หน้ารวมบทความ
   บทความ > พุทธศาสนา > พุทธศาสนาต้องพาคนออกจากบริโภคนิยมให้ได้
กลับหน้าแรก

เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๙๔๓ วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๓

พุทธศาสนาต้องพาคนออกจากบริโภคนิยมให้ได้
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

แม้ท่านพุทธทาสและท่านนัท ฮันห์จะมีความเหมือนกันหลายอย่าง แต่ทั้งสองท่านก็มีความต่างกันอยู่บ้าง พระไพศาล วิสาโล แสดงความเห็นว่า ท่านอาจารย์พุทธทาสพิมพ์หนังสือออกมาเป็นธรรมโฆษณ์เกือบร้อยเล่ม เป็นเรื่องการใช้ความคิดไม่น้อยควบคู่ไปกับการปฏิบัติ แต่ท่านนัท ฮันห์เป็นกวี ที่ใช้บทกวีเป็นสื่อจะพาคนเข้าหาสัจธรรม ซึ่งเป็นสัจธรรมอันเดียวกับที่ท่านอาจารย์พุทธทาสสอน

“ต่างกันอีกอย่างคือ ท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นเถรวาท เพราะฉะนั้น ท่านจะพูดเรื่องทุกข์มาก โลกนี้ไม่มีอะไรนอกจากทุกข์ และการดับทุกข์ อันนี้เป็นเถรวาทแท้ๆ แต่ท่านนัท ฮันห์ อาจจะเป็นเพราะว่า ท่านเคยผ่านสงคราม ผ่านความยากลำบากของผู้คนและท่านเป็นกวีด้วย ท่านจะพูดเรื่องความสุข ให้สามารถเข้าถึงความสุขได้ทุกเวลา หายใจเข้าสดชื่น หายใจออกผ่อนคลาย คำว่า ยอดเยี่ยม มหัศจรรย์ วิเศษ(wonderful) ถูกนำมาใช้เยอะมาก

“ท่านอาจารย์พุทธทาสก็มีความเป็นเซนอยู่ ความเป็นเซนในแง่นี้ ผู้คนมักจะหมายถึงการไม่ติดในรูปแบบ ไม่ติดตำรา ซึ่งอาจารย์พุทธทาสก็มี แต่อันนี้ไม่ใช่ลักษณะเดียวของเซน ในเถรวาท ผู้ที่ปฏิบัติธรรมถึงขั้นหนึ่งก็ไม่ติดตำรา และไม่ติดกรอบ บางทีก็ทำอะไรที่แปลกเช่นกัน คนไม่เข้าใจหรือคนคาดไม่ถึง อย่างหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ ใครๆ ก็บอกว่าหลวงพ่อเทียนเป็นเซน แต่จริงๆ ท่านก็เถรวาท คนที่เข้าถึงความจริงแล้วจะรู้ว่า กรอบมันเป็นแค่เครื่องมือ แต่ว่าอย่าไปยึดติด วินัยก็เป็นแค่เครื่องมือที่จะนำไปสู่ความจริง ที่จริงพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ธรรมะเปรียบเสมือนพ่วงแพใช้ในการพาเราข้ามฝั่ง เมื่อข้ามฝั่งแล้วก็ไม่มีใครที่จะแบกแพเอาขึ้นฝั่งด้วย ก็วางแพไว้ตรงนั้นแล้วก็เดินขึ้นฝั่ง นี้คือหัวใจของพระพุทธศาสนา คือความไม่ติดยึด แม้กระทั่งในธรรมะ ท่านอาจารย์พุทธทาสเน้นตรงนี้ ท่านไม่รักษาฟอร์ม ท่านไม่ต้องทำเป็นว่า ต้องสร้างภาพลักษณ์ให้ดี ให้เป็นที่นับถือ คือท่านไม่ทำให้ใครไปยึดติดท่าน

“เซน ลักษณะเด่น คือเน้นเรื่องการปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ เป็นสายตรงเลย เน้นการบรรลุแบบฉับพลัน แต่ก็มีเซนที่ลงไปทำงานกับสังคม คือพระอิกคิว ที่ท่านลงไปคลุกคลีกับคนชั้นต่ำ เพราะเซนในเกียวโต จะได้รับความยกย่องนับถือจากคนชั้นสูงมากสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนชั้นสูง เช่น ซามูไร จักรพรรดิ หรือโชกุน แต่ว่าพระเซนที่แหวกกรอบจากเซน เป็นกบฏของเซนก็มี ไปอยู่กับคนยากคนจน ไปช่วยเหลือหญิงโสเภณี ขอทาน บางคนก็ทำตัวเหมือนขอทานเลยก็มีอย่างท่านเรียวกัน เป็นเซนที่เหมือนกับขอทานเลย แต่อย่างนี้ต้องตระหนักว่าเป็นส่วนน้อยของเซน ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในวัด แล้วก็ปฏิบัติธรรม แต่เซนสมัยนี้ไม่เป็นอย่างนั้น เซนกลายเป็นศาสนาแห่งพิธีศพไปแล้ว มีหน้าที่หลักคือสวดศพ เรื่องการปฏิบัติธรรมไม่มีแล้ว หรือมีน้อยมาก หรือมีก็เป็นแค่พิธี ในความเป็นจริงกับในทฤษฎีจะต่างกัน

“อาตมาคิดว่า การที่เซนเน้นการไม่ติดรูปแบบ ก็ทำให้สามารถไปเจริญก้าวหน้าในยุโรปได้ แต่ว่า พอไปถึงจุดหนึ่งแล้วไม่ขยายตัว เซนนี่เรียกว่าอิ่มตัวแล้ว อิ่วตัวมาประมาณ ๒๐-๓๐ ปี อาจจะเป็นเพราะว่าชุมชนเซน คือเซนจากอเมริกา มาจากญี่ปุ่นเป็นหลัก เกาหลีมีบ้าง แต่เซนในญี่ปุ่นเรียกว่ามันตายแล้ว หรือต้นน้ำมันแห้งแล้ว เพราะวัตถุนิยมมันรุกคืบ

“เช่นเดียวกับในประเทศไทย พุทธศาสนาสำหรับคนรุ่นใหม่ต้องให้คำตอบและพาคนออกจากบริโภคนิยมให้ได้ เพราะตอนนี้คนเป็นทุกข์เพราะเรื่องบริโภคนิยมมาก ศาสนาพุทธที่คนนับถือก็ปนเปื้อนไปด้วยบริโภคนิยม เช่น ทำบุญแล้วรวย ทำบุญเพื่อหวังความมั่งมีศรีสุข แล้ววัดจำนวนมากก็สอนอย่างนี้ คือทำบุญแล้วเดี๋ยวจะรวย มันก็พาคนจมลงไปสู่โลกวัตถุนิยม ซึ่งไม่มีทางที่จะได้รับความสุขทางใจได้

“พุทธศาสนาจะต้อง ๑. ตั้งคำถามกับบริโภคนิยมว่าไม่ใช่ความสุขที่จริงแท้ ๒. สามารถทำให้เขาค้นพบความสุขที่ประเสริฐกว่ากามสุขหรือกามคุณ ตอนนี้กามสุขหรือกามคุณมีอิทธิพลแรงมาก ถึงขนาดที่ว่า ถ้าไม่มีโทรศัพท์มือถือไ ม่มีเงิน ไม่มีรถยนต์ก็ไม่มีความสุข พุทธศาสนาในสังคมไทยจะช่วยให้เขามีความสุขโดยพื้นฐานจะต้องทำให้เขาเห็นว่าความสุขที่แท้อยู่ที่ใจ เท่านั้นยังไม่พอ ความสุขที่แท้อยู่ที่ใจแล้วก็ต้องปฏิบัติด้วย

การปฏิบัติก็ไม่ได้หมายถึงการนั่งหลับตา การเจริญสมาธิอย่างเดียว แต่หมายถึงการได้เกี่ยวข้องหรือการเอาธรรมะไปใช้กับชีวิตประจำวันได้ การมีวินัยที่สอดคล้องกับชีวิตสมัยใหม่ ที่ไม่ทำให้เราหลงใหลเพลิดเพลินหรือว่าตกอยู่ในกับดักของบริโภคนิยม อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่สำคัญคือชาวพุทธต้องไปสัมพันธ์กับคนภายนอก เพราะที่เป็นอยู่แม้แต่การทำบุญก็เป็นการทำบุญเพื่อตัวเอง ไม่ได้ทำบุญเพื่อช่วยเหลือสังคม เราต้องเปิดใจให้กว้าง เพราะถ้าสังคมไม่ดีก็ยากที่คนเราจะมีชีวิตที่ดีได้

“สังคมตอนนี้เป็นสังคมที่เป็นปฏิปักษ์กับความดี เต็มไปด้วยความโกรธเกลียด เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำในสังคมทำให้เกิดอคติ เป็นปฏิปักษ์ระหว่างคนรวยกับคนจน ทำให้เกิดอาชญากรรมมากขึ้น ทำให้เกิดการดูถูกดูแคลนกันมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาวัยรุ่นมากขึ้น มีคนทำวิจัยทั่วโลกเลยว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับวัยรุ่นคือ โรคอ้วน โรคเครียด ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสังคม รวมทั้งปัญหายาเสพติด ปัญหาความรุนแรง มันสัมพันธ์กับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเฉพาะระหว่าง คนรวยกับคนจน เพราะฉะนั้น ถ้าสังคมเป็นอย่างนี้ ก็ยากที่จะหวังให้คนมีศีลธรรมต่อกัน เราต้องช่วยกันทำให้สังคมเป็นมิตรกับความดี ไม่ใช่เป็นปฏิปักษ์กับความดี อันนี้ก็ฝากไว้”

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved