หน้ารวมบทความ
   บทความ > พุทธศาสนา > มาช่วยกันทำให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำใจ
กลับหน้าแรก
 
มาช่วยกันทำให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำใจ
พระไพศาล วิสาโล
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ความตกต่ำทางศีลธรรมของผู้คน รวมทั้งความซวดเซของพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยส่วนหนึ่งเชื่อว่าเป็นผลจากการคุกคามจากภายนอก ได้ทำให้ชาวพุทธจำนวนมากมีความเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องชูพุทธศาสนาให้กลับมามีความสำคัญในระดับชาติ มาตรการหนึ่งก็คือการเรียกร้องให้มีการบัญญัติในรัฐธรรมนูญอย่างเด่นชัดว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

แม้ว่าในอดีตพุทธศาสนาจะมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับชนชาติไทยทั้งในทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างยากจะปฏิเสธได้ แต่ในปัจจุบันประเทศไทยนับวันจะห่างไกลจากคำสอนทางพุทธศาสนายิ่งขึ้นเรื่อย ๆ (ซึ่งเป็นเหตุผลให้เกิดการรณรงค์เรียกร้องดังกล่าวข้างต้น) เห็นได้จากปัญหาอาชญากรรมที่พุ่งไม่หยุด การคอร์รัปชั่นที่แพร่ระบาดไปทุกหย่อมหญ้าและทุกระดับ ความรุนแรงในครอบครัวโดยเฉพาะกับผู้หญิงและเด็ก การหมกมุ่นในอบายมุขและการสำส่อนทางเพศ การหลงใหลวัตถุจนถึงขั้นบูชาเงินและพึ่งพิงวิงวอนอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ จนไสยพาณิชย์ระบาดอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดมีข้อกังขาว่าพุทธศาสนายังเป็นศาสนาประจำชาติอยู่อีกหรือ?

ไม่เป็นการเสียหาย กลับเป็นการดีด้วยซ้ำ หากเราพยายามทำให้พุทธศาสนากลับมาเป็นศาสนาประจำชาติ แต่นั่นไม่สามารถเกิดขึ้นได้แม้แต่น้อยด้วยการเพิ่มข้อความดังกล่าวลงไปในรัฐธรรมนูญ สมมติว่าวันนี้มีการระบุในรัฐธรรมนูญว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติอย่างที่เรียกร้องกัน ใช่หรือไม่ว่า การปล้นฆ่าข่มขืนและคอร์รัปชั่นก็ยังคงดำเนินต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ประเทศไทยยังคงได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์แห่งการเสพกามเช่นเคย ผู้คนยังหมดตัวและฆ่าตัวตายหรือฆ่ากันตายไม่เว้นแต่ละวันเพราะอบายมุขเหมือนเดิม แต่สิ่งที่อาจไม่เหมือนเดิมก็คือ ความฉงนสงสัยที่เพิ่มมากขึ้นในหมู่คนต่างชาติต่างศาสนาว่า ในเมื่อพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของไทยแล้ว แต่เหตุใดคนไทยยังมีพฤติกรรมเช่นนั้น? พุทธศาสนาไม่ได้ทำให้คนไทยมีศีลธรรมสูงขึ้นเลยหรือ?

หากจะทำให้พุทธศาสนากลับมาเป็นศาสนาประจำชาติอย่างแท้จริง มีทางเดียวเท่านั้นคือทำให้พุทธศาสนากลับมาเป็นศาสนาประจำใจของผู้คนให้ได้ ชาวพุทธจึงควรระดมสรรพกำลังเพื่อการนี้ยิ่งกว่าอย่างอื่น จริงอยู่พุทธศาสนาจะเป็นศาสนาประจำใจได้ ต้องอาศัยมาตรการต่าง ๆ มากมาย มิใช่แค่การเทศนาสั่งสอนเท่านั้น มาตรการเหล่านี้ควรได้รับการสนับสนุนจากรัฐด้วย เช่น การออกกฎหมาย การช่วยเหลือด้านงบประมาณและบุคลากร แต่บทบาทสำคัญของรัฐนั้นยังมีความสำคัญน้อยกว่าบทบาทของคณะสงฆ์และประชาชน การระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ อาจเป็นเงื่อนไขผูกมัดรัฐให้ทำการอุปถัมภ์พุทธศาสนาอย่างจริงจัง แต่แทบจะไม่สามารถขับเคลื่อนคณะสงฆ์หรือประชาชนให้ทำอะไรเพื่อพุทธศาสนาได้เลย

มักมีความเข้าใจว่าการที่พุทธศาสนาตกต่ำในเวลานี้เป็นเพราะการปล่อยปละละเลยของรัฐบาล ดังนั้นถ้ารัฐให้การสนับสนุนมากกว่านี้ พุทธศาสนาจะเจริญมั่นคงยิ่งขึ้น ไม่อ่อนแอซวดเซอย่างทุกวันนี้ หลายคนเรียกร้องให้รัฐบาลจัดหางบประมาณแก่สถาบันและกิจกรรมทางพุทธศาสนามากกว่านี้ คำถามก็คือทุกวันนี้วงการชาวพุทธขาดแคลนเงินทองจริงหรือ คำตอบก็คือไม่ได้ขาดแคลนเลย เงินทองที่สถาบันสงฆ์และวัดวาอารามได้รับจากประชาชนทั่วประเทศนั้นมีจำนวนมหาศาล คำถามต่อไปก็คือ เงินเหล่านั้นถูกใช้ไปกับเรื่องอะไรบ้าง คำตอบคือ ส่วนใหญ่ หมดไปกับวัตถุโดยเฉพาะสิ่งปลูกสร้าง ในขณะที่เงินนับร้อยหรือพันล้านถูกใช้ไปกับการสร้างโบสถ์อันงดงามตระการตา แต่การศึกษาสำหรับพระเณร รวมทั้งการอบรมจริยธรรมสำหรับเยาวชนกลับขาดแคลนเงินทุนสนับสนุน แม้แต่อาหารสำหรับพระเณรในสำนักเรียนตามหัวเมืองก็ยังไม่เพียงพอ ในขณะที่บางวัดมีเงินหลายพันล้านบาท แต่หลายวัดทั่วประเทศกลับยากจน (แม้กระนั้นหมู่บ้านที่รายล้อมวัดดังกล่าวกลับมีเงินสำหรับอบายมุขทั้งเหล้าและหวยปีละหลายแสนบาท)

ปัญหาสำคัญที่สุดจึงมิได้อยู่ที่การขาดเงินหรือการปล่อยปละละเลยจากรัฐ แต่เป็นเพราะวงการชาวพุทธในทุกระดับไม่ตระหนักถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับพุทธศาสนาต่างหาก อีกทั้งยังขาดความร่วมมือในการฟื้นฟูพุทธศาสนาขึ้นมาในใจของผู้คน ลองคิดดูว่าพุทธศาสนาจะเจริญมากกว่านี้สักเพียงใดหากวัดวาอารามที่ร่ำรวยมีความเอื้ออาทรต่อวัดที่ยากจน เช่น ให้เงินสนับสนุนการศึกษาสำหรับพระเณรในชนบท หรือจัดส่งบุคลากรไปช่วยสอน ส่วนประชาชนก็เห็นคุณค่าของการศึกษาของพระเณร แทนที่จะปล่อยปละละเลยหรือสนใจสร้างวัตถุมากกว่าเพราะหวังโชคลาภ

จริงอยู่รัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความใส่ใจเท่าที่ควรในเรื่องการพระศาสนา แม้กระนั้นสถานการณ์พุทธศาสนาจะไม่ซวดเซเท่านี้หากพุทธบริษัททุกฝ่ายตื่นตัวในหน้าที่ของตน เริ่มตั้งแต่มหาเถรสมาคมลงมา ตัวอย่างเช่น การศึกษาของสงฆ์ ซึ่งกำลังอยู่ในสภาพที่วิกฤต (พระเณรกว่าร้อยละ ๘๐ สอบตกไม่ว่าการศึกษาระบบนักธรรมหรือบาลี ขณะที่อีกนับแสนไม่มีโอกาสได้เรียนแม้แต่นักธรรมตรี นี้ว่าเฉพาะปริมาณ ส่วนเรื่องคุณภาพนั้นไม่ต้องพูดถึง) ทุกวันนี้คณะสงฆ์ยังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้พระเณรได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง กลับปล่อยให้วัดต่าง ๆ ดูแลกันเอง คณะสงฆ์เพียงแต่จัดให้มีการสอบเท่านั้น แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปการศึกษาของสงฆ์ แต่ก็ไม่เคยมีการดำเนินการอย่างจริงจัง ทั้ง ๆ ที่มหาเถรสมาคมมีความรับผิดชอบโดยตรง ในสภาพเช่นนี้ แม้รัฐจะใส่ใจเพียงใด ก็ยากที่จะทำให้การศึกษาของสงฆ์กระเตื้องขึ้นได้ * ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงการปฏิรูปการปกครองสงฆ์ ซึ่งแม้รัฐบาลจะตราร่างพระราช บัญญัติฉบับใหม่ออกมาแล้ว แต่ก็ค้างคามาจนทุกวันนี้ เพียงเพราะความขัดแย้งในคณะสงฆ์เอง โดยมหาเถรสมาคมลอยตัวเหนือปัญหา

การพยายามผลักดันให้มีการตราในรัฐธรรมนูญว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มีพื้นฐานมาจากความคิดที่ว่า พุทธศาสนาจะเจริญมั่นคงหรือไม่ขึ้นอยู่กับรัฐเป็นสำคัญ แต่ในความเป็นจริงแล้ว รัฐเป็นแค่ปัจจัยสนับสนุนเท่านั้น ปัจจัยหลักอยู่ที่คณะสงฆ์และประชาชน ถ้าปัจจัยหลักไม่ขยับ รัฐก็ทำอะไรได้น้อยมาก ดังกรณีการปฏิรูปการศึกษาสงฆ์ ยิ่งในบางเรื่องด้วยแล้ว รัฐแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย โดยเฉพาะเรื่องพื้นฐาน เช่น การทำให้วัดเป็นเขตปลอดเหล้า ทั้ง ๆ ที่เหล้ากับพุทธศาสนานั้นเป็นปฏิปักษ์กันโดยตรง แต่ปัจจุบันการกินเหล้าในวัดโดยเฉพาะเมื่อมีงานผ้าป่า งานกฐิน งานวัด หรืองานศพ เป็นเรื่องธรรมดามากในหลายวัดทั่วประเทศ ปัญหาอย่างนี้ มีแต่พระสงฆ์กับชาวบ้านเท่านั้นที่จะแก้ได้ แต่หลายวัดก็ทำไม่ได้ สาเหตุสำคัญอยู่ที่วัดอ่อนแอ ส่วนชาวบ้านก็ไม่ใส่ใจ คำถามก็คือ หากพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญแล้ว เหล้าจะหมดไปจากวัดหรือไม่?

ที่กล่าวมานี้ว่าเฉพาะปัญหาของพระสงฆ์อย่างเดียว ปัญหาของพุทธศาสนายังครอบคลุมไปถึงปัญหาความเสื่อมทางด้านศีลธรรมและคุณภาพชีวิตของประชาชน รัฐไม่ว่าจะทรงอำนาจเพียงใดก็ไม่สามารถทำให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำใจของประชาชนได้ ทำได้อย่างมากก็เพียงแค่บังคับให้คนเรียนวิชาศีลธรรมมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ทำให้คนมีศีลธรรมมากขึ้นเลย แต่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐนั้นไร้น้ำยาหรือไร้ประโยชน์ ยังมีบทบาทหลายอย่างที่รัฐทำได้ แต่แทนที่จะคิดถึงการทำให้คนเรียนศีลธรรมหรือฟังเทศน์มากขึ้น ควรนึกไปถึงการทำให้ครอบครัวและชุมชนเข้มแข็ง ครอบครัวและชุมชนนั้นเป็นสถาบันทางศีลธรรมที่เคยมีความสำคัญมากในอดีต แต่ทุกวันนี้อ่อนแอลงไปมากจนไม่อาจทำงานได้เหมือนเก่า การสร้างกลไกทางสถาบันและกฎหมายที่ส่งเสริมให้ครอบครัวและชุมชนเข็มแข็งขึ้น (เช่น ช่วยให้พ่อแม่มีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น) เป็นสิ่งที่จะช่วยเสริมสร้างศีลธรรมของผู้คนได้เป็นอย่างดี การปฏิรูปสื่อมวลชนให้ปลอดพ้นจากอิทธิพลของบริโภคนิยม ก็เป็นหนึ่งในอีกหลายมาตรการที่รัฐควรทำ แต่มาตรการเหล่านี้เราสามารถผลักให้เกิดขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการตราในรัฐธรรมนูญว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

การบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ นอกจากจะไม่สามารถทำให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำใจได้แล้ว ยังทำให้ปัญหาต่าง ๆ ในแวดวงพุทธศาสนาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะเป็นการฝากความหวังไว้กับรัฐมากเกินไป จนกลายเป็นการพึ่งพารัฐและเรียกร้องจากรัฐแต่ฝ่ายเดียว แทนที่จะหันมาร่วมมือกันในหมู่พระสงฆ์กับประชาชน (โดยมีรัฐเป็นฝ่ายสนับสนุน) วันนี้เราคิดแต่จะฟื้นฟูศีลธรรมโดยการผลักดันจากผู้มีอำนาจลงมา ถึงเวลาแล้วที่คณะสงฆ์และประชาชนในทุกระดับจะหันมาร่วมมือกันและริเริ่มดำเนินการกันเอง เพื่อก่อให้เกิดเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในระดับรากหญ้า อันจะเป็นฐานอันหนักแน่นสำหรับการผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

การบัญญัติว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ นอกจากจะไม่ช่วยให้เกิดผลดีที่ตั้งใจแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา ความแตกแยกระหว่างศาสนาเป็นประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงมาก ปัญหาดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นเลย หากศาสนิกทั้งหลายนับถือศาสนาด้วยความใจกว้าง แต่สภาพการณ์ที่เป็นอยู่ไม่อาจทำให้เรากล่าวเช่นนั้นได้เต็มปาก เพราะการติดยึดกับความเห็นของตนจนไม่ยอมรับทัศนะที่ต่างไปจากตนนั้น ปรากฏอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะเมื่อมีอิทธิพลของชาตินิยมเข้าไปเกี่ยวข้อง การประกาศสาปแช่งหรือถึงขั้นขู่ทำร้ายคนที่มีความเห็นว่าศิลาจารึกหลักที่ ๑ มิใช่เป็นผลงานของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชก็ดี หรือเห็นว่าคุณหญิงโมมิได้ทำวีรกรรมอย่างที่เชื่อกันก็ดี หรือเห็นว่าไม่ควรกีดกันผู้หญิงให้เข้าไปบริเวณชั้นในของพระเจดีย์ที่มีพระธาตุอยู่ข้างในก็ดี (ข้อกล่าวหาอย่างหนึ่งที่นิยมใช้กันก็คือ คนเหล่านี้ “ไม่ใช่คนไทย”) ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งมากจนทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับขันติธรรมของคนไทยจำนวนไม่น้อยในปัจจุบัน

ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังกล่าวถึงก็เพราะว่า หากพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ ก็ง่ายที่จะนำไปสู่ความคิดว่าเป็นไทยก็ต้องเป็นพุทธ และเมื่อยึดติดกับความคิดดังกล่าวอย่างขาดขันติธรรม ก็อาจปลุกเร้าให้เกิดความขัดแย้งกับคนที่ต่างศาสนา (หรือแม้แต่กับคนศาสนาเดียวกันที่คิดต่างกัน ) เช่นการกล่าวหาว่าเขาไม่ใช่ไทย หรือเรียกร้องให้รัฐมีมาตรการที่เป็นบวกกับพุทธศาสนาแต่ส่งผลลบต่ออีกศาสนาหนึ่งโดยอ้างความเป็นไทย ปฏิเสธไม่ได้ว่าความยึดติดศาสนาอย่างขาดขันติธรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับบางส่วนที่ถือตนว่าเป็นชาวพุทธเท่านั้น หากยังเกิดกับบางส่วนที่เรียกตนว่าเป็นชาวมุสลิม แม้คนเหล่านี้จะเป็นคนส่วนน้อย แต่ก็สามารถสร้างปัญหาร้ายแรงให้กับคนส่วนใหญ่ได้อย่างนึกไม่ถึง ดังที่กำลังเกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ไม่ว่าจะเห็นต่างกันอย่างไร ขันติธรรมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่กับการทำให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ ก็ควรหลีกเลี่ยงการกล่าวหาหรือประณามกัน โดยเฉพาะหากทั้งสองฝ่ายยังถือตัวว่าเป็นชาวพุทธ อย่างน้อยไม่ควรโกรธเกลียดกัน เพราะนี้คือสิ่งที่ชี้ว่าเรามีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำใจหรือไม่
ในสมัยรัชกาลที่ ๔ มีเรื่องเล่าว่าหมอบรัดเลย์ มิชชันนารีชาวอเมริกัน มายืนประกาศศาสนาหน้าร้านขายพระพุทธรูปแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ฯ และได้กล่าวโจมตีการนับถือพระพุทธรูป แต่เนื่องจากอากาศร้อน หมอบรัดเลย์พูดไม่นานก็เหนื่อย เจ้าของร้านซึ่งนั่งฟังอย่างสงบมาตลอด รู้สึกสงสารหมอบรัดเลย์ จึงเชิญมานั่งพักในร้าน แล้วถามว่าทำไมเขาจึงพูดเช่นนั้น หมอบรัดเลย์รู้สึกประทับใจมากที่เจ้าของร้านไม่ได้โกรธตนเลย กลับมีน้ำใจเสียอีก จึงบันทึกเรื่องนี้ไว้เป็นหลักฐาน

เจ้าของร้านผู้นี้ได้แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดถึงการมีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำใจ ในยุคที่ความเห็นแตกต่างเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว เราควรมีขันติธรรมเช่นนี้กันให้มาก ๆ หากคนไทยมีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำใจเช่นนี้แล้ว จะตราในรัฐธรรมนูญว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ก็ไม่สำคัญแล้ว

* ตัวอย่างที่เด่นชัดคือ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้เคยทรงพยายามปฏิรูปการศึกษาสงฆ์ ด้วยการตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัยและมหาธาตุวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมให้พระเป็นผู้นำในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ทั้ง ๆ ที่ความพยายามดังกล่าวได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งเป็นพระอนุชา แต่ก็ไปไม่ได้ตลอด ต้องหยุดชะงักไปเป็นเวลาหลายสิบปี เพราะถูกคัดค้านจากพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ส่วนมาก จนเมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช จึงทรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ แต่ก็ในบางด้านบางระดับเท่านั้น

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved