หน้ารวมบทความ
   บทความ > หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ > ข้อสงสัย ๔ ประการเกี่ยวกับการเจรจา
กลับหน้าแรก


โพสต์ทูเดย์ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๗

ข้อสงสัย ๔ ประการเกี่ยวกับการเจรจา
พระไพศาล วิสาโล
กลุ่มสันติทำ สัมภาษณ์และเรียบเรียง


แบ่งปันบน facebook Share   

ท่ามกลางความขัดแย้งในสังคมไทยมีหลายฝ่ายพยายามเสนอทางออกจากวิกฤต หนึ่งในข้อเสนอที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงเสมอคือ การเปิดการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง แต่ดูเหมือนว่าหลายๆ คนยังมีข้อกังขากับวิธีการนี้ ทำให้ยังไม่ได้เสียงตอบรับเท่าที่ควร

อาสาสมัครสันติวิธีมีโอกาสได้สนทนากับพระไพศาล วิสาโล (เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ) เพื่อซักถามเกี่ยวกับข้อสงสัยหลัก ๔ ประการเกี่ยวกับการเจรจา ซึ่งท่านได้ตอบข้อสงสัยไว้อย่างน่าสนใจ

ข้อสงสัยประการที่ ๑ ไม่จำเป็นต้องเจรจากับโจรหรือคนชั่ว

พระไพศาล : หลักการหรือแนวความคิดที่ว่าไม่เจรจากับโจรหรือต้องแตกหักกับคนชั่วนั้นมีจุดอ่อนอยู่มาก เพราะในความเป็นจริง หลักการนำมาใช้ไม่ได้กับทุกกรณี เช่น กรณีโจรจับตัวประกัน ขณะที่ถูกตำรวจล้อมอยู่ โจรบอกว่าต้องการเจรจา ถ้าตำรวจบอกว่าฉันไม่เจรจากับโจร ต้องแตกหักกับคนชั่ว จะเกิดอะไรขึ้น ก็ต้องยิงถล่มกัน แล้วใครตาย โจรตาย ตัวประกันก็ตายด้วย โจรตายนั้นก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่ตัวประกันตายนั้นถูกไหม ไม่ว่าจะตายเพราะน้ำมือของโจรหรือโดนลูกหลงของตำรวจ ก็ไม่ถูกต้องทั้งนั้น เพราะหน้าที่ของตำรวจประการแรก ไม่ใช่ฆ่าโจร แต่ต้องรักษาชีวิตตัวประกันไว้ก่อน เพราะฉะนั้นในกรณีแบบนี้จำเป็นต้องเจรจากับโจร การเจรจาไม่ได้แปลว่าไม่ใช้กฎหมาย แน่นอนว่าการจับโจรเป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่สิ่งสำคัญกว่า คือเจรจากับโจรเพื่อรักษาชีวิตของตัวประกัน เมื่อตัวประกันปลอดภัยแล้ว จึงค่อยคิดอ่านหาทางจัดการกับโจร

อีกกรณีหนึ่งก็คือ สมมุติคุณถูกโจรจี้ โจรบอกว่าเอาสร้อยมา ถ้าคุณยึดมั่นในหลักการที่ว่า คุณก็ต้องบอกว่า ฉันไม่ให้ จะยอมทำตามคำสั่งของโจรได้อย่างไร โจรมันชั่ว ฉะนั้นต้องแตกหักกับโจร ถ้าคุณทำอย่างนั้นจะเกิดอะไรขึ้น คุณก็คงโดนโจรทำร้าย อาจถึงตาย ในกรณีอย่างนี้ยิ่งจำเป็นต้องเจรจาด้วยซ้ำ หลายคนเมื่อประสบเหตุเช่นนี้มักจะเลือกทางใดทางหนึ่ง คือยินยอมหรือขัดขืนต่อสู้ แต่ที่จริงทางเลือกที่ดีกว่าก็คือ การเจรจา มีหลายคนที่สามารถเจรจากับโจรจนสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบา หรือเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้ ตัวอย่างที่ว่ามานี้ ชี้ว่า คำพูดที่ว่าไม่เจรจากับโจร ต้องแตกหักกับคนชั่ว เป็นคำพูดที่ดูสวยหรู แต่ในทางปฏิบัติมีจุดอ่อนที่ก่อปัญหาหรือก่อผลเสียได้ วาทกรรมแบบนี้จำต้องไตร่ตรองให้ดี

ข้อสงสัยประการที่ ๒ ชาติตะวันตกยังไม่เจรจาต่อรองกับผู้ก่อการร้ายเลย

พระไพศาล : ประการแรกที่ควรพิจารณาก็คือ เป็นความจริงหรือเปล่าที่ว่าชาติตะวันตกไม่เจรจาต่อรองกับผู้ก่อการร้าย แม้มีการแถลงข่าวเช่นนั้น แต่ในความเป็นจริงมักมีการเคลื่อนไหวเพื่อเจรจาต่อรองกับผู้ก่อการร้าย แต่ไม่เป็นข่าว เพราะจะเกิดผลเสียตามมา เวลามีการเจรจากันในเรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ ที่ไหนๆ ก็ทำเป็นการลับ การเจรจาประเภทที่ถ่ายทอดออกโทรทัศน์ไม่เคยมียกเว้นในเมืองไทย ตอนที่เนลสัน แมนเดลา เจรจากับประธานาธิบดีโบธา กับ เดอ เคลิร์ก เขาทำอย่างลับๆ แมนเดลาไม่ยอมแพร่งพรายให้เพื่อนๆ หรือพลพรรคที่ติดคุกด้วยกันรู้เลยว่าเจรจาเรื่องอะไร จนเพื่อนบางคนหาว่าแมนเดลาถูกซื้อตัวไปแล้ว แต่แมนเดลาให้เหตุผลว่า เมื่อรับปากฝ่ายรัฐบาลแล้วว่าจะเจรจาเป็นการลับก็ต้องรักษาคำพูด คือแพร่งพรายให้ใครรู้ไม่ได้

ประการที่สอง ขอให้ลองพิจารณาดูว่า การที่อเมริกามีนโยบายเช่นนี้แล้วผลเป็นอย่างไร เกิดความเสียหายแค่ไหน สงครามในอัฟกานิสถานที่ยืดเยื้อมาทุกวันนี้ ผู้คนล้มตายจำนวนมากรวมทั้งชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เป็นเพราะการใช้นโยบายแข็งกร้าวกับผู้ก่อการร้ายใช่หรือเปล่า ปูตินเคยใช้นโยบายนี้ตอนที่กบฏเชชเนียจับตัวประกันนับพันในโรงเรียนเมื่อสิบปีก่อน ปูตินยืนกรานว่าจะไม่อ่อนข้อกับผู้ก่อการร้าย ใช้วิธีแตกหัก ส่งคอมมานโดเข้าไปถล่มผู้ก่อการร้าย แล้วผลเป็นอย่างไร ตัวประกันตาย ๓๐๐ กว่าคน ถามว่าตัวประกันซึ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมส่วนใหญ่สมควรตายไหม จริงอยู่ผู้ก่อการร้ายตายหมด แต่คุ้มไหม และถูกต้องไหม อย่าลืมว่า ปล่อยคนผิดไปสิบคนยังดีกว่าจับผู้บริสุทธิ์หนึ่งคน นับประสาอะไรกับการไว้ชีวิตโจรสิบคน ย่อมดีกว่าการฆ่าผู้บริสุทธิ์หนึ่งคนอย่างแน่นอน

ข้อสงสัยประการที่ ๓ การเจรจาหมายถึง การอ่อนข้อ ยอมจำนนต่อความไม่ถูกต้อง และต้องยุติการต่อสู้

พระไพศาล : การเจรจามีหลายระดับ ระดับแรกคือเจรจาในประเด็นที่เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นประโยชน์ร่วมกัน เช่นที่อาตมาเคยเสนอให้ กปปส.กับรัฐบาลเจรจากัน เพื่อรักษาชีวิตของผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่รักษาความสงบ และชีวิตของคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ อันนี้เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย เพราะการที่มีระเบิดเอ็ม ๗๙ ยิงใส่ผู้ชุมนุม หรือมีกลุ่มติดอาวุธออกมายิงกัน ล้วนแล้วแต่เกิดผลเสียต่อทุกฝ่าย ฝ่ายผู้ชุมนุมก็ถูกกล่าวหาว่าไม่สันติอหิงสา ฝ่ายรัฐบาลก็ถูกมองว่าอยู่เบื้องหลังการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม ทั้งสองฝ่ายเสียคนของตัวเองไป ยังไม่ต้องพูดถึงผู้บริสุทธิ์ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เพราะฉะนั้นการเกิดความรุนแรงในที่ชุมนุมมีผลเสียกับทุกฝ่าย ถ้าทั้งสองฝ่ายเจรจาเพื่อลดความรุนแรงไม่ให้มีคนตาย จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ทุกฝ่ายควรพิจารณาว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน มีประเด็นอะไรที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ก็เจรจากันตรงนั้น อาตมาไม่ถึงกับเสนอว่าให้เจรจาหาข้อยุติ เพราะยอมรับว่านี้เป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องใหญ่ อย่างไรก็ตามมีหลายประเด็นหลายระดับที่สามารถเจรจากันได้

แม้กระทั่งเวลามีการทำสงครามห้ำหั่น ก็ยังมีการเจรจากัน เช่น เจรจาพักรบช่วงวันคริสต์มาส วันปีใหม่ แล้วก็สามารถเจรจากันได้สำเร็จ ให้มีการพักรบชั่วคราว อาตมาชอบที่แมนเดลาบอกว่า ไม่ว่าประเทศใดก็ตาม แม้ในยามสงคราม ก็ยังมีเวลาสำหรับการเจรจากัน ประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นเกิดสงครามกลางเมือง ทำไมเราจะเจรจากันไม่ได้

ข้อสงสัยประการที่ ๔ เรื่องของหลักการ ผิด-ถูก ดี-ชั่ว ไม่ต้องเจรจา

พระไพศาล : อาตมาเห็นด้วยว่า ถูก-ผิด ดี-ชั่ว เป็นเรื่องที่ตัดสินกันไม่ได้ด้วยการเจรจาหรือแม้แต่การลงคะแนนเสียง เช่น การฆ่าคน มองในมุมของพุทธศาสนา ถึงอย่างไรก็ผิดศีลวันยังค่ำ จะเจรจาให้เป็นเรื่องถูก ไม่ผิดศีลนั้นทำไม่ได้ อย่างไรก็ตามเวลามีความขัดแย้งเกิดขึ้น มันไม่ได้มีแต่เรื่องถูก-ผิด หรือเรื่องหลักการเท่านั้น มันมีเรื่องยุทธวิธี หรือเรื่องของปฏิบัติการ ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องความถูกผิดทางศีลธรรมก็ได้ เช่น การยึดสนามบิน การยึดทำเนียบ การยึดสี่แยก พวกนี้ไม่ใช่ประเด็นทางศีลธรรมมากเท่ากับเป็นประเด็นทางกฎหมาย ประเด็นทางเศรษฐกิจและการเมือง ดังนั้นจึงอยู่ในวิสัยที่จะเจรจากันได้ ว่าควรทำหรือไม่ หรือทำแค่ไหน

ประเด็นที่สอง ความถูกต้องมีหลายมิติ แม้เราจะมั่นใจในความถูกต้องของเรา พยายามสร้างความถูกต้องให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง แต่ก็ควรพิจารณาว่า การเร่งรีบสถาปนาความถูกต้องให้เกิดขึ้นในวันนี้ แต่มีคนล้มตายเป็นร้อยเป็นพัน เมื่อเปรียบเทียบกับการที่ความถูกต้องถูกชะลอไปสองสามวันแต่ไม่มีคนล้มตาย หรือถึงจะมีก็ไม่มากนัก อะไรคือสิ่งที่ถูกต้องมากกว่ากัน หากว่าการเจรจาทำให้การสถาปนาความถูกต้องชะลอไปอีกไม่กี่วัน แต่มีคนล้มตายน้อยลง มันก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่ามิใช่หรือ ถ้าเรายึดมั่นในความถูกต้อง ก็ควรเลือกหนทางที่มีความสูญเสียน้อยที่สุด มีคนตายน้อยที่สุด มิใช่หรือ ไม่ใช่ยืนกรานที่จะสร้างความถูกต้องให้ได้ในเร็ววัน พร้อมที่จะแตกหัก โดยไม่คำนึงถึงความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับผู้คน ทั้งๆ ที่สามารถเลี่ยงได้ ถึงแม้จะทำให้ความถูกต้องสถาปนาได้ช้าลง

อาตมาอยากจะเตือนว่าความถูกต้องนั้นถ้ายึดมั่นมากเกินไปก็มีผลเสียและเป็นอันตรายได้ เปรียบเหมือนกับเรากำลังขับรถด้วยความเร็วบนทางด่วน จู่ๆ ก็มีรถอีกคันแล่นสวนมาบนเลนเดียวกับเรา อาจเป็นเพราะแซงรถสิบล้อเลยล้ำเข้ามาในเลนของเรา แล้ววิ่งพุ่งเข้ามาด้วยความเร็ว อีกไม่กี่ร้อยเมตรก็จะประสานงากันแล้ว ถ้าเราบอกว่าฉันไม่หลบเพราะฉันขับถูกเลน รถอีกคันต่างหากที่ต้องหลบเพราะขับผิดเลน เราก็เลยพุ่งต่อไป ไม่ยอมหลีก และไม่ยอมชะลอด้วย ถามว่าทำอย่างนี้ หนึ่ง ฉลาดไหม สอง ถูกต้องไหม ถ้าชนกันยับเยิน ไม่ใช่เราคนเดียวที่ตาย คนที่นั่งรถมากับเราก็อาจจะตายด้วย อาจเป็นพ่อแม่หรือลูกหลานของเรา การที่คนเหล่านั้นต้องตายเพียงเพราะเรายืนกรานในความความถูกต้องของเรา เป็นการถูกต้องหรือเปล่า การยึดมั่นถือมั่นในความถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง ต้องใช้สติและปัญญาด้วย อย่าคิดว่าในเมื่อฉันเป็นฝ่ายถูก จะยอมแพ้ไม่ได้ ฝ่ายที่ผิดต่างหากที่ต้องยอมแพ้ ถ้าคิดแบบนี้ก็อาจนำไปสู่ความพินาศก็ได้ ทั้งๆ ที่ไม่สมควรเลย ดังนั้นเราจึงต้องคำนึงถึงบริบทด้วย อย่ายึดมั่นในความถูกต้องจนไม่ใช้ปัญญา ไม่มองผลกระทบที่เกิดขึ้น พึงตระหนักว่าความถูกต้องนั้นหากยึดมั่นมากเกินไปอาจกลายเป็นความไม่ถูกต้องได้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved