หน้ารวมคอลัมน์สัมภาษณ์
   บทความ > พุทธศาสนา > การเสริมสร้างพลังทางศีลธรรมในสังคมไทย
กลับหน้าแรก
 
การเสริมสร้างพลังทางศีลธรรมในสังคมไทย
พระไพศาล วิสาโล
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่นี่ การเสริมสร้างพลังทางศีลธรรมในสังคมไทย

เมืองไทยในอดีตนั้นได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีมาตรฐานทางศีลธรรมค่อนข้างสูง เป็นที่ประจักษ์ในสายตาของชาวต่างชาติ เมื่อสังฆราชปาลเลกัวซ์มาเยือนเมืองไทยในสมัยรัชกาลที่ ๓ นั้น ท่านได้บันทึกถึงชาวสยามว่า “ชาวประชาชาตินี้มีที่น่าสังเกตตรงอัธยาศัยอันอ่อนโยนและมีมนุษยธรรม ในพระนครซึ่งมีพลเมืองค่อนข้างคับคั่ง ไม่ค่อยปรากฏว่ามีการทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง ส่วนฆาตกรรมนั้นเห็นกันว่าเป็นกรณีพิเศษมากทีเดียว บางทีตลอดทั้งปีไม่มีการฆ่ากันตายเลย....ไม่เพียงแต่ต่อมนุษย์ด้วยกันเท่านั้นที่คนไทยมีมนุษยธรรม ยังเผื่อแผ่ไปถึงสัตว์เดียรัจฉานอีกด้วย” ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับของลาลูแบร์ ซึ่งพูดถึงชาวสยามสมัยพระนารายณ์หรือ ๒๐๐ ปีก่อนหน้านั้นว่า เป็นชนชาติที่สมถะอย่างยิ่ง อีกทั้งยังไม่ชอบการฆ่าและกักขังสัตว์

จวบจนสมัยรัชกาลที่ ๗ เมื่อคาร์ล ซิมเมอร์แมน มาสำรวจสภาพเศรษฐกิจไทย เขาอดไม่ได้ที่จะชื่นชมว่า”พลเมืองของประเทศสยามมีนิสัยใจคอดี และไม่มีความโลภในการสะสมโภคทรัพย์ไว้เป็นมาตรฐานแห่งการครองชีวิต การละทิ้งเด็ก การขายเด็ก การสมรสในวัยเยาว์ และความประพฤติชั่วร้ายต่าง ๆ ซึ่งอนารยชนชอบประพฤติกัน ไม่ปรากฏในหมู่คนไทยเลย”

คำบรรยายดังกล่าวเกือบจะเรียกได้ว่าตรงข้ามกับสภาพในปัจจุบัน ทุกวันนี้ประเทศไทยมีอาชญากรรมในอัตราที่สูงมาก มีคนถูกฆ่าตายวันละเกือบ ๒๐ คนหรือตายเกือบทุกชั่วโมง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เช่นเดียวกับ คดีอุกฉกรรจ์อื่น ๆ เช่น คดีข่มขืน (ซึ่งเพิ่มถึงร้อยละ ๓๐ ในชั่ว ๗ ปี คือจาก ๓,๗๔๑ รายในปี ๒๕๔๐ เป็น ๕,๐๕๒ รายในปี ๒๕๔๗) ปัจจุบันจึงมีผู้หญิงถูกกระทำชำเราไม่ต่ำกว่า ๑๔ คนต่อวัน ในขณะที่เด็กถูกละเมิดทางเพศทุก ๒ ชั่วโมง

นอกจากนั้นประเทศไทยยังมีปัญหาความรุนแรงในลักษณะอื่นอีกมาก เช่น ความรุนแรงในครอบครัว มีเด็กและผู้หญิงถูกบิดาและสามีทำร้ายเป็นจำนวนมาก ในปี ๒๕๔๕ ตัวเลขสูงถึง๔,๔๓๕ ราย เฉพาะในกรุงเทพ ฯ มีผู้หญิงถึงร้อยละ ๒๓ ที่ถูกกระทำรุนแรงจากสามีหรือคู่ครอง ขณะที่ในโรงเรียนนั้นมีการรุมตบตีและทำร้ายร่างกายกันอย่างแพร่หลาย ที่น่าวิตกก็คือ การกระทำดังกล่าวได้รับการชื่นชมจากนักเรียนจำนวนมาก โดยที่ผู้ที่ลงมือทำร้ายก็หาได้รู้สึกผิดหรืออับอายไม่ กลับพอใจที่มีการถ่ายวีดีโอเหตุการณ์ดังกล่าวและเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง ราวกับว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นวีรกรรม

ความรุนแรงในลักษณะรุมทำร้ายยังมีให้เห็นอีกมากมาย เช่น การรุมทำร้ายหรือการตีกันระหว่างนักเรียนต่างสถาบันจนบางครั้งถึงแก่ชีวิต เพียงแค่เวลา ๘ เดือน ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๔๖ ถึง สิงหาคม ๒๕๔๗ มีความรุนแรงเกิดขึ้นระหว่างนักเรียนนักศึกษากว่า ๓,๐๐๐ ครั้ง นอกจากนั้นยังมีการรุมประชาทัณฑ์ผู้ต้องหาหรือผู้ที่กระทำความผิดซึ่งหน้าจนถึงแก่ความตายด้วยความสะใจ มิพักต้องพูดถึงความรุนแรงโดยรัฐ ซึ่งได้รับการแซ่ซร้องจากประชาชน อาทิ การฆ่าตัดตอนหรือทำวิสามัญฆาตกรรมในสงครามปราบปรามยาเสพติดซึ่งมีคนตายมากกว่า ๒,๕๐๐ คนภายในเวลา ๒ เดือน การใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม (ดังกรณีตากใบ) หรือใช้วิธีการนอกกฎหมายกับผู้ต้องหาในการก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

กล่าวอีกนัยหนึ่งทุกวันนี้ความรุนแรงมิได้ผูกขาดโดยอาชญากรหรือคนร้าย(ซึ่งมักถูกมองว่ามีจิตใจหยาบช้า)เท่านั้น แต่ได้กลายเป็นพฤติกรรมของคนปกติธรรมดาในสังคมไทยไปแล้ว ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็ก ชายหรือหญิง เจ้าหน้าที่หรือพลเมืองดี ความรุนแรงดังกล่าวยังสะท้อนจากความเห็นของคนไทยร้อยละ ๖๗ ที่เห็นด้วยให้มีการลงโทษด้วยวิธีรุนแรง คือ ประหารชีวิตและวิสามัญฆาตกรรม สำหรับกรณีนักเรียนยกพวกตีกัน ฆ่าข่มขืน ก่อความไม่สงบในภาคใต้ และผู้ค้ายาบ้า (อีกร้อยละ ๑๖.๗๔ เห็นควรให้ติดคุกตลอดชีวิต) ในขณะที่เยาวชนร้อยละ ๕๙.๕ เปิดเผยว่ามีความคิดที่จะใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดยร้อยละ ๓๙.๕ คิดใช้อาวุธคือมีดหรือปืนแก้ปัญหา

ในด้านการประทุษร้ายต่อทรัพย์สิน เป็นที่รู้กันดีว่าอาชญากรรมในด้านนี้ระบาดไปทั่วประเทศ เมื่อเร็ว ๆ นี้บริษัทประกันภัยระดับโลกแห่งหนึ่ง(AVIVA)ได้ทำการสำรวจความเห็นของนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษจำนวน ๖๐,๐๐๐ คนเกี่ยวกับอันตรายในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ปรากฏว่าเมืองไทยติดอันดับหนึ่งในเรื่องการลักขโมย และติดอันดับสองในด้านการชิงทรัพย์โดยใช้ความรุนแรง

นอกจากการปล้น จี้ ลักขโมยซึ่งเกิดขึ้นอย่างดกดื่น รวมทั้งการยึดเอาเงินหรือทรัพย์สินที่ผู้อื่นทำตกไว้มาเป็นของตน (ซึ่งจัดเป็นอทินนาทานอย่างหนึ่ง) การคดโกงหรือคอรัปชั่น นับเป็นปรากฏการณ์ที่โดดเด่นที่สุด เนื่องจากแพร่หลายไปทุกวงการและทุกระดับ เมื่อปีที่แล้วประเทศไทยถูกจัดว่ามีความโปร่งใสอยู่ในอันดับที่ ๗๗ จากทั้งหมด ๑๓๓ ประเทศ ปรากฏการณ์ดังกล่าวสอดรับกับความเห็นของเยาวชนร้อยละ ๘๓ ที่เห็นว่า การซื่อมากไปนั้นไม่ดีเพราะจะถูกคนเอาเปรียบ ขณะที่ร้อยละ ๕๑ เห็นว่า ถึงแม้จะโกงบ้าง ก็ไม่เป็นไร หากมีผลงานหรือทำประโยชน์แก่สังคม ทุกวันนี้พูดกันมากขึ้นว่าการคอรัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ใครที่ไม่คอรัปชั่น ไม่ใช่เพราะไม่อยาก แต่เป็นเพราะไม่มีโอกาสเสียมากกว่า เพราะแม้แต่เศรษฐีที่มีเงินนับหมื่นล้านก็ยังคอรัปชั่น เป็นแต่ไม่มีใบเสร็จเป็นหลักฐานเท่านั้น

ควรกล่าวด้วยว่านอกจากการคดโกงที่เกี่ยวข้องกับเงินทองแล้ว ยังมีการคดโกงอีกประเภทหนึ่งซึ่งนิยมกระทำอย่างดาษดื่นมาก ได้แก่ การทุจริตในการสอบทุกระดับ ทั้งในแวดวงของฆราวาสและภิกษุสามเณร รวมไปถึงการวิ่งเต้นใช้เส้นสายซึ่งสร้างความไม่เป็นธรรมแก่ผู้ที่มีความสามารถเหมาะสมกว่า

ในเรื่องความไม่ซื่อตรงต่อคู่ครองหรือความสัมพันธ์ทางเพศที่ขาดความรับผิดชอบนั้น เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของสังคมไทย ในการสำรวพฤติกรรมของคนไทยในกรุงเทพ ฯ พบว่า ผู้ชายร้อยละ ๔๑ ตอบว่าเคยนอกใจ (อีกร้อยละ ๒๒ ตอบว่าอาจจะเคย) ส่วนผู้หญิงร้อยละ ๒๒ เคยนอกใจคู่ครอง (อีกร้อยละ ๒๔ จำไม่ได้) นอกจากนั้น ผู้ชายถึงร้อยละ ๔๕ ตอบว่าตนมีคู่ครองปีละ ๓ คน อีกร้อยละ ๒๕ ตอบว่ามี ๒ คนต่อปี ร้อยละ ๓๐ เท่านั้นที่ตอบว่ามีเพียงคนเดียว

พฤติกรรมดังกล่าวมิได้จำกัดเฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น หากยังแพร่หลายในหมู่เยาวชน จนเกิดค่านิยมเปลี่ยนคู่ แลกคู่ หรือไล่ล่าหาคู่นอนให้ได้มากที่สุด ดังมีการสำรวจพบว่าร้อยละ ๒๙.๔ ของวัยรุ่นในกรุงเทพ ฯ เคยมีเพศสัมพันธ์โดยมีคู่นอนเฉลี่ย ๒ คน ในกลุ่มนี้ร้อยละ ๒๓.๘ นิยมมีคู่นอนประจำตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป ที่น่าเป็นห่วงคือร้อยละ ๒๒.๗ ของกลุ่มวัยรุ่นที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ใช้เวลาสานความสัมพันธ์ไม่เกิน ๑ วันก็ตกลงปลงใจมีเพศสัมพันธ์ด้วยกัน ๑๐ ความสำส่อนทางเพศหรือเพศสัมพันธ์ที่ขาดความรับผิดชอบดังกล่าว นับเป็นสาเหตุสำคัญของการทำแท้งปีละ ๓ แสนคน หรือวันละ ๑,๐๐๐ คน ๑๑ ขณะที่มีเด็กวัยรุ่นมาทำคลอดทุก ๆ ๑๐ นาที ๑๒ ผลที่สืบเนื่องตามมาก็คือมีการทิ้งทารกตามที่ต่าง ๆ เฉลี่ยวันละ ๓ คน ๑๓ และถ้ารวมเด็กที่มิใช่ทารก จำนวนจะเพิ่มขึ้นเป็นวันละเกือบ ๒๐ คน หรือปีละกว่า ๖,๐๐๐ คน ๑๔ ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงจำนวนเด็กที่มาเป็นโสเภณีมากขึ้นเพื่อตอบสนองความสำส่อนทางเพศของผู้ใหญ่ ซึ่งคาดว่าปัจจุบันมีเด็กขายบริการทางเพศถึงร้อยละ ๔๐ ของโสเภณีที่เป็นผู้ใหญ่ ๑๕

พฤติกรรมที่สมควรกล่าวถึงเพราะมีผลกระทบต่อศีลธรรม หรือการอยู่ร่วมกันด้วยดีในสังคม ได้แก่ การหมกมุ่นในอบายมุข อาทิ สุราเมรัย ปัจจุบันคนไทยกินเหล้าสูงสุดเป็นอันดับ ๑ ในเอเชีย และติดอันดับ ๑ ใน ๕ ของโลก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ประเทศอื่นมีแนวโน้มลดลง กลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนจากปรากฏการณ์ดังกล่าวคือเยาวชน ทุกวันนี้มีเด็กระดับมัธยมศึกษาขึ้นไปร้อยละ ๓๘ กินเหล้า และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิง กินเหล้าเพิ่มเป็น ๕.๖ เท่าในชั่วเวลาเพียง ๗ ปี (ปี ๒๕๓๙-๒๕๔๖)๑๖ สำหรับยาบ้านั้น แม้ว่าปริมาณการขายจะลดลงไปมาก แต่จำนวนผู้เสพก็ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก

นอกจากนั้นยังพบว่าคนไทยนิยมเล่นการพนันและซื้อหวยอย่างแพร่หลาย ประมาณว่า ๑ ใน ๓ ของครัวเรือนทั้งประเทศซื้อหวยทั้งใต้ดินและบนดินถึงเดือนละ ๑,๘๕๐ บาทโดยเฉลี่ย จำเพาะหวยใต้ดินมูลค่าการเล่นทั้งประเทศมีจำนวนสูงถึงปีละ ๔ แสนล้านบาท ๑๗ ยังไม่นับการพนันบอล ซึ่งพบว่าร้อยละ ๒๕ ของผู้ที่อยู่ในวงจรการพนันฟุตบอลเป็นเยาวชน และคาดว่าจำนวนเงินที่ประชาชนต้องสูญเสียให้กับการพนันฟุตบอลสูงถึง ๑๒,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ๑๘

พฤติกรรมดังกล่าว เมื่อผนวกกับเมื่อผนวกกับความฟุ้งเฟ้อและค่านิยมบริโภค ซึ่งแพร่หลายไปยังทุกระดับ ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็ก เมืองหรือชนบท จึงนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ มากมาย อาทิ ปัญหาหนี้สิน (ซึ่งมีสูงถึง ๑๑๕,๓๕๕ บาทต่อครอบครัวโดยเฉลี่ย) ปัญหาความแตกแยกในครอบครัว และปัญหาอาชญากรรม ไม่ว่าการทำร้ายถึงแก่ชีวิต การปล้น จี้ ลักขโมย รวมไปถึงการฆ่าตัวตาย ซึ่งทุกวันนี้มีถึงวันละ ๑๓ คน หรือ ๒ คนทุก ๓ ชั่วโมง ๑๙

ความล้มเหลวของสถาบันทางศีลธรรม
สังคมไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตทางศีลธรรม ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วยังเป็นรากเหง้าของวิกฤตต่าง ๆ อีกมากมายในปัจจุบัน อาทิ วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม วิกฤตทางการเมือง และวิกฤตทางเศรษฐกิจ (ซึ่งสามารถหวนกลับมาได้ทุกเวลา) รวมไปถึงช่องว่างที่ถ่างกว้างขึ้นระหว่างคนรวยกับคนจน และความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นภายในชาติ นอกจากนั้นวิกฤตศีลธรรมดังที่กล่าวมายังเป็นภาพสะท้อนถึงความล้มเหลวสถาบันต่าง ๆ ซึ่งมีหน้าที่ในการเสริมสร้างศีลธรรมในสังคมไทย อาทิ อาทิ ครอบครัว ชุมชน โรงเรียน และสถาบันศาสนา

ครอบครัว
ครอบครัวเป็นสถาบันแรกที่มีหน้าที่ให้การกล่อมเกลาทางศีลธรรมแก่ผู้คนโดยเฉพาะในช่วงต้น ๆ ของชีวิต ในอดีตครอบครัวได้มีบทบาทอย่างสำคัญในการจรรโลงศีลธรรมในสังคม แต่ปัจจุบันครอบครัวมีบทบาทลดน้อยถอยลงอย่างเห็นได้ชัด หรือไม่มีความพร้อมที่จะทำหน้าที่ดังกล่าวได้ ส่วนหนึ่งเพราะต้องใช้เวลาไม่น้อยกับการทำมาหาเลี้ยงชีพ ยิ่งในกรุงเทพ ฯ ด้วยแล้ว จำนวนมากต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่และกว่าจะกลับถึงบ้านก็ค่ำแล้ว จึงมีเวลาอยู่กับลูกน้อยมาก พ่อแม่ถึงร้อยละ ๔๓ ในกรุงเทพ ฯ ยอมรับว่ารู้สึกห่างเหินกับลูก เนื่องจากในแต่ละวันมีเวลาทำกิจกรรมร่วมกับลูกเพียง ๑-๓ ชั่วโมงเท่านั้น ๒๐ สภาพดังกล่าวอาจไม่ส่งผลเสียหายมากนักหากครอบครัวนั้นเป็นครอบครัวขยาย มีปู่ย่าตายายหรือลุงป้าน้าอาช่วยดูแล แต่ปัจจุบันครอบครัวส่วนใหญ่เป็นครอบครัวเดี่ยว ดังนั้นเมื่อพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูกก็เท่ากับว่าบ้านมิใช่สถานที่ที่จะให้การกล่อมเกลาลูกได้ดีดังแต่ก่อน

อย่างไรก็ตาม บ้านที่มีพ่อและแม่อยู่ด้วยกันกับลูกนั้นยังนับว่าดี เพราะปัจจุบันมีบ้านจำนวนมากที่มีพ่อหรือแม่เพียงคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ประมาณว่าครอบครัวพ่อแม่เดี่ยวในปัจจุบันมีถึง ๑.๓ ล้านครอบครัว ที่ร้ายกว่านั้นก็คือมีครอบครัวจำนวนไม่น้อยที่ลูกไม่ได้พบหน้าพ่อแม่เลยเป็นเวลานาน ๆ จำเพาะในชนบท พบว่ามีเด็กถึงร้อยละ ๓๐ ที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่หรือพ่อแม่แยกทางกัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากอัตราการหย่าร้างที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวมีสูงถึง ๑ ใน ๔ ของผู้ที่จดทะเบียนแต่งงานกัน ๒๑

ตัวเลขดังกล่าวย่อมชี้ให้เห็นว่าครอบครัวในปัจจุบันได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสภาพความเปลี่ยนแปลงในสังคม ทำให้แม้แต่การที่จะรักษาสภาพความเป็นครอบครัวที่มีพ่อแม่และลูกอยู่กันอย่างพร้อมหน้าก็เป็นไปได้ยากเสียแล้ว ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงอิทธิพลของพ่อแม่ที่มีต่อลูก ในหลายครอบครัวการทะเลาะเบาะแว้งของพ่อแม่มีผลต่อพฤติกรรมของลูกมาก ดังมีตัวเลขชี้ว่าร้อยละ ๕๕ ของเด็กในสถานพินิจมาจากครอบครัวที่แตกแยก ๒๒ แต่นอกจากพฤติกรรมในทางรุนแรงและผิดศีลธรรมของเด็กแล้ว พฤติกรรมในทางลบด้านอื่น ๆ เช่น พฤติกรรมในทางบริโภคนิยมหรือความหลงใหลในวัตถุและอบายมุข เด็กจำนวนไม่น้อยก็ได้รับอิทธิพลมาจากพฤติกรรมของพ่อแม่ ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่พ่อแม่นิยมปรนเปรอลูกด้วยวัตถุเพื่อทดแทนเวลาที่ไม่มีให้แก่ลูก หรือการใช้เวลาว่างกับลูกไปในสถานที่ที่ส่งเสริมบริโภคนิยม เช่น พาลูกไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าเป็นประจำ

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ครอบครัวมีอิทธิพลน้อยลงในการสร้างสำนึกทางศีลธรรมของอนุชน ทั้งนี้มิพักต้องกล่าวถึงความเข้าใจของพ่อแม่จำนวนมากที่เห็นว่าการกล่อมเกลาทางศีลธรรมนั้นเป็นหน้าที่หลักของโรงเรียนต่างหาก หาใช่หน้าที่ของพ่อแม่ไม่

ชุมชน
ในอดีตครอบครัวถูกแวดล้อมด้วยชุมชน ชุมชนจึงมีความสำคัญรองลงมาจากครอบครัวในการกล่อมเกลาศีลธรรมแก่บุคคลตั้งแต่เล็กจนโต การกล่อมเกลานั้นอาจเกิดจากปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในชุมชน ซึ่งมักเอาใจใส่ดูแลกันในฐานที่เป็นเครือญาติกันหรือเพราะนับญาติกันทั้งหมู่บ้าน นอกจากนั้นการกล่อมเกลาส่วนหนึ่งยังเกิดจากประเพณีที่มีส่วนร่วมกันทั้งชุมชน ซึ่งช่วยเสริมสร้างสำนึกทางศาสนา ท่าทีต่อธรรมชาติแวดล้อม และความรู้สึกผูกพันแน่นแฟ้นกับชุมชน ประกอบกับวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันในชุมชน ยังทำให้ทุกคนไม่อาจทำใจตนหรือละเมิดกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมของชุมชนได้ การละเมิดกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมของชุมชนอาจมีผลให้ถูกลงโทษจากชุมชนได้ ดังนั้นนอกจากการกล่อมเกลาแล้วชุมชนยังมีบทบาทในการกำกับศีลธรรมของบุคคลด้วย

อย่างไรก็ตามสภาพดังกล่าวได้เปลี่ยนไปอย่างแทบจะสิ้นเชิง ความผูกพันแน่นแฟ้นภายในชุมชนได้จางคลายไปมาก เพราะผู้คนมีความจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกันน้อยลง เศรษฐกิจสมัยใหม่ทำให้ผู้คนพึ่งพาตลาดและปัจจัยภายนอกมากขึ้น รวมถึงการไปทำงานนอกชุมชน นอกจากนั้นการขยายตัวของอำนาจรัฐ ทำให้ระบบราชการเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผู้คนจึงหันไปพึ่งพาหน่วยงานรัฐมากกว่าชุมชน ผู้คนจึงเป็นอิสระจากชุมชนเป็นลำดับ และใช้ชีวิตในลักษณะต่างคนต่างอยู่มากขึ้น ขณะที่ประเพณีต่าง ๆ ก็มีผู้คนเข้าร่วมน้อยลง เพราะไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ จึงมีอิทธิพลต่อสำนึกทางศีลธรรมของผู้คนน้อยลง

กล่าวอีกนัยหนึ่งกระแสการพัฒนาให้ทันสมัย ได้ทำให้ชุมชนอ่อนแอเป็นลำดับ ขณะเดียวกันก็ทำให้บุคคลมีความเป็นปัจเจกชนมากขึ้น มีอิสระที่จะทำตามใจตัวมากขึ้น โดยชุมชนไม่สามารถควบคุมได้ดังแต่ก่อน ยิ่งในเมืองด้วยแล้ว ความเป็นชุมชนแทบไม่เหลือ คงมีแต่ละแวกบ้าน ซึ่งผู้คนก็แทบจะไม่รู้จักชื่อหรือเห็นหน้าค่าตากันเลย พ้นไปจากละแวกบ้านก็คือ “พื้นที่แวดล้อม” ซึ่งในปัจจุบันมีอิทธิพลในทางลบยิ่งกว่าทางบวก เนื่องจากเต็มไปด้วย “พื้นที่เสี่ยง” มากมาย อาทิ ร้านเหล้า ผับ บาร์ คาราโอเกะ โรงแรมม่านรูด อาบอบนวด ซ่องโสเภณี ขณะที่ “พื้นที่ดี” (เช่น ลานกีฬา ลานกิจกรรม ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์)มีน้อยมาก จากการสำรวจทั้งประเทศพบว่า ในเขตเมืองนั้นมีพื้นที่เสียงมากกว่าพื้นที่ดีประมาณ ๓ เท่า ๒๓

วัด
วัดมีบทบาทโดยตรงในการสร้างสำนึกทางศีลธรรมของผู้คนในสังคม ในอดีตวัดมีบทบาทดังกล่าวได้ก็เพราะวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน กิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชนล้วนจัดในพื้นที่ของวัด ไม่ว่ากิจกรรมทางศาสนา หรืองานรื่นเริง (เช่น งานวัด) ประเพณีต่าง ๆ ก็อาศัยวัดเป็นศูนย์กลาง ยิ่งไปกว่านั้นพระสงฆ์ยังมีบทบาททางสังคมมากมาย นอกเหนือจากบทบาททางศาสนาและพิธีกรรม เช่น การให้การศึกษากุลบุตร การเยียวยารักษาโรค การสงเคราะห์ผู้ทุกข์ยาก การอนุรักษ์และสืบทอดศิลปวัฒนธรรม การระงับความขัดแย้งในชุมชน เป็นต้น อีกทั้งท่านยังเป็นแบบอย่างทางศีลธรรมที่ประชาชนศรัทธาและนับถือ ดังนั้นวัดจึงมีบทบาทอย่างมากในการให้การศึกษาและกล่อมเกลาทางศีลธรรมแก่ประชาชนควบคู่ไปกับกิจกรรมด้านอื่น ๆ

แต่ปัจจุบันวัดได้ถูกแยกออกไปจากวิถีชีวิตของผู้คนทั่วไป บทบาททางสังคมที่วัดเคยมี ได้ถูกหน่วยงานอื่นดึงเอาไปทำ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล กรมประชาสงเคราะห์ กรมการปกครอง ผู้คนมีความจำเป็นต้องเข้าวัดน้อยลง อีกทั้งวิถีชีวิตที่เร่งรัด ก็ทำให้มีเวลาน้อยลงที่จะมาวัด แม้แต่ในวันสำคัญทางศาสนา ในอีกด้านหนึ่งฆราวาสก็มีการศึกษามากขึ้น ในขณะที่พระซึ่งเคยเป็นผู้นำทางสติปัญญา กลับมีความรู้น้อยลงโดยเฉพาะในทางโลก จึงตามฆราวาสไม่ทัน ยิ่งไปกว่านั้นพระสงฆ์จำนวนมากนับวันจะมีความรู้ทางธรรมน้อยลง อาศัยการท่องจำเป็นหลัก จึงไม่สามารถสื่อธรรมให้ฆราวาส เข้าใจได้อย่างถ่องแท้ หรือสอนธรรมอย่างสอดคล้องกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ ที่ร้ายก็คือศรัทธาของฆราวาสที่มีต่อปฏิปทาของพระสงฆ์ก็ลดน้อยถอยลงเป็นลำดับ เพราะพระสงฆ์จำนวนมากไม่สามารถเป็นแบบอย่างในทางศีลธรรมแก่ประชาชนได้ โดยเฉพาะในด้านการดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย เสียสละ ในขณะที่จำนวนไม่น้อยละเมิดพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรงจนเป็นข่าวอยู่เนือง ๆ

สภาพความเหินห่างจากวัดของประชาชนโดยเฉพาะเยาวชนนั้นเป็นเรื่องที่พูดกันมานานแล้ว แต่หากพระภิกษุสงฆ์ยังเป็นที่ศรัทธานับถือของประชาชน อย่างน้อยปฏิปทาของท่านก็สามารถเป็นแบบอย่างหรือแรงบันดาลใจทางศีลธรรมแก่ผู้คนได้ แม้จะไม่ค่อยได้มีโอกาสเข้าวัดฟังธรรมจากท่านเท่าใดนัก แต่อุปสรรคสำคัญในเวลานี้ก็คือแม้แต่เยาวชนก็มีศรัทธาน้อยลงต่อพระสงฆ์ ในการสำรวจความเห็นของนักศึกษาเมื่อปี ๒๕๓๙ ว่าเหตุใดจึงไม่ไปฟังเทศน์ ร้อยละ ๔๑ ตอบว่า “เพราะพระสงฆ์ไม่น่านับถือหรือรู้ธรรมะไม่ดีพอ” ๒๔ มาถึงวันนี้ผ่านมาแล้ว ๑๐ ปี ทัศนคติของนักศึกษาต่อพระสงฆ์ไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น กลับเป็นไปในทางตรงกันข้ามด้วยซ้ำ

โรงเรียน
โรงเรียนเป็นสถาบันอย่างใหม่ที่เกิดขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ให้การศึกษาโดยตรงแก่ประชาชน ในขณะที่ครอบครัว ชุมชน และวัดถูกลดทอนบทบาทลงไป ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผู้คนใช้เวลาอยู่ในโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษามากขึ้นเป็นลำดับ โดยปัจจุบันเริ่มตั้งแต่อายุเพียง ๒-๓ ขวบเท่านั้น แต่เวลาที่เพิ่มมากขึ้นในโรงเรียนและสถาบันการศึกษา ไม่ได้ช่วยให้ระดับศีลธรรมของผู้คนเพิ่มขึ้นเลย กลับลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด

ปัจจุบันนี้พูดกันมากขึ้นว่าครูและอาจารย์ไม่มีเวลาให้แก่ลูกศิษย์เท่าที่ควร เพราะนอกจากจะถูกงานเอกสารแย่งชิงเวลาไปจากงานสอนแล้ว ครูจำนวนมากยังต้องทำอาชีพพิเศษ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นและมีหนี้สินเพิ่มขึ้นด้วย ที่สำคัญก็คือครูที่เป็นแบบอย่างในทางศีลธรรมมีน้อยลงเป็นลำดับ ในทางตรงกันข้ามครูที่เอาเปรียบหรือทำร้ายลูกศิษย์กลับเพิ่มมากขึ้น ศรัทธาในครูและอาจารย์จึงลดลงอย่างมาก

ใช่แต่เท่านั้นนับวันโรงเรียนได้กลายเป็นแหล่งบ่มเพาะค่านิยมที่ผิดแก่เยาวชน อาทิ ค่านิยมบริโภค (ซึ่งเกิดจากการเห็นแบบอย่างจากครูและการประชันขันแข่งในหมู่นักเรียน) และการนิยมความรุนแรง โรงเรียนกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ไม่เฉพาะความรุนแรงจากครูเท่านั้น หากยังรวมถึงความรุนแรงระหว่างนักเรียนด้วยกัน ปัจจุบันเยาวชนที่ถูกทำร้ายในโรงเรียนระดับประถมศึกษามีถึงร้อยละ ๓๐ ส่วนในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษามี ร้อยละ ๑๐ ๒๕ คลิปวีดีโอที่นักเรียนตบตีกันจนเป็นข่าวนั้นถือได้ว่าเป็นยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้นเอง นอกจากนั้นโรงเรียนยังเป็นสถานที่ที่นักเรียนจำนวนหนึ่งใช้ในการล่อลวงเพื่อนนักเรียนด้วยกันเพื่อประโยชน์ในทางเพศ มิพักต้องพูดถึงการรวมกลุ่มเพื่อการมั่วสุมทางเพศ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทุกวันนี้พื้นที่เสี่ยงได้รุกเข้าไปในโรงเรียนแล้ว ทำให้นักเรียนจำนวนไม่น้อยกลายเป็นเหยื่อ โดยที่ครูแทบจะไม่สามารถปกป้องได้ ในทางตรงข้ามอาจมีส่วนร่วมด้วยซ้ำ

การครอบงำของวัตถุนิยมและอำนาจนิยม
จะเห็นได้ว่าสถาบันหรือกลไกทางสังคมที่มีหน้าที่เสริมสร้างสำนึกทางศีลธรรมแก่ประชาชนโดยตรงนั้น ประสบความล้มเหลวในการทำหน้าที่ดังกล่าว สาเหตุสำคัญเพราะมีความอ่อนแอเสื่อมทรุดภายในตัวเอง อีกทั้งยังไม่สามารถเข้าถึงจิตใจของประชาชนได้ ในทางตรงข้ามมีปัจจัยแวดล้อมอย่างใหม่ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อสำนึกและพฤติกรรมของประชาชน แต่เป็นอิทธิพลในทางลบ ที่สำคัญได้แก่สื่อมวลชน

สื่อมวลชน
ในขณะที่แต่ละวันพ่อแม่มีเวลาอยู่กับลูกน้อยมาก แต่ลูกกลับมีเวลาอยู่กับสื่อชนิดต่าง ๆ มากขึ้นทุกที มีการศึกษาพบว่าในวันธรรมดามีเด็กเพียง ๑ ใน ๔ หรือร้อยละ ๒๕.๓ เท่านั้นที่ดูโทรทัศน์ในวันธรรมดาไม่เกิน ๒ ชั่วโมงต่อวัน ที่เหลือนอกนั้นคือร้อยละ ๗๔.๗ ดูโทรทัศน์ตั้งแต่ ๓ ชั่วโมงขึ้นไปจนถึง๑๒ ชั่วโมง ยิ่งเป็นวันเสาร์อาทิตย์ เด็กที่ดูโทรทัศน์ตั้งแต่ ๓ ชั่วโมงขึ้นไปจนถึง ๑๒ ชั่วโมง จะเพิ่มเป็นร้อยละ ๘๖.๓ ๒๖ และ ๕ อันดับแรกที่เด็กชอบดูล้วนแต่เป็นรายการบันเทิง ได้แก่ ๑)ละคร ๒)การ์ตูน ๓) รายการเพลง ๔)รายการตลก และ ๕)รายการกีฬา ๒๗

การใช้เวลาอยู่หน้าจอโทรทัศน์วันละหลายชั่วโมงตั้งแต่เล็กจนโต ทำให้โทรทัศน์มีอิทธิพลอย่างมากต่อความรู้สึกนึกคิดของประชาชน ดังนั้นเนื้อหาสาระทางโทรทัศน์จึงมีความสำคัญอย่างมาก แต่เมื่อสำรวจโดยละเอียดจะพบว่า โทรทัศน์เต็มไปด้วยเนื้อหาสาระที่ส่งเสริมความรุนแรงและยั่วยุในทางเพศ ดังพบว่าภาพยนต์และละครไทยมีฉากรุนแรงหรือยั่วยุทางเพศ ๓ ฉากทุก ๆ ชั่วโมง และเมื่อสอบถามความเห็นของเด็ก พบว่าร้อยละ ๕๔ ชอบดูหนังที่มีฉากต่อสู้และยิงฟันฆ่ากัน นอกจากนั้นโทรทัศน์ยังเต็มไปด้วยโฆษณาที่กระตุ้นความยาก ขณะที่ภาพยนต์และละครก็มักจะมีเนื้อหาส่งเสริมบริโภคนิยม หรือค่านิยมฟุ้งเฟ้อ ๒๘

แต่นอกจากโทรทัศน์แล้ว ยังมีสื่ออีกหลายชนิดที่เข้าถึงเด็ก อาทิ อินเตอร์เน็ต วีซีดี และดีวีดี ปัจจุบันมีเด็กร้อยละ ๓๐-๔๐ เสพสื่อลามก เช่น การ์ตูน วีซีดี เว็บโป๊ และภาพโป๊ทางโทรศัพท์ มือถือเป็นประจำ ขณะที่เด็กซึ่งติดเกมร้อยละ ๔๔ ชอบเล่นเกมที่มีการต่อสู้กัน ๒๙

จะเห็นได้ว่าสื่อมวลชนมีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรมของประชาชน ไม่ว่าการใฝ่เสพใฝ่บริโภค การหมกมุ่นในทางเพศ และการนิยมความรุนแรง ซึ่งอาจเรียกสั้น ๆ ว่า กิน กาม โกรธ ที่จริงนอกจาก ๓ ก. แล้ว ยังมี ก.ที่ ๔ คือ เกียรติ อันได้แก่ การติดยึดในเรื่องหน้าตา ความโก้เก๋ ความเท่ รวมทั้งการใฝ่หาความเด่นดัง ชื่อเสียง ตำแหน่ง และเกียรติยศ ค่านิยมและพฤติกรรมดังกล่าว ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของคนไทยในปัจจุบัน ก็ได้รับอิทธิพลจากสื่อมวลชนมิใช่น้อย

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองให้กว้างแล้ว กิน กาม โกรธ และเกียรติ เป็นค่านิยมที่ไม่ได้ส่งผ่านมาโดยสื่อมวลชนเท่านั้น หากได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในปัจจุบัน และเป็นสิ่งที่ได้รับการปลูกฝังโดยสถาบันอื่น ๆ ในสังคม อาทิ ครอบครัว โรงเรียน มหาวิทยาลัย รวมทั้งจากปฏิสัมพันธ์กับผู้คนทั้งหลายทั้งในละแวกบ้าน ที่ทำงาน สถานที่ราชการ ศูนย์การค้า ฯลฯ กล่าวอีกนัยหนึ่งวิถีชีวิตและระบบความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมปัจจุบันล้วนเป็นไปในทางที่บ่มเพาะหรือเป็นเงื่อนไขให้เกิดค่านิยมและพฤติกรรมดังกล่าว

วิถีชีวิตและระบบความสัมพันธ์ดังกล่าวมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นมากับมนุษยชาติหรือประวัติศาสตร์ชาติไทย แต่เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่ถึงร้อยปีมานี้เอง ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดอย่างสำคัญให้เกิดวิถีชีวิตและระบบความสัมพันธ์ดังกล่าว ได้แก่ ระบบทุนนิยม และระบบอำนาจนิยมโดยรัฐ หรือรัฐอำนาจนิยม

ระบบทุนนิยม
ระบบทุนนิยม เป็นระบบเศรษฐกิจที่ถือว่าเสรีภาพทางเศรษฐกิจเป็นพี้นฐานของเสรีภาพทั้งปวง ดังนั้นจึงส่งเสริมการแข่งขันอย่างเสรีโดยอาศัยกลไกตลาดเป็นตัวกำกับ ทั้งนี้โดยถือเอากำไรสูงสุดเป็นเป้าหมาย ความคิดที่อยู่เบื้องหลังระบบดังกล่าวก็คือ ความเชื่อว่า การที่มนุษย์ทุกคนทำเพื่อประโยชน์ของตนเอง ผลสุดท้ายย่อมเกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม กล่าวอีกนัยหนึ่งระบบนี้เชื่อว่าการกระตุ้นความโลภ และใช้ความโลภเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (รวมทั้งเรื่องอื่น ๆด้วย)นั้น เป็นของดี ประโยคที่สะท้อนความเชื่อพื้นฐานของระบบทุนนิยมก็คือคำพูดที่ว่า “Greed is good”

แม้ระบบนี้จะทำให้การผลิตขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อผลิตเกินความต้องการ ก็ต้องมีการกระตุ้นให้บริโภคมากขึ้น แม้จะเป็นการบริโภคที่ไม่จำเป็น สิ่งที่ตามมาก็คือระบบบริโภคนิยม ทั้งทุนนิยมและบริโภคนิยมนั้นได้ทำให้เงินกลายเป็นสิ่งสำคัญ เงินกลายเป็นเป้าหมายของชีวิตและของประเทศ ดังเห็นได้ว่าทุกประเทศถือเอาการเติบโตของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ)เป็นเป้าหมายหลักของประเทศ ขณะที่ความร่ำรวยก็เป็นเป้าหมายของคนส่วนใหญ่ในสังคม ด้วยเหตุนี้สิ่งแรกที่ผู้คนพากันขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออวยพรให้แก่กันและกันก็คือ ขอให้มั่งมี “บ้านนี้อยู่แล้วรวย” จึงเป็นพรยอดปรารถนาที่ใครๆ ก็อยากได้จากหลวงพ่อคูณ

ใช่แต่เท่านั้นเงินยังกลายเป็นตัววัดคุณค่าของทุกสิ่ง ความรู้หรืออาชีพใดจะมีคุณค่ามากน้อยเพียงใดวัดกันที่รายได้หรือเงินตราที่จะเกิดขึ้น ประเพณีใดควรส่งเสริมหรือไม่อยู่ที่ว่านำรายได้เข้าท้องถิ่นได้มากน้อยเพียงใด หรือขายนักท่องเที่ยวได้หรือไม่ ป่าและแม่น้ำจะถือว่ามีคุณค่าต่อเมื่อสามาถแปรเป็นเม็ดเงินได้อย่างมหาศาล หาไม่ก็ต้องเปลี่ยนสภาพเช่น สร้างเขื่อน หรือปลูกสวนป่าแทน แม้แต่ชีวิตจะมีคุณค่าหรือไม่ก็ต้องวัดกันที่จำนวนเงินที่หาได้ ชีวิตของซีอีโอจึงมีค่ากว่าชีวิตของนักการภารโรง

เงินยังกลายเป็นสื่อกลางความสัมพันธ์ในทุกมิติ ทุกวันนี้ความรักที่พ่อแม่แสดงกับลูกหรือสามีแสดงกับภรรยาอาศัยเงินและวัตถุ (เช่น โทรศัพท์มือถือ) เป็นสำคัญ ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนอาจารย์กับนักศึกษา หมอกับคนไข้ ก็ต้องอาศัยเงินเป็นตัวเชื่อม หาใช่น้ำใจดังแต่ก่อนไม่ แม้แต่ฆราวาสก็เข้าหาพระก็เพราะหวังโชค เช่น ถูกหวย ขณะที่พระก็ปรารถนาได้ลาภจากฆราวาส

กล่าวได้ว่าทุนนิยมและบริโภคนิยมได้ทำให้แทบทุกอย่างถูกตีค่าเป็นสินค้าที่ซื้อขายกันได้ด้วยเงิน หรือต้องอาศัยเงินเป็นหลัก ไม่เว้นแม้แต่ ความรู้ สุขภาพ บุญกุศล ความสงบ รวมทั้งเด็ก ผู้หญิง และอวัยวะมนุษย์ ทัศนะดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคม เพราะเมื่อเห็นคนเป็นสินค้า (เช่น เห็นเป็นแค่แรงงาน หรือวัตถุทางเพศ ที่ซื้อได้ด้วยเงิน) ไม่ได้เห็นเป็นคนเต็มคน ก็ย่อมขาดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจหรือเอื้ออาทร ไม่มีสำนึกทางศีลธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องในความสัมพันธ์ มีแต่เงินเท่านั้นที่เข้ามาเป็นใหญ่ในฐานะสื่อกลาง

ด้วยเหตุที่เงินมีความสำคัญมากมายถึงเพียงนี้ จึงมีอิทธิพลอย่างมากในการกำหนดกลไกต่าง ๆ ในสังคม เช่น ทำให้ครอบครัวและชุมชนอ่อนแอ เพราะแต่ละคนมัวแต่ทำมาหาเงิน และให้เวลากับวัตถุมากกว่าที่จะให้เวลาแก่กันและกัน ขณะเดียวกันเงินยังเป็นตัวกำหนดการศึกษาโดยเน้นการผลิตคนเพื่อตอบสนองเศรษฐกิจหรือตลาดจ้างงาน หลักสูตรใดจะเปิดหรือไม่ขึ้นอยู่ว่าตลาดแรงงานต้องการมากน้อยเพียงใด หรือเปิดแล้วจะทำให้มีรายได้เข้าสถาบันการศึกษาหรือไม่ หลักสูตรที่มีคุณค่า แต่ไม่ทำให้เกิดรายได้งอกเงย ทั้งแก่สถาบันการศึกษาหรือแก่ประเทศชาติ ย่อมถูกมองข้ามไป จึงไม่น่าแปลกใจที่การส่งเสริมศีลธรรมจรรยาจึงไม่ได้รับความสำคัญจากสถาบันการศึกษาทั้งหลาย

นอกจากนั้นเงินยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อสื่อมวลชน ไม่ว่าโทรทัศน์หรือวิทยุ ต่างเน้นความบันเทิง เช่น เพลง ละคร ทอล์คโชว์ ชิงรางวัล ก็เพราะต้องการมีรายได้มาก ๆ จากค่าโฆษณา ในขณะที่รายการที่ส่งเสริมความรู้และจริยธรรม กลับไม่สามารถอยู่ได้ เพราะไม่ทำรายได้ให้แก่เจ้าของสื่อ ดังนั้นจึงต้องหลีกทางให้แก่ผู้ผลิตรายการที่มีทุนมากและต้องการใช้สื่อโฆษณาสินค้าของตัวเอง หรือเพื่อแสวงหากำไรสูงสุดให้แก่ตนเอง ผลก็คือในขณะที่นายทุนมีรายได้มากขึ้น แต่สังคมกลับเต็มไปด้วยค่านิยมบริโภค หมกมุ่นทางเพศ และนิยมความรุนแรง

แม้แต่สถาบันศาสนาก็ยังถูกเงินเข้ามามีอิทธิพล จนเกิดไสยพาณิชย์อย่างแพร่หลาย มีการขายวัตถุมงคลเพื่อตอบสนองบริโภคนิยมโดยไม่สนใจมิติด้านศีลธรรม แม้แต่บุญก็ถูกใช้เป็นสินค้าเพื่อแลกกับความหวังว่าจะมั่งมีศรีสุข วัดจึงกลายเป็นตลาดค้าบุญและโชคลาภวาสนา ขณะที่พระสงฆ์องคเจ้าก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของบริโภคนิยมมากขึ้น จนไม่สามารถทำหน้าที่หรือเป็นแบบอย่างในทางศีลธรรมแก่ประชาชนได้เหมือนก่อน

รัฐอำนาจนิยม
การเกิดขึ้นของรัฐชาติเมื่อศตวรรษที่แล้ว ทำให้เกิดการรวมศูนย์เข้าสู่ส่วนกลางอย่างไม่เคยมีมาก่อน รัฐกลายเป็นตัวกำหนดทุกอย่างเพื่อให้เกิดแบบแผนเดียวกันทั้งประเทศ อาทิ เช่น ภาษา ศาสนา การศึกษา การปกครอง การศาล กระบวนการยุติธรรม ภาษี เป็นต้น สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการแผ่ขยายอำนาจรัฐไปยังทุกชุมชนและทุกมิติของชีวิต เพื่อบังคับปรับเปลี่ยนให้ทุกอย่างสอดคล้องกับมาตรฐานของชาติ มีการใช้อำนาจทั้งโดยตรงและโดยอ้อม รวมทั้งสร้างแรงจูงใจเพื่อให้ผู้คนละทิ้งภาษา ประเพณี ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่อย่างดั้งเดิม โดยอาศัยระบบราชการ ระบบโรงเรียน หรือแม้แต่คณะสงฆ์ที่อิงกับรัฐ เป็นกลไกสำคัญ

การแผ่ขยายอำนาจและบทบาทของรัฐเข้าไปในทุกพื้นที่ ในด้านหนึ่งได้ทำให้กลไกต่าง ๆ ของชุมชนที่มีอยู่แต่เดิม อ่อนแอลง ความสามารถในการพึ่งตนเองของชุมชนจึงลดต่ำลง ไม่ว่า ในด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล การจัดการทรัพยากรสาธารณะ และการแก้ไขความขัดแย้งภายในชุมชน ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้ผู้คนพึ่งพารัฐมากขึ้น สภาพดังกล่าวเปิดโอกาสให้รัฐมีอำนาจเหนือชุมชนและปัจเจกบุคคลมากขึ้น ยิ่งเจ้าหน้าที่รัฐมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับนายทุนท้องถิ่นซึ่งเติบใหญ่ขึ้นมาได้ด้วยระบบทุนนิยม ก็ยิ่งมีอำนาจต่อชุมชนและผู้คนมากขึ้น มีการใช้อำนาจดิบกับผู้ที่ขัดผลประโยชน์ของนายทุน โดยได้รับการปกป้องคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่รัฐ สายสัมพันธ์แบบอำนาจนิยมจึงแผ่ไปทั่วทุกหนแห่ง

อำนาจนิยมโดยรัฐยังแสดงออกผ่านนโยบายต่าง ๆ อีกมายมาย อาทิ การยึดเอาทรัพยากรของชุมชนไปตอบสนองนโยบายของรัฐ เช่น ปิดกั้นลำน้ำเพื่อสร้างเขื่อน หรือการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ รวมทั้งการแปรประเพณีท้องถิ่นไปตอบสนองนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว ยิ่งกว่านั้นก็คือการใช้อำนาจรัฐในการปราบปรามผู้ที่เห็นต่างจากรัฐอยู่เนือง ๆ เช่น การปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงครั้งแล้วครั้งเล่า จนเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา พฤษภาหฤโหด และกรณีตากใบ ทั้งนี้มิพักต้องพูดถึงการประกาศสงครามกับผู้ค้ายาเสพติดด้วยการฆ่าตัดตอนอีกทั้งยังมีการทำวิสามัญฆาตกรรมอีกมากมาย รวมทั้งกรณีสมชาย นีละไพจิตร

กล่าวได้ว่าอำนาจนิยมเป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งของรัฐไทย การแผ่อำนาจของรัฐไทยจึงหมายถึงการแผ่ขยายสำนึกและพฤติกรรมแบบอำนาจนิยมออกไปอย่างกว้างขวาง กลไกสำคัญในการแผ่ขยายวัฒนธรรมดังกล่าวคือระบบราชการ ระบบราชการนั้นได้สร้างระบบความสัมพันธ์ภายในองค์กรโดยอาศัยอำนาจ ยิ่งกว่าคุณธรรมหรือความรู้ อำนาจของผู้บังคับบัญชาคือสิ่งชี้ขาดโดยอาศัยระเบียบกฎเกณฑ์เป็นเครื่องมือ ข้าราชการจึงซึมซับเอาวัฒนธรรมอำนาจนิยมเข้าไปอย่างเต็มที่ และนำไปใช้กับประชาชนทั่วไป จึงเกิดความสัมพันธ์แบบอำนาจนิยม ดังนั้นไม่ว่าระบบราชการแพร่หลายไปถึงไหน วัฒนธรรมอำนาจนิยมก็แพร่หลายไปถึงนั่น ผู้นำชาวบ้านเมื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการ เช่น เป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน จึงหันมาใช้อำนาจกับลูกบ้าน แทนที่จะปรึกษาหารือตามวิถีชาวบ้านดังแต่ก่อน โรงเรียนเป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่ถูกครอบด้วยระบบราชการ (หรือองค์กรที่จัดตั้งแบบราชการ) ครูอาจารย์จึงใช้อำนาจกับนักเรียนอยู่เนือง ๆ ดังนั้นจึงไม่น่าสงสัยเลยที่นักเรียนในที่สุดก็ใช้อำนาจกับนักเรียนด้วยกัน ผลก็คือมีการข่มขู่คุกคามและตบตีกันในโรงเรียนหรือรุมทำร้ายกันระหว่างโรงเรียนเป็นประจำ รวมทั้งเกิดปรากฏการณ์รับน้องด้วยวิธีรุนแรงและวิตถาร

ในขณะที่ระบบทุนนิยมได้ทำให้วัฒนธรรมบริโภคนิยมแพร่หลายอย่างกว้างขวาง การแผ่ขยายอำนาจของรัฐ ก็ทำให้ชีวิตและกลไกต่าง ๆ ในสังคมถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมอำนาจนิยม บริโภคนิยมนั้นเป็นเรื่องของกินและกาม ขณะที่อำนาจนิยมนั้นตอกย้ำให้ผู้คนหมกมุ่นในโกรธและเกียรติ กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว วัฒนธรรมบริโภคนิยมและอำนาจนิยมนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการบั่นทอนพลังทางศีลธรรมในสังคมไทย และทำให้ผู้คนคลาดเคลื่อนออกจากศีลธรรม เพราะนอกจากจะบริโภคนิยมจะทำให้ผู้คนเห็นเงินเป็นใหญ่ ใฝ่เสพใฝ่บริโภค และคิดหาหนทางลัดเพื่อบรรลุประโยชน์ของตน โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบของผู้อื่น นำไปสู่การคอรัปชั่น ทุจริต คดโกง ลักขโมย เอารัดเอาเปรียบ และการหมกมุ่นในอบายมุข พึ่งพาโชคชะตาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว อำนาจนิยมยังเป็นเหตุให้มีการทำร้ายฆ่าฟันกัน การจับกุมคุมขัง ตลอดจนการรังเกียจเดียดฉันท์และหยามเหยียดกันเพียงเพราะความต่างกันทางด้านศาสนา ภาษา เชื้อชาติ และความคิด จนนำไปสู่ความรุนแรงระหว่างกลุ่มหรือถึงขั้นทำสงครามกัน

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้มิได้หมายความว่าเราไม่ได้มีการสอนศีลธรรมกันเลย จะว่าไปแล้วเรามีการสอนศีลธรรมกันไม่น้อย ทั้งในบ้าน ในโรงเรียน ในวัด ตามสถานที่ทำงาน ตามสื่อมวลชน แม้แต่รัฐบาลก็รณรงค์ให้ผู้คนมีศีลธรรมมาหลายยุคหลายสมัย (คนรุ่นอายุ ๔๐ กว่าคงจำคำขวัญของจอมพลถนอม กิตติขจร ที่เผยแพร่ไปทั่วประเทศว่า “จงทำดี มีศีลธรรม ถือความสัตย์ พึงขจัด อีกทั้งโลภ และโกรธหลง สามัคคีมีทั่วกัน ชาติมั่นคง ทุกคนจง รักเอกราช ของชาติไทย”) แต่การสอนและรณรงค์ศีลธรรมเหล่านี้มีความหมายน้อยมาก ตราบใดที่วิถีชีวิต สภาพแวดล้อม และระบบความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้คนนั้น สวนทางกับคำสอนหรือคำขวัญดังกล่าว ถึงแม้จะสอนให้ทำดีเพียงใด แต่วิถีชีวิต สภาพแวดล้อม และระบบความสัมพันธ์ทางสังคม ล้วนเป็นไปในทางบริโภคนิยมและอำนาจนิยม เช่น วิถีชีวิตมีแต่การแข่งขัน เร่งรีบ พ่อแม่มัวแต่ทำมาหาเงิน สื่อเต็มไปด้วยเรื่องราวที่รุนแรงและกระตุ้นความโลภ วัดเอาแต่หาเงิน นักการเมืองพากันคอรัปชั่น รัฐบาลใช้ความรุนแรงกับราษฎร ในสภาพเช่นนี้ยากมากที่ผู้คนจะมีศีลธรรม เช่น มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดโกงหรือคอรัปชั่น มีชีวิตที่รู้จักพอ หรือมีใจกว้าง เมตตากรุณาต่อกัน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ อิทธิพลของสภาพแวดล้อมที่มีต่อพฤติกรรมของเยาวชน ดังกรณีจังหวัดระยอง ซึ่งมีพื้นที่เสี่ยง ๓๔๐ แห่งต่อประชากรแสนคน (ขณะที่อัตราเฉลี่ยทั้งประเทศ มี ๒๙ ต่อแสน) ปรากฏว่ามีเด็กอายุ ๑๐-๑๔ ปี และ ๑๕-๑๙ ปีมาทำคลอดถึง ๓๔๑ และ๒,๗๑๓ คนต่อแสน สูงกว่าอัตราเฉลี่ยทั้งประเทศหลายเท่าตัว (อัตราเฉลี่ยทั้งประเทศ ๙๑ และ๑,๓๕๒ คนต่อแสน) และมีเด็กเข้าสถานพินิจและเข้ารับการบำบัดยาเสพติด ๑๑๙ และ๘๖๒ คนต่อแสน (อัตราเฉลี่ยทั้งประเทศ ๕๕ และ ๗๓ คนต่อแสน) ๓๐ แม้ว่าเหตุปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมของเยาวชนมีหลายด้าน แต่ตัวเลขข้างต้นก็ชี้ว่า การมีพื้นที่เสี่ยงเป็นจำนวนมากก็เป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งส่งผลในทางลบต่อพฤติกรรมของเยาวชนอย่างมีนัยสำคัญ

ด้วยเหตุนี้ การเสริมสร้างสำนึกและพฤติกรรมทางศีลธรรมของประชาชน ด้วยการเพิ่มหลักสูตรศีลธรรมในโรงเรียนมากขึ้น นิมนต์พระมาเทศน์มากขึ้น ชวนประชาชนเข้าวัดมากขึ้น จัดกิจกรรมทางศาสนาที่พุทธมณฑลและสนามหลวงบ่อยขึ้น และรณรงค์ตามสื่อมวลชนให้คนมีศีลธรรมมากขึ้น ย่อมไม่เพียงพอ ตราบใดที่วิถีชีวิต สภาพแวดล้อม และระบบความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้คนยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากที่เป็นอยู่

เสริมสร้างพลังทางศีลธรรมอย่างรอบด้าน
การเสริมสร้างพลังทางศีลธรรมในสังคมจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง จะต้องมีการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้าน วิถีชีวิต สภาพแวดล้อม และระบบความสัมพันธ์ทางสังคมเพื่อให้เกื้อกูลต่อศีลธรรม โดยมีมาตรการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

๑.เสริมสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัว
การส่งเสริมให้พ่อแม่มีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น เป็นสิ่งสำคัญประการแรก ความรักของพ่อแม่นั้นเป็นปัจจัยเบื้องต้นในการสร้างพื้นจิตที่ดีงามให้แก่เด็ก เด็กที่ได้สัมผัสกับความรักของพ่อแม่ย่อมมีจิตใจอ่อนโยน อบอุ่น และเป็นสุข อันเป็นภาวะที่เอื้อต่อการทำความดี แต่ความรักนั้นกับเวลาเป็นของคู่กัน ความรักของพ่อแม่นั้นลูกจะประจักษ์ได้อย่างเต็มหัวใจก็ต่อเมื่อพ่อแม่ยอมสละเวลาให้แก่ลูก มิใช่ให้แต่เงินหรือวัตถุเท่านั้น

ประการต่อมาก็คือการส่งเสริมให้พ่อแม่มีความสามารถในการฝึกฝนกล่อมเกลาลูก ให้รู้จักคิด ใฝ่รู้ และมีจิตสำนึกที่ดีงาม ปัจจุบันพ่อแม่มีความสามารถทางด้านนี้น้อยมาก นอกจากเพราะไม่มีเวลาเรียนรู้แล้ว ยังเป็นเพราะเห็นว่าหน้าที่ดังกล่าวเป็นของครู การนำบทบาททางการศึกษากลับมาสู่พ่อแม่แม้จะไม่ทั้งหมด จะช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ภายในครอบครัวให้เข้มแข็งขึ้น ที่ควรย้ำก็คือไม่ว่าบทบาทในการเลี้ยงดูลูกหรือให้การศึกษาแก่ลูก ควรเป็นความรับผิดชอบของทั้งพ่อและแม่ มิใช่ผลักให้เป็นภาระของแม่ฝ่ายเดียว

จะทำเช่นนั้นได้ นอกจากแต่ละครอบครัวจะต้องช่วยตัวเองแล้ว ควรมีกลไกสนับสนุนความเข้มแข็งของครอบครัวด้วย เช่น การจัดตั้งเครือข่ายครอบครัวเพื่อช่วยเหลือกัน ทั้งด้านการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ และแม้แต่การช่วยดูแลลูกให้แก่กันและกันในบางโอกาส เครือข่ายดังกล่าวอาจเกิดขึ้นตามละแวกบ้านหรือพื้นที่ใกล้เคียงกัน หรือเกิดขึ้นในหมู่พ่อแม่ที่มีความคิดเห็นคล้ายกัน

นอกจากนั้นควรรณรงค์ให้มีกฎหมายที่เอื้อให้พ่อแม่มีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น เช่นสามารถลางานมาดูแลลูกได้มากขึ้น หรือยอมให้พ่อแม่นำลูกมาเลี้ยงในที่ทำงานได้ ตลอดจนการส่งเสริมให้มีพื้นที่สาธารณะหรือกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้ของครอบครัวมากขึ้น ปัจจุบันเริ่มมีบ้างแล้วเช่น พิพิธภัณฑ์เด็ก ช่องรายการโทรทัศน์สำหรับครอบครัว แต่ควรมีให้มากขึ้นและแพร่หลายยิ่งกว่าเดิม

๒.ฟื้นฟูชุมชนให้เข้มแข็ง
แม้ชุมชนจะอ่อนแอลงไปมากแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ชนบท แต่ก็ยังมีศักยภาพที่จะฟื้นฟูส่งเสริมศีลธรรมของผู้คนภายในชุมชนได้ มีหลายชุมชนที่เมื่อมีการหันหน้ามาร่วมมือกัน ปรากฏว่าสามารถลดปัญหาภายในชุมชนลงไปได้มาก เช่น อบายมุข ไม่ว่าการพนันหรือการกินเหล้าลดลง วัยรุ่นลดการมั่วสุม และทะเลาะกันน้อยลง ครอบครัวประพฤติดีต่อกันมากขึ้น ใช้ความรุนแรงน้อยลง นอกจากนั้นสภาพความเป็นอยู่ในชุมชนก็ดีขึ้น เนื่องจากมีการร่วมมือดูแลรักษาสภาพแวดล้อมและทรัพยากรสาธารณะ มีการพัฒนาชุมชนร่วมกัน

แน่นอนว่าชุมชนเหล่านี้มาร่วมมือกันได้ มิใช่เพราะมีพระหรือข้าราชการมาเทศน์มาสอนให้สามัคคีกัน แต่เกิดจากการมีส่วนร่วมในกระบวนการกลุ่ม ซึ่งมีหลายลักษณะ เช่น การทำโครงการสัจจะสะสมทรัพย์ การทำแผนแม่บทชุมชน การอนุรักษ์ป่าชุมชน การได้ทำงานร่วมกันและเห็นผลสำเร็จที่มิอาจทำได้ด้วยตัวคนเดียว ทำให้ชาวบ้านเห็นคุณค่าของการร่วมมือกัน และเกิดความไว้วางใจกันมากขึ้น กระบวนการกลุ่มบางครั้งก็มาในลักษณะของการจัดเวทีชุมชน โดยมีแกนนำชาวบ้านเป็นผู้ดำเนินการ ทำให้มีการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกัน ดังที่สถาบันครอบครัวรักลูก ได้ริเริ่มใน ๘ จังหวัด ซึ่งนอกจากจะสานสัมพันธ์ในชุมชนให้แน่นแฟ้นขึ้นแล้ว การฟื้นฟูวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ยังทำให้ชาวบ้านมีความภูมิใจในตนเองมากขึ้น ซึ่งช่วยให้ชุมชนมีชีวิตชีวาและความเข้มแข็งขึ้นกว่าแต่ก่อน

ประสบการณ์ของสถาบันครอบครัวรักลูก ยังชี้ให้เห็นอีกว่า ชุมชนนั้นมีส่วนอย่างมากในการช่วยให้ครอบครัวเข้มแข็งขึ้น เพราะชุมชนที่สามัคคีกัน จะเข้ามาช่วยให้คำแนะนำแก่ครอบครัวที่มีปัญหา หรือช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในครอบครัว รวมทั้งใส่ใจดูแลเด็ก ๆ ในชุมชนด้วย นอกจากนั้นบรรยากาศที่สงบสุขและเกื้อกูลกันภายในชุมชน ก็ช่วยกล่อมเกลาให้เด็กและผู้ใหญ่ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมกันมากขึ้น ดังนั้นในการสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้นโดยเฉพาะในชนบท การฟื้นฟูชุมชนให้เข้มแข็ง ตลอดจนการส่งเสริมให้ชุมชนมีบทบาทในการช่วยเหลือครอบครัว เป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่ง

ดังได้กล่าวแล้วว่ากระบวนการกลุ่มมีความสำคัญมากในการช่วยให้ชุมชนเข้มแข็ง ดังนั้นจึงควรส่งเสริมให้เกิดกระบวนการกลุ่มขึ้นในชุมชน ตามสภาพของชุมชน โดยให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมมากที่สุด โดยเฉพาะในการจัดการดูแลสิ่งที่มีผลกระทบต่อชาวบ้านโดยตรง ไม่ว่าด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรชุมชน สุขภาพ การศึกษา สิ่งนี้มีความสำคัญต่อชุมชนยิ่งกว่าการส่งเงินหรือสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ มาให้ ซึ่งอาจทำให้ชาวบ้านแตกแยกกันหนักกว่าเดิม หรือเกิดนิสัยพึ่งพารัฐ ยิ่งกว่าจะหันหน้ามาร่วมมือกัน

๓.ฟื้นฟูบทบาทของวัดและคณะสงฆ์
พลังทางศีลธรรมของวัดนั้นอยู่ที่ปฏิปทาหรือวิถีชีวิตของพระภิกษุสงฆ์เป็นประการแรก แม้ท่านจะไม่ได้ทำอะไรเลย แต่เพียงแค่วิถีชีวิตที่สมถะ เรียบง่าย สงบ และผ่องใสของท่านก็สามารถเป็นแบบอย่างให้ผู้คนอยากเจริญรอยตาม หรือเกิดแรงบันดาลใจอยากทำความดี อย่างน้อยก็ได้คิดว่าความสุขนั้นมิได้อยู่ที่วัตถุ หากอยู่ที่จิตใจเป็นสำคัญ และยิ่งท่านมีบทบาทมากกว่านั้น ในทางเอื้อเฟื้อเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ ช่วยเหลือชุมชน หรือประกาศธรรมแก่มหาชน การกระทำและคำพูดของท่านก็จะมีพลังในทางศีลธรรมมากขึ้น และก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสำนึกและพฤติกรรมของผู้คนไม่มากก็น้อย

ปัจจุบันระบบต่าง ๆ ของคณะสงฆ์ ไม่เอื้อให้เกิดพระภิกษุสงฆ์ที่ใฝ่ในวัตรปฏิบัติดังกล่าว ระบบการปกครองของคณะสงฆ์ นอกจากจะล้มเหลวในการส่งเสริมพระดีแล้ว ยังทำให้พระสงฆ์พากันสนใจลาภยศสรรเสริญกันมากขึ้น การรวมศูนย์อำนาจคณะสงฆ์ มาอยู่ในมือของมหาเถรสมาคม (ซึ่งจะทำงานได้ต่อเมื่อมาประชุมเดือนละ ๒-๓ ครั้ง และประกอบด้วยพระภิกษุทรงสมณศักดิ์ที่ส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า ๗๐ ปีขึ้นไป)นอกจากจะทำให้การปกครองเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังส่งเสริมให้เกิดการวิ่งเต้น ระบบเส้นสาย และการแบ่งพรรคแบ่งพวก อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ขณะเดียวกันระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ ก็ไม่สามารถทำให้พระภิกษุสงฆ์มีความรู้ทั้งทางธรรมและทางโลกดีพอ ที่จะสื่อธรรมให้ผู้คนเกิดความซาบซึ้งแจ่มชัดจนเห็นภัยของบริโภคนิยมหรืออำนาจนิยม และหันมาดำเนินชีวิตตามวิถีพุทธ ยิ่งการศึกษาเพื่อฝึกฝนตนให้มีความสุขภายในพึงพอใจกับชีวิตที่เรียบง่าย และสามารถแก้ทุกข์ให้แก่ตนเองได้ อีกทั้งมีเมตตากรุณาปรารถนาที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลมนุษย์ผู้ทุกข์ยาก อย่างรู้เท่าทันสังคมสมัยใหม่ด้วยแล้ว แทบจะไม่มีเอาเลย ผลก็คือคณะสงฆ์ปัจจุบันไร้ซึ่งพลังทางปัญญา ศีลธรรม และศาสนธรรม

การจะส่งเสริมให้คณะสงฆ์เปี่ยมด้วยพลังทางปัญญา ศีลธรรม และศาสนธรรม นั้นจะต้องมีการปฏิรูปการปกครองและการศึกษาของคณะสงฆ์อย่างจริงจัง อย่างน้อยก็ควรมีการกระจายอำนาจเพื่อให้การปกครองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้อำนาจน้อยลง แต่ใช้ปัญญาและคุณธรรมมากขึ้น เพื่อส่งเสริมพระดีอย่างจริงจัง มีการศึกษาทางธรรมและทางโลกอย่างสมสมัย ชนิดที่ช่วยให้พระสงฆ์รู้จักคิด มิใช่ถนัดท่องจำ สามารถสื่อและประยุกต์ธรรมได้อย่างมีพลัง ทั้งโดยการประพฤติเป็นแบบอย่าง การสอน และการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ไม่ว่าโดยผ่านการฟัง การคิด หรือการปฏิบัติ

นอกจากนั้นควรมีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนให้แน่นแฟ้นขึ้น เพื่อพลังทางศีลธรรมของวัดจะสามารถถ่ายทอดไปยังชุมชน และส่งอิทธิพลต่อผู้คนได้มากขึ้น ความสัมพันธ์ดังกล่าวสามารถฟื้นฟูขึ้นได้ด้วยการส่งเสริมให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการของวัดมากขึ้น ตามคติแต่โบราณที่ถือว่าวัดเป็นของชุมชน เช่น มีส่วนร่วมในการส่งเสริมการศึกษาและสนับสนุนวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์สามเณร รวมทั้งร่วมในการปฏิบัติธรรมที่วัดจัดขึ้น ในอีกด้านหนึ่งพระสงฆ์ก็เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการของชุมชนมากขึ้น เช่น ร่วมแก้ปัญหาอบายมุข ปัญหาวัยรุ่น การอนุรักษ์สภาพแวดล้อม ส่งเสริมการออมทรัพย์เพื่อแก้ปัญหาหนี้สิน

แม้กิจกรรมเหล่านี้บางส่วนจะเป็นเรื่อง “ทางโลก” แต่สิ่งหนึ่งที่พึงตระหนักก็คือ พลังทางศีลธรรมของศาสนาไม่ว่าที่ใดก็ตาม ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการสงเคราะห์ช่วยเหลือทางโลก เช่น เยียวยารักษาผู้ป่วย ช่วยเหลือคนยากจน สงเคราะห์เด็กพิการ แม้แต่กลุ่มศาสนาที่ถือว่าหัวรุนแรง เช่น กลุ่มภราดรมุสลิม (Muslim Brotherhood) ในอียิปต์ กลุ่มฮามาส ในปาเลสไตน์ หรือกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน กลุ่มเหล่านี้สามารถทำให้คนทั่วไปหันมาศรัทธานับถือศาสนาอิสลามอย่างกว้างขวางก็เพราะการทำกิจกรรมสงเคราะห์ผู้ทุกข์ยากอย่างจริงจังเป็นประการสำคัญ หาใช่เพราะการโฆษณาชวนเชื่อหรือเทศนาสั่งสอนตามสุเหร่าไม่

ที่จริงไม่ต้องดูอื่นไกล การที่พระสงฆ์แต่ก่อนมีอิทธิพลในทางศีลธรรมต่อคนไทยในสมัยก่อนได้ก็เพราะท่านสงเคราะห์ช่วยเหลือชาวบ้านในแทบทุกเรื่อง เป็นแต่ว่าสมัยก่อนนั้นใครที่มีปัญหาก็มุ่งหน้ามาที่วัด เพราะวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน ผิดกับปัจจุบัน ผู้ที่มีปัญหาส่วนใหญ่มิได้หันหน้าเข้ามาหาวัดอีกต่อไป จึงเป็นหน้าที่ที่พระสงฆ์จะต้องก้าวเข้าหาคนเหล่านี้ แทนที่จะตั้งรับที่วัดดังแต่ก่อน

๔.ปฏิรูปการศึกษา
โรงเรียนในปัจจุบันไม่เพียงประสบความล้มเหลวในการปลูกฝังสำนึกทางศีลธรรมเท่านั้น แม้แต่การเสริมสร้างความรู้แก่นักเรียนก็ยังล้มเหลว เห็นได้จากผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าร้อยละ ๙๐ ของนักเรียนสอบได้ไม่ถึง ๕๐ คะแนนหรือครึ่งหนึ่งของแทบทุกวิชา (เช่น ปี ๒๕๔๗ วิชาคณิตศาสตร์ ๑ นักเรียนที่สอบได้ต่ำกว่า ๕๐ คะแนน มีถึงร้อยละ ๙๙ ส่วนวิชาชีววิทยาและภาษาอังกฤษ ผู้ที่สอบได้ไม่ถึง ๕๐ คะแนน มีร้อยละ ๙๗ และ ๙๒ ตามลำดับ แม้แต่ภาษาไทย ผู้ที่สอบได้ไม่ถึง ๕๐ คะแนน มีถึงร้อยละ ๘๑) สำหรับนักเรียนชั้นที่ต่ำลงมาก็มีปัญหาไม่ต่างจากกัน แม้แต่การอ่านออกเขียนได้ก็เป็นปัญหา

ปัญหาของโรงเรียนจึงไม่ได้อยู่เพียงแค่สอนวิชาศีลธรรมหรือพุทธศาสนาน้อยเกินไป แต่อยู่ที่กระบวนการสอนและการส่งเสริมการเรียนรู้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง บรรยากาศภายในโรงเรียนนั้นกล่าวได้ว่าไม่ส่งเสริมให้เกิดการใฝ่รู้เลย ดังเห็นได้ว่านักเรียนร้อยละ ๕๗ เคยยอมรับว่าตนหนีเรียน นอกจากนั้นยังพบว่าคนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือน้อยมาก คือเฉลี่ยวันละ ๓ นาที(นับรวมผู้ที่ไม่อ่านหนังสือด้วย) ๓๑

ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่การส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศและกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง ซึ่งหากทำได้ดี ก็จะส่งเสริมสติปัญญาและศีลธรรมไปได้ควบคู่กัน เพราะสำนึกและพฤติกรรมทางศีลธรรมนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากการเรียนวิชาศีลธรรมเท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นก็คือเกิดจากการมีวิธีคิดที่ถูกต้อง มีเหตุผล และมีแบบอย่างที่ดี ปัจจัยเหล่านี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความสำคัญต่อการเรียนรู้ในทางวิชาการด้วยเช่นกัน แต่วิธีคิดที่ถูกต้องและมีเหตุผลนั้นจะเกิดขึ้นได้ครูต้องส่งเสริมให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และความใฝ่รู้ โดยครูเป็นแบบอย่างไปด้วยในเวลาเดียวกัน

มีหลายโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก โดยอาศัยกิจกรรมนอกห้องเรียน เพื่อให้เด็กเรียนรู้จากความเป็นจริงด้วยตนเอง เช่น โรงเรียนบ้านวังสวัสดี จ.นครสวรรค์ ครูแนะนำให้เด็กทำแปลงผักและนำผลผลิตออกไปขายในตลาดเอง ในกระบวนการดังกล่าว เด็กได้เรียนรู้วิชาต่าง ๆ มากมาย เช่น วิทยาศาสตร์ นิเวศวิทยา คณิตศาสตร์ แม้แต่วิชาภาษาอังกฤษและภาษาไทย ครูก็อาศัยแปลงผักเป็นสื่อช่วยให้เด็กเรียนรู้วิชาดังกล่าวได้ ยิ่งกว่านั้นเด็กยังได้เรียนรู้การร่วมมือกัน เห็นคุณค่าของความอดทน ความช่างสังเกต การเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และมีความรับผิดชอบมากขึ้น ตัวอย่างหนึ่งก็คือ เด็กได้เรียนรู้ว่า เมื่อเจอแมลงศัตรูพืชในแปลงของเพื่อน เป็นการไม่ฉลาดที่จะอยู่นิ่งเฉยหรือดีใจเพราะจะได้เห็นแปลงของเพื่อนเสียหาย แต่จะวิ่งไปบอกเจ้าของผักและช่วยกันหาทางแก้ เพราะถ้าแปลงใดถูกทำลาย แปลงอื่นก็จะถูกทำลายตามไปด้วย นอกจากนั้นยังได้เรียนรู้ว่าการหยอดเมล็ดลงหลุมทีละหลุมด้วยความอดทนนั้น ให้ผลดีกว่าการหว่านลงไปในดิน เพราะได้เห็นด้วยตาว่าวิธีแรกนั้นแม้จะใช้เวลามากแต่ให้ผลที่งดงามกว่า การเรียนรู้เหล่านี้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง จึงตรึงใจได้นาน อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ทั้งในด้านส่งเสริมศีลธรรมและการศึกษาของเด็กอย่างไม่ต้องสงสัย

ส่วนโรงเรียนบ้านสันมะเค็ด จ.เชียงราย ครูแนะนำให้เด็กไปศึกษาสมุนไพรในชุมชนและออกมารายงานหน้าชั้นทีละกลุ่ม กิจกรรมดังกล่าวเปิดโอกาสให้เด็กเข้าไปเรียนรู้จากชุมชนและจากป่ารอบชุมชน ควบคู่กับการทำงานเป็นหมู่คณะ การไปพูดคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน ไม่เพียงทำให้เด็กเข้าใจวิถีชีวิตของพ่อแม่และปู่ย่าตายายเท่านั้น หากยังทำให้เกิดความรักความหวงแหนในธรรมชาติที่แวดล้อมชุมชน ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ก็เกิดความรักและความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนมากขึ้น

กรณีดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าความรู้และจิตสำนึกที่ดีงามสามารถเกิดขึ้นได้จากกิจกรรมและกระบวนการเรียนรู้ที่แยบคาย โดยครูเป็นเพียงผู้ชี้แนะมากกว่าเป็นผู้สอน และอาจไม่ต้องอาศัยการเรียนวิชาศีลธรรมในห้องเรียนเลยก็ได้ ที่น่าสนใจก็คือกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวยังช่วยให้เด็กและโรงเรียนมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับชุมชนมากขึ้น ในกรณีโรงเรียนบ้านสันมะเค็ด กิจกรรมดังกล่าวได้กระตุ้นให้ชุมชนเกิดความตื่นตัวในการอนุรักษ์ป่า มีการตั้งองค์กรป่าชุมชนขึ้นมาดูแลป่าอย่างจริง กล่าวอีกนัยหนึ่ง โรงเรียนก็สามารถช่วยให้ชุมชนมีความเข้มแข็งขึ้นได้ มีหลายแห่งที่สามารถประสานความร่วมมือกันระหว่างโรงเรียน ชุมชน และวัด จนชุมชนเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม อาทิ ที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ที่โรงเรียน ชุมชน และวัดร่วมมือกันอนุรักษ์และฟื้นฟูหนังใหญ่วัดขนอน ผลพวงที่เกิดขึ้นตามมาก็คือชุมชนมีความสามัคคีเหนียวแน่น ครอบครัวเข้มแข็งขึ้น ปัญหาวัยรุ่นลดน้อยลง ศีลธรรมของผู้คนดีขึ้น

ด้วยเหตุนี้การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ในโรงเรียนจึงมีความสำคัญมาก ทั้งนี้จะต้องทำควบคู่กับการปฏิรูปการผลิตครูเพื่อให้สามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะกับนักเรียน นั่นหมายความว่าครูต้องรู้จักคิด ใจกว้าง ใช้อำนาจกับเด็กน้อยลง และพร้อมจะเรียนรู้ไปกับนักเรียน ที่สำคัญคือมีเวลาให้แก่เด็กมากขึ้น การปฏิรูปดังกล่าวจะทำให้การสร้างเสริมศีลธรรมและสติปัญญาของเด็กเป็นไปอย่างสอดคล้องกัน โดยไม่เกิดปัญหาว่าการเพิ่มวิชาศีลธรรมจะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้วิชาอื่น ๆ ของเด็กแต่อย่างใด

นอกจากนั้นควรส่งเสริมให้โรงเรียนที่มีกระบวนการเรียนรู้ในลักษณะข้างต้นมาเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และกระบวนการ และเพื่อส่งเสริมให้เกิดการปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอนในโรงเรียนต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง โดยโรงเรียนที่ให้ความสำคัญกับศีลธรรมของนักเรียน อาทิ โรงเรียนวิถีพุทธ ควรเข้าไปมีส่วนร่วมในเครือข่ายดังกล่าวด้วย

๕.เสริมสร้างองค์กรประชาสังคม
ครอบครัว และโรงเรียน เป็นสถาบันทางศีลธรรมที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อจิตสำนึกและพฤติกรรมของประชาชนในช่วงที่ยังเป็นเด็กและเยาวชน ส่วนชุมชนและวัดนั้นหากจะยังมีบทบาทอยู่ก็จำเพาะสำหรับประชาชนที่อยู่ในชนบท แต่สำหรับประชาชนที่อยู่ในเมือง โดยเฉพาะที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว สถาบันเหล่านี้มีอิทธิพลค่อนข้างน้อย หากไม่เป็นเพราะความอ่อนแอของสถาบันเหล่านี้ ก็มักเป็นเพราะสายสัมพันธ์ที่เหินห่างระหว่างคนเมืองกับสถาบันดังกล่าว บางสถาบันนั้น (เช่น วัด) แม้ยังมีบทบาทในชนบทหรือสังคมแบบดั้งเดิม แต่เมื่อเผชิญกับสังคมสมัยใหม่ มักปรับตัวไม่ทัน หรือไม่มีความน่าสนใจพอที่จะดึงดูดให้คนในเมืองเข้าหา นอกจากนั้น วิถีชีวิตในเมืองนั้นยังทำให้ผู้คนมีความเป็นปัจเจกชนมากขึ้น สามารถมีชีวิตอย่างเป็นอิสระ โดยไร้ความผูกพันหรือข้องเกี่ยวกับใครก็ยังได้ ความเป็นอิสระนี้ทำให้สามารถมีพฤติกรรมอย่างเสรีตามใจปรารถนาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

อย่างไรก็ตามการมีชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมและระบบความสัมพันธ์ที่ถูกครอบงำด้วยบริโภคนิยมและอำนาจนิยมนั้น ปัจเจกชนย่อมยากที่จะประคองรักษาตนให้อยู่ในกรอบของศีลธรรมได้ แม้จะมีพื้นฐานที่ดีจากการกล่อมเกลาในครอบครัวและโรงเรียนก็ตาม เสรีภาพของปัจเจกชนในสภาพดังกล่าวมักถูกใช้ไปเพื่อคล้อยตามบริโภคนิยมและอำนาจนิยมไม่มากก็น้อย ในสภาพเช่นนี้นอกจากปัจเจกชนจะต้องมีภูมิคุ้มกันทางใจที่เข้มแข็งแล้ว ยังควรมี “ชุมชนทางศีลธรรม” ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันภายใน ควบคู่กับการปกป้องจากแรงกดดันจากภายนอกที่เป็นในทางบริโภคนิยมและอำนาจนิยม

ชุมชนทางศีลธรรมในสังคมเมืองนั้น อาจเป็นชุมชนโดยพื้นที่ ซึ่งหมายถึงการมาอยู่ร่วมกันในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แต่ชุมชนแบบนี้ คนส่วนใหญ่มักจะทำได้ยาก อีกทั้งยังไม่ชอบที่จะต้องมาใช้ชีวิตร่วมกันตลอดเวลา เพราะต้องการรักษาปัจเจกภาพของตนไว้ในระดับหนึ่ง ชุมชนทางศีลธรรมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนเมืองจึงได้แก่ ชุมชนโดยกิจกรรม ชุมชนทางศีลธรรมชนิดนี้ รูปแบบหนึ่งที่น่าจะเหมาะก็คือ องค์กรอาสาสมัคร หรือองค์กรประชาสังคม (civic group)

องค์กรประชาสังคม คือ องค์กรที่ประชาชนอาสาสมัครมาร่วมกันทำสาธารณประโยชน์ หรือการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน กิจกรรมที่ทำอาจเป็นการส่งเสริมสุขภาพ อนุรักษ์วัฒนธรรม ดูแลสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมกีฬา พัฒนาการศึกษา หรือ ช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก เช่น เด็กกำพร้า คนยากจน ผู้ติดเชื้อเอดส์ หญิงที่ถูกทำร้าย เป็นต้น องค์กรดังกล่าวสามารถเป็นชุมชนทางศีลธรรมได้ เพราะนอกจากจะร่วมกันทำสิ่งดีมีประโยชน์แล้ว ยังส่งเสริมซึ่งกันและกันให้มีความเสียสละ เห็นแก่ส่วนรวม อันเป็นการทวนกระแสสังคมที่ส่งเสริมความเห็นแก่ตัว นอกจากนั้นความเป็นมิตรที่เกิดขึ้นระหว่างกัน ยังสามารถช่วยกำกับสนับสนุนให้แต่ละคนมีพฤติกรรมที่ดีงาม งดเว้นสิ่งที่เป็นโทษ มีการแนะนำตักเตือนกันในสิ่งที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งช่วยเหลือกันในยามที่ชีวิตประสบปัญหา

องค์กรประชาสังคม มีหลายลักษณะ อาจเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีสมาชิกไม่ถึงสิบคน ไปจนถึงองค์กรประเภทเครือข่ายขนาดใหญ่ที่มีสมาชิกนับพันนับหมื่น อาจเป็นองค์กรที่ผู้คนมาร่วมกิจกรรมกันเป็นครั้งคราว หรือทำงานอย่างเป็นกิจจะลักษณะจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ยิ่งไปกว่านั้นองค์กรประเภทนี้ยังสามารถพัฒนาจนเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงครอบครัว ชุมชน วัด โรงเรียน รวมทั้งสื่อมวลชน ให้กลายเป็นขบวนการหรือชุมชนทางศีลธรรมขนาดใหญ่ที่สามารถมีอิทธิพลต่อสังคมบริโภคนิยมและอำนาจนิยมได้

ตัวอย่างที่น่าสนใจได้แก่เครือข่ายขององค์กรฉือจี้ในไต้หวัน ฉือจี้เป็นมูลนิธิทางด้านมนุษยธรรมที่มีศูนย์ย่อยกระจายทั่วเกาะไต้หวัน มีอาสาสมัครที่ทำงานอย่างแข็งขันกว่า ๒๐,๐๐๐ คน กิจกรรมของเครือข่ายซึ่งครอบคลุมทั้งด้านสังคมสงเคราะห์ การแพทย์ การศึกษา รวมทั้งการผลิตสื่อ ได้เข้าถึงผู้คนนับล้าน ๆ ในไต้หวัน อีกทั้งยังขยายสาขาและสำนักงานไปกว่า ๓๐ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย

แกนกลางหรือชั้นในสุดของเครือข่ายนี้คือคณะภิกษุณีจำนวน ๖๐ รูปซึ่งใช้ชีวิตร่วมกันที่วัดแห่งหนึ่งในไต้หวัน มีบทบาทในทางเป็นแบบอย่างแห่งการดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายและการอุทิศชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นเยี่ยงพระโพธิสัตว์ ส่วนที่อยู่ถัดออกมา ก็คือสมาชิกของมูลนิธิฉือจี้ ซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ ระดับ ระดับแรกได้แก่สมาชิกเต็มขั้นที่ผ่านการอบรมและเป็นที่ประจักษ์ถึงความเสียสละและความมุ่งมั่นในการทำสาธารณประโยชน์ ระดับที่สองได้แก่สมาชิกขั้นอบรม ซึ่งต้องทำงานช่วยเหลือสังคมไม่น้อยกว่า ๒ ปี จึงจะเลื่อนไปเป็นสมาชิกเต็มขั้นได้ ระดับที่สามได้แก่สมาชิกขั้นฝึกงาน ซึ่งต้องทำงานช่วยเหลือสังคมไม่น้อยกว่า ๑ ปีจึงจะเลื่อนไปเป็นสมาชิกขั้นอบรมได้ งานอาสาสมัครที่สมาชิกทำเป็นประจำได้แก่ เยี่ยมบ้านคนป่วยอนาถา เป็นอาสาสมัครในโรงพยาบาลของมูลนิธิ ช่วยเก็บแหะแยกขยะในชุมชน รวมทั้งการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยในยามฉุกเฉิน สมาชิกเหล่านี้ซึ่งมีอยู่ ๒๐,๐๐๐ คนจะอยู่ประจำตามศูนย์ต่าง ๆ ของมูลนิธิที่กระจายอยู่ทั่วเกาะไต้หวัน

ถัดจากชั้นของสมาชิกมูลนิธิ ก็คือผู้สนับสนุนมูลนิธิ รวมทั้งผู้บริจาคเงินให้แก่มูลนิธิเป็นประจำ บุคคลเหล่านี้สัมพันธ์กับมูลนิธิโดยผ่านสมาชิกมูลนิธิ กล่าวคือสมาชิกหรืออาสาสมัครมูลนิธิจะเป็นผู้ไปรับเงินบริจาคหรือบอกบุญจากผู้สนับสนุนด้วยตนเอง นอกจากจะเป็นการฝึกสมาชิกให้มีความอ่อนน้อมถ่อมตนแล้ว ยังเป็นโอกาสที่จะได้เผยแพร่แนวความคิดและกิจกรรมของมูลนิธิให้ผู้บริจาครับทราบ เป็นการตอกย้ำสำนึกแห่งการเสียสละเพื่อผู้อื่น การไปบอกบุญและรับบริจาคด้วยตนเองถึงบ้าน ยังมีส่วนช่วยให้ครอบครัวของผู้บริจาคกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย ทำให้แนวร่วมขยายไปยังคนทุกเพศทุกวัย

ชั้นนอกสุดของเครือข่ายก็คือประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์จากกิจกรรมด้านต่าง ๆ ของมูลนิธิ เช่น ผู้ที่ไปรับการเยียวยารักษาจากโรงพยาบาลของมูลนิธิ ผู้ที่ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนของมูลนิธิ รวมทั้ง ผู้ได้รับการช่วยเหลือจากงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิ ปัจจุบันมูลนิธิมีโรงพยาบาล ๖ แห่ง มีสถาบันการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ประถม มัธยม จนถึงอุดมศึกษา รวมทั้งมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ โดยเน้นคุณธรรมควบคู่กับความรู้ นอกจากนั้นมูลนิธิยังมีสถานีโทรทัศน์ของตนเอง ที่ถ่ายทอดรายการเพื่อความรู้และคุณธรรมตลอด ๒๔ ชั่วโมง จนได้รับการยกย่องว่าเป็นสถานีที่มีอิทธิพลต่อชาวไต้หวันมากที่สุด สถานีโทรทัศน์ดังกล่าวและสื่ออีกหลายชนิดทำให้เครือข่ายของมูลนิธิขยายไปถึงคนทั่วไปแม้จะไม่ใช่สมาชิกหรือผู้บริจาคก็ตาม

จะเห็นได้ว่าเครือข่ายขององค์กรฉือจี้ สามารถผสานสถาบันต่าง ๆ ที่มีบทบาททางศีลธรรมในทุกระดับ ให้เข้ามาเป็นพลังทางศีลธรรมของสังคม เริ่มตั้งแต่ ๑) วัดหรือองค์กรสงฆ์ ซึ่งสามารถปรับตัวจากการเป็นศูนย์กลางของชุมชน (ชนบท) มาเป็นศูนย์กลางของเครือข่าย (ในเมือง) ๒) ครอบครัว ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายผ่านสมาชิกมูลนิธิที่ไปขอรับบริจาค และผ่านสถาบันการศึกษาของมูลนิธิ ๓) ชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายผ่านศูนย์อาสาสมัครที่กระจายทั่วประเทศ ๔)โรงเรียนและมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นกลไกส่วนหนึ่งของเครือข่ายโดยตรง เช่นเดียวกับ ๕)สื่อมวลชน การผสานทั้ง ๕ ส่วนเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดพลังทางศีลธรรมในสังคมอย่างไม่ต้องสงสัย แต่พลังดังกล่าวจะลดลงไปมากหากปราศจากกิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งขององค์กรฉือจี้

ควรย้ำในที่นี้ว่าองค์กรฉือจี้ แม้จะเป็นองค์กรศาสนา แต่ไม่ได้จำกัดบทบาทเพียงแค่การเทศนาสั่งสอนศีลธรรมผ่านวัด โรงเรียน และสื่อมวลชนเท่านั้น หากยังลงไปทำงานช่วยเหลือสังคมด้วยการสงเคราะห์ทางมนุษยธรรม เช่น การช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้ประสบภัย รวมทั้งการเก็บและแยกขยะ ทั้งหมดนี้แม้จะเป็นงาน “ทางโลก” แต่ก็แยกไม่ออกจากงาน “ทางธรรม” เพราะนอกจากจะเกิดจากแรงบันดาลใจในทางศีลธรรม โดยมีภิกษุณีเป็นแบบอย่างแล้ว กิจกรรมดังกล่าวยังเป็น “สื่อ”สอนธรรมให้แก่สังคมวงกว้าง ในเรื่องความเสียสละ เมตตากรุณา
และความไม่เห็นแก่ตัว ชนิดที่ประจักษ์ได้ด้วยตาและใจ มิใช่ด้วยหูหรือด้วยความคิดเท่านั้น
( โดยเฉพาะโรงพยาบาลของฉือจี้ซึ่งสร้างขึ้นด้วยเงินบริจาคล้วน ๆ ได้รับการยกย่องมากในเรื่องการแพทย์ที่เปี่ยมด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ ) ใช่หรือไม่ว่าคุณธรรมเหล่านี้เป็นพลังทางศีลธรรมที่สังคมสมัยใหม่ต้องการเป็นอย่างยิ่ง

องค์กรฉือจี้เป็นตัวอย่างหนึ่งขององค์กรประชาสังคม ที่สามารถเป็นชุมชนทางศีลธรรมให้แก่ผู้คนในสังคมสมัยใหม่ ซึ่งสามารถเข้าร่วมได้ในหลายลักษณะตามความถนัดและระดับของการเสียสละ สอดคล้องกับคนในเมืองซึ่งต้องการมีเสรีภาพในการเลือก และปรารถนาจะรักษาปัจเจกภาพของตนไว้ไม่ระดับใดก็ระดับหนึ่ง

สังคมไทยอาจไม่จำเป็นต้องมี (หรือไม่สามารถมี)เครือข่ายแบบฉือจี้ แต่ก็ควรสนับสนุนให้มีองค์กรประชาสังคมให้มาก ๆ เพื่อเป็นชุมชนศีลธรรมห้อมล้อมปัจเจกชนในเมือง อันจะช่วยให้แต่ละคนมีพลังทางใจที่จะทวนกระแสบริโภคนิยมและอำนาจนิยมอันเชี่ยวกราก อีกทั้งมีปัจจัยแวดล้อมที่ช่วยต้านทานหรือลดความเชี่ยวแรงของกระแสดังกล่าวได้

นอกจากนั้นควรสนับสนุนให้มีอาสาสมัครที่ทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างจริงจัง โดยมีกลไกสนับสนุนให้นักเรียน นักศึกษา และคนทำงาน สามารถทำงานอาสาสมัครกันเป็นกลุ่มตามความถนัด โดยเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาและการทำงาน วิธีนี้ช่วยให้เกิดเครือข่ายอาสาสมัครอย่างเป็นธรรมชาติ โดยเริ่มจากความเป็นเพื่อน และอาจเติบโตเป็นองค์กรอาสาสมัครหรือองค์กรประชาสังคมที่ทำงานอย่างเป็นกิจจะลักษณะในระยะยาว

๖.ปฏิรูปสื่อเพื่อมวลชน
ปัจจุบันมีธุรกิจจำนวนมากได้ทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากเพื่อใช้สื่อเป็นเครื่องมือกระตุ้นการบริโภค อาทิ ธุรกิจเหล้า บุหรี่ การควบคุมมิให้ธุรกิจเหล่านี้ใช้สื่ออย่างเสรี เช่น งดโฆษณา หรือจำกัดเวลาโฆษณาทางโทรทัศน์ ปรากฏว่าสามารถลดพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและศีลธรรมได้ไม่น้อย จึงควรที่จะมีการขยายมาตรการดังกล่าวให้ครอบคลุมถึงธุรกิจอื่น ๆ ที่ก่อผลเสียต่อศีลธรรมของสังคมส่วนรวม โดยมีองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทำหน้าที่เฝ้าระวังเนื้อหาในสื่อที่เป็นอันตรายต่อศีลธรรม ไม่ว่าทางโทรทัศน์ วิทยุ เว็บไซต์ หรือโทรศัพท์มือถือ

ในอีกด้านหนึ่งควรมีการพัฒนาสื่อที่ส่งเสริมศีลธรรม ที่สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ เช่น การจัดตั้งสถานีโทรทัศน์หรือช่องรายการสำหรับครอบครัว ที่ทุกครอบครัวสามารถเข้าถึงได้ง่าย (ปัจจุบันมีรายการสาระสำหรับนักเรียน หรือ E-TV ซึ่งเผยแพร่เฉพาะโรงเรียนทั่วประเทศเท่านั้น) ทั้งนี้โดยอาจอาศัยงบประมาณจากสัดส่วนรายได้หรือค่าสัมปทานที่ได้จากสถานีโทรทัศน์กระแสหลักทั้งหลาย) มาตรการดังกล่าวจะได้ผลต้องมีการพัฒนาศักยภาพของผู้ผลิตสื่อ โดยมีการตั้งศูนย์อบรมผู้เกี่ยวข้องกับการผลิตสื่อในทุกกระบวนการ และเปิดโอกาสให้คนจากชุมชนได้เข้ามามีส่วนเรียนรู้ เพื่อนำไปผลิตสื่อให้กับท้องถิ่นของตน นั่นหมายความว่าจะต้องมีการส่งเสริมวิทยุหรือโทรทัศน์ชุมชนอย่างจริงจัง ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยอาจอาศัยงบประมาณจากองค์กรท้องถิ่น

ที่มองข้ามไม่ได้อีกประการหนึ่ง คือการทำให้สถานีวิทยุโทรทัศน์กระแสหลักในปัจจุบันมีเนื้อหาที่ส่งเสริมศีลธรรมและสติปัญญามากขึ้น มิใช่มุ่งแต่ความบันเทิงและส่งเสริมบริโภคนิยมเป็นหลัก ดังนั้นจึงควรผลักดันให้ คณะกรรมการกิจการสื่อสารมวลชนแห่งชาติ (กสช.) มีมาตรการส่งเสริมเนื้อหาดังกล่าวอย่างจริงจัง เช่น มีการกำหนดสัดส่วนเนื้อหาดังกล่าวอย่างชัดเจน ทั้งนี้โดยถือว่าคลื่นวิทยุโทรทัศน์เป็นสมบัติของชาติ จึงจะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม การนำเอาสถานีโทรทัศน์ iTV กลับมาเป็นของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง เป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนับสนุนด้วยเช่นกัน

๗.ลดอิทธิพลของบริโภคนิยมและอำนาจนิยม
ดังได้กล่าวแล้วว่าบริโภคนิยมและอำนาจนิยมเป็นกระแสใหญ่ที่เข้ามาครอบงำวิถีชีวิต สภาพแวดล้อม และระบบความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคม ดังนั้นลำพังการฟื้นฟูและสร้างเสริมสถาบันทางศีลธรรมทั้งเก่าและใหม่ ดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงไม่เพียงพอ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ผู้คนก้าวออกจากปริมณฑลของสถาบันเหล่านี้ ไปสัมผัสสัมพันธ์กับสังคมวงกว้าง ก็จะถูกกระแสบริโภคนิยมและอำนาจนิยมกดดันและบั่นทอนสำนึกทางศีลธรรมให้อ่อนแรง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสดังกล่าวไป

ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญกับการลดทอนอิทธิพลของบริโภคนิยมและอำนาจนิยมในสังคม บริโภคนิยมนั้นเติบใหญ่ได้เพราะระบบทุนนิยม ขณะที่อำนาจนิยมนั้นเป็นผลจากการแผ่ขยายอำนาจรัฐอย่างกว้างขวาง ดังนั้นในการลดทอนอิทธิพลของบริโภคนิยมและอำนาจนิยม จึงจำเป็นต้องเข้าไปกำกับทัดทานระบบทุนนิยมหรืออำนาจเงินมิให้ขยายตัวอย่างไร้ขอบเขต พรอมกับควบคุมมิให้อำนาจรัฐแผ่ขยายมากเกินไป

ในยุคโลกาภิวัตน์ การขยายตัวของทุนนิยมนั้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่ก็ไม่ควรถึงกับเปิดกว้างให้ทุนนิยมเข้ามาอย่างท่วมท้นไร้ขีดจำกัด ดังที่มีกำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยผ่านนโยบายต่าง ๆ เช่น การเปิดเสรีทางการค้า การเงิน และการลงทุน (liberalization) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้บริการต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อชีวิต (เช่น น้ำ ไฟ การศึกษา) ขึ้นอยู่กับกลไกลตลาดและง่ายต่อการแสวงหากำไรสูงสุด (privatization) และการคลายกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อให้เอกชนมีเสรีภาพในการแสวงหากำไรอย่างเต็มที่ (deregulation) รวมทั้งการแปรสินทรัพย์เป็นทุน ไม่เว้นแม้แต่ทรัพยากรสาธารณะ นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อคนยากคนจนซึ่งไร้อำนาจต่อรองเท่านั้น ยังทำให้นายทุนมีอำนาจเหลือล้น จนสามารถมีอิทธิพลบั่นทอนสังคม ทั้งในด้านชีวิตความเป็นอยู่และความสัมพันธ์ในเชิงศีลธรรม ซึ่งโยงถึงสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ การศึกษาและการเมือง

ดังทราบกันดีแล้วว่าอำนาจเงินในปัจจุบันมีอิทธิพลอย่างมากต่อสื่อ สถาบันศาสนา ครอบครัว สถาบันการศึกษา ในทางส่งเสริมบริโภคนิยมและวัตถุนิยม แต่ที่กำลังเป็นปัญหาเพิ่มเข้ามาอย่างน่าเป็นห่วงคืออิทธิพลในทางการเมือง ทำให้การเมืองกลายเป็นเรื่องธุรกิจ ที่เต็มไปด้วยการแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว และการทุจริตคอรัปชั่น จนการเมืองกลายเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมมากขึ้นทุกที และกลายเป็นแบบอย่างในทางเลวร้ายต่อผู้คนในสังคม

เราจำเป็นต้องทัดทานการขยายตัวของทุนนิยมและอำนาจเงิน ด้วยการคัดค้านนโยบายเปิดเสรีทางเศรษฐกิจอย่างไร้ขีดจำกัด โดยเฉพาะการเปิดเสรีทางการค้า การลงทุน และการเงินที่คำนึงแต่ผลประโยชน์ที่เป็นเม็ดเงิน แต่ส่งผลเสียต่อชีวิตความเป็นอยู่และศีลธรรมของผู้คนทั่วทั้งสังคม

ควรมีการควบคุมป้องกันมิให้อำนาจเงินเข้าไปมีอิทธิพลในการเมืองมากเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้นักการเมืองกระทำการทุจริตหรือ “ถูกซื้อ”ด้วยเงินได้ง่ายแล้ว ยังจะทำให้ฝ่ายการเมืองเป็นเครื่องมือของระบบทุนนิยม เช่น ผลักดันกฎหมายและนโยบายที่กระตุ้นบริโภคนิยมและบั่นทอนสังคมและศีลธรรมของผู้คนมากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปการเมืองอย่างต่อเนื่อง เช่น ทำให้ระบบการเมืองมีความโปร่งใสมากขึ้น ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ง่าย รวมทั้งปรับปรุงกระบวนการถอดถอนนักการเมืองที่(มีพฤติกรรมอันควรเชื่อได้ว่า)คอรัปชั่น ให้สะดวกและมีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่ แน่นอนว่าองค์กรอิสระเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะต้องมีการปฏิรูปอย่างจริงจัง เพื่อสามารถตรวจสอบนักการเมืองได้อย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมว่าปัญหาพื้นฐานคืออิทธิพลของทุนนิยมที่แพร่ซึมเข้าไปในระบบและสถาบันต่าง ๆ ของสังคม จนทำให้ความโลภหรือความเห็นแก่ตัวกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบและสถาบันทางการศึกษา สื่อมวลชน เศรษฐกิจ ทำให้เกิดโลกทัศน์ ค่านิยม วิถีชีวิต และความสัมพันธ์ที่ถือเอาเงินหรือวัตถุเป็นเป้าหมายชีวิต ใฝ่เสพใฝ่บริโภค และมุ่งแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวให้มากที่สุด การจะลดทอนอิทธิพลของทุนนิยมและบริโภคนิยม จึงนอกจากจะต้องคัดค้านทัดทานนโยบายทางการศึกษา สื่อมวลชน เศรษฐกิจ การพัฒนาที่ส่งเสริมวัตถุนิยมและบริโภคนิยมแล้ว ยังจำเป็นต้องสร้างทางเลือกในเชิงระบบหรือสถาบันขึ้นมาด้วย ที่ส่งเสริมโลกทัศน์ ค่านิยม วิถีชีวิต และความสัมพันธ์ในทางเอื้อเฟื้อเกื้อกูล เห็นคุณค่าของชีวิต และตระหนักถึงความสุขที่ไม่อิงวัตถุ ใฝ่ทำใฝ่สร้างสรรค์ ทั้งเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน โดยนอกจากจะทำขึ้นมาเป็นตัวอย่างแล้ว ยังมีการผลักดันให้เกิดนโยบายหรือกลไก (เช่น กฎหมาย องค์กรอิสระ สถาบัน) ที่ส่งเสริมระบบหรือสถาบันทางเลือกดังกล่าวให้เข้มแข็งและแพร่หลายได้ เช่น นโยบายและกลไกที่ส่งเสริมการศึกษาทางเลือกแบบต่าง ๆ อาทิ โฮมสคูล เครือข่ายการศึกษานอกระบบ จิตปัญญาศึกษา หรือนโยบายและกลไกที่ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง เงินตราชุมชน หรือนโยบายและกลไกที่ส่งเสริมสื่อมวลชนสำหรับครอบครัวและองค์กรประชาสังคม เป็นต้น

สำหรับอำนาจนิยมนั้น ดังได้กล่าวแล้วว่าอิทธิพลของอำนาจนิยมแผ่ขยายไปได้อย่างกว้าขวางทั่วทั้งสังคม ก็เพราะการแผ่ขยายอำนาจรัฐด้วยการรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางและมีระบบราชการเป็นเครื่องมือสำคัญ ดังนั้นในการลดอิทธิพลของอำนาจนิยม จำเป็นจะต้องมีการกระจายอำนาจออกจากส่วนกลางให้มากขึ้น มิใช่สู่องค์กรปกครองท้องถิ่นเท่านั้น ที่สำคัญคือกระจายอำนาจให้องค์กรชุมชนมีบทบาทในการจัดการดูแลกิจการที่มีผลกระทบต่อชุมชนโดยตรง เช่น มีอำนาจในการจัดการป่าชุมชน แม่น้ำลำคลองในท้องถิ่น เป็นต้น

ขณะเดียวกันการใช้อำนาจของรัฐจะต้องได้รับการกำกับตรวจสอบและถ่วงดุลอย่างจริงจัง การกำกับตรวจสอบและถ่วงดุลนั้น นอกจากจะทำโดยผ่านสถาบันนิติบัญญัติและตุลาการ ตลอดจนองค์กรอิสระที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนและสื่อมวลชนได้มีบทบาทด้วย ทั้งโดยตรงและโดยผ่านสถาบันนิติบัญญัติ ตุลาการและองค์กรอิสระ มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้รัฐคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมโดยใช้ความรู้และคุณธรรมเป็นหลัก มีความละเอียดรอบคอบในการดำเนินงาน แทนที่จะใช้อำนาจตามอำเภอใจดังแต่ก่อน

สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคือการปฏิรูประบบราชการ เพื่อลดอำนาจนิยมภายในระบบให้น้อยลง และเป็นระบบที่อาศัยความรู้และคุณธรรมมากขึ้น โดยมีการปรึกษาหารือและส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากข้าราชการในทุกระดับให้มากขึ้น เปิดโอกาสให้มีการสื่อสารจากล่างขึ้นบน แทนที่จะเป็นการสั่งการจากบนลงล่างอย่างเดียว ในทำนองเดียวกัน เมื่อออกไปสัมพันธ์กับประชาชน ควรมีการร่วมมือและปรึกษาหารือกับประชาชนมากขึ้น มิใช่สั่งการให้ประชาชนทำตามในทุกเรื่องเพราะถือว่าข้าราชการเป็นใหญ่เหนือประชาชน การลดอำนาจนิยมดังกล่าวจะต้องทำในหน่วยราชการทุกระดับ รวมทั้งในระดับโรงเรียน

กล่าวในภาพรวมแล้ว นอกจากการลดอิทธิพลของอำนาจเงินและอำนาจนิยมในเชิงระบบแล้ว จำเป็นจะต้องมีระบบหรือโครงสร้างที่ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ลดการเอารัดเอาเปรียบกัน และก่อให้เกิดสุขภาวะอย่างเป็นองค์รวม ทั้งในทางกาย ความสัมพันธ์ จิต และ ปัญญา โครงสร้างอันสันติดังกล่าว ย่อมเป็นโครงสร้างที่ส่งเสริมศีลธรรมในตัวเอง โครงสร้างดังกล่าว ประกอบด้วย

ระบบเศรษฐกิจ ที่ส่งเสริมให้เกิดการกระจายรายได้อย่างยุติธรรม ไม่ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนเพิ่มมากขึ้น มีสวัสดิการช่วยเหลือคนยากจน รวมทั้งปกป้องผู้ยากไร้จากการเอาเปรียบของผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ ผู้คนมีโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรสาธารณะหรือของรัฐอย่างเท่าเทียมกัน มีปัจจัยในการผลิตและดำรงชีพขั้นพื้นฐาน สามารถเลือกหรือรักษาวิถีการดำรงชีพที่ตนปรารถนาได้ เป็นต้น

ระบบการเมือง ที่ไม่ผูกขาดอำนาจไว้ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระจายอำนาจให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจตั้งแต่ระดับชุมชนไปถึงระดับชาติ รวมถึงการดูแลจัดการทรัพยากรท้องถิ่น มีกลไกที่สามารถป้องกันการใช้อำนาจในทางที่ผิดหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้หลักประกันทางสิทธิเสรีภาพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน มีกลไกการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี เป็นต้น

ระบบการศึกษา ที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และฝึกฝนตนในทุกมิติ ไม่หลงติดอยู่กับระบบบริโภคนิยมหรือถูกครอบงำด้วยลัทธินิยมใด ๆ อย่างไร้วิจารณญาณ ผู้คนสามารถพัฒนาและใช้ศักยภาพทั้ง ๔ มิติ (คือ กาย ความสัมพันธ์ จิต และปัญญา)ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น นอกจากสามารถแก้ปัญหาของตนได้แล้ว ยังสามารถช่วยเหลือส่วนรวมด้วยวิถีทางที่สันติ เป็นระบบที่เปิดกว้างและมีความหลากหลาย ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย อีกทั้งยังมีเสรีภาพในการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตหรือสภาพแวดล้อมของตน

ระบบสื่อมวลชน ที่ส่งเสริมให้เกิดการบริโภคที่ถูกต้องและมีทัศนคติที่เกื้อกูลต่อการพัฒนาสุขภาวะทั้ง ๔ มิติ ไม่ถูกครอบงำด้วยอำนาจทุนหรือกลุ่มผลประโยชน์ใด ๆ ประชาชนสามารถเข้าถึงหรือเป็นเจ้าของได้ เป็นสื่อกลางที่ส่งเสริมให้ผู้คนเกิดความเข้าใจกัน ยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม รวมทั้งเคารพในความแตกต่างทางความคิดและอัตลักษณ์

จุดอ่อนของการขับเคลื่อนพลังศีลธรรมในปัจจุบัน
แนวทาง ๗ ประการที่กล่าวมาข้างต้น กล่าวโดยสรุปก็คือ การฟื้นฟูปฏิรูปสถาบันทางศีลธรรมทั้งเก่าและใหม่ รวมทั้งการสร้างระบบต่าง ๆ ในสังคมเพื่อให้เกื้อกูลต่อจิตสำนึกและพฤติกรรมทางศีลธรรมของประชาชน ทั้งนี้โดยตระหนักว่าศีลธรรมของประชาชนนั้นจะเจริญงอกงามเพียงใด ขึ้นอยู่กับวิถีชีวิต สภาพแวดล้อม และระบบความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างมาก จริงอยู่จิตสำนึกในตัวบุคคลนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด แต่จิตสำนึกดังกล่าวจะเกิดขึ้นและเข็มแข็งมั่นคงได้ ก็ต้องอาศัยการบ่มเพาะและส่งเสริมจากปัจจัยภายนอก ได้ แก่ วิถีชีวิต สภาพแวดล้อม และระบบความสัมพันธ์ทางสังคมที่เขาเข้าไปเกี่ยวข้อง มนุษย์ทุกคนถูกห้อมล้อมด้วยครอบครัวเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยชุมชน โรงเรียน สถาบันศาสนา และสื่อมวลชน เป็นอันดับสอง และอันดับสามคือสังคมวงกว้างซึ่งถูกกำหนดโดยระบบเศรษฐกิจ ระบการเมือง ระบบราชการ รวมทั้งวัฒนธรรม ที่ยึดถือปฏิบัติในสังคม เป็นต้น ศีลธรรมของบุคคล จึงแยกไม่ออกจากศีลธรรมของสังคม ลำพังการอบรมสั่งสอนให้บุคคลมีศีลธรรมจึงไม่เพียงพอ หากจำเป็นต้องทำให้สถาบันและระบบต่าง ๆ ที่ห้อมล้อมบุคคลทั้ง ๓ระดับดังกล่าว มีศีลธรรมหรือเกื้อกูลต่อศีลธรรมด้วย

จะเห็นความสำคัญของแนวทางทั้ง ๗ ประการที่กล่าวมาได้ ก็ต่อเมื่อตระหนักว่าศีลธรรมนั้นมี ๓ ระดับ ได้แก่ ศีลธรรมระดับบุคคล ศีลธรรมระดับโครงสร้าง และศีลธรรมระดับวัฒนธรรม ศีลธรรมระดับบุคคลได้แก่จิตสำนึกและพฤติกรรมของแต่ละบุคคล ส่วนศีลธรรมระดับโครงสร้าง หมายถึงโครงสร้าง ระบบ สถาบัน หรือกลไกที่เอื้อต่อศีลธรรม เรียกอีกอย่างว่าศีลธรรมที่ผนึกผสาน (หรือ institutionalize) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางสังคม สำหรับศีลธรรมระดับวัฒนธรรม หมายถึงวัฒนธรรมประเพณีที่ส่งเสริมศีลธรรมของประชาชน หรือศีลธรรมที่ถูกผสานเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม

ดังได้กล่าวแล้วว่า สังคมไทยในอดีต บุคคลไม่ได้ถูกปลูกฝังให้มีศีลธรรมเพราะการเทศนาสั่งสอนหรือการอบรมเลี้ยงดูโดยตรงเท่านั้น หากยังได้รับการกล่อมเกลาทางศีลธรรมจากการมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัว ชุมชน วัดวาอาราม อิทธิพลจากวิถีชีวิต สภาพแวดล้อม และระบบความสัมพันธ์ประเพณีเป็นสิ่งที่พุทธศาสนาให้ความสำคัญอย่างมาก พระพุทธองค์จึงทรงจัดตั้งคณะสงฆ์และบัญญัติวินัยขึ้นมา คณะสงฆ์ก็คือสภาพแวดล้อมที่จะช่วยกล่อมเกลาภิกษุ ส่วนวินัยก็คือสิ่งที่มากำกับวิถีชีวิต สภาพแวดล้อม และระบบความสัมพันธ์ระหว่างภิกษุในหมู่สงฆ์ให้เป็นไปในทางที่ดีงาม ก่อให้เกิดวัฒนธรรมที่เกื้อกูลต่อความเจริญงอกงามทางธรรมนั่นเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งวินัยก็คือศีลธรรมระดับโครงสร้าง ที่เป็นรากฐานของศีลธรรมระดับวัฒนธรรมนั่นเอง เป็นแต่ว่ามีขอบเขตเฉพาะในหมู่สงฆ์เท่านั้น

ปัญหาหรือจุดอ่อนประการหนึ่งของการเสริมสร้างศีลธรรมในปัจจุบัน โดยเฉพาะในแวดวงองค์กรศาสนา อยู่ตรงที่การเน้นแต่ศีลธรรมระดับบุคคล โดยไม่เห็นความเชื่อมโยงหรือไม่เห็นความสำคัญของศีลธรรมระดับโครงสร้าง โดยเฉพาะในส่วนที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตและพฤติกรรม ดังนั้นจึงเน้นแต่การเทศนาสั่งสอนหรือปลูกฝังจิตสำนึกอย่างเดียว แต่ไม่คิดที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสถาบัน หรือระบบต่าง ๆ ที่แวดล้อมบุคคล อาจจะมีการรณรงค์ให้ทำดีเป็นระยะ ๆ หรือคัดค้านกฎหมายบางฉบับที่ขัดศีลธรรม แต่ไม่ได้ผลักดันเท่าที่ควรเพี่อให้มีการปรับปรุงสถาบัน หรือเปลี่ยนแปลงระบบและโครงสร้างเพื่อให้ส่งผลในทางบวกต่อศีลธรรม

วินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติแก่คณะสงฆ์ เป็นแบบอย่างของการวางระเบียบชีวิตและระบบสังคมเพื่อให้เอื้อต่อความเจริญงอกงามของธรรมในระดับบุคคล สำหรับศีลธรรมของผู้คนในสังคมวงกว้างนั้น ก็ต้องการระบบสังคมที่เกื้อกูลเช่นเดียวกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนปรากฏในกูฏทันตสูตร พระพุทธองค์ได้กล่าวถึงเมือง ๆ หนึ่งซึ่งมีโจรผู้ร้ายชุกชุม พระราชาต้องการขจัดโจรผู้ร้ายด้วยการประหัตประหาร จองจำ และเนรเทศ แต่พราหมณ์ได้ทักท้วงว่าวิธีนี้ไม่ได้ผล เพราะถึงอย่างไรก็ปราบไม่หมด ส่วนโจรที่เหลือก็จะมาก่อปัญหาที่ร้ายแรงกว่าเดิมในภายหลัง พราหมณ์ได้เสนอให้พระราชาพระราชทานพันธุ์พืชและอาหารแก่เกษตรกร พระราชทานเงินทุนแก่พ่อค้าวาณิช และพระราชทานอาหารและเงินเดือนแก่ข้าราชการ ปรากฏว่าไม่นานบ้านเมืองก็ปราศจากผู้ร้าย ประชาราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข ไม่ต้องปิดประตูบ้าน แม้แต่เด็กก็ฟ้อนอยู่บนอกแม่อย่างมีความสุข จะเห็นได้ว่าในกรณีนี้ พระราชาไม่ได้ใช้วิธีเทศนาสั่งสอนประชาชนให้มีศีลธรรมเลย เป็นแต่จัดวางระบบเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ให้ทั่วถึง หรือส่งเสริมสัมมาอาชีวะให้เต็มพื้นที่ ซึ่งส่งผลถึงพฤติกรรมของผู้คนและในที่สุดก็แก้ปัญหาโจรผู้ร้ายได้

กรณีดังกล่าวมิได้หมายความว่าคนจะมีศีลธรรมได้ก็เพราะมีระบบเศรษฐกิจที่เกื้อกูลเท่านั้น หากต้องการชี้ให้เห็นว่าศีลธรรมของบุคคลนั้น นอกจากคุณธรรมภายในหรือจิตสำนึกแล้ว ยังต้องอาศัยเงื่อนไขทางสังคมหรือสภาพแวดล้อมภายนอกเป็นองค์ประกอบด้วย (แม้แต่คุณธรรมภายใน เช่น สัมมาทิฏฐิ นอกจากอาศัยปัจจัยภายในคือ โยนิโสมนสิการหรือการคิดถูกคิดเป็นแล้ว ยังต้องอาศัย ปรโตโฆสะ หรือ การกระตุ้นและชักจูงจากภายนอก) พูดอีกอย่างคือ ต้องมีระบบหรือโครงสร้างที่เกื้อกูลศีลธรรมหรือส่งเสริมให้คนทำดีได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่าง การนำของที่เก็บได้คืนเจ้าของ ซึ่งจัดว่าเป็นความซื่อสัตย์อย่างหนึ่ง แม้คนไทยร้อยละ ๙๖ จะตอบว่า หากเก็บกระเป๋าเงินได้ จะเอาไปคืนเจ้าของ แต่เมื่อมีการทดลองทำกระเป๋าสตางค์ตก ปรากฏว่ามีเพียงร้อยละ ๕๕ เท่านั้นที่เก็บได้แล้วเอาไปคืนเจ้าของ ในขณะที่ชาวญี่ปุ่นมีสัดส่วนการคืนสูงมากจนเป็นที่กล่าวขานกันทั่วโลก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? คำตอบคงไม่ใช่เป็นเพราะคนญี่ปุ่นมีความซื่อสัตย์สูงกว่าคนไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะประเทศญี่ปุ่นมีระบบที่อำนวยความสะดวกแก่พลเมืองดี เช่น มีศูนย์รับของหายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะบริเวณสถานีรถไฟใต้ดิน ใครที่เก็บของหายได้ จึงไม่ต้องเหนื่อยในการตามหาเจ้าของ เพียงแต่มามอบให้แก่ศูนย์ดังกล่าวก็เบาใจได้วว่าเจ้าของมีโอกาสจะได้คืนสูง ระบบที่สะดวกเช่นนี้ ทำให้ใคร ๆ ก็ไม่รังเกียจที่จะเป็นพลเมืองดี ในขณะที่คนไทยถ้าหากอยากเป็นพลเมืองดี จะต้องเหนื่อยยากอย่างมากในการตามหาเจ้าของ เพราะไม่มีระบบรองรับ ผลก็คือเมื่อเก็บของตกหล่นได้ จึงไม่ค่อยอยากหาเจ้าของ ถึงตรงนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้วที่จะ “อม” หรือเก็บไว้เป็นของตนเอง

อันที่จริงความสำเร็จของการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ในเมืองไทย นับได้ว่าเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีอีกตัวอย่างหนึ่ง หากโครงการนี้เน้นเพียงการรณรงค์ปลุกสำนึกให้คนไม่สูบบุหรี่ เพราะเห็นโทษต่อสุขภาพและเศรษฐกิจ คงไม่สามารถลดอัตราการสูบบุหรี่ในเมืองไทยได้อย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ยกย่องทั่วโลก แต่สิ่งที่โครงการนี้ทุ่มเทอย่างมากก็คือ การผลักดันให้รัฐบาลมีนโยบายลดการสูบบุหรี่อย่างจริงจัง โดยออกมาตรการหลายอย่างที่มีผลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่โดยตรง เช่น การห้ามโฆษณาบุหรี่ทุกรูปแบบ รวมทั้งการวางขายในจุดที่เห็นชัด และการประกาศเขตปลอดบุหรี่ทั่วประเทศไม่เว้นแม้แต่บนเครื่องบิน มาตรการเหล่านี้กล่าวโดยสรุปคือการจัดวางระบบทางสังคมเพื่อทำให้การสูบบุหรี่เป็นไปได้ยากขึ้น บทเรียนจากกรณีนี้ก็คือ เราจำเป็นต้องมีระบบหรือเงื่อนไขทางสังคมที่ทำให้พฤติกรรมที่ผิดศีลธรรมหรือเป็นโทษทำได้ยากขึ้น (โดยไม่จำต้องพึ่งพาอำนาจหรือการบีบบังคับเป็นหลัก) ควบคู่ไปกับการจัดวางระบบที่เอื้อให้การทำความดีเป็นเรื่องง่ายขึ้น

จุดอ่อนประการที่สองในการเสริมสร้างศีลธรรมในสังคมไทย คือ การให้ความสำคัญกับวิธีการ “สอน” หรือการพูด แต่มองข้ามการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือการกล่อมเกลาโดยอาศัยสิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้ไม่ว่าพ่อแม่ ครู หรือพระจะ สอนหรือพูดอย่างไร ก็ไม่อาจยกระดับศีลธรรมของบุคคลได้ เพราะสิ่งที่เขาเรียนรู้จากพฤติกรรมของพ่อแม่ ครู หรือพระนั้น มักเป็นไปในทางตรงข้าม การสอนเรื่องอบายมุข ความซื่อสัตย์ ความเสียสละ และเศรษฐกิจพอเพียง ทุกวันนี้จึงมีผลน้อยมากต่อผู้คนไม่ว่าเยาวชนหรือผู้ใหญ่ เพราะสิ่งที่เอามาสอนผู้คนกับสิ่งที่ผู้คนประสบพบเห็นในชีวิตจริงนั้น สวนทางกัน

สิ่งหนึ่งที่เรามองข้ามไปก็คือ การเรียนรู้นั้นสำคัญกว่าการสอน ไม่ว่าพร่ำสอนเพียงใดก็ตาม แต่หากการสอนนั้นไม่กระตุ้นหรือส่งเสริมการเรียนรู้ของอีกฝ่ายเลย การสอนนั้นก็ไร้ประโยชน์ นี้คือเหตุผลว่าทำไมการสอนส่วนใหญ่ในบ้านและในโรงเรียนจึงไม่ได้ผล ในทางตรงข้ามผู้คนกลับเรียนรู้จากสื่อมวลชนมากมาย ทั้ง ๆ ที่สื่อเหล่านั้นไม่ได้สอนเลย สื่อไม่เคยสอนว่า วัตถุนิยม ความรุนแรง และการหมกมุ่นทางเพศ เป็นเรื่องดี แต่เนื้อหาของสื่อที่เต็มไปด้วยเรื่องราวเหล่านั้น ก็มากและน่าสนใจพอที่จะกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้และซึมซับพฤติกรรมดังกล่าว

ยิ่งไปกว่านั้นการสอนศีลธรรมโดยให้เด็กท่องจำอย่างเดียว แต่ไม่ส่งเสริมให้เด็กแลเห็นด้วยตนเองว่าศีลธรรมนั้นคืออะไร ดีอย่างไร และจำเป็นอย่างไรต่อชีวิตและสังคม ที่สำคัญคือเด็กไม่ได้ถูกฝึกมาให้เรียนรู้ที่จะเอาใจเราไปใส่ใจเขา เพื่อเข้าใจถึงผลจากการเบียดเบียนผู้อื่น ด้วยเหตุนี้การสอนศีลธรรมไม่ว่าในบ้านหรือในโรงเรียนประสบความล้มเหลว ในทำนองเดียวกันการบังคับให้เด็กนั่งสมาธิ ก็กลับทำให้เด็กเกลียดการนั่งสมาธิไปเลย ทั้ง ๆ ที่สมาธิเป็นสิ่งที่เด็กสามารถเรียนรู้ได้จากวิธีอื่น ๆ อีกมากมาย อีกทั้งการสร้างแรงจูงใจให้เด็กมีฉันทะหรือความชอบในการนั่งสมาธิ ก็เป็นสิ่งสำคัญกว่าการบังคับหรือเอาคะแนนเข้าล่อ

การปลูกฝังและกล่อมเกลาศีลธรรมสามารถทำได้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย แม้ไม่ต้องอาศัยการเทศนาหรือการสอนเลยก็ได้ หากสามารถคิดค้นกิจกรรมเพื่อช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เช่น เรียนรู้จากสภาพความเป็นจริง หรือเรียนรู้จากการปฏิบัติและประสบการณ์ตรง (เช่น การไปเป็นอาสาสมัคร ) โดยครูเป็นเพียงผู้ชี้แนะ หรือตั้งคำถามให้เด็กคิด นอกจากนั้นกระบวนการกลุ่มก็มีประโยชน์อย่างมากในการส่งเสริมการเรียนรู้ โดยผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรือผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน จนเห็นประโยชน์ของการร่วมมือกัน เกิดความเห็นใจกัน หรือเห็นคุณค่าของความหลากหลาย จนเกิดความใจกว้างและเคารพกันมากขึ้น ใช่หรือไม่ว่าคุณสมบัติดังกล่าวก็เป็นศีลธรรมที่สำคัญในยุคปัจจุบัน การศึกษาวิจัยและพัฒนากระบวนการเพื่อเสริมสร้างศีลธรรมในบริบทต่าง ๆ หรือสำหรับกลุ่มชนระดับต่าง ๆ เป็นสิ่งที่พึงได้รับความสำคัญให้มากกว่านี้

นอกจากกระบวนการเสริมสร้างศีลธรรมแล้ว “เนื้อหา”ของศีลธรรมก็สำคัญเช่นกัน กล่าวคือจิตสำนึก ค่านิยม หรือพฤติกรรมอย่างไร ที่ควรปลูกฝังหรือเสริมสร้างให้เกิดมีขึ้น แน่นอนว่าศีล ๕ หรือเบญจศีล เบญจธรรม หรือเมตตากรุณา ความซื่อสัตย์ กามสังวร สัมมาอาชีวะ และสติ เป็นธรรมขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต้องปลูกฝังให้เกิดมีขึ้น แต่สำหรับสังคมสมัยใหม่ การอยู่ร่วมกันด้วยดีในสังคม ต้องอาศัยจิตสำนึก ค่านิยม และพฤติกรรมอีกหลายประการ อาทิ การเคารพสิทธิของผู้อื่น การยอมรับความหลากหลายและเคารพความเห็นที่แตกต่าง การเชื่อมั่นในความเพียรของตนเอง ใฝ่รู้ใฝ่ทำ รู้จักพึ่งตนและรับผิดชอบการกระทำของตน การรู้จักคิดหรือคิดเป็นคิดชอบ คุณสมบัติเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากสำหรับผู้คนในยุคบัจจุบัน ซึ่งมีความเป็นปัจเจกชนมากขึ้นทุกที ปัจเจกชนเหล่านี้เป็นอิสระจากข้อผูกมัดและการกำกับควบคุมของครอบครัว ชุมชน และกฏเกณฑ์ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับผู้คนสมัยที่ยังอยู่หมู่บ้านกันเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นสิ่งที่จะมีอิทธิพลในการกำกับพฤติกรรมของเขาได้มากที่สุด คือจิตสำนึกจากภายใน การพยายามปลูกฝังศีลธรรมแบบหมู่บ้าน หรือการสอนให้เชื่อฟังพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ พระสงฆ์ หรือผู้ใหญ่ จึงไม่ได้ผลสำหรับคนสมัยใหม่ แม้จะได้ผลกับชุมชนสมัยก่อนก็ตาม

การเสริมสร้างปัจเจกชนที่มีศีลธรรมนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในยุคที่เน้นปัจเจกนิยมอย่างสุดโต่ง จนมีการใช้เสรีภาพอย่างเกินเลย จนก่อผลเสียทั้งต่อตนเองและสังคม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรทำควบคู่กันไปด้วย หรือในลำดับถัดไปก็คือ การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับส่วนรวม ทั้งนี้เพราะแต่ละคนนั้นมีคุณสมบัติหรือธรรมชาติ ๒ ประการคือ ความเป็นปัจเจกชน และการเป็นสมาชิกของส่วนรวม ซึ่งมีหลายระดับ เริ่มจากครอบครัว ชุมชน สถาบันการศึกษา ไปจนถึงประเทศชาติ และโลก การทำให้ผู้คนได้ตระหนักถึงความเป็นสมาชิกของส่วนรวม หรือการนำเขากลับเข้าไปมีความสัมพันธ์กับส่วนรวม โดยยังคงปัจเจกภาพไว้ได้นั้น เป็นสิ่งที่จะช่วยป้องกันมิให้เกิดสภาพปัจเจกชนแบบสุดโต่งได้

จริงอยู่สถาบันดั้งเดิม (เช่น ครอบครัว ชุมชน)อาจไม่มีพลังพอที่จะดึงผู้คนเข้าไปผูกพันแนบแน่นได้เหมือนเมื่อก่อน แต่ก็มีสถาบันอย่างใหม่ที่อาจทำหน้าที่แทนได้ เช่น องค์กรประชาสังคม ประเทศชาติ หรือสังคมโลก ในกรณีเช่นนี้นอกจากการสร้างสถาบันอย่างใหม่ให้เข้ามาสัมพันธ์กับปัจเจกชนอย่างมีความหมายแล้ว หลักธรรมสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชนกับสถาบันดังกล่าว ก็เป็นสิ่งที่ควรพัฒนาขึ้นมา โดยเฉพาะหลักธรรมว่าด้วยความสัมพันธ์กับส่วนรวม ประเด็นหลังนี้เป็นสิ่งที่แวดวงชาวพุทธไทยในปัจจุบันให้ความสำคัญกันน้อย กล่าวคือมักเน้นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่อบุคคล กับความสัมพันธ์กับสถาบันดั้งเดิม เช่น ครอบครัว สิ่งที่ต้องเพิ่มเข้าไปคือ หลักธรรมสำหรับบุคคลกับส่วนรวม โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า “สังคม” เช่น การมีสำนึกทางสังคม ความเอาใจใส่ในสมบัติและทรัพยากรสาธารณะ ไม่นิ่งดูดายกับการทำลายสิ่งแวดล้อมหรือการยักยอกสมบัติของหลวง การปกป้องกฏเกณฑ์หรือหลักการที่สังคมยึดถือร่วมกัน เป็นต้น

การมีสำนึกต่อส่วนรวม ย่อมป้องกันมิให้บุคคลกลายเป็นปัจเจกชนอย่างสุดโต่ง หรือถูกครอบงำด้วยอัตตาธิปไตย คือการถือเอาความเห็นและความต้องการของตนเป็นใหญ่ ขณะเดียวกัน การเป็นปัจเจกชนที่มีคุณธรรม ก็ป้องกันมิให้ถูกพัดพาไปตามกระแสสังคมในทางที่ไม่ถูกต้อง หรือถูกครอบงำด้วยโลกาธิปไตย คือการถือเอาความเห็นของผู้คนทั้งหลายเป็นใหญ่ กล่าวอีกนัยหนึ่งการมีสำนึกต่อส่วนรวมควบคู่กับการเป็นปัจเจกชนที่มีคุณธรรม ย่อมช่วยให้ดำรงตนอยู่ในหลักธรรมาธิปไตย คือการถือเอาธรรมะหรือความถูกต้องเป็นใหญ่

จิตสำนึกและพฤติกรรมดังกล่าว ไม่อาจแยกออกจากกระบวนทัศน์ ได้แก่ทัศนะหรือความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นจริงของชีวิตและโลก กระบวนทัศน์ที่เอื้อเฟื้อต่อศีลธรรม คือ การตระหนักถึงความเป็นจริงว่าเราทุกคนอยู่ในเครือข่ายแห่งความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกัน เป็นความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงชีวิต สังคม และธรรมชาติเข้าด้วยกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง เราทั้งหลายต่างพึ่งพาอาศัยกันและมีผลกระทบต่อกันและกัน สุขภาวะของเราไม่อาจแยกจากสุขภาวะของผู้อื่น หรือสุขภาวะในสังคมและธรรมชาติได้ การเอารัดเอาเปรียบเพื่อประโยชน์ส่วนตนย่อมก่อให้เกิดผลเสียหายต่อส่วนรวมและย้อนกลับมายังตนเองในที่สุด ดังนั้นการร่วมมือกันจึงดีกว่าการแข่งขันกัน การใช้ความรุนแรงต่อกันย่อมส่งผลเสียต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ อีกทั้งยังย้อนกลับมาที่ตัวเราด้วย ดังนั้นจึงควรที่จะใช้สันติวิธีในการแก้ไขความขัดแย้ง

กระบวนทัศน์ดังกล่าวไม่เพียงแต่สวนทางกับแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังระบบทุนนิยมและระบบอำนาจนิยมเท่านั้น หากยังสวนทางกับวิชาหรือศาสตร์ต่าง ๆ ที่สอนกันอยู่ในสถาบันการศึกราต่าง ๆ นั่นหมายความว่าในการเสริมสร้างกระบวนทัศน์ที่เกื้อกูลต่อศีลธรรม จำเป็นจะต้องมีการพัฒนาวิชาการหรือศาสตร์ต่าง ๆ ขึ้นมาใหม่ให้สอดคล้องกันด้วย อาทิ เศรษฐศาสตร์แบบพอเพียง นิเวศวิทยาแนวลึก แพทยศาสตร์ที่มีหัวใจเป็นมนุษย์ รวมทั้งสันติศึกษา และที่มองข้ามไปไม่ได้ก็คือ พุทธศาสตร์ที่มีโลกุตตรธรรมเป็นแกนกลาง เพราะทุกวันนี้พุทธศาสตร์ที่สอนกันล้วนจำกัดอยู่ในเรื่องโลกียธรรม โดยความสำเร็จทางโลกเป็นหลัก (หรือที่พุทธศาสนาเรียกว่าประโยชน์ปัจจุบัน) เช่น การมีทรัพย์ มีสุขภาพ มีครอบครัวและความเป็นอยู่ที่ดี แม้สิ่งเหล่านี้จะสำคัญ แต่ก็ยังไม่ทำให้คนมีชีวิตที่ผาสุกอย่างแท้จริง อีกทั้งยังไม่ใช่หลักประกันทางศีลธรรมที่แน่นแฟ้น หากจำเป็นต้องมีโลกุตตรธรรมเป็นพื้นฐาน นั่นคือการมีจิตอิสระและสงบเย็น เพราะมีปัญญาเท่าทันความผันผวนปรวนแปรของชีวิตและโลก และไม่ติดยึดสิ่งใดว่าเป็นตัวกูของกู พุทธศาสตร์ที่มีโลกุตตรธรรมเป็นแกนกลาง นั้น ถูกละเลยไปนานแล้ว (ส่วนหนึ่งก็เพราะความพยายามที่จะทำให้พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์) จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องช่วยกันฟื้นกลับมาให้มีความหมายกับสังคมสมัยใหม่ ดังท่านพุทธทาสภิกขุได้เป็นสดมภ์หลักในเรื่องนี้มากว่า ๗ ทศวรรษแล้ว

ควรกล่าวย้ำในที่นี้ว่า โลกุตตรธรรมนั้นมิใช่เป็นเรื่องไกลตัว จำเพาะนักบวชเท่านั้นที่พึงใส่ใจ แท้ที่จริงโลกุตตรธรรมมีความสำคัญกับคนทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ต้องการมีชีวิตอย่างปุถุชน เพราะไม่ว่าจะประสบความสำเร็จทางโลกเพียงใด ก็หนีไม่พ้นความพลัดพรากสูญเสีย ตลอดจนความแก่ ความเจ็บป่วย และความตาย ไปได้ หากไม่รู้เท่าทันความเป็นจริงเหล่านี้ ปล่อยใจให้ตกอยู่ภายใต้ความผันผวนปรวนแปรดังกล่าว ชีวิตย่อมเต็มไปด้วยความทุกข์ ขณะเดียวกันเมื่อประสบความสำเร็จทางโลก ได้ทรัพย์และชื่อเสียงเกียรติยศมาแล้ว กลับปล่อยใจให้สยบมัวเมา ยึดมั่นสำคัญหมายอย่างไม่รู้เท่าทันโทษของมัน ในที่สุดก็จะกลายเป็นทาสของสิ่งเหล่านั้น แทนที่มันจะเป็น “ของเรา” เราต่างหากที่กลายเป็น “ของมัน” จนอาจยอมตายเพื่อมันได้ ชีวิตเช่นนี้ย่อมหาความสุขได้ยาก แม้จะเป็นแค่ความสุขแบบ “โลก ๆ ” ก็ตาม เพราะนอกจากจะทำให้สุขภาพกายและใจเสื่อมโทรมเพราะความเครียดแล้ว ยังก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานแม้กับคนในครอบครัว หรือยิ่งกว่านั้นก็คือเกิดการเบียดเบียน เอารัดเอาเปรียบ และทำร้ายกัน เพื่อแย่งชิงสิ่งเหล่านี้มาอยู่ในครอบครองให้ได้มากที่สุด

โลกุตตรธรรมช่วยให้เรารู้เท่าทันโลกธรรมหรือความสำเร็จทางโลก ตระหนักถึงความไม่เที่ยงหรือความผันผวนเสื่อมสลาย(อนิจจัง ทุกขัง)อันเป็นธรรมชาติของมัน รู้ว่ามันไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเราได้ และไม่มีทางที่จะยึดมันไว้ให้เป็นของเราอย่างแท้จริง(อนัตตา) ปัญญาดังกล่าวช่วยให้จิตเป็นอิสระจากความยึดมั่นสำคัญหมายในสิ่งเหล่านี้ และดังนั้นจึงเป็นนายของมันอย่างแท้จริง คือใช้มันให้เกิดประโยชน์ โดยไม่เผลอเข้าไปเป็นทุกข์หรือถูกมัน “กัด”เอา สภาวะดังกล่าวอยู่ในวิสัยปุถุชนจะเข้าถึงได้ แม้จะไม่สมบูรณ์พร้อมก็ตาม และอันที่จริงเป็นสิ่งจำเป็นด้วยซ้ำสำหรับปุถุชนคนทั่วไปที่มีชีวิตท่ามกลางความไม่สมหวังและการกระทบกระทั่งจากทุกสารทิศ การมีโลกุตตรธรรมเป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิตถึงที่สุดแล้วย่อมช่วยลดความยึดมั่นใน “ตัวกู ของกู” ดังนั้นจึงทำให้ไม่ตกอยู่ในอำนาจของบริโภคนิยมหรือความทะยานอยาก ขณะเดียวกันก็ไม่เกิดการแบ่งเขาแบ่งเรา ไม่ลุกแก่โทสะหรือหมายมุ่งบังคับใครให้อยู่ในอำนาจของตน โลกุตตรธรรมจึงเป็นพื้นฐานที่หนักแน่นมั่นคงของศีลธรรมในสังคม ด้วยเหตุนี้โลกุตตรธรรมจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนทัศน์ทางศีลธรรมที่ควรปลูกฝังหรือเสริมสร้างให้มีขึ้นแก่คนทั่วไปในสังคม

เราจะทำอะไรได้บ้าง
การเสริมสร้างพลังทางศีลธรรมในสังคมไทย มิใช่เป็นเรื่องขององค์กรศาสนา หรือมีแต่รัฐบาลที่ทำได้เท่านั้น หากประชาชนทุก ๆ คนก็มีส่วนร่วมในการทำได้ ในขอบข่ายและแง่มุมต่าง ๆ กัน ได้แก่

๑.ทำสังคมให้เข้มแข็ง
การแผ่ขยายของระบบทุนนิยมและอำนาจรัฐ ทำให้สังคมอ่อนแอลง จนผู้รู้บางท่านกล่าวว่า เวลานี้ประเทศไทยมีแต่รัฐกับตลาดเท่านั้น แต่หามีสังคมไม่ หรืออย่างที่นางมากาเร็ต แธตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษกล่าวว่า “ไม่มีสังคมดอก มีแต่ปัจเจกบุคคลเท่านั้น” อย่างไรก็ตามเราสามารถช่วยกันก่อร่างสร้างสังคมให้บังเกิดขึ้นและเข้มแข็งได้ โดยเริ่มต้นจากการยึดโยงผู้คนให้เข้าหากัน มีการรวมกลุ่มช่วยเหลือกัน ในประเด็นต่าง ๆ เช่น การเกษตร การออมทรัพย์ การศึกษาของลูกหลาน การรักษาสุขภาพ รวมถึงการรับผิดชอบกิจการสาธารณะร่วมกัน อาทิ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การจัดการป่าชุมชน การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม การรักษาความปลอดภัยของชุมชน การปกป้องอบายมุข โดยอาจมีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย ขยายจากระดับหมู่บ้านหรือชุมชน ไปเป็นระดับอำเภอ จังหวัด หรือลุ่มน้ำ การเกิดองค์กรชุมชนหรือองค์กรประชาสังคมจะช่วยให้ประชาสังคมเข้มแข็งขึ้น ทำให้ผู้คนเกิดสำนึกทางสังคมขึ้นมา และก่อให้ความสัมพันธ์ที่อาศัยน้ำใจ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และสำนึกทางสังคมเป็นตัวเชื่อม มิใช่มีเงินเป็นตัวเชื่อมดังความสัมพันธ์ในระบบตลาด (ซึ่งเป็นพื้นฐานของระบบทุนนิยม) หรือความสัมพันธ์ที่ขึ้นต่อรัฐ (ซึ่งเป็นพื้นฐานของอำนาจนิยม) ความสัมพันธ์ที่อาศัยคุณธรรมดังกล่าวจะทำให้พลังของสังคมเป็นพลังทางศีลธรรมในตัวเอง

๒.ควบคุมทุนนิยมและอำนาจนิยม
เราสามารถควบคุมทุนนิยมและอำนาจนิยมไม่ให้ขยายตัว ด้วยการคัดค้านการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจอย่างไร้ขอบเขต ไม่สนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจหรือการพัฒนา (รวมถึงนโยบายพลังงานและส่งเสริมการท่องเที่ยว) ที่คำนึงถึงแต่เม็ดเงินยิ่งกว่าผลกระทบในทางสังคม หรือสนองประโยชน์ของคนกลุ่มน้อยแต่สร้างความทุกข์ให้แก่คนส่วนใหญ่ อันถือได้ว่าเป็นความไร้ศีลธรรมหรือความรุนแรงขั้นพื้นฐาน รวมทั้งไม่สนับสนุนนโยบายส่งเสริมอบายมุข ตั้งแต่เหล้า บุหรี่ ไปจนถึงแหล่งเริงรมย์ และการเสี่ยงโชค เช่น หวย แม้แต่นโยบายการศึกษาที่มุ่งตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจ แต่ละเลยมิติด้านสังคม วัฒนธรรม และศีลธรรม ก็ไม่ควรสนับสนุนด้วยเช่นกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นการนำเอาคุณค่าทางศีลธรรมเข้ามากำกับทุนนิยม ขณะเดียวกันก็ปกป้องมิให้รัฐใช้อำนาจตามอำเภอใจ แต่คำนึงถึงศีลธรรมเป็นสำคัญ

นอกจากนั้นเรายังไม่ควรนิ่งดูดายเมื่อมีการกระทำที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมเกิดขึ้นในสังคม อาทิ การทุจริตของนักการเมือง การเอารัดเอาเปรียบผู้ที่ไร้อำนาจ การใช้ความรุนแรง ไม่ว่าโดยรัฐ (เช่น การอุ้มฆ่า การปราบปรามผู้ชุมนุมด้วยอาวุธ การฆ่าตัดตอน) หรือโดยประชาชนด้วยกัน (เช่น การรุมประชาทัณฑ์ผู้ต้องหา หรือการข่มขู่คุกคามผู้ที่เห็นต่างจากตน) รวมไปถึงการทำสิ่งที่ผิดศีลธรรมแม้จะถูกกฎหมายหรือทำให้ยอกย้อนวกวนจนดูเหมือนถูกต้อง (เช่น การขายหุ้นโดยไม่เสียภาษี หรือการซุกหุ้น)

ในอีกด้านหนึ่งเราควรพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจในเชิงสร้างสรรค์ ขึ้นมา กล่าวคือแทนที่จะมุ่งเอากำไรหรือเม็ดเงินเป็นจุดมุ่งหมาย ก็อาศัยคุณค่าทางศีลธรรมเป็นตัวนำ เช่น การช่วยเหลือกัน การส่งเสริมสามัคคี หรือการมีชีวิตอย่างเรียบง่าย กิจกรรมดังกล่าวเช่น ธนาคารชุมชน สัจจะสะสมทรัพย์ เงินตราชุมชน หรือเกษตรผสมผสาน

นอกจากนั้นควรส่งเสริมการปฏิรูปกลไก สถาบัน และระบบต่าง ๆ ในสังคม เพื่อลดอิทธิพลของทุนนิยมและอำนาจนิยม ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมโครงสร้างที่สันติ เช่น ส่งเสริมให้มีการปฏิรูปสื่อมวลชน การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปการเมือง การปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูปเศรษฐกิจ ตลอดจนการปฏิรูปคณะสงฆ์ และการฟื้นฟูสถาบันครอบครัวและชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

ทั้งการเคลื่อนไหวคัดค้านและสนับสนุนการปฏิรูปดังกล่าว ควรมีการรวมกลุ่มเป็นเครือข่าย ซึ่งจะช่วยให้เกิดพลังทางสังคม และหากมีพลังทางปัญญาอันเกิดจากองค์ความรู้และข้อมูลที่รอบด้าน และเชื่อมโยงกับองค์กรทางการเมือง เช่น รัฐสภา (ยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา) ย่อมทำให้เกิดพลังในการปรับเปลี่ยนนโยบายหรือโครงสร้างที่พึงประสงค์ได้

๓.ดำเนินชีวิตโดยมีศีลธรรมหรือคุณค่าทางสังคมเป็นแกนนำ
ในการดำเนินชีวิต เราไม่ควรเอาเงินเป็นตัวตั้ง หรือคำนึงแต่ผลประโยชน์ทางวัตถุอย่างเดียว หากมุ่งประโยชน์ที่จะเกิดแก่คุณภาพชีวิตและส่วนรวมเป็นหลัก เช่น สุขภาพ ความสุขทางใจ มิตรภาพ นั่นหมายความว่าเราควรมีเวลาให้แก่ชีวิตและกิจกรรมทางสังคม (เช่น ครอบครัว ส่วนรวม) มากกว่าที่จะทำงานหาเงินอย่างเดียว แทนที่จะตัดสินใจทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยการถามว่า “ทำแล้วฉันจะได้อะไร” ก็เปลี่ยนเป็นคำถามว่า “ทำแล้วจะเกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมหรือไม่”

ในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจก็เช่นกัน ควรคำนึงถึงคุณค่าทางสังคมเป็นหลัก แทนที่จะคิดถึงแต่กำไร-ขาดทุน เช่น หากเป็นผู้ผลิตหรือผู้ขาย ก็คิดถึงประโยชน์สุขของคนงาน และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมหรือสิ่งแวดล้อมด้วย หากเป็นผู้บริโภค ก็ไม่ได้ซื้อเพราะ “ถูกใจ” หรือมีราคาถูกอย่างเดียว แต่คำนึงถึงความ “ถูกต้อง”ด้วย ว่าสินค้านั้นก่อมลภาวะแก่สิ่งแวดล้อมหรือไม่ เอาเปรียบคนงานมากน้อยเพียงใด ใช้วิธีการโฆษณาที่ส่งเสริมค่านิยมผิด ๆ แก่ผู้ชมหรือไม่ ก่อผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด เป็นต้น

๔.ทำชีวิตด้านให้เข็มแข็ง
ชีวิตที่ไม่ถูกครอบงำด้วยบริโภคนิยมและอำนาจนิยม มีพฤติกรรมที่ถูกต้องชอบธรรมนั้น เป็นชีวิตที่มีคุณภาพจิตที่ดีงามเป็นพื้นฐาน กล่าวคือมีความสุขจากภายใน ซึ่งทำให้เป็นอิสระจากวัตถุหรือสิ่งเสพภายนอก ขณะเดียวกันเมตตากรุณาและสติปัญญา ก็ช่วยให้ไม่ถูกครอบงำด้วยความโกรธเกลียดหรือความหลงในอำนาจ กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเป็นอิสระจาก ๔ ก. คือ กิน กาม เกียรติ และโกรธ ต้องอาศัยชีวิตด้านในที่มีคุณภาพ ดังนั้นการสร้างพลังทางศีลธรรมในสังคมไทยจึงต้องเริ่มต้นด้วยการบ่มเพาะชีวิตด้านในให้เจริญงอกงาม สามารถเข้าถึงความสุขประณีตจากภายใน มีสติและปัญญารู้เท่าทันจิตใจของตนเอง ความเจริญงอกงามของชีวิตด้านในนอกจากจะทำให้เรามีความสุข เกิดสันติภาพภายในแล้ว ยังช่วยให้พฤติกรรมภายนอกเป็นไปในทางที่ถูกต้องชอบธรรมโดยอัตโนมัติ อีกทั้งยังสามารถสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น ไม่เอารัดเอาเปรียบหรือข่มเหงคะเนงร้ายกัน และเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงให้เกิดการเสียสละช่วยเหลือส่วนรวมอย่างไม่เห็นแก่ตัว ทำให้มีพลังในการทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องยั่งยืน

การเสริมสร้างพลังทางศีลธรรมในสังคม กับการเสริมสร้างพลังศีลธรรมภายในตนเองจึงเป็นสิ่งที่จะต้องทำควบคู่กันไป ทั้ง ๒ ประการเป็นภารกิจที่เราแต่ละคนสามารถทำได้ และควรทำให้เป็นวิถีชีวิตด้วย

วิกฤตทางศีลธรรมในปัจจุบัน โดยตัวมันเองย่อมสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตที่กำลังเกิดแก่สถาบันทางศีลธรรมและแนวทางการแก้ปัญหาศีลธรรมในสังคมไทย ตราบใดที่ยังไม่มีปฏิรูปสถาบันทางศีลธรรมทั้งเก่าและใหม่ ขณะเดียวกันก็ยังใช้กระบวนทัศน์เดิม ๆ ในการแก้ปัญหาศีลธรรม ย่อมเป็นไปได้ยากที่สังคมไทยจะฝ่าพ้นวิกฤตทางศีลธรรมไปได้ สภาพการณ์ในปัจจุบันกำลังเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงสถาบันและกระบวนทัศน์ ทั้งนี้โดยเริ่มต้นจากการเสริมสร้างพลังทางศีลธรรมระดับบุคคล แล้วเชื่อมโยงกับการเสริมสร้างพลังทางศีลธรรมระดับสังคม เพื่อผลักดันให้เกิดสภาพแวดล้อมและระบบสังคมที่เกื้อกูลต่อวิถีชีวิต จิตสำนึก และความสัมพันธ์ที่ดีงาม ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่สังคมไทยจะมีพลังจนสามารถฝ่าพ้นวิกฤตศีลธรรมไปได้ในที่สุด

______________________________________________________

โครงการสุขภาพคนไทย ๒๕๔๘
โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด สถาบันรามจิตติ ๒๕๔๘
นสพ.ผู้จัดการ ๒๕๔๖
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ๒๕๔๓
นสพ.มติชน วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๗
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต ปี ๒๕๔๘
มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ปี ๒๕๔๖
องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย ปี๒๕๔๗
การสำรวจของดร.แมนดริลลอ ซิริลลอ อ้างใน พุทธิกา สิงหาคม ๒๕๔๘
๑๐ การสำรวจความเห็นของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ปี ๒๕๔๘
๑๑ ประมาณการของพญ.สุวรรณ เรืองกาญจนเศรษฐ์ ผู้อำนวยการศูนย์สร้างเสริมสุขภาพวัยรุ่น ร.พ.รามาธิบดี ๒๕๔๘
๑๒ โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด สถาบันรามจิตติ ๒๕๔๘
๑๓ โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด สถาบันรามจิตติ ๒๕๔๘
๑๔ กองกลาง กรมพัฒนาสังคมและบริการ ๒๕๔๖
๑๕ รายงานสภาวการณ์เด็กและเยาวชนไทย ๒๕๔๐ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
๑๖ เครือข่ายองค์กรงดเหล้า ๒๕๔๒
๑๗ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ๒๕๔๙
๑๘ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด สถาบันรามจิตติ ๒๕๔๘ ๒๕๔๘
๑๙ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ๒๕๔๘
๒๐ มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และศูนย์ประชามติ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยรามคำแหง ๒๕๔๖
๒๑ โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด สถาบันรามจิตติ ๒๕๔๘
๒๒ โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด สถาบันรามจิตติ ๒๕๔๘
๒๓ โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด สถาบันรามจิตติ ๒๕๔๘
๒๔ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๕๓๙
๒๕ โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด สถาบันรามจิตติ ๒๕๔๘
๒๖ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ๒๕๔๘
๒๗ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ๒๕๔๖
๒๘ โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด สถาบันรามจิตติ ๒๕๔๘
๒๙ โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด สถาบันรามจิตติ ๒๕๔๘
๓๐ โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด สถาบันรามจิตติ ๒๕๔๘
๓๑ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ๒๕๔๖

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved