หน้ารวมบทความ
   บทความ > พุทธศาสนา > บุญเพื่อชีวิตและสังคม
กลับหน้าแรก
 
บุญเพื่อชีวิตและสังคม
พระไพศาล วิสาโล

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
บุญในอดีตนั้นมีความหมายที่กว้างมาก ท่านอาจารย์พุทธทาสเล่าว่า เมื่อท่านยังเด็ก โยมแม่จะสอนคาถาประจำใจเวลาทำนาว่า “นกกินก็เป็นบุญ คนกินก็เป็นทาน” คติดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าบุญนั้นไม่จำกัดที่การทำกับผู้อยู่เหนือเรา เช่น พระสงฆ์เท่านั้น แม้ทำกับผู้ที่อยู่ระดับเดียวกับเรา เช่นผู้คนทั่วไป หรือที่อยู่ต่ำกว่าเรา ไม่ว่าจะเป็นคนรับใช้ หรือสิงสาราสัตว์ ก็ถือว่าเป็นบุญเช่นกัน ทั้งนี้โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นการให้ทานหรือให้วัตถุสิ่งของเท่านั้น แม้แต่การเอื้อเฟื้อด้วยแรงกายหรือแรงปัญญา รวมถึงการชี้แนะชักชวนในทางที่ดีงาม ก็เป็นบุญเช่นกัน

บุญในความหมายนี้แหละที่เป็นปัจจัยถักทอสังคมทุกสังคมให้ปรองดองกลมเกลียวและผาสุก อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานในการสร้างสังคมให้เข้มแข็งมั่นคง แม้ว่าบุญในความหมายดังกล่าวจะเลือนรางไปจนเหลือเพียงแค่การบริจาคเงินให้วัดหรือถวายอาหารให้พระ แต่ก็มีความพยายามในการรื้อฟื้นความหมายที่ถูกต้องของบุญขึ้นมาในหลายท้องที่ โดยมีการประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย เช่น การทำกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์โดยการนำของพระอาจารย์สุบิน ปณีโต หรือการทอดผ้าป่าข้าวเพื่อการพัฒนาหมู่บ้าน

แม้ว่าขบวนการทางสังคมที่มีบุญเป็นรากฐานจะยังไม่เข้มแข็ง แต่ในปัจจุบันได้มีปัจเจกบุคคลจำนวนไม่น้อยที่ทำงานช่วยเหลือสังคมบนวิถีแห่งบุญ นอกจากสอนหนังสือ หรือช่วยเด็กยากจนแล้ว บางคนเช่น ด.ต.วิชัย สุริยุทธ ได้อุทิศตนให้แก่การปลูกต้นไม้บนพื้นดินว่างเปล่ารวมทั้งริมถนนรวมแล้วไม่น้อยกว่า ๒ ล้านต้น สำหรับเขาแล้ว “การปลูกต้นไม้เป็นการทำบุญที่ถูกต้องที่สุด มันยั่งยืนกว่า และช่วยเหลือทุกคนได้ชั่วลูกชั่วหลาน” ความพยายามตลอด ๑๘ ปีของเขามีส่วนสำคัญในการทำให้อำเภอที่เคยแห้งแล้งกันดารของศรีสะเกษ กลับเขียวขจีด้วยต้นไม้นานาชนิด การปลูกและฟื้นฟูป่าเป็นการทำบุญที่นับวันจะมีผู้นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ บางแห่งได้พัฒนามาเป็นการบวชต้นไม้

น่าสนใจที่ว่าแนวคิดเรื่องบุญได้ขยายไปสู่การช่วยเหลือระหว่างสัตว์กับสัตว์ มีเจ้าของสุนัขจำนวนไม่น้อยในปัจจุบันที่นิยมนำสุนัขของตนไปให้เลือดเพื่อช่วยเหลือสุนัขตัวอื่น ๆ ที่จำต้องใช้เลือดสำหรับการผ่าตัด เมื่อถามถึงแรงจูงใจ หลายคนตอบว่า ต้องการให้สัตว์เลี้ยงของตนได้ทำบุญ บางคนเชื่อว่าบุญจะช่วยให้สัตว์เลี้ยงของตนได้เกิดเป็นคนในชาติหน้า

เมื่อพิจารณาจากบุญตามหลักพุทธศาสนาซึ่งจำแนกเป็น ๑๐ ประเภทแล้ว * จะเห็นว่าบุญนั้นเกื้อกูลต่อสุขภาวะทั้งทางกาย ความสัมพันธ์ จิต และปัญญา ซึ่งเป็นสุขภาวะทุกมิติที่มนุษย์ต้องการ ขณะเดียวกันบุญก็มิได้สร้างสรรค์เฉพาะคุณภาพชีวิตเท่านั้น หากยังเอื้อเฟื้อต่อคุณภาพสังคมด้วย ทุกครั้งที่ให้ทานอย่างถูกต้อง นอกจากจะช่วยลดความเห็นแก่ตัว ฝึกตนเป็นผู้ให้ด้วยมิใช่เป็นแค่ผู้รับอย่างเดียว ยังช่วยให้สังคมเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน มีความสงบร่มเย็น บุญอีก ๙ ประเภทที่เหลือก็เช่นกันย่อมเกื้อกูลทั้งชีวิตและสังคมอย่างไม่อาจแยกจากกันได้ แต่หากเข้าใจบุญอย่างผิด ๆ บุญก็ไม่ต่างจากยัญกรรมของพราหมณ์ หรือการแลกเปลี่ยนเพื่อหวังกำไรที่มากกว่า ตามคติทุนนิยม

บุญที่แท้ในพุทธศาสนานั้นยังมีพลังสร้างสรรค์สังคมอยู่โดยเฉพาะในสังคมที่มีพุทธศาสนาเป็นรากฐานมาช้านาน แต่พลังนั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการเข้าถึงแก่นแท้ของบุญแล้วนำมาประยุกต์กับชีวิตและสังคมได้อย่างสมสมัย

* ได้แก่ ทาน ศีล ภาวนา ความอ่อนน้อม การขวนขวายรับใช้ การเฉลี่ยส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น การยินดีในความดีของผู้อื่น การฟังธรรม การสอนธรรม และการทำความเห็นให้ตรง

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved