หน้ารวมบทความ
   บทความ > หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ > ศิลปะกับพุทธศาสนา
กลับหน้าแรก

โพสต์ทูเดย์ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๓

ศิลปะกับพุทธศาสนา
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   


----------------------------------------------------------

ศิลปะเป็นเรื่องของความงาม ซึ่งสามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจจนเกิดอาการตะลึงงัน หรือสะกดใจให้เกิดความลุ่มหลง  อยากชิดใกล้ใคร่ครอบครอง (พุทธศาสนาเรียกว่าราคะ)  แต่ในอีกด้านหนึ่ง ศิลปะสามารถเป็นสื่อให้เราเข้าถึงความดีและความจริงได้  กล่าวคือบันดาลใจให้เกิดศรัทธาในสิ่งดีงาม  หรือน้อมใจให้เกิดความสงบ   เกิดกำลังใจใฝ่ฝันอย่างมั่นคงในอุดมคติ  อีกทั้งสามารถเปิดเผยความจริงของชีวิตให้เราได้ประจักษ์ รู้เท่าทันมายาจนละวางได้  ศิลปะชั้นครูยังสามารถยกจิตสู่สภาวะเหนือโลกเหนือสามัญ (transcendence)  คือสภาวะที่จิตได้สัมผัสกับความจริงขั้นสูงสุดหรือปรมัตถ์  เช่น ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติและจักรวาล  สภาวะที่อัตตาตัวตนได้เลือนหาย ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างฉันกับโลกอีกต่อไป  อยู่เหนือสมมติบัญญัติหรือความจริงแบบทวินิยม (dualism)  เป็นสภาวะที่จิตเปี่ยมด้วยเมตตากรุณาอย่างไม่มีประมาณ

                มองในแง่นี้ศิลปะมิใช่สิ่งตรงข้ามกับศาสนา แต่สามารถเป็นสื่อนำผู้คนเข้าถึงมิติที่ลึกซึ้งสูงสุดในทางศาสนธรรมได้   แม้จะเป็นแค่ประพิมพ์ประพายก็ตาม  ตรงนี้เองคือจุดบรรจบระหว่างศิลปะกับพุทธศาสนา  และเป็นที่มาของพุทธศิลป์ทั้งปวง  เมื่อคน ๆ หนึ่งซึ่งมีความทุกข์ใจ ท้อแท้ในชีวิต  ได้มานั่งอยู่เบื้องหน้าพระพุทธรูปในวิหาร  เพียงแค่ได้เห็นพระพักตร์อันสงบนิ่ง เปล่งประกายแห่งความเมตตา  ท่ามกลางความเงียบ  ความรุ่มร้อนใจก็พลันหาย  ราวกับมีน้ำเย็นมาชโลมใจ  เกิดความสงบรำงับ นี้คืออานุภาพแห่งพุทธศิลป์ที่สามารถเสริมสร้างพลังด้านบวกในใจเราได้

                ศิลปะที่แท้ย่อมเป็นสากล สามารถสื่อตรงถึงใจของคนทุกยุคทุกสมัยและทุกวัฒนธรรมได้   บาทหลวงโทมัส เมอร์ตัน  เมื่อได้มาถึง “คัลวิหาร”หรือวิหารหินที่เมืองโปลนนารุวะ ประเทศศรีลังกา  ท่านถึงกับตะลึงราวถูกตรึงใจให้แน่นิ่ง เพราะเบื้องหน้าของท่านคือพระพุทธรูปที่สลักจากหินผาสี่องค์ในปางต่าง ๆ โดยเฉพาะปางรำพึงซึ่งสูงเจ็ดเมตร พระหัตถ์ทั้งสองยกขึ้นประสานที่พระอุระ และมีรอยยิ้มน้อย ๆ บนพระพักตร์ที่อิ่มเอิบสงบนิ่ง

                บาทหลวงเมอร์ตันพูดถึงพระพักตร์เหล่านั้นว่า “เต็มเปี่ยมไปด้วยทุกอย่างที่จะเป็นไปได้
ไม่สงสัยสิ่งใด หยั่งรู้ทุกสิ่งสรรพ์ ไม่ปฏิเสธผลักไสอะไรเลย”   ทันทีที่ได้เห็นท่านก็รู้สึกถึงความกระจ่างแจ้งภายในใจ ไม่มีความฉงนสงสัยหลงเหลือ  “ปัญหาทั้งหลายได้รับการเฉลย ทุกอย่างแจ่มชัด ...ทุกอย่างคือความว่าง และทุกอย่างคือการุณยธรรม  ผมไม่รู้ว่าในชีวิตนี้เคยประสบสัมผัสความงดงามและความลุ่มลึกทางจิตวิญญาณที่ผสานกันอย่างลงตัวแนบแน่นในนฤตมิตกรรมอันบรรเจิดเพียงชิ้นเดียวหรือไม่”

                ศิลปะที่สุดยอดนั้นคือความงดงามที่กล่อมเกลาจิตให้สงบ นิ่ง และเย็น เข้าถึงภาวะที่โปร่งเบา และสัมผัสกับมิติอันลึกซึ้งภายใน  รองลงมาก็คือศิลปะที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมคุณธรรมความดี  เช่น ชาดกหรือนิทานตามจิตรกรรมฝาผนัง    แต่คุณค่าของศิลปะมิได้มีเพียงเท่านั้น หากยังสามารถนำพาให้ผู้คนซาบซึ้งถึงสัจธรรมของชีวิตด้วย

สัจธรรมหรือความจริงนั้นมีสองระดับ คือ ความจริงแบบสมมติ (สมมติสัจจะ) กับความจริงแบบปรมัตถ์ (ปรมัตถสัจจะ) นาย ก. เป็นรัฐมนตรี  นาย ข. เป็นชาวนา นี่เป็นความจริงแบบสมมติ  แต่เมื่อพูดถึงความจริงระดับปรมัตถ์แล้ว  ทั้งสองคนไม่ได้ต่างกันเลย  เพราะต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย และเป็นการก่อรูปจากขันธ์ห้าเช่นเดียวกัน  หน้าที่อย่างหนึ่งของศิลปะคือการเปิดใจให้คนเห็นความจริงขั้นปรมัตถ์ ไม่หลงติดอยู่กับสมมติ

ศิลปะชงชาของญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ ใครที่ร่วมพิธีชงชาจะถูกย้ำเตือนให้ตระหนักความจริงข้อนี้  เพราะไม่ว่าจะมีอำนาจสูงส่งเพียงใด เมื่อเข้าสู่พิธีชงชาก็มีสถานภาพเสมอกันหมด  แม้บางคนจะขัดขืนปฏิเสธ แต่  ก็ต้องถูกพิธีนี้บังคับให้จำต้องยอมรับจนได้  เพราะทางเข้าเรือนชงชานั้นต่ำมาก จนแม้แต่จักรพรรดิหรือโชกุนก็ต้องก้มหัวเข้าไปเช่นเดียวกับสามัญชน 

                ความจริงยังสามารถแบ่งออกเป็น ความจริงแบบเฉพาะ และความจริงที่เป็นสากล   งานศิลปะหลายชิ้นมีชื่อเสียง เป็นที่ยกย่องเพราะเปิดเผยสภาวะทางจิตของคนร่วมสมัย เช่น ความทุกข์ ความเหงา ความโดดเดี่ยว อย่างมีพลัง ชนิดที่สัมผัสได้ด้วยใจ  ทำให้เกิดอารมณ์สะเทือนไหว
หรือรู้สึกเหงาและหนาวเหน็บไปถึงหัวใจ

                แต่มีงานศิลปะอีกหลายชิ้นที่ถ่ายทอดความจริงที่เป็นสากล  เป็นอกาลิโก  เช่น ความไม่เที่ยง ความพลัดพราก ที่มนุษย์ทุกคนต้องประสบ  หรือพลังแห่งความกรุณาปราณีที่โอบอุ้มมนุษยชาติเอาไว้    บ้างก็เปิดใจให้เราเห็นอานุภาพแห่งธรรมะหรือสิ่งสูงสุด   ที่ทำให้เรามีความหวังแม้ในยามมืดมิดที่สุดของชีวิต

                งานศิลปะชั้นครู เมื่อเปิดเผยความจริงให้เราสัมผัส  ไม่ว่าความจริงเฉพาะหรือความจริงอันสากล  มักก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในอันที่จะทำสิ่งดีงาม   งานบางชิ้นถ่ายทอดโศกนาฏกรรมของเพื่อนมนุษย์ได้อย่างสะเทือนใจ  จนเราไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้  เพราะรู้สึกถึงแรงผลักจากมโนธรรมภายในให้อยากทำบางอย่างเพื่อช่วยเหลือเขา

                ดังนั้นนอกจากความงามและความจริงแล้ว   ศิลปะยังสามารถเป็นสื่อกระตุ้นให้เกิดความดีขึ้นได้      ความงาม ความจริง และความดีจึงมิใช่สิ่งที่แยกจากกัน   กล่าวได้ว่าหน้าที่สูงสุดของศิลปะก็คือ ประสานความงาม ความดี และความจริงให้เป็นหนึ่งเดียวกันนั่นเอง

                ความดีสูงสุดนั้นเรียกอีกอย่างว่าอุดมคติ  พุทธศิลป์ชั้นเลิศนั้นสามารถถ่ายทอดอุดมคติลงไปในใจของผู้คนเพื่อยึดถือเป็นจุดหมายสูงส่งของชีวิต   สำหรับพุทธศาสนาชีวิตที่สูงส่งคือชีวิตที่กอปรด้วยปัญญาและกรุณา   ปัญญาคือความรู้ความเข้าใจความจริงของชีวิตจะเป็นอิสระจากความผันผวนปรวนแปรของโลกได้  ส่วนกรุณาคือความรักความปรารถนาดีต่อสรรพชีวิต โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง และไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตน  อุดมคติดังกล่าวมักถ่ายทอดผ่านพระพุทธรูปซึ่งเป็นตัวแทนของบุคคลที่พัฒนาตนจนถึงอุตมภาวะอย่างเต็มศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์

                วิหารอานันทะในเมืองพุกาม ประเทศพม่า เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปเก่าแก่ที่มีอายุนานนับพันปี  หนึ่งในสององค์นั้นนักท่องเที่ยวชาวไทยเรียกว่า “พระยิ้ม-บึ้ง”  เนื่องจากหากมองไกลจะเห็นพระพักตร์แย้มยิ้ม  แต่ถ้าเดินเข้าไปใกล้ ๆ จะพบว่ารอยยิ้มแปรเปลี่ยนไป  ตามสายตาของคนส่วนใหญ่  ภาพที่เห็นคือพระพักตร์ที่ “บึ้ง”

                แท้จริงหากมองอย่างพินิจ พระพักตร์ที่มองจากมุมใกล้นั้น หามีอาการบึ้งไม่ หากเป็นพระพักตร์ที่สงบต่างหาก  จะถูกต้องกว่าหากเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระยิ้ม-สงบ”  เหตุใดพระพุทธรูปองค์เดียวจึงมีสองลักษณะเมื่อมองจากต่างมุม   คำตอบน่าจะเป็นเพราะช่างโบราณนั้นประสงค์ที่จะแสดงพุทธคุณสองประการอันเป็นอุดมคติของมนุษย์ ได้แก่ พระกรุณาคุณ และพระปัญญาคุณ

                พระกรุณาคุณนั้นแสดงออกด้วยพระพักตร์ที่แย้มยิ้ม เปี่ยมด้วยความรักต่อสรรพชีวิต  ใครที่รอนแรมจากที่ไกลเมื่อได้เห็นย่อมรู้สึกอบอุ่นใจ  ใครที่มีความทุกข์ใจ  ย่อมมีความหวังว่าจะได้รับการปกปักรักษาจากพระองค์

                ส่วนพระปัญญาคุณนั้นแสดงออกด้วยพระพักตร์ที่สงบนิ่งเมื่อมองจากมุมใกล้  เป็นอาการของผู้รู้แจ้งความเป็นไปของโลก จึงไม่หวั่นไหวในสุขหรือทุกข์   โลกธรรมไม่ว่าบวกหรือลบจึงไม่สามารถทำอะไรพระองค์ได้

                ผู้ใดที่พินิจพระพุทธรูปพระองค์นี้ด้วยใจที่ใคร่ครวญ ย่อมตระหนักชัดว่า สิ่งที่พึงยึดถือเป็นอุดมคติของชีวิตนี้ก็คือการบ่มเพาะปัญญาและกรุณาให้เจริญมั่นคงในใจ  เพราะเราจะพ้นทุกข์ได้ก็ต่อเมื่อมีปัญญารู้แจ้งความจริงของชีวิตว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จึงไม่ยึดติดในโลกหรือสังขารทั้งปวง  และเมื่อพ้นทุกข์  ละวางตัวตน ไร้ซึ่งความเห็นแก่ตัวทั้งปวง จึงมีจิตกรุณาต่อสรรพสัตว์ไม่มีที่สุดประมาณ  ปรารถนาช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์

                อย่างไรก็ตาม ศิลปะมิได้น้อมนำจิตใจให้เข้าถึงความดีและความจริงโดยผ่านการเสพเท่านั้น  การสร้างสรรค์ศิลปะก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่นำพาผู้คนบรรลุถึงความดีและความจริงได้  มองในมุมของพุทธศาสนา  การสร้างสรรค์ศิลปะมิควรเป็นไปเพื่อประกาศตัวตน หรือเพื่อแสวงหาลาภสักการะ หรือชื่อเสียงเกียรติยศ  หากควรมุ่งประโยชน์ส่วนรวม หรือเพื่อความเจริญมั่นคงแห่งพระศาสนา  ดังนั้นช่างที่สรรค์สร้างพุทธศิลป์ในอดีตจึงอุทิศตนให้กับงานของตนอย่างเต็มที่ โดยไม่คิดจะจารึกชื่อไว้ในนฤมิตกรรมเหล่านั้นเพื่อให้โลกหรือคนรุ่นหลังรู้จักเลย

                นอกจากการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวมแล้ว          การสร้างสรรค์ศิลปะยังเป็นวิถีแห่งการฝึกฝนพัฒนาตนด้วย  ช่างสมัยก่อนไม่เพียงถือศีล บำเพ็ญพรต และเจริญสมาธิก่อนสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นพุทธศิลป์เท่านั้น  หากยังอาศัยงานศิลปะนั้นเป็นเครื่องฝึกจิตไปด้วย เช่น น้อมใจให้มีสมาธิ  หรือฝึกจิตให้เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ   ในพุทธศาสนาแบบเซน  นักปฏิบัติบางคนวาดต้นไผ่นานนับสิบปี เพื่อเป็นหนึ่งเดียวกับต้นไผ่ และในที่สุดก็ไม่มีแม้กระทั่งความสำนึกว่าตนเป็นหนึ่งเดียวกับต้นไผ่  ถึงตรงนี้ผลงานจะเป็นอย่างไรไม่สำคัญเท่ากับสภาวะหรือภูมิจิตของผู้วาด
มองในแง่นี้การทำงานศิลปะจึงมิใช่อะไรอื่น หากคือการปฏิบัติธรรมนั่นเอง

บทสรุป

                ชีวิตนั้นมีหลายมิติ  เราแต่ละคนมีสัมพันธภาพที่หลากหลาย   ในฐานะปัจเจกบุคคล เราต้องสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัว อาทิ ผู้คน สังคม และธรรมชาติ   ขณะเดียวกันเราก็ต้องไม่ละเลยชีวิตด้านในจนแปลกแยกกับตัวเอง   จะทำเช่นนั้นได้ เราต้องสัมพันธ์กับสิ่งสูงสุดด้วย สำหรับชาวพุทธ สิ่งสูงสุดดังกล่าวได้แก่เป็นปรมัตถสัจจะ และนิพพาน

                หากสัมพันธภาพกับผู้คน สังคม และธรรมชาติ เป็นสัมพันธภาพแนวนอน   สัมพันธภาพแนวตั้ง เบื้องล่างคือสัมพันธภาพกับชีวิตด้านใน  เบื้องบนคือสัมพันธภาพกับสิ่งสูงสุด

                ในฐานะที่เป็นสะพานพาเราให้เข้าถึงความงาม ความจริง และความดี   ศิลปะคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เรามีสัมพันธภาพกับสรรพสิ่งอย่างรอบด้าน   ทำให้เราเห็นคุณค่าของธรรมชาติ  เห็นมนุษย์ทุกคนเป็นพี่น้องกัน  หยั่งลึกถึงจิตวิญญาณของตน   และเข้าถึงสิ่งสูงสุดได้  

                ศาสนามีความหมายกับชีวิตอย่างไร  ศิลปะก็มีความหมายอย่างนั้นกับเรา  ชีวิตที่ดีงามกับศิลปะจึงไม่อาจแยกจากกันได้   ศิลปะช่วยให้ความเป็นมนุษย์ของเราสมบูรณ์และงดงามได้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved