หน้ารวมบทความ
   บทความ > พุทธศาสนา > ความเป็นมนุษย์ที่แท้ บนวิถีแห่งความรัก
กลับหน้าแรก
 

ความเป็นมนุษย์ที่แท้ บนวิถีแห่งความรัก

พระไพศาล วิสาโล
เนชั่นสุดสัปดาห์ (ฉ.1129) รายงานพิเศษ
ภาวินี อินเทพ เรื่องและภาพ

จากงานแนะนำ โครงการอุทยานการเรียนรู้แห่งความรักและสันติภาพ 'พิพิธภัณฑ์แม่' (Mother's Spiritual Museum)

แบ่งปันบน facebook Share   

คนเราไม่ได้อยู่ด้วยข้าวปลาอาหารเท่านั้น เรายังต้องอาศัยสิ่งอื่นด้วย และหนึ่งในบรรดาสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตและต่อความเป็นมนุษย์ของเราก็คือ ความรัก

ที่จริงแล้ว หากปราศจากความรัก แม้แต่ข้าวปลาอาหารเพื่อความอยู่รอด ก็คงจะเกิดขึ้นได้ยาก อย่างไรก็ตามมนุษย์เราไม่ได้ต้องการแค่มีชีวิตอยู่รอดเท่านั้น หากยังต้องการความสุขและความเจริญงอกงามด้วย

ความรักนั้นทำให้ความเป็นมนุษย์เกิดขึ้นได้ และเจริญงอกงาม ถ้าปราศจากความรักแล้ว กล่าวได้ว่า ความเป็นมนุษย์ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยซ้ำ

อานุภาพของความรักจะเห็นได้ชัดก็ต่อเมื่อเรานึกถึงความรักของแม่ ปราศจากความรักของแม่ แม้เราจะเกิดขึ้นมาได้ในโลกนี้ ก็ไม่สามารถจะอยู่รอดได้ หลายชีวิตปฏิสนธิขึ้นมา อาจจะไม่ใช่เพราะความรักของพ่อแม่ แต่เมื่อปฏิสนธิแล้ว ความรักของแม่เป็นพลังสำคัญที่ทำให้อยู่รอดและลืมตาดูโลกได้ในที่สุด

เมื่อเราถือกำเนิดขึ้นมา เราไม่สามารถรับอาหารอื่นใดได้เลย นอกจากน้ำนมของแม่ ถ้าปราศจากน้ำนมของแม่แล้ว แม้เพียงแค่จะมีชีวิตให้อยู่รอดก็เป็นไปได้ยาก  อย่างไรก็ตามความรัก ไม่เพียงช่วยให้เรามีชีวิตอยู่รอดและเติบโตเท่านั้น นอกจากกายจะเติบใหญ่แล้ว ใจของเรางอกงามได้ ก็เพราะความรักของแม่ ความเอาใจใส่ของแม่ทำให้จิตใจของเราได้รับการเติมเต็ม ใจที่ไม่ได้รับความรักซึ่งมีจุดตั้งต้นจากแม่ ย่อมเป็นใจที่พร่อง ขาดแคลน และหิวโหยอยู่เสมอ

ความรักของแม่ยังปลุกพลังบวกในใจเรา คนเราทุกคนล้วนแล้วแต่มีพลังบวกอยู่ในใจ เช่น คุณธรรม ความใฝ่ดี อาตมาเชื่อว่า คุณสมบัติดังกล่าว เกิดขึ้นมาพร้อมกับความเป็นมนุษย์ แต่ว่าคุณสมบัติดังกล่าวไม่สามารถที่จะมีพลังได้ หากปราศจากการปลุกกระตุ้นด้วยความรัก และความรักที่สามารถกระตุ้นพลังบวกในใจเราให้มีอานุภาพอย่างยิ่ง ก็คือ ความรักของแม่

เมื่อใดก็ตามที่เราขาดความรัก ใจเราย่อมรู้สึกขาดพร่อง โหยหา และเป็นทุกข์ มีบุคคลจำนวนไม่น้อยที่กำพร้าพ่อ หลายคนกำพร้าแม่ และหากไม่ได้รับความรักจากคนที่เป็นตัวแทนของแม่แล้ว ก็เชื่อได้เลยว่า เขาจะรู้สึกโหยหา อาจจะเป็นความโหยหาที่รบกวนเขาไปตลอดชีวิต  ใจของเขาจะเรียกร้องความรักอย่างไม่มีวันหยุดหย่อน  ยิ่งไปกว่านั้นจิตที่พร่องความรักสามารถผลักดันให้ทำสิ่งที่เลวร้าย เช่น ทำร้ายผู้อื่นอย่างไร้ความปรานี

อาชญากรหลายคน หากสืบประวัติจะพบว่า ในวัยเด็กเขาไม่ได้รับความรักจากแม่ ซ้ำยังถูกกระทำจากผู้ที่มีอำนาจมากกว่า มันทำให้เกิดบาดแผลในจิตใจของเขา ทำให้เขาต้องการการเยียวยา และหากไม่มีบุคคลใดที่จะให้ความรักแก่เขา เยียวยาเขาด้วยความรัก เหมือนความรักของแม่แล้ว   พลังบวกในใจเขาก็จะอ่อนล้า จิตใจถูกครอบงำด้วยพลังลบที่สามารถผลักดันให้เขาทำร้ายผู้อื่นในที่สุด

เมื่อขาดความรักที่มีจุดเริ่มต้นจากแม่ คนเราย่อมเป็นทุกข์ เป็นทุกข์เพราะความโหยหา เป็นทุกข์เพราะความรู้สึกพร่อง  หรือเป็นทุกข์เพราะรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่าเพียงพอที่จะได้รับความรักจากแม่ ความรู้สึกเหล่านี้ก็จะโบยตีซ้ำเติมจิตใจของเขา หลายคนมีบาดแผลเมื่อพบว่าแม่ได้ทิ้งเขาไปตั้งแต่ยังเด็ก แม่อาจทิ้งเพราะเหตุจำเป็น หรือทิ้งเพราะว่าความตายได้พรากแม่ไป แต่สำหรับเด็กที่ปราศจากความรักของแม่ เขาจะรู้สึกเสมอว่า เขาไม่มีคุณค่าเพียงพอที่แม่จะอยู่กับเขา ดูแลเขา คนที่รู้สึกเช่นนี้ย่อมมีความทุกข์อย่างยิ่ง และต้องใช้เวลานานกว่าที่จะเยียวยาบาดแผลดังกล่าวได้ หรือสามารถมองเห็นคุณค่าตัวเอง จนมีความมั่นใจที่จะดำเนินชีวิตในโลกนี้

เมื่อปราศจากความรัก เราย่อมขาดพลังในการทำความดี ความใฝ่ต่ำย่อมครอบงำง่าย คนเราเมื่อเกิดมา แม้มีพลังแห่งความดีติดตัวมาแต่กำเนิด แต่พลังลบหรือพลังแห่งความใฝ่ต่ำก็ตามมาด้วยเหมือนกัน

ใครก็ตามที่ได้รับความรักจากแม่เป็นจุดเริ่มต้น พลังบวกหรือพลังแห่งความดีก็จะได้รับการกระตุ้นเร้าจนสามารถมีชัยต่อพลังแห่งความใฝ่ต่ำได้ แต่หากปราศจากความรักของแม่เสียแล้ว ก็เป็นการยากที่พลังความดีจะได้รับการกระตุ้นเร้า จนมีกำลังต้านทานพลังใฝ่ต่ำได้

นั่นก็หมายความว่า ในที่สุดพลังใฝ่ต่ำก็สามารถครอบงำจิตใจเขา ทำให้มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน มองโลกทั้งโลกด้วยความรู้สึกลบ และพร้อมที่จะทำร้ายผู้คนหรือเบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบเมื่อมีโอกาส

คนที่เป็นฆาตกรหรือผู้ที่ทำร้ายเด็กตัวเล็กๆ ล่วงละเมิดเยาวชนที่อ่อนแอกว่า คนเหล่านั้นหากสาวประวัติไปก็จะพบว่าเป็นเพราะเขาขาดความรักจากแม่  ดังคนซึ่งเป็นข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ไปล่วงละเมิดเด็กหญิงและฆ่าเด็กไปหลายคน พฤติกรรมดังกล่าวเชื่อว่าเป็นเพราะเขาไม่ได้รับความรักจากแม่ตั้งแต่เล็ก เนื่องจากเป็นเด็กกำพร้า ในวัยเด็กเขาคงถูกกระทำจากผู้ใหญ่  ครั้นโตเป็นผู้ใหญ่ก็หันมาใช้อำนาจกับเด็กอย่างควบคุมตนเองไม่ได้

ความรักของแม่ทำให้ความดีในใจของเรางอกงามและทำให้ความเป็นมนุษย์ของเราเบ่งบาน ประดุจดอกบัวที่เบ่งบานยามต้องแสงอรุณ เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเมื่อแม่ได้มอบความรักแก่เรา ใจเราย่อมสัมผัสได้ถึงความเมตตา เราย่อมรู้ชาติแห่งเมตตาว่าซาบซึ้งประทับใจเพียงไร ความซาบซึ้งประทับใจนี่แหละที่สามารถปลุกเร้าบันดาลความเมตตาในใจของเราให้งอกงามขึ้นด้วยเช่นกัน

เป็นเพราะแม่เป็นแบบอย่างของความดี ความเสียสละและความสุข เราจึงเห็นคุณค่าของการเสียสละ และรู้จักที่จะทำความดี ปราศจากซึ่งแบบอย่างแห่งความดีแล้ว ยากที่ปุถุชนคนเราจะเห็นความดีมากพอที่จะมอบสิ่งนั้นให้กับผู้อื่น หรือเสียสละเพื่อผู้อื่นที่ไม่ได้เป็นญาติพี่น้องหรือมิตรสหาย 

แม่เป็นผู้ที่สอนให้เรารู้จักผิดชอบชั่วดี เพราะแม่อยากให้เราให้เราเป็นคนดี คำสอนของแม่ทำให้เราเกิดความรู้ผิดรู้ชอบ ความรู้ผิดรู้ชอบนี้แหละนำไปสู่สัมมาทิฐิ เป็นพลังขับเคลื่อนให้เกิดการทำความดีอย่างต่อเนื่อง

ดังที่กล่าวไว้แล้วว่า ความรักของแม่ทำให้ใจของเราได้รับการเติมเต็ม และเมื่อใจได้รับการเติมเต็มก็มีความสุข ความสุขนี้เองคือสิ่งชะโลมใจและหล่อเลี้ยงความดีให้เจริญงอกงาม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะแม่อยู่กับเรา ใกล้ชิดเรา แต่ถึงแม้แม่จะจากไป แต่การที่ท่านได้สอนหรือเป็นแบบอย่างก็สามารถเตือนใจให้เราอยากทำความดี และมีกำลังที่จะเอาชนะความชั่วได้

...ความรักของแม่ช่วยให้เรารู้จักโลก ทำให้เราเกิดพัฒนาการทางสติปัญญา ไม่ต้องอธิบายมาก ก็เห็นชัดว่า แม่เป็นครูคนแรกของเรา คนเราจะเติบโตได้ต้องมีความงอกงามทั้งอารมณ์และสติปัญญา ความงอกงามทางอารมณ์นั้น ทำให้เราใฝ่ดีและมีความสุข ขณะเดียวกันความงอกงามทางสติปัญญาทำให้เราเข้าถึงความจริงของชีวิตและโลก ซึ่งทำให้เราสามารถอยู่ในโลกและเกี่ยวข้องกับสรรพสิ่งรอบตัวได้อย่างมีคุณค่า มีความหมาย และผาสุก

ความรักไม่เพียงประเทืองอารมณ์เท่านั้น แต่สามารถหล่อเลี้ยงสติปัญญาของเราให้เจริญงอกงามได้ ความรักของแม่ทำให้ลูกเกิดการเรียนรู้และพัฒนาตน ที่จริงไม่เพียงเฉพาะความรักของแม่เท่านั้น ความรักของครูก็ทำให้เราเกิดความใฝ่รู้ มีฉันทะในการเรียนรู้ และกล้าสู้สิ่งยาก ความรักของแม่และครู ย่อมเป็นแรงบันดาลใจให้ลูกและศิษย์ มีความเพียรพยายาม กล้าเผชิญอุปสรรค และกระตุ้นเร้าให้เกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง

ในฐานะที่เป็นครูคนแรก แม่ไม่เพียงให้คำแนะนำสั่งสอน แต่ยังให้แรงบันดาลใจ มีคำกล่าวว่า 'ครูธรรมดานั้นแค่สอน ครูที่ดีสาธิต ส่วนครูที่ดีที่สุดให้แรงบันดาลใจ'        อาตมาเชื่อว่าหลายคนได้พบแรงบันดาลใจในการที่จะเรียนรู้จากแม่ และจากครู แรงบันดาลใจจะเกิดขึ้นก็เพราะความรัก ทั้งต่อวิชาที่ครูสอนและต่อตัวเด็กเองที่เป็นผู้เรียน หลายคนกลายเป็นครูที่มีความรักในศิษย์ มีความรักในวิชาที่ตัวเองสอนและทำให้เด็กเกิดแรงบันดาลใจใฝ่รู้ เพราะฉะนั้น ความรักและความรู้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน ความรักไม่เพียงเป็นแรงขับเคลื่อนให้ทำความดีเท่านั้น แต่ความรักยังนำมาซึ่งความใฝ่รู้และการเติบโตทางสติปัญญา

ความรักความเมตตาและน้ำใจของผู้คนสามารถปลุกพลังแห่งความดี และทำให้เรามีสติปัญญางอกงาม ไม่เฉพาะแต่วิชาความรู้จากตำราหรือในโรงเรียนเท่านั้น แต่รวมถึงความรู้เกี่ยวกับชีวิตและโลก เด็กที่หิวโหย หากได้รับน้ำใจ ได้รับอาหารจากคนแปลกหน้า เขาย่อมซาบซึ้งในคุณค่าของเมตตาและย่อมมีน้ำใจต่อคนที่หิวโหยเช่นกัน ตรงกันข้ามกับคนที่ไม่เคยได้รับความรักความเมตตาหรือใคร ย่อมยากที่เขาจะมีความรักความเมตตาต่อคนอื่นได้

นี้คือพลังในการทำความดี ในเวลาเดียวกันก็ทำให้เกิดความเข้าใจในชีวิตมากขึ้นว่า มนุษย์ทุกคนย่อมมีความสุขเมื่อได้รับเมตตา นี่เป็นความรู้ขั้นพื้นฐานที่จำเป็นมากสำหรับการมีชีวิตอย่างมีความผาสุกและเกื้อกูลในโลก เพราะหากเราไม่ประสบด้วยตนเองว่าความรักนั้นทำให้มีความสุข เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความเมตตาของเรานั้นสามารถจะก่อความสุขและความซาบซึ้งใจแก่ผู้อื่นได้

ความดีของผู้คนช่วยให้เราเกิดการเรียนรู้หลายอย่าง ไม่ใช่แค่เพียงความประทับใจเท่านั้น อาตมานึกถึงคนๆ หนึ่งที่เป็นข่าวเมื่อสอง-สามเดือนก่อน เขาเป็นนักปั่นจักรยานที่มีชื่อมากของอิตาลีในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ชื่อจีโน บาร์ตาลี  เราคงทราบดีว่าช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวยิวจำนวนไม่น้อยในยุโรปหรือทั้งในอิตาลีถูกส่งไปยังค่ายนรก จนมีคนตายถึง 6 ล้านคน แต่ก็มีชาวยิวหลายคนที่ได้รับการช่วยเหลือให้ปลอดภัย บาร์ตาลีก็เป็นคนหนึ่งที่ชวยให้ชาวยิวในอิตาลีมีที่พักพิงและสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ เขาช่วยทำพาสปอร์ตปลอม ทำเอกสารปลอมให้ชาวยิวที่กำลังหลบซ่อนสามารถเดินทางไปยังประเทศที่ปลอดภัยหลายคน แต่เขาไม่เคยแพร่งพรายถึงวีรกรรมของเขาเลย แม้สงครามจะสิ้นสุดลง ก็มีไม่กี่คนที่รู้ว่าเขาเคยทำอะไรไว้ มีคนหนึ่งเอ่ยปากชมว่า เขาคือวีรชน แต่เขาปฏิเสธ เขาบอกว่า คนที่เป็นวีรชนที่แท้จริงคือ คนที่เจ็บปวดในจิตวิญญาณ ในหัวใจ ในดวงจิตเพื่อคนที่ตนรัก คนเหล่านี้คือวีรชนอย่างแท้จริง 'ผมเป็นเพียงแค่นักปั่นจักรยาน'

บาร์ตาลีทำวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ แต่เขาไม่รู้สึกเลยว่าเขาทำอะไรที่ยิ่งใหญ่  และไม่เคยคิดจะบอกเล่าป่าวประกาศถึงวีรกรรมดังกล่าว อาตมาเชื่อว่าใครที่ได้ฟังเรื่องราวของเขาย่อมรู้สึกประทับใจในตัวเขา ไม่ใช่ประทับใจในความกล้าและความเสียสละของเขาเท่านั้น แต่ยังประทับใจในความอ่อนน้อมถ่อมตนของเขาด้วย

เรื่องราวของคนเหล่านี้สอนให้เรารู้ว่า มนุษย์ที่แท้เป็นผู้ที่มีน้ำใจ 'หัวใจเขาใหญ่' แต่ 'อัตตาเขาเล็ก' เขามีความสุขที่ได้ทำความดีแต่ไม่คิดโอ้อวด คนทั่วไปนั้น เวลาทำความดี มักอดไม่ได้ที่จะป่าวประกาศให้คนอื่นรู้ หากไม่มีใครรู้จะรู้สึกเป็นทุกข์อัดอั้นตันใจ  แต่บาร์ตาลีกลับไม่มีความรู้สึกแบบนี้เลย เพราะตัวตนเขาเล็กมาก

การมีหัวใจใหญ่อัตตาเล็ก เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก ทำให้เรามีความสุขและอยู่ในโลกนี้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องประกาศตนถึงความยิ่งใหญ่ของเรา

ที่พูดมาทั้งหมดนี้  เพื่อชี้ว่า ความรักที่ได้รับจากผู้อื่นช่วยให้ความเป็นมนุษย์ของเราเจริญงอกงามอย่างไรบ้าง แต่นอกเหนือจากการได้รับความรักแล้ว  การให้ความรัก ความมีน้ำใจ การเสียสละต่อผู้อื่น ก็ช่วยพัฒนาความเป็นมนุษย์ของเราให้สมบูรณ์ได้ด้วย  

คนที่อัตตาเล็กหัวใจใหญ่ย่อมพร้อมเสียสละชนิดที่กล้าเอาชีวิตเข้าแลก แต่อีกด้านหนึ่งการเสียสละเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นก็ช่วยทำให้อัตตาของเราเล็กลง หัวใจใหญ่ขึ้น และจิตใจงอกงาม การเสียสละ การช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น ไม่ได้เป็นประโชน์ต่อคนอื่นเท่านั้น แต่เป็นประโยชน์แก่ตัวเราด้วย

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุ 14 ชื่อน้องด้าย เป็นอาสาสมัครช่วยเด็กอ่อนบ้านปากเกร็ด ซึ่งมีเด็กถูกทิ้งตั้งแต่๓ เดือนถึง ๙ ขวบ  บางคนพ่อแม่ไม่ได้ทิ้งแต่ไม่มีกำลังเลี้ยงก็มามอบให้บ้านปากเกร็ดดูแล ที่นั่นต้องการจิตอาสาหลายคน น้องด้ายก็ไปเป็นอาสาสมัคร หลังจากน้องด้ายไปเป็นอาสาสมัครพักใหญ่ แม่น้องด้ายก็พบกับความเปลี่ยนแปลงในตัวเธอคือ เธอนิ่ง สุขุม ใช้อารมณ์น้อยลง และรับฟังคนอื่นมากขึ้น รวมทั้งแม่ด้วย ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้เกิดจากอะไร แต่เกิดจากการที่เธอได้ไปดูแลเด็ก

เช่นเดียวกับชายวัย 30 ชื่อโป่ง เขาไปเป็นจิตอาสาบ้านปากเกร็ดเช่นเดียวกัน หลังจากไปดูแลเด็กไม่กี่เดือน เขาสังเกตว่าตัวเองใจเย็นขึ้น และยังส่งผลถึงคนอื่นด้วย เขาพบว่าการพูดจารื่นหูกับลูกน้องไม่ใช่เรื่องต้องฝืนอีกต่อไป เขาอธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวเองว่า “เมื่อเราดูแลใส่ใจเด็ก เราจะอ่อนโยนไปเองโดยอัตโนมัติ ในขณะที่เราพยายามให้เขามีพัฒนาการที่ดี เขาก็ช่วยขัดเกลาให้เราอ่อนโยนในเวลาเดียวกันด้วย” นี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ว่าความรักที่มอบให้กับผู้อื่นสามารถกลับมาขัดเกลาและพัฒนาจิตใจของเราได้...

...ความรักที่เรามีต่อผู้อื่นยังสามารถทำให้เราเอาชนะความโกรธเกลียดได้ แม้กระทั่งเมื่อต้องสูญเสียคนที่รัก....ความเมตตาความมีน้ำใจสามารถยกจิตยกใจของเราให้ออกจากความทุกข์และความเจ็บปวด อีกทั้งสามารถขัดเกลาจิตใจเราให้เจริญงอกงามได้...

ความเมตตาทำให้ความเป็นมนุษย์ของเราเจริญงอกงามขึ้นมาได้ จะเห็นว่าความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ต้องมีเมตตาหรือความรักเป็นพลังขับเคลื่อน เพราะความรักความเมตตาทำให้มนุษย์เรายอมลำบาก มีความพากเพียรพยายาม แม้จะต้องประสบกับความทุกข์ยากลำบาก แต่เมื่อระลึกถึงประโยชน์ของสรรพสัตว์ก็ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค สามารถก้าวข้ามความลำบากได้ และเมื่อใดที่บรรลุถึงสัจธรรม พัฒนาตนจนถึงที่สุดแล้ว ก็จะหมดซึ่งความเห็นแก่ตัว  ทำให้ความเมตตากรุณาแผ่กระจายอย่างไม่มีประมาณ เป็นความเมตตายิ่งกว่าเดิม เพราะไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนแล้ว

ความเมตตากรุณาอย่างแท้จริงเกิดขึ้นได้เมื่อบุคคลเจริญปัญญาอย่างถึงที่สุด จนเห็นว่าแท้จริงแล้วตัวตนไม่มีจริง  ถึงตอนนั้นความเห็นแก่ตัวหรือความยึดมั่นถือมั่นก็หมดสิ้นไป สามารถที่จะเกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ได้อย่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณและไม่มีที่รักที่ชัง ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า พระองค์ทรงมีเมตตาต่อพระราหุลอย่างไร ก็ทรงมีเมตตาต่อพระเทวทัตอย่างเดียวกัน  ในใจของพระองค์ ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างพระเทวทัตที่มุ่งปองร้ายเอาชีวิตพระองค์ หรือพระราหุลซึ่งเป็นลูกชายของพระองค์เลย ถึงที่สุดแล้ว ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์คือ การมีความรักอย่างไม่มีประมาณ เพราะมีปัญญาเห็นแจ้งในสัจธรรมอันลึกซึ้ง

กรุณาทำให้เราทำความดี ปัญญาทำให้เราเข้าถึงความจริง ทั้งความดีและความจริงทำให้เราเข้าถึงความสุข  แม้พระพุทธองค์ทรงมีเมตตาอย่างไม่มีประมาณต่อทุกผู้คน  แต่หากผู้คนเหล่านั้นยังมีความทุกข์อยู่ ก็ไม่สามารถทำให้พระองค์ทุกข์ตามไปด้วย เพราะเมตตาของพระองค์เป็นเมตตาที่ไม่ปรารถนาผล ทำเต็มที่ แต่หากว่าไม่สามารถช่วยได้ ใจก็เป็นอุเบกขา

อย่างไรก็ตาม สำหรับพวกเราซึ่งเป็นปุถุชน การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นแม้เป็นอุดมคติ เข้าถึงได้ยาก แต่ก็ควรถือเป็นจุดหมายแห่งการดำเนินชีวิต เหมือนดาวเหนือที่เป็นสิ่งนำทางผู้เดินทางไกลในยามค่ำคืน การเป็นมนุษย์ที่แท้คือ การมีเมตตา มีปัญญา และสามารถเข้าถึงความสุขได้ มนุษย์ที่แท้คือ ผู้ที่จิตเป็นอิสระไม่ถูกครอบงำด้วยโลกธรรมใดๆ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved