หน้ารวมบทความ
   บทความ > ต้อนรับความตาย > วาระสุดท้ายของกำพล ทองบุญนุ่ม
กลับหน้าแรก

วาระสุดท้ายของกำพล ทองบุญนุ่ม
พระไพศาล วิสาโล
อาทิตย์อัสดง ฉบับพิเศษ มกราคม ๒๕๖๐

 

กำพล ทองบุญนุ่ม  อดีตอาจารย์วิทยาลัยพลศึกษา ซึ่งพิการเกือบทั้งตัวตั้งแต่อายุ ๒๔  แต่กลับมีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั่วประเทศ  คนเหล่านี้เรียกกำพลว่าอาจารย์ ไม่ใช่เพราะเคยเรียนวิชาพลศึกษากับท่าน  หากแต่ได้เรียนวิชาที่สำคัญกว่านั้น นั่นคือวิชาดับทุกข์    ทุกข์ที่ว่ามิใช่ทุกข์ทางกาย  แต่หมายถึงทุกข์ทางใจ ซึ่งอาจารย์กำพลได้แสดงให้เห็นเป็นแบบอย่างว่า  แม้กายจะทุกข์เพียงใด แต่ใจกลับเป็นปกติสุข  ถึงกายจะพิการอย่างไร ใจก็ไม่ได้พิการด้วย

เกือบ ๒๐ ปีที่ผ่านมา อาจารย์กำพลไม่เพียงบรรยายธรรมทางวิทยุ และเดินสายบรรยายธรรมทั่วประเทศ  หากยังให้คำปรึกษาแก่ผู้คนมากมายซึ่งแม้จะกายเป็นปกติแต่จิตใจกลับเต็มไปด้วยความทุกข์  หลายคนแค่เห็นหน้าท่านก็มีกำลังใจเพราะประทับใจในแววตาที่สดใส เบิกบานด้วยรอยยิ้ม อีกทั้งสัมผัสได้ถึงความเป็นมิตรและความใส่ใจเมื่อได้สนทนาธรรมกับท่าน  จำนวนไม่น้อย (ทั้งพระและฆราวาส)มาปรึกษาท่านเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะการเจริญสติและสร้างความรู้สึกตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ท่านพูดอย่างเต็มปากเต็มคำได้ว่า “ทุกวันนี้ผมลาออกจากความทุกข์แล้ว”

เมื่อหนังสือของท่านเรื่อง “จิตสดใส แม้กายพิการ”  ได้รับการแปลเป็นภาษาจีนและภาษาญี่ปุ่น  ลูกศิษย์ที่เป็นชาวต่างชาติจึงมีจำนวนมากขึ้น  ปี ๒๕๕๖ ท่านได้รับเชิญไปบรรยายธรรมในประเทศญี่ปุ่นและจีน  เมื่อไปถึงประเทศจีน ท่านล้มป่วย อ่อนเพลีย เป็นไข้ และพบว่าท้องแข็งมาก  จึงได้เดินทางกลับมารักษาตัวที่เมืองไทย จนมีอาการดีขึ้น  ปลายปี ๒๕๕๗   ท่านถ่ายออกมาเป็นเลือด  หมอพบว่าเส้นเลือดที่หลอดอาหารแตก เป็นผลมาจากตับแข็ง ดันเส้นเลือดหลอดอาหารโป่งจนแตก  ไม่นานหมอก็พบว่าอาจารย์กำพลเป็นมะเร็งตับ ซึ่งลุกลามไปมากแล้ว

ความเจ็บป่วยของอาจารย์กำพลนั้น  แพทย์ทำอะไรได้น้อยมาก   หากผ่าตัดเปลี่ยนตับก็อาจเสียชีวิตระหว่างการผ่า เพราะระบบหายใจไม่ดี อีกทั้งร่างกายอ่อนแอมาก  วิธีหนึ่งที่หมอแนะนำคือจี้ก้อนมะเร็ง แต่ก็ช่วยได้แค่ยื้ออาการเท่านั้น  อาจารย์กำพลกับผู้ดูแลจึงตัดสินใจใช้วิธีรักษาแบบประคับประคอง  คือรักษาตามอาการ เพื่อลดความเจ็บปวด และช่วยให้สุขสบายมากที่สุด  ไม่มุ่งยื้อชีวิต แต่เน้นที่การรักษาคุณภาพชีวิตให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ผู้ดูแลจึงพาอาจารย์กำพลมาเยียวยาที่บ้านพัก   ไปหาหมอเฉพาะเวลาที่หมอนัด  จากเดิมที่มีผู้ดูแล ๒ คน ก็เพิ่มเป็น ๓ คน  เพราะต้องมีคนอยู่ด้วยตลอด ๒๔ ชั่วโมง  ผู้ดูแลเล่าว่า ช่วงแรกให้กินยารักษาตามอาการอย่างเดียว รวมทั้งยาบำรุง  ภายหลังก็ให้ยารักษาตับ ซึ่งปกติจะให้แก่คนไข้ที่รักษาตัวในห้องไอซียู  แต่เมื่ออาจารย์กำพลเลือกที่จะอยู่บ้าน พยาบาลจึงมาให้ยาที่บ้าน  บางครั้งเมื่ออาการทรุดหนัก  ก็พาท่านไปโรงพยาบาลเพื่อให้หมอช่วยเยียวยารักษา ทำให้อาการดีขึ้น

สำหรับคนที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมายอย่างอาจารย์กำพล  การดูแลท่านคงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้ใกล้ชิด เพราะปกติลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายล้วนอยากให้อาจารย์ของตนมีชีวิตยืนยาวที่สุด จึงมักเรียกร้องถึงขั้นกดดันให้ผู้ดูแลทำทุกอย่างเพื่อยื้อชีวิตท่านไว้ โดยไม่ค่อยตระหนักว่าวิธีการเหล่านั้นจะสร้างความทุกข์ทรมานแก่ผู้ป่วยมากน้อยเพียงใด  แต่ดูเหมือนว่าปัญหานี้จะไม่เกิดกับอาจารย์กำพล  เพราะลูกศิษย์ส่วนใหญ่รวมทั้งคนใกล้ชิดเข้าใจความต้องการของอาจารย์กำพล

อาจารย์กำพลเคยกล่าวไว้ในช่วงปีท้าย ๆ ว่า  เมื่อป่วยหนัก มี ๓ ประการที่ควรยอมรับ  ๑)ยอมรับความจริง ว่าโรคร้ายได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ควรปฏิเสธผลักไส ๒)ยอมรับความเป็นไป  กล่าวคือ เมื่อรู้ว่าโรครักษาไม่หาย มีแต่จะทรุดหนักลงไปเรื่อย ๆ ก็ให้ยอมรับความเป็นไปดังกล่าว  ๓) ยอมรับความตาย  เมื่อโรคลุกลามมาถึงที่สุดแล้วจะต้องตาย ก็ยอมรับความตาย โดยไม่ต่อสู้ขัดขืนหรือผลักไส

เป็นเพราะการทำใจยอมรับ  ๓ ประการดังกล่าว  อาจารย์กำพลจึงมีจิตใจที่เป็นปกติ แม้ความตายใกล้เข้ามาเป็นลำดับ  ขณะเดียวกันเมื่อใจเป็นปกติ ไม่รู้สึกทุกข์ทรมาน หรือทุรนทุราย  ร่างกายของท่านจึงไม่ได้เสื่อมทรุดอย่างรวดเร็ว   ตอนที่พบว่าท่านเป็นมะเร็งตับ หมอคาดการณ์ว่า   อาจารย์กำพลคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน ๓ เดือน  นั่นคืออยู่ได้จนถึงเดือนมกราคม ๒๕๕๘   แต่จนถึงกลางปี ๒๕๕๘  อาจารย์กำพลก็ยังมีอาการคล้ายคนปกติ  สามารถสนทนาหรือให้คำปรึกษาแก่ผู้คนได้  รวมทั้งสามารถไปบรรยายธรรมในงานครบรอบ ๑ ปีแห่งการละสังขารของหลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ ซึ่งท่านนับถือเป็นอาจารย์ที่มีพระคุณอย่างยิ่ง  ในงานนั้นเองที่ท่านประกาศ “แขวนไมค์”  คือขอพูดในที่สาธารณะเป็นครั้งสุดท้าย

อาจารย์กำพลเตรียมใจพร้อมรับความตายทุกวัน  ช่วงที่ป่วยหนักท่านกล่าวว่า ทุกวันนี้ใช้ชีวิตแบบหนึ่งวันหนึ่งคืน  ไม่มีอะไรต้องรีบทำแล้ว ไม่มีความหวังหรือติดค้างอะไร   พร้อมกันนั้นก็สั่งเสียกับคนใกล้ชิดทั้งเรื่องงานศพ และการจัดการกับผลงานต่าง ๆ ของท่านไม่ว่าหนังสีอและซีดี   ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ  ย้ำว่า  ถ้าท่านกินอาหารไม่ได้  ห้ามให้อาหารทางสายยาง  และหากหัวใจหยุดเต้น ก็ไม่ให้ปั๊ม  

ในระหว่างที่เจ็บป่วยมีหมอจีนจากแผ่นดินใหญ่และไต้หวันมาดูแลท่านเป็นระยะ ๆ  เช่น กดจุด ฝังเข็ม ทั้งหมดมาด้วยความศรัทธาในตัวท่าน  นอกจากนั้นยังมีหมอไทยมานวดท่านทุกวัน ทำให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น

กลางเดือนเมษายน ๒๕๕๙  อาการของท่านเข้าสู่ภาวะวิกฤต  มีความเจ็บปวดรบกวนมาก แม้ท่านบอกว่าทนไหว แต่ผู้ดูแลตัดสินใจนำมอร์ฟีนแผ่นมาบรรเทาความปวดให้ท่าน  วันที่ ๒๑ เมษายน ท่านหลับเป็นส่วนใหญ่ รู้ตัวเป็นบางช่วง วันรุ่งขึ้นก็เหนื่อยล้าจนไม่มีแรงคุย แต่ยังรับรู้ได้เมื่อมีคนมาคุยกับท่าน  กลางดึกท่านขอให้ปลดท่อออกซิเจนออก ครั้นปลดแล้ว ก็หลับยาว  เช้าวันที่ ๒๓ เมษายน ลมหายใจของท่านทอดยาว แล้วก็สั้นลงเป็นลำดับ จนหยุดหายใจก่อนเวลา ๑๑ นาฬิกา  ท่ามกลางลูกศิษย์ลูกหามากมายที่มาเฝ้าดูอาการของท่านตลอด ๒ วันสุดท้ายด้วยความสงบและใช้โอกาสนี้เจริญสติสร้างความรู้สึกตัวอย่างที่ท่านสอน

อาจารย์กำพลจากไปอย่างสงบ ไม่ทุกข์ทรมาน  นอกจากเป็นเพราะท่านเข้าใจความจริงของชีวิต ยอมรับความเจ็บป่วยและความตายว่าเป็นธรรมดา  อีกทั้งยังมีสติรักษาใจไม่ให้ทุกข์ไปกับกายแล้ว  ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็คือ การดูแลที่เกื้อกูล กล่าวคือการรักษาแบบประคับประคอง  ซึ่งมุ่งลดความทุกข์ทรมาน ช่วยให้สุขสบาย และมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดเท่าที่จะทำได้จนวาระสุดท้าย  ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะมีผู้ดูแลที่เข้าใจความต้องการของท่าน และเคารพการตัดสินใจของท่านที่ไม่ต้องการยื้อชีวิต อีกทั้งมีการทำงานเป็นหมู่คณะ ผลัดกันดูแลท่านตลอด ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างเต็มที่แล้ว  ยังช่วยให้ผู้ดูแลมีโอกาสพักและคลายเครียดด้วย

แต่มีผู้ดูแลที่บ้านอย่างเดียวย่อมไม่พอ   ที่ขาดไม่ได้ก็คือ หมอและพยาบาลที่คอยให้คำแนะนำและความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างสอดคล้องกับความต้องการของท่าน  

อาจารย์กำพลมักพูดเสมอว่าท่านเป็นแค่ “อุปกรณ์สอนธรรม”  กล่าวคือสอนให้คนเห็นถึงความไม่เที่ยงของสังขาร วันดีคืนดีอาจล้มป่วยหรือพิการอย่างท่านก็ได้ทั้ง ๆ ที่ยังหนุ่มอยู่   ขณะเดียวกันก็สอนว่า แม้กายทุกข์แต่ใจไม่ทุกข์ก็ได้ หากฝึกใจให้มีสติและความรู้สึกตัวอยู่เสมอ  ใช่แต่เท่านั้นในยามป่วย ท่านก็ยังเป็นอุปกรณ์สอนธรรมแก่ลูกศิษย์ว่า แม้กายป่วย แต่ใจก็ยังสดใสได้   

แม้กระทั่งเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง ท่านก็ยังเป็นแบบอย่างแห่งการยอมรับความตาย โดยไม่คิดต่อสู้ผลักไสหรือขัดขืนแต่อย่างใด จึงจากไปด้วยใจสงบ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved