หน้ารวมบทความ
   บทความ > พุทธศาสนา > ผูกมิตรกับเพื่อนบ้าน
กลับหน้าแรก

ผูกมิตรกับเพื่อนบ้าน

พระไพศาล วิสาโล
นิตยสาร Better Living

แบ่งปันบน facebook Share   

สมัยหนึ่งเคยมีคำพูดว่า “บ้านคือวิมานของเรา” คนรุ่นใหม่สมัยนี้อาจมีสำนวนอื่นที่ “โดนใจ”มากกว่า แต่ก็คงสะท้อนความรู้สึกอย่างเดียวกันว่า บ้านคือสถานที่ที่ให้ความสุขและความอบอุ่นใจแก่เรา อย่างหาได้จากที่อื่น แม้จะไปท่องเที่ยวที่ไหน นอนโรงแรมชั้นดีเพียงใด ก็ยังทดแทนบ้านไม่ได้อยู่ดี

อะไรทำให้บ้านมีความพิเศษอย่างนั้น คำตอบนั้นมีมากมาย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผู้คนไม่ค่อยนึกถึงในยามปกติ นั่นคือ เพื่อนบ้าน แต่หากถามใหม่ว่า อะไรทำให้บ้านกลายเป็น “นรก” หลายคนจะนึกถึงเพื่อนบ้านขึ้นมาทันที เพราะต้องทะเลาะเบาะแว้งกับคนข้างบ้านที่ชอบเปิดเพลงดังสนั่นหรือเอาถังขยะมาวางไว้หน้าบ้านของเราเป็นประจำ

“เพื่อนบ้าน” กับ “วิมานของเรา”นั้นแยกจากกันไม่ออก คนสมัยก่อนเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เพราะต้องพึ่งพาอาศัยกัน หรืออย่างน้อยก็ต้องเกี่ยวข้องกันอยู่เสมอ ดังนั้นจึงเลือกที่จะเป็นมิตรกันและมีน้ำใจไมตรีต่อกัน สิ่งหนึ่งที่ทำเป็นอาจิณ ก็คือ แบ่งปันกัน หลวงพ่อปัญญา ฯ เล่าว่าสมัยที่ยังเป็นเด็ก ท่านจะถูกพ่อแม่ใช้ให้เอาแกงหรือขนมไปแจกเพื่อนบ้านเป็นประจำ เวลาพ่อแม่ได้เนื้อมาก้อนหนึ่งก็จะ เอามาแกงขึ้นหม้อ แล้วตักแจกทุกบ้าน ถ้าได้ปลามาเป็นเข่ง ก็เอามาแบ่งเป็นกอง ๆ ถ้าได้ทุเรียนมาก็ทำน้ำกะทิอ่างใหญ่ พอท่านเห็นก็รู้แล้วว่าวันนี้ต้องเหนื่อยอีกแล้ว เพราะต้องวิ่งเอาไปแจกตามบ้านต่าง ๆ

ในทำนองเดียวกันท่านเจ้าคุณโพธิรังสีแห่งวัดพันตอง จังหวัดเชียงใหม่ พูดถึงประสบการณ์วัยเด็กว่า เวลาชาวบ้านทำอาหาร ไม่จำเป็นต้องทำอาหารหลายอย่าง แต่ละบ้านจะทำแกงแค่หนึ่งหม้อแล้วแบ่งให้บ้านอื่น ๆ ส่วนเพื่อนบ้านทำอาหารอะไรก็เอามาแบ่งให้บ้านของท่านเช่นกัน

การแบ่งปันกันนั้นช่วยสมานใจผู้คนให้กลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกัน จึงอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข แต่สมัยนี้ใคร ๆ ก็ต่างคนต่างอยู่ ไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องสมานใจกัน เพราะเข้าใจว่าไม่มีเขาเราก็อยู่ได้ ผลที่ตามมาก็คือเกิดความเหินห่างกันจนในที่สุดกลายเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน หรืออย่างน้อยก็ก่อความรำคาญใจแก่กัน

หลายคนที่มีปัญหากับเพื่อนบ้าน พบว่าบ่อยครั้งการขอร้องหรือแม้แต่ต่อว่าคนข้างบ้านไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเลย แต่พอเปลี่ยนมาเป็นเพื่อนเขา ด้วยการเอื้อเฟื้อเจือจานและแบ่งปัน ปัญหากลับทุเลาลง มีคนหนึ่งเล่าว่าข้างบ้านมีการก่อสร้างอาคาร คนงานมักโยนขยะลงมาที่สนามบ้านเขา เขาจึงต่อว่าแต่ก็ไม่ได้ผล แม้จะอ้างตำรวจ คนงานก็ไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ต่อมาเขาเปลี่ยนวิธี หันมาเป็นมิตรกับคนงาน มีอาหารหรือขนมก็มาแบ่งให้ เขาก็รู้สึกดีด้วย จนต่อมาก็กลายเป็นเพื่อนกัน ถึงตอนนี้เขาขอร้องว่าอย่าโยนขยะลงมาได้ไหม ปรากฏว่าคนงานก็ตกปากรับคำอย่างดี หลังจากนั้นเขาก็ไม่มีปัญหาจากข้างบ้านอีกเลย

อีกรายหนึ่งเป็นพ่อค้าที่สวนจตุจักร มีผู้ค้าข้างเคียงเอารูปภาพขนาดใหญ่มาตั้งไว้หน้าร้าน และยื่นออกมาบังร้านของเขาจนมิด เห็นได้ชัดว่าชายผู้นั้นตั้งใจกลั่นแกล้งเขา เขาก็ไม่ว่าอะไรเพราะรู้ดีว่าพูดไปก็คงไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งเขาซื้อส้มและองุ่น แล้วเดินไปทักทายชายผู้นั้นด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม พร้อมทั้งมอบผลไม้ให้เขา เขาบอกชายผู้นั้นว่า “เมื่อกี้ผมเดินไปเข้าห้องน้ำมาบังเอิญเห็นรถขายผลไม้ ก็เลยนึกถึงคุณเพราะเห็นว่าคุณเป็นคนที่ชอบทานผลไม้ เลยซื้อมาฝาก” ชายผู้นั้นมองหน้าเขาแบบงงๆแล้วพูดว่า เกรงใจ เขาตอบไปว่า “ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ เราค้าขายอยู่ด้วยกันมันก็เหมือนเพื่อนเหมือนพี่เหมือนน้องกัน” จากนั้นทั้งสองก็คุยกันราวกับคนคุ้นเคยกัน

วันรุ่งขึ้น เมื่อเขาไปเปิดร้านก็ปรากฎว่าภาพถ่ายขนาดใหญ่ที่ตั้งบังร้านเขาได้หายไป เขาจึงไปถามเจ้าของร้านว่า ภาพหายไปไหน เขาตอบว่าย้ายไปตั้งไว้ด้านในโน้น "ตั้งตรงนั้นดีกว่าครับเฮีย ผมเกรงใจเฮีย ตั้งตรงนี้แล้วมันน่าเกลียด มันไปบังร้านของเฮีย เดี๋ยวลูกค้ามาซื้อของเขาจะมองไม่เห็นสินค้าของเฮีย"

ไม่มีอะไรที่สมานใจผู้คนได้ดีเท่าน้ำใจไมตรี หยิบยื่นไมตรีแก่คนข้างบ้าน แล้วเขาจะกลายเป็นเพื่อนบ้านที่ใส่ใจความรู้สึกของเรา เมื่อใดก็ตามที่น้ำใจไมตรีอาบรดใจ “นรก”ก็กลายเป็น “สวรรค์”ในบัดดล

ช่วยกันทำบ้านให้เป็นวิมานด้วยการมีน้ำใจไมตรี ทั้งกับคนในบ้าน คนข้างบ้าน และคนในละแวกบ้านกันเถิด

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved