใจจะงดกินหล้า พอเห็นเหล้าแล้วเราเกิดความอยากทันที ถ้าเรามีสติทันท่วงที ความอยากก็ทุเลาลง สติทำให้รู้ทันความอยาก เห็นว่าความอยากไม่ใช่เรา แต่เป็นอาการทางกายทางใจที่เกิดขึ้นเท่านั้นเอง เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว ความอยากก็ไม่สามารถครองใจเราได้

เราทุกคนก็รู้ว่าโกรธไม่ดี แต่พอใครด่าเรา เราโกรธทุกที นั่นเป็นเพราะเราไม่มีสติ อีกทั้งยังไม่ได้ฝึกเมตตาภาวนา แต่ถ้าเราเจริญเมตตาอยู่เป็นนิจ กระทั่งไม่โกรธไม่เกลียด ให้อภัยได้ สมองรู้ว่าโกรธไม่ดี ส่วนใจก็ละวางความโกรธลงได้ด้วย นี่แหละคือภาวะที่สมองกับใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

แต่คนที่ไม่เคยฝึกใจ แม้รู้ว่าความโกรธไม่ดี เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง แต่ก็ยังโกรธคนนั้นคนนี้อยู่ทุกวัน เพราะใจยังสละความโกรธไม่ได้ สมาธิภาวนาเป็นการฝึกใจ ทำให้เกิดสมดุลระหว่างสมองกับใจ อย่างไรก็ตาม การฝึกใจก็ต้องฝึกให้ถูกด้วย บางคนตอนเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมมีความสุขดี เพราะอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่สงบและเป็นธรรมชาติ แต่กลับออกมาเจอฝนตกรถติดก็โกรธอีกแล้ว สาเหตุเป็นเพราะตอนปฏิบัติไปเน้นการกดข่มอารมณ์ โดยหารู้ไม่ว่าอารมณ์ที่เราข่มไว้นั้นไม่ได้หายไปไหน พอมีอะไรมากระทบมันก็ระเบิดออกมา

จริงๆ แล้วการปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐานไม่ได้ปฏิบัติเพื่อความสงบ เราปฏิบัติเพื่อความรู้ตัว ตื่นรู้ เมื่อมีความตื่นรู้ แม้มีผัสสะมากระทบเราก็รู้ว่าใจกระเพื่อม มีอารมณ์มาครอบงำ เมื่อรู้ก็วางอารมณ์นั้นได้ ใจกลับมาเป็นปกติ เมื่อโกรธแล้วเผลอปรุงแต่งตามความโกรธ พอมีสติระลึกได้ ก็หยุดปรุงแต่ง วางความโกรธลง ความรู้ตัวก็จะเกิดตามมา ความรู้ตัวนี่เองคือสัมปชัญญะ

ยกตัวอย่างเช่น เวลาอ่านหนังสืออยู่แล้วใจลอยออกไปนอกตัว แต่พอระลึกขึ้นมาได้ว่าเรากำลังอ่านหนังสืออยู่นี่นา ความระลึกได้คือสติ เมื่อระลึกได้เช่นนี้ ใจก็จะกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว กลับมาอยู่กับการอ่านหนังสือต่อ ความรู้ตัวจะเกิดตามมาหลังจากความระลึกได้ เรียกว่าสัมปชัญญะ

สัมปชัญญะยังหมายถึงการรู้อะไรอย่างถูกต้อง เช่น รู้ชัดในเป้าหมาย รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ สมมติกำลังประชุมกันเพื่อหาข้อตกลงทางธุรกิจ จู่ ๆเราเกิดอารมณ์เสีย โกรธคนที่กำลังคุยด้วย อยากจะต่อว่าเขา แต่แล้วก็รู้ทันความโกรธ แล้วยังรู้ต่อไปด้วยว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้เสียงานเสียการ จึงพูดคุยกับเขาด้วยดี การรู้ทันความโกรธเป็นงานของสติ ส่วนสัมปชัญญะทำให้รู้ว่าการต่อว่าเขาเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ควรจะพูดกับเขาด้วยเหตุด้วยผล ไม่ใช้อารมณ์

อาตมาขอยกอีกตัวอย่างที่ท่านพุทธทาสเคยเล่าให้ฟัง แม่ลูกอ่อนคนหนึ่งตกใจมากเมื่อลูกนางกลืนเหรียญทองแดงแล้วเกิดติดคอ ขณะกำลังตกใจเธอก็นึกขึ้นมาได้ว่าน้ำกรดสามารถกัดเหรียญทองแดงได้ เธอจึงรีบไปเอาน้ำกรดกรอกใส่ปากลูก เหรียญหลุดจากคอจริง แต่น้ำกรดก็ทำอันตรายกับเด็กอย่างร้ายแรง... นี่คือตัวอย่างของคนที่ไม่มีสัมปชัญญะ คือ รู้แบบครึ่งๆ กลางๆ จึงทำสิ่งที่ไม่ควรทำ เกิดความผิดพลาดขึ้นมา การไม่มีสัมปชัญญะบางทีเราก็เรียกว่า หลง คือทำผิด ๆ ถูก ๆ

สติและสัมปชัญญะจะทำงานคู่กันเหมือนฝาแฝดอินจัน วิธีพัฒนาสัมปชัญญะก็คือฝึกสตินั่นเอง การฝึกสติทำให้ไม่ลืมตัว เมื่อใจอยู่กับเนื้อกับตัว ความรู้ตัวก็เกิดขึ้น สัมปชัญญะเป็นปัญญาชนิดหนึ่ง เมื่อรู้ตัวก็รู้อะไรควรไม่ควร รู้อะไรถูกอะไรผิด... เรียกว่ามาถูกทาง

ที่สำคัญคือการรู้เท่าทันในตัวตน อย่าปรุงแต่งให้เกิดมีอัตตาตัวตนขึ้น ภารกิจนี้เป็นงานของสติ หรือ แม้จะเผลอปรุงแต่งเป็นตัวตนขึ้นมาก็อย่าให้มันครอบงำจิตใจ อย่าเปิดให้อัตตาเข้ามาขับเคลื่อนชีวิตเรา ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็เข้าถึงความสงบเย็น


รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved