หน้ารวมบทความ
   บทความ > พุทธศาสนา > ท่านอาจารย์พุทธทาสกับวัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้
กลับหน้าแรก
 

ท่านอาจารย์พุทธทาสกับวัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้
พระไพศาล วิสาโล

ปัจฉิมกถา เนื่องวันล้ออายุท่านพุทธทาสภิกขุเพื่อถวายเป็นอาจาริยบูชา
เมื่อวัน ที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑ .
ณ ห้องจิ๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

คุณูปการของท่านอาจารย์พุทธทาส หากกล่าวโดยสรุปก็คือ ท่านได้ทำให้พุทธศาสนากลับมามีความลึกและความกว้างมากขึ้น มีความลึกหมายความว่าทำให้พุทธศาสนากลับมามีมิติด้านปรมัตถธรรมอีกครั้งหนึ่ง ตรงนี้มีความสำคัญเพราะเมื่อมีการปฏิรูปศาสนาตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา มิติด้านปรมัตถธรรมได้ถูกลดความสำคัญจนขาดหายไป ในแง่นี้ท่านอาจารย์พุทธทาสมีคุณูปการอย่างมากที่ทำให้พุทธศาสนากลับมามีความลุ่มลึกอีกครั้งหนึ่ง และทำให้ผู้คนได้ตระหนักว่าพุทธศาสนาสามารถนำพาผู้คนให้เกิดความลุ่มลึกทางจิตวิญญาณได้ นั่นคือ การเข้าถึงปรมัตถธรรม สามารถรู้เท่าทันมายาภาพของของตัวกูของกู จนกระทั่งสามารถเป็นอิสระจากมันได้ นั่นคือประการที่หนึ่ง

ประการที่สอง ก็คือทำให้พุทธศาสนามีความกว้าง ท่านอาจารย์พุทธทาสทำให้พุทธศาสนาไม่จำกัดอยู่แต่ในกรอบของเถรวาท แต่ขยายครอบคลุมนิกายอื่น เช่น เซน มหายาน วัชรยาน ใช่แต่เท่านั้น ท่านยังขยายพื้นที่ของพุทธศาสนาจากเดิมที่จำกัดอยู่แค่พิธีกรรมหรือจำกัดอยู่แค่บางมุมบางด้านของชีวิต ไปสู่มิติด้านอื่นๆของชีวิตให้ครอบคลุมกว้างขวางขึ้น เช่นการทำงาน ดังท่านได้ย้ำว่าการทำงานคือการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมมิได้หมายความว่าต้องเข้าวัด หรือเก็บตัวอยู่ในห้องพระ หรือหลับตาภาวนา แม้อยู่ในที่ทำงานหรืออยู่ท่ามกลางผู้คนก็สามารถปฏิบัติธรรมได้

ท่านยังทำให้พื้นที่ของพุทธศาสนาหรือการปฏิบัติธรรมขยายจากชีวิตส่วนบุคคลไปสู่ชีวิตสาธารณะ นอกจากการฝึกฝนพัฒนาตนแล้ว การปฏิบัติธรรมยังหมายถึงการเข้าไปรับผิดชอบสังคม ช่วยเหลือส่วนรวมให้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่ทำตัวให้ดีอย่างเดียว

ท่านอาจารย์พุทธทาสยังทำให้พื้นที่ของพุทธศาสนาขยายไปสู่ศาสตร์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ท่านอาจารย์พุทธทาสได้ทำให้พุทธศาสนาเชื่อมโยงกับศาสตร์เหล่านี้ และพยายามทำให้ศาสตร์เหล่านี้มีเนื้อหารับใช้แก่นพุทธธรรม นั่นคือทำให้คนกลับมาเห็นคุณค่าของศีลธรรม ไม่หลงติดกับวิชาการจนเกิดความถือตัวถือตน หรือเกิดความหลงใหลในวัตถุนิยม

ท่านยังทำให้พุทธศาสนาขยายพรมแดนจากเรื่องของบุคคลไปสู่เรื่องของสังคม การเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา วัฒนธรรม ประเด็นเหล่านี้แต่ก่อนถือกันว่าเป็นเรื่องทางโลก ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายของพุทธศาสนา พุทธศาสนาเป็นเรื่องของการพัฒนาตนเท่านั้น แต่ท่านอาจารย์พุทธทาสได้นำเอาหลักธรรมทางพุทธศาสนามาวิพากษ์เศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา การพัฒนา ท่านชี้ให้เห็นว่าระบบเหล่านี้ถูกครอบงำด้วยอำนาจของวัตถุนิยมมากเพียงใด นอกจากนั้นท่านยังได้กระตุ้นให้เราเห็นถึงความสำคัญในการปรับเปลี่ยนระบบเหล่านี้ให้เอื้อต่อการฟื้นฟูศีลธรรม ระบบเหล่านี้จึงไม่ได้อยู่นอกขอบข่ายของพุทธศาสนาอีกต่อไป

การขยายพรมแดนหรือพื้นที่ของพุทธศาสนาให้เชื่อมโยงกับศาสตร์ต่าง ๆ ก็ดี กับระบบเศรษฐกิจการเมืองก็ดี ตลอดจนการขยายการปฏิบัติธรรมให้ครอบคลุมถึงการช่วยเหลือสังคมและการปรับปรุงสังคมให้ดีขึ้นก็ดี ถือว่าเป็นระนาบกว้างของพุทธศาสนา นอกเหนือจากระนาบลึกคือปรมัตถธรรม ซึ่งท่านอาจารย์พุทธทาสได้นำกลับมาสู่พุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน นี่เป็นคุณูปการสำคัญประการหนึ่งของท่านเมื่อมองในแง่ประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาไทย

อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะชี้ก็คือ สวนโมกข์ในสมัยท่านอาจารย์พุทธทาสมีคุณูปการมาก ในบริบทที่สังคมไทยยังเป็นชุมชนเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ในสังคมชนบทวัดยังเป็นศูนย์กลางของชุมชน แต่เริ่มสูญเสียบทบาทในทางบวกไปเรื่อยๆ ในขณะที่วัดในเมืองเกือบจะหมดบทบาทในทางสติปัญญาต่อผู้คน มีแต่บทบาทในเชิงพิธีกรรม นี่คือบริบททางสังคมเมื่อ ๗๕ ปีที่แล้วตอนที่เริ่มตั้งสวนโมกข์

สำหรับคนในเมืองหรือคนกรุงเทพ ฯ อิทธิพลทางศีลธรรมจะได้รับจากแหล่งอื่น อย่างเช่น อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ท่านเป็นผู้ที่มีมาตรฐานทางจริยธรรมสูงมาก แต่ท่านไม่เคยบวชพระ และเข้าวัดน้อยมาก แต่ท่านได้รับอิทธิพลทางจริยธรรมจากแม่ และจากโรงเรียน อาจารย์ป๋วยเป็นตัวแทนของคนกรุงหรือปัญญาชนส่วนใหญ่ในเมืองที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากจริยธรรมจากวัด แต่ได้มาจากทางอื่น นี่คือบริบทของสังคมไทยในช่วง ๗๕ ปีที่แล้ว

แต่ท่านอาจารย์พุทธทาสได้ทำให้สวนโมกข์กลายเป็นบ่อเกิดทางจริยธรรมและสติปัญญาแบบพุทธที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อคนในเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯได้ ถึงแม้วัดในกรุงเทพฯแทบไม่มีอิทธิพลต่อคนในเมืองแล้ว แต่สวนโมกข์ก็สามารถเป็นแหล่งบันดาลใจในทางสติปัญญาแบบพุทธให้กับผู้ที่มีการศึกษาหรือชนชั้นกลางในเมืองได้ สวนโมกข์จึงเปรียบเสมือนประภาคาร ที่แม้อยู่ไกลถึงไชยา ซึ่งเป็นชนบทไกลปืนเที่ยง แต่สามารถสาดส่องแสงสว่างไปถึงกรุงเทพฯได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะในเวลานั้นอิทธิพลทางสติปัญญาหรือจริยธรรมที่ผ่านวัดหรือผ่านพระได้ลดน้อยลงไปมากแล้ว แต่ว่าท่านอาจารย์พุทธทาสได้ทำให้สวนโมกข์เป็นศูนย์กลางแนวคิดพุทธศาสนาแบบปฏิรูป ซึ่งคนละความหมายกับสัทธรรมปฏิรูป นั่นก็คือท่านทำให้ปรมัตถธรรมกลับคืนสู่พุทธศาสนา ทำให้พุทธศาสนามีความลึก ไม่เพียงนำพาผู้คนสู่ความพ้นทุกข์ แต่ยังทำให้ผู้คนสามารถก้าวออกไปเผชิญกับกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างใหม่ ซึ่งเป็นบทบาทในทางกว้าง

อย่างไรก็ตามมีประเด็นหนึ่งที่ผู้รู้หลายท่านได้ตั้งข้อสังเกตไว้ นั่นก็คือ พุทธศาสนาในปัจจุบัน แม้มีท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นแรงบันดาลใจอันสำคัญ ก็ยังเป็นคำตอบในระดับปัจเจก คือในระดับการดำเนินชีวิต แต่ว่ามีอิทธิพลน้อยต่อชีวิตสาธารณะ พูดในแง่ส่วนบุคคล คำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาสช่วยให้หลายคนพบความสุขภายใน ได้ค้นพบความเป็นอิสระของจิตใจ สามารถมีชีวิตที่ปล่อยวาง หรือเข้าถึงภาวะจิตว่างมากขึ้น แต่เมื่อมองในแง่ของชีวิตสาธารณะโดยเฉพาะการออกไปสัมพันธ์กับสังคม ซึ่งเป็นจุดเน้นที่ท่านได้เทศน์ได้บรรยายมากมาย ในความเป็นจริงปรากฏว่าคำสอนของท่านมีอิทธิพลไม่มากเท่าไร ชาวพุทธส่วนใหญ่ยังเน้นการปฏิบัติธรรมในแง่ของการฝึกฝนพัฒนาตนเท่านั้น

ในทำนองเดียวกันอิทธิพลของท่านที่มีต่อชีวิตรวมหมู่หรืออิทธิพลในระดับองค์กร ชุมชน สังคม หรือประเทศ ก็มีไม่มาก หมายความว่าองค์กรอย่างเช่น บริษัท โรงงาน หน่วยงาน หรือชุมชน มีไม่มากที่นำเอาคำสอนของท่านไปใช้ในการพัฒนาองค์กร หรือจัดวางเป็นแนวทางและนโยบายในการทำงาน ในระดับประเทศก็เช่นกัน แม้ว่าท่านอาจารย์จะตั้งคำถามกับการพัฒนากระแสหลักที่บอกว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” แต่ก็ไม่สามารถทำให้กระแสการพัฒนาแบบนี้เปลี่ยนแปลงไปได้มากเท่าไหร่ การนำเอาแนวคิดของท่านมาจัดวางในระดับองค์กรหรือในระดับชุมชนก็ไม่ค่อยเด่นชัด แต่นั่นไม่ใช่เป็นความผิดพลาดของท่าน หากเป็นเพราะข้อจำกัดของชนชั้นกลางในเมืองที่ไม่สามารถเข้าใจหรือขยายขอบข่ายของพุทธศาสนาไปให้กว้างกว่าเรื่องส่วนบุคคลได้ นี่คือสภาพของสังคมไทยในช่วงที่ท่านอาจารย์พุทธทาสท่านยังมีชีวิตอยู่

ปัจจุบันท่านอาจารย์พุทธทาสได้จากเราไปแล้วอย่างน้อยก็ในทางสรีระ แต่แนวคิดของท่านก็ยังทรงอิทธิพลอยู่ อย่างไรก็ตามเราคงต้องยอมรับว่าสวนโมกข์ได้หมดบทบาทของการเป็นศูนย์กลางทางด้านสติปัญญาแบบพุทธของสังคมไทยไปมากแล้ว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะ ถึงแม้ว่าประภาคารหรือคบไฟดวงใหญ่ ที่เคยจุดประกายสว่างไสวที่สวนโมกข์จะดับไป แต่ก็ได้บรรลุหน้าที่ทางประวัติศาสตร์แล้ว นั่นคือจุดประกายให้เกิดประภาคารหรือคบไฟดวงเล็กดวงน้อยกระจายทั่วแผ่นดินไทยและประเทศอื่น ๆ กล่าวคือมีองค์กรหรือกลุ่มหลากหลายที่นำคำสอนของท่านไปเผยแพร่ หรือนำพาผู้คนให้เข้าถึงพุทธธรรมมากขึ้น

เวลานี้การปฏิบัติธรรมได้รับความสนใจมากขึ้นในหมู่ชาวพุทธ มีองค์กรที่ส่งเสริมการปฏิบัติธรรมมากมายหลายแบบ ไม่ได้มีแต่วัดหรือวัดป่าเท่านั้น แต่ยังมีหน่วยงานอื่น ๆ ที่ทำงานอย่างเข้มแข็ง เช่น มูลนิธิธรรมกมลาซึ่งส่งเสริมการปฏิบัติธรรมแนวโคเอ็นก้า มียุวพุทธิกสมาคม ฯ มีเสถียรธรรมสถาน มีชมรมปฏิบัติธรรมตามบริษัทห้างร้าน และที่กำลังเป็นปรากฏการณ์สำคัญก็คือ เครือข่ายลูกศิษย์ของพระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยผ่านชุมชนอินเตอร์เน็ต และชุมชนกัลยาณมิตรจำนวนมากมาย

นั่นคือข้อสังเกตประการที่หนึ่ง ประการที่สองก็คือปัจจุบันชาวพุทธมีลักษณะแตกตัว แบ่งขั้วชัดเจนมากขึ้น ขอให้นึกย้อนกลับไปสมัยที่ท่านอาจารย์พุทธทาสยังมีชีวิตอยู่ ชาวพุทธส่วนใหญ่ไม่ว่าในเมืองหรือชนบทมักจะเป็นชาวพุทธแบบทั่วไปคือ ชอบทำบุญทำทาน รักษาศีล เข้าวัดเข้าวา แต่ไม่สนใจการปฏิบัติธรรมในขั้นจิตภาวนา รวมทั้งไม่ค่อยสนใจปรมัตถธรรมเท่าไร แต่ในปัจจุบันเราจะสังเกตได้ว่าชาวพุทธเมืองไทยมีการแตกตัวเป็นสองขั้ว ขั้วแรกคือ จากคนที่ชอบทำบุญทานรักษาศีล กลายเป็นคนที่คิดถึงแต่ตัวเอง ถูกครอบงำด้วยบริโภคนิยม หลงใหลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หวังลาภลอย คอยโชค นิยมทางลัด นี่คือพวกแรกที่แตกตัวมาจากคนกลุ่มใหญ่ที่เคยสนใจทำบุญทำทาน นี่เป็นพัฒนาการในทางลบ

อีกขั้วหนึ่งก็คือ จากเดิมที่ไม่ค่อยสนใจการปฏิบัติธรรม ไม่สนใจแก่นแท้ ก็กลายมาเป็นคนที่สนใจการปฏิบัติธรรม เข้าหาวิปัสสนากรรมฐาน กลุ่มหลังนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก สนใจเรื่องการปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้น ไม่ใช่แค่เข้าวัดเข้าวาทำบุญทำทาน แต่ปฏิบัติธรรมมุ่งถึงนิพพานเลยก็มาก นี่เป็นพัฒนาการในทางบวก

ชาวพุทธส่วนใหญ่ในปัจจุบัน แบ่งออกเป็นสองขั้วสองกลุ่ม มีลักษณะที่แตกต่างกันมากกลุ่มหนึ่งหลงใหลบริโภคนิยม หวังลาภลอย คอยโชค นิยมรวยลัด กลุ่มนี้มีตั้งแต่พวกที่หลงใหลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น จตุคามรามเทพ ไปจนถึงนักศึกษาที่ยอมขายตัวแลกเกรด กลุ่มนี้มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันก็มีอีกกลุ่มที่ขยายตัวเช่นเดียวกัน แม้จะมีปริมาณน้อยกว่ากลุ่มแรก ก็คือกลุ่มที่หันมาสนใจสมาธิภาวนาโดยเฉพาะวิปัสสนา มีทั้งที่สนใจไปวัดป่า หรือรวมกลุ่มปฏิบัติธรรมกันเอง มีฆราวาสเป็นอาจารย์กรรมฐาน ที่จริงกลุ่มคนที่ยังชอบทำบุญทำทาน เข้าวัดรักษาศีล ก็ยังมีอยู่มาก แต่จำนวนลดลงไปเรื่อย ๆ เพราะส่วนใหญ่เป็นคนมีอายุแล้วและอยู่ในชนบท

นี่คือสองขั้วที่กำลังเกิดขึ้นและกำลังขยายตัวเป็นอย่างมาก แต่ทั้งสองกลุ่มมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือมีความเป็นปัจเจกชนสูง ไม่ค่อยสนใจสังคมเท่าไร พรุ่งนี้จะมีคนจำนวนมากไปเวียนเทียนตามวัดต่าง ๆ ตามประเพณีวิสาขบูชา ระหว่างที่เวียนเทียนก็คงปลาบปลื้มว่าวันวิสาขบูชาคือวันที่โลกยกย่องว่าเป็นวันแห่งสันติสุข แต่เมื่อเวียนเทียนเสร็จแล้วส่วนใหญ่ก็คงกลับบ้านนอนหลับสบาย ไม่สนใจบ้านเมืองว่าตอนนี้กำลังร้อนรุ่มเพียงใด ไม่สนใจว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังเข้มข้นร้อนแรงนี้จะทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟหรือไม่ วันวิสาขบูชาในสายตาของชาวพุทธกลุ่มนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังจะลุกเป็นไฟเลย ทุกคนต่างเวียนเทียนโดยไม่รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองเวลานี้ วิสาขบูชากับสถานการณ์บ้านเมือง ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย แทบจะอยู่คนละโลก

ขณะเดียวกัน มีคนจำนวนไม่น้อยที่พอเวียนเทียนเสร็จก็จะไปร่วมขบวนการทางการเมืองที่กำลังถูกปลุกเร้าด้วยความโกรธ ความเกลียดและความกลัว ไม่ว่าจะฝ่ายพลังประชาชน หรือฝ่ายพันธมิตร ฯ ก็ตาม ตอนที่เวียนเทียนจิตใจก็สงบดี แต่พอร่วมขบวนการทางการเมือง จิตใจก็จะเร่าร้อน เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ราวกับเป็นคนละคนกับตอนเวียนเทียน แบบนี้ก็คงมีไม่น้อย

แต่อาตมาไม่แน่ใจว่าชาวพุทธที่พยายามจะทำให้สังคมไทยเกิดความสงบสุข เกิดสันติธรรม จะมีมากแค่ไหน คนที่ไปเวียนเทียนโดยแซ่ซร้องสรรเสริญว่าวันวิสาขบูชาเป็นวันสันติภาพโลกแต่ไม่สนใจสถานการณ์บ้านเมืองเลยว่าจะลุกเป็นไฟหรือไม่ น่าจะมีมากกว่า ส่วนคนที่เวียนเทียนในวัดด้วยใจสงบ แต่พอกลับบ้านก็ร้อนรุ่มเคียดแค้นเพราะไม่พอใจสถานการณ์บ้านเมือง ก็มีมากเช่นกัน ชาวพุทธส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะนี้

ข้อสังเกตประการที่สามคือ ในสมัยก่อนเรามีชุมชนที่รอบวัด ล้อมวัด เป็นชุมชนชาวพุทธที่วัดเป็นศูนย์กลาง แต่ชุมชนแบบนี้มีน้อยลง ตอนนี้เรามีชุมชนโดยสัมพันธภาพ คือเป็นชุมชนทางอินเตอร์เน็ตบ้าง เป็นชุมชนที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวบ้าง เช่น ถ้าเป็นเครือข่ายลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ปราโมทย์ก็จะไปพบปะกันที่บ้านอารีย์ ศาลาลุงชิน หรือไม่ก็จะพบปะกันที่สวนสันติธรรม นี่เรียกว่าชุมชนโดยสัมพันธภาพ ไม่ใช่ชุมชนโดยภูมิศาสตร์

ในขณะเดียวกันเราก็พบว่าในแง่ของสถาบันสงฆ์มีอาการถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งปริมาณและคุณภาพ ปกติอะไรที่ถดถอยลงในเชิงปริมาณมักจะดีในเชิงคุณภาพ แต่ว่าสถาบันสงฆ์เป็นกรณียกเว้น เพราะว่าพระสงฆ์ไทยถดถอยทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ นับตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ เป็นต้นมาสังคมไทยไม่มีเคยมีพระสงฆ์เกิน ๓๐๐,๐๐๐ รูป ตัวเลขเมื่อปี ๒๕๔๙ มีพระประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ รูป ตัวเลขนี้ไม่นับรวมสามเณร แต่ถ้าเราคัดเอาผู้ที่บวช ๗ วันจนถึง๑ เดือน ออกไป ซึ่งประมาณว่ามีประมาณ ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นตัวเลขที่กรุงเทพฯ กับราชบุรี เชื่อว่าตัวเลขในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศก็คงไม่หนีไปจากนี้ ถ้าเอาพระ ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ที่บวช ๗ วันถึง ๑ เดือนออกไป ก็จะเหลือพระไม่ถึงแสนรูปเท่านั้น นี้คือความถดถอยในเชิงปริมาณ

ในเชิงคุณภาพก็เช่นกัน ทุกวันนี้พระสงฆ์เสื่อมถอยทั้งในทางสติปัญญาและในทางคุณธรรม คุณธรรมในที่นี้รวมถึงความซื่อสัตย์สุจริตด้วย การทุจริตในห้องสอบเป็นปรากฏการณ์ที่ธรรมดาสามัญมากในวงการคณะสงฆ์อย่างที่นึกไม่ถึง แม้แต่ฆราวาสก็ยังทำไม่ถึงขนาดนั้น คือไม่กล้าทำอย่างโจ่งแจ้ง ถ้าจะโกงก็ต้องใช้โทรศัพท์มือถือ ใช้นาฬิกาที่มีเพจเจอร์ หรือฝังโทรศัพท์มือถือเอาไว้ แต่สำหรับพระแล้วท่านก็ไม่แอบทำอย่างนั้น ท่านแจกคำเฉลยกันในห้องสอบเลย หรือไม่ก็โทรศัพท์ถามเพื่อนเลยว่าต้องตอบอย่างไร โกงกันได้สบายมาก

ข้อสังเกตประการต่อมาก็คือ ปัจจุบันในสังคมไทยได้เกิดวัฒนธรรมสองกระแสใหญ่ๆ ที่อาตมาเรียกว่าวัฒนธรรมแห่งความละโมบ และวัฒนธรรมแห่งความโกรธเกลียด วัฒนธรรมแห่งความละโมบตอนนี้รุนแรงมากอันเนื่องมาจากบริโภคนิยม ส่วนวัฒนธรรมแห่งความโกรธเกลียดเกิดจากความยึดติดคลั่งไคล้ในอุดมการณ์ทางการเมือง เชื้อชาติ และศาสนา ทำให้เห็นคนที่ต่างจากตนเป็นศัตรู เกิดความรุนแรงถึงขั้นทำร้ายกันจนสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อ

เวลานี้ขันติธรรมในทางการเมืองมีน้อยมาก มีความโกรธเกลียดกันอย่างรุนแรง มีการใส่ร้ายป้ายสี ตีตรากันอย่างสาดเสียเทเสีย อาตมาคิดว่าในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งสำคัญที่จะต้องมีคือการเสริมสร้างวัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้เพื่อมาทัดทานวัฒนธรรมสองกระแสนี้ อาตมาเชื่อว่าพุทธศาสนายังมีพลังในการส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้ได้อยู่ ตรงนี้เองที่แนวคิดของท่านอาจารย์พุทธทาสมีความสำคัญ เพราะสามารถส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้ได้ นั่นคือทำให้ผู้คนพ้นจากความหลง และคืนสู่คุณธรรมขั้นพื้นฐาน คือตอนนี้อย่าว่าแต่ปรมัตถธรรมเลย แค่คุณธรรมขั้นพื้นฐานก็ขาดแคลนมากในสังคมไทย

คุณธรรมพื้นฐานได้แก่ การคิดถึงผู้อื่นมากกว่าตัวเอง การเชื่อมั่นในความเพียรของตน ไม่หวังลาภลอย คอยโชค หรือรวยทางลัด ซึ่งนำไปสู่การเล่นหวย การพนัน การคอร์รัปชั่น หรืออาชญากรรม ทั้งหมดนี้คือวิธีรวยลัดของคนจำนวนไม่น้อย เพียงแค่ทำให้คุณธรรมขั้นพื้นฐานกลับมาสังคมไทยก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง คุณธรรมพื้นฐานยังหมายถึง การไม่ยึดติดกับความสุขทางวัตถุ สามารถเข้าถึงความสุขจากแหล่งอื่นที่ประเสริฐกว่า เช่นความสุขจากการทำดี ความสุขจากการให้ทาน ความสุขจากการบำเพ็ญภาวนา และความสุขจากการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความเพียรของตัว สามประการนี้อาตมาคิดว่าเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐาน ซึ่งสังคมไทยกำลังต้องการเป็นอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างวัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้ เพราะว่าเป็นบันไดไปสู่ความลุ่มลึกทางจิตวิญญาณจนถึงขั้นปรมัตถธรรมได้

ในสภาพเช่นนี้ วัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้จะเกิดขึ้นได้ พุทธศาสนาจะต้องมีบทบาทสอง ประการคือ ๑. ทำให้ผู้คนกลับมามีความลุ่มลึกในทางจิตวิญญาณ ๒. ส่งเสริมให้ผู้คนพร้อมที่จะออกไปสร้างสรรค์สังคม เพื่อฟื้นฟูคุณธรรมพื้นฐานให้กลับมา ดังที่อาตมาได้กล่าวแล้วว่า ตอนนี้มีผู้คนจำนวนมากได้หันมาปฏิบัติธรรม บำเพ็ญภาวนามากขึ้น แต่การออกไปสร้างสรรค์สังคมยังมีน้อยอยู่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการปฏิบัติธรรมที่จะนำไปสู่วัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้ จะต้องก่อให้เกิดความลุ่มลึกทางจิตใจ นั่นคือรู้เท่าทันตนเองจนถึงขั้นเห็นมายาภาพของตัวตน ลดละความเห็นแก่ตัว ไม่ยึดติดหลงใหลในวัตถุ เพราะสามารถเข้าถึงความสุขที่ประณีต นี่เป็นบทบาทในเชิงลึก แต่เท่านั้นยังไม่พอชาวพุทธต้องมีบทบาทในเชิงกว้าง นั่นคือช่วยทำให้สังคมนี้ดีขึ้น เกิดสันติสุข และเกื้อกูลต่อการสร้างสรรค์ชีวิตที่ดีงาม ส่งเสริมคุณธรรมของผู้คน

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือวัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้จะเกิดขึ้นได้เมื่อพุทธศาสนามีบทบาทสอง ประการคือ ๑. ส่งเสริมให้เกิดอิสรภาพภายใน พ้นจากบีบคั้นของตัวตนอันเป็นสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาเอง ๒. ส่งเสริมให้เกิดอิสรภาพภายนอก คือพ้นจาก บีบคั้นทางสังคม หรือการเอาเปรียบจากผู้คน วัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้จะต้องมีสององค์ประกอบนี้

อันที่จริงพุทธศาสนาจะมีอิทธิพลต่อโลกยุคใหม่ไม่ได้เลยหากขาดบทบาทส่วนใดส่วนหนึ่งไป คือจะต้องส่งเสริมให้เกิดอิสรภาพภายในหรืออิสรภาพทางใจ กับอิสรภาพภายนอกหรืออิสรภาพทางสังคม เพราะว่าในเวลานี้ผู้คนมีความทุกข์ความเครียดมาก แม้จะมีวัตถุมีเงินทองมากมาย ขณะเดียวกันจำนวนไม่น้อยก็ถูกบีบคั้นจากกลไกทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง มีการเอารัดเอาเปรียบ การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และการเมือง

ศาสนาใดก็ตามจะมีความหมายต่อโลกยุคใหม่ได้ต้องส่งเสริมให้เกิดอิสรภาพทั้งสองประการ จะเน้นอันใดอันหนึ่งไปไม่ได้ ในด้านหนึ่งก็ต้องส่งเสริมคนให้เข้าถึงอิสรภาพภายใน ขณะเดียวกันก็ทำให้สังคมมีหลักประกันทางด้านสิทธิเสรีภาพ ความยุติธรรม มีประชาธิปไตย หรือมีสำนึกต่อระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อมเพราะเวลานี้ สิ่งแวดล้อมกำลังจะแปรปรวนและกลายเป็นปัจจัยที่บีบคั้นผู้คนอย่างรุนแรง ดังภัยธรรมชาติที่เกิดกับพม่าและจีนจนคนตายเป็นแสน ภัยธรรมชาติแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกหนทุกแห่ง

เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้นี้จะต้องส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความงอกงามทางจิต และความงอกงามทางสังคมไปในเวลาเดียวกัน ต้องทำให้ชีวิตภายในลุ่มลึกและทำให้ชีวิตสาธารณะเกื้อกูลต่อสังคม นี้คือการทำให้มิติพุทธศาสนาในทางสังคมเป็นจริงขึ้นมา ไม่ใช่เป็นแค่ความคิด หรือว่าความปรารถนาเท่านั้น

จะทำเช่นนั้นได้ กระบวนการทางด้านสังคมเป็นเรื่องสำคัญ คือ เวลาเราพูดว่าต้องทำให้คนมีศีลธรรม เรามักจะเน้นว่า ต้องเข้าวัดฟังธรรม ฟังเทศน์ เพิ่มวิชาศีลธรรม อาตมาคิดว่าเท่านี้คงไม่พอ เวลานี้ กระบวนการเพื่อส่งเสริมความตื่นรู้ในทางจิตใจ ยังไม่ได้รับการพัฒนาหรือใส่ใจเท่าที่ควร ขณะที่การสอนศีลธรรมแบบเดิมๆ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จึงยากที่จะทำให้เกิดอิสรภาพและความตื่นรู้ทั้งสองระดับ อาตมาไม่มีเวลาพูดว่ากระบวนการทางสังคม หรือกระบวนการเรียนรู้เพื่อปลุกให้เกิดความตื่นรู้ หรือเกิดคุณธรรมขั้นพื้นฐานเพื่อนำไปสู่ปรมัตถธรรมนั้นควรเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามขอพูดว่าชุมชนเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้สำหรับกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกทางคุณธรรมและสังคม ในเรื่องนี้มีวิทยากรหลายท่านได้พูดไปแล้วถึงความสำคัญของชุมชน แต่อาตมาก็อยากสรุปสั้นๆว่า ความสำคัญของชุมชนก็คือ ๑.ชุมชนช่วยบ่มเพาะความเจริญส่วนบุคคล อันนี้คือบทบาทของสังฆะหรือคณะสงฆ์เลย อารามหรือวัดเป็นชุมชนที่ทำให้พระในฐานะปัจเจกบุคคลนี้ความเจริญงอกงามในธรรมวินัยจนกระทั่งไปถึงการบรรลุธรรมได้ ๒.ชุมชนยังทำให้เกิดดุลยภาพระหว่างการทำงานภายในกับการทำงานภายนอกได้ด้วย ทำให้อิสรภาพทางใจกับอิสรภาพทางสังคมไม่แยกจากกัน

ประเด็นสุดท้ายที่อาตมาอยากย้ำก็คือ บทบาทสองประการที่พุทธศาสนาน่าจะมี อัน ได้แก่การส่งเสริมอิสรภาพภายใน และการส่งเสริมอิสรภาพภายนอก ไม่ได้มีความสำคัญในแง่ของการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความตื่นรู้ เพื่อทำให้สังคมปลอดภัยจากวัฒนธรรมแห่งความละโมบและวัฒนธรรมแห่งความโกรธเกลียดเท่านั้น แต่ยังเป็นผลดีต่อพุทธศาสนาเองด้วย คือช่วยให้พุทธศาสนายังมีความหมายต่อโลกปัจจุบัน หากพุทธศาสนาละเลยการเข้าไปมีบทบาทในการสร้างสรรค์สังคม เพื่อส่งเสริมอิสรภาพภายนอก แม้จะยังทำงานส่งเสริมอิสรภาพภายในอยู่ ก็อาจมีปัญหาต่อพุทธศาสนาเองได้

ในเรื่องนี้พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ได้เตือนชาวพุทธไทยมา ๒๐ กว่าปีแล้ว อาตมาขอยกข้อเขียนของท่านมาสรุปปิดท้ายปัจฉิมกถา ดังนี้

“หากชาวพุทธปล่อยให้สภาพแวดล้อมต่าง ๆ โดยเฉพาะสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจปรุงแต่งและแรงกระทบจากปัจจัยภายนอกอย่างอื่น ๆ โดยที่พุทธศาสนาแทบไม่มีส่วนร่วมสร้างสรรค์ควบคุมด้วยเลย และเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่เกื้อกูลต่อการปฏิบัติตามหลักการของพระพุทธศาสนา สภาพเช่นนั้นก็จะมีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา ซึ่งอาจเป็นไปถึงขั้นที่การปฏิบัติตามหลักการของพุทธศาสนาไม่อาจเป็นไปได้เลย”

แม้จะไม่ถึงขั้นนั้น แต่อย่างต่ำ ๆ ก็อาจเกิดสภาพต่อไปนี้คือ “เขตแดนแห่งการปฏิบัติตามหลักการของพุทธศาสนาหรือวงการดำเนินชีวิตแบบพุทธจะรัดตัวแคบเข้า และจะเป็นแต่ฝ่ายรับ ไม่ได้เป็นฝ่ายรุกเลย ทำให้ชุมชนชาวพุทธถอยร่นห่างออกไปจากสังคมมนุษย์ยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนหนีไปรวมกันอยู่บนเกาะที่ถูกน้ำล้อมรอบ ขาดจากชุมชนอื่น”

อาตมาขอยุติปัจฉิมกถาแต่เพียงเท่านี้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved