หน้ารวมบทความ
   บทความ > หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ > ปัญญาพาสุข
กลับหน้าแรก

โพสต์ทูเดย์ พฤษภาคม ๒๕๕๑

ปัญญาพาสุข
พระไพศาล วิสาโล
----------------------------------------------------------

เมื่อพูดถึงสุขภาวะหรือความปกติสุข คนทั่วไปมักนึกว่าเป็นเรื่องทางกายเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง สุขภาวะทางกายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสุขภาวะทั้งหมดของมนุษย์

มนุษย์นั้นมีทั้งกายและใจ นอกจากนั้นเราแต่ละคนยังมีชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ส่งผลถึงสุขภาวะของเราทุกคน

ด้วยเหตุนี้สุขภาวะจึงมีอย่างน้อย ๓ ด้านคือ สุขภาวะทางกาย สุขภาวะทางใจ และสุขภาวะทางสังคม อย่างไรก็ตามเนื่องจาก “ใจ”นั้นยังสามารถแบ่งได้เป็น ๒ ส่วน คือ จิต และปัญญา จิตนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก ส่วนปัญญา เกี่ยวข้องกับความรู้และความคิด ดังนั้นสุขภาวะทางใจนั้น จึงสามารถจำแนกได้เป็นสุขภาวะทางจิต และสุขภาวะทางปัญญา

สุขภาวะทางปัญญา หมายถึงความสุขที่เกิดจากการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา ปัญญาในที่นี้นอกจากหมายถึงความรู้แล้ว ยังครอบคลุมถึงความคิดความเชื่อ และความเห็น ที่ก่อประโยชน์เกื้อกูล ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น ๓ ด้านคือ คิดดี คิดเป็น และเห็นตรง

๑. คิดดี หมายถึงการมีความคิดความเชื่อและความเห็นที่ถูกต้องดีงามหรือมีเหตุผล เช่น
เห็นว่าการทำความดีเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น หรือเห็นว่าคุณค่าของชีวิตอยู่ที่การทำความดี มิใช่การสะสมวัตถุ ชื่อเสียง หรืออำนาจ

๒. คิดเป็น หมายถึง รู้จักคิดหรือพิจารณา ทำให้เห็นความจริง สามารถแก้ปัญหาหรือทำ
กิจต่าง ๆ ให้สำเร็จได้ เช่น คิดเป็นเหตุเป็นผล สามารถสืบสาวหาสาเหตุ และมองเชื่อมโยงถึงผลที่อาจเกิดขึ้น ไม่ถูกครอบงำด้วยอารมณ์ หลงตามสิ่งเย้ายวน หรือเอนเอียงตามอคติ

๓. เห็นตรงหมายถึง มีความเห็นที่ตรงตามความเป็นจริง ทำให้วางใจได้อย่างถูกต้อง ไม่
ก่อหรือซ้ำเติมให้เกิดทุกข์ เช่น มองเห็นว่ามีความสุขอย่างอื่นที่ลึกซึ้งกว่าความสุขทางวัตถุ หรือเห็นว่าสุขหรือทุกข์ที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ใจของตน มิได้ขึ้นอยู่กับวัตถุภายนอก และมองเห็นสิ่งทั้งหลายว่าแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีความเที่ยงแท้ยั่งยืน และไม่ขึ้นอยู่กับความปรารถนาของเรา

ในปัจจุบัน “คิดดี คิดเป็นและเห็นตรง” กำลังกลายเป็น “ต้นทุน”ที่ขาดแคลนอย่างยิ่งในทุกระดับตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงสังคม นำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ มากมาย อาทิ คอร์รัปชั่นแพร่ระบาด อาชญากรรมเกลื่อนเมือง อบายมุขทุกมุมเมือง สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ครอบครัวหย่าร้าง วัยรุ่นเสียคน โรคเครียดลุกลาม

ปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมา เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยหลายประการ รวมทั้งปัจจัยทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ แต่หากกล่าวจำเพาะปัจจัยทางด้านทัศนคติหรือความคิดความเชื่อของผู้คนแล้ว จะพบว่ามีทัศนคติสำคัญ ๔ ประการที่นำไปสู่ปัญหาดังกล่าว ได้แก่

๑.การคิดถึงแต่ตนเองเป็นสำคัญ คือถือเอาความต้องการและความคิดเห็นของตนเองเป็นใหญ่ โดยไม่เปิดใจรับฟังความเห็นที่ต่างไปจากตน และไม่สนใจว่าการกระทำของตนจะก่อผลกระทบต่อผู้อื่นหรือส่วนรวมอย่างไรบ้าง ดังนั้นจึงก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท เบียนเบียน และเอารัดเอาเปรียบกันได้ง่าย นอกจากนั้นทัศนคติดังกล่าวยังถือว่า “ความถูกใจ” สำคัญกว่า “ความถูกต้อง” จึงนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่เพียงก่อปัญหาแก่ผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นโทษต่อตัวเองด้วย เช่น เอาแต่เที่ยวเตร่ จนไม่เป็นอันเรียนหนังสือ หรือเล่นการพนันจนเป็นหนี้สินมากมาย

๒.การยึดติดกับความสุขทางวัตถุ คือถือว่าความสุขจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการเสพและครอบครองวัตถุเท่านั้น จึงหมกมุ่นกับการแสวงหา ครอบครอง และเสพวัตถุ แม้ได้เท่าไรก็ไม่รู้จักพอ เพราะคิดว่ายิ่งมีมากเสพมาก ก็ยิ่งเป็นสุขมาก ทัศนคติดังกล่าวทำให้เห็นว่าเงินเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต นอกจากนำไปสู่การแย่งชิงและเอาเปรียบกันแล้ว ยังก่อให้เกิดความร้าวฉานในครอบครัวและความทุกข์ในตนเอง เนื่องจากไม่มีเวลาให้แก่กันและกัน อีกทั้งไม่สนใจที่จะแสวงหาความสุขสงบในจิตใจ หรือความสุขที่ประณีต

๓.การหวังลาภลอยคอยโชคและมุ่งทางลัด คือความปรารถนาที่จะบรรลุความสำเร็จโดยไม่ต้องเพียรพยายาม แต่อาศัยการดลบันดาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์และโชควาสนา เมื่อไม่เห็นว่าความเพียรของตนเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการกำหนดชีวิตของตน จึงมีความคิดที่พร้อมจะใช้วิธีการใด ๆ ก็ตามที่ลัดสั้น แม้เป็นวิธีการที่มิชอบ เพียงเพื่อให้บรรลุความต้องการโดยเฉพาะความมั่งคั่งร่ำรวย ผลก็คือไม่เพียงไสยศาสตร์เฟื่องฟูและการพนันแพร่ระบาด หากยังเกิดการคอร์รัปชั่นในทุกวงการ รวมไปถึงการทุจริตในการสอบ การกระทำใดที่ใช้ความเพียรหรือน้ำพักน้ำแรงของตนอย่างถูกต้องชอบธรรมถูกมองว่าเป็นวิธีการที่ไม่ฉลาดและพึงหลีกเลี่ยง

๔.การคิดอย่างไม่ถูกวิธี คือการไม่สามารถคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล หรือวิเคราะห์วิจัยเพื่อเข้าใจความจริงทุกแง่มุม แต่มองแบบเหมารวมตีขลุม ลัดขั้นตอน หรือตัดสินไปตามความชอบความชัง จึงตกอยู่ภายใต้อำนาจของอารมณ์และอคติ นอกจากทำให้มองความเป็นจริงอย่างคลาดเคลื่อนแล้ว ยังทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่าง ๆ ได้สำเร็จ หรือแก้ปัญหาของตนให้ลุล่วงไปได้ กลับทำให้ปัญหาลุกลามขยายตัว เพราะคิดแต่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ผ่านพ้นไปเป็นคราว ๆ เท่านั้น

การขจัดทุกข์ และสร้างสุขจะเกิดขึ้นได้ในสังคมก็ต่อเมื่อมีทัศนคติ ๔ ประการมาแทนที่ ได้แก่

๑. การคิดถึงผู้อื่นมากกว่าตนเอง
การคิดถึงแต่ตนเอง ทำให้จิตใจคับแคบ อัตตาหรือตัวตนใหญ่ขึ้นทำให้ถูกกระทบหรือเป็นทุกข์ได้ง่าย ขณะเดียวกันก็เป็นคนสุขยากเพราะได้เท่าไรก็ไม่พอใจเสียที ในทางตรงข้ามการคิดถึงผู้อื่นช่วยให้ตัวตนเล็กลง เห็นความทุกข์ของตนเองเป็นเรื่องเล็กน้อย ยิ่งช่วยผู้อื่นมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขเพราะได้เห็นผู้อื่นมีความสุขด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งความสุขของเราย่อมไม่แยกจากความสุขของผู้อื่น

๒. การไม่พึ่งพิงความสุขทางวัตถุอย่างเดียว
วัตถุนั้นให้ความสุขเพียงชั่วคราว แต่ก่อให้เกิดภาระทางจิตใจต่าง ๆ มากมาย การยึดติดความสุขทางวัตถุทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์ แท้จริงที่มาแห่งความสุขนั้นมีอยู่มากมาย และสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องใช้เงิน เช่นความสุขจากมิตรภาพ จากความสัมพันธ์ที่ดีงามกับผู้อื่น จากการทำงาน จากการทำความดี และจากสมาธิภาวนา เป็นต้น การตระหนักว่าความสุขมีหลายมิติและสามารถเข้าถึงความสุขที่ไม่อิงวัตถุ จะช่วยให้มีสุขได้ง่ายขึ้นและเป็นสุขที่ยั่งยืน

๓. การเชื่อมั่นในความเพียรของตน ไม่หวังลาภลอย คอยโชค
การหวังลาภลอย คอยโชค หรือการหวังความสำเร็จโดยไม่ต้องเหนื่อย เป็นที่มาแห่งความทุกข์ทั้งในระดับบุคคลและสังคม การหันมาตระหนักว่าความสุขเกิดขึ้นได้จากความเพียรพยายามของตน ทำให้ความสุขอยู่ในอำนาจของเราเอง และทำให้เราสามารถพึ่งตนเองได้ ไม่หวังพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โชควาสนา หรือหันเข้าหาวิธีการที่เป็นโทษ เช่น อบายมุข การพนัน และการฉ้อโกง

๔. รู้จักคิดอย่างมีเหตุผลและเป็นประโยชน์เกื้อกูล
แม้คนทุกวันนี้จะคิดเก่ง แต่ก็มักเอาอารมณ์เข้ามาเจือปน ทำให้มองคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และโน้มเอียงไปในทางเข้าข้างตนเอง การพิจารณาสิ่งต่าง ๆ โดยคำนึงถึงเหตุผล ยิ่งกว่าอารมณ์ จะช่วยให้มองสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรอบด้าน สามารถแยกแยะถึงความแตกต่างระหว่าง “ถูกใจ” กับ “ถูกต้อง”ได้ ซึ่งช่วยให้สามารถคิดในสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อส่วนรวม อีกทั้งยังสามารถลดทอนอคติ นำไปสู่การเป็นอยู่ด้วยปัญญา และสามารถแก้ทุกข์ได้ด้วยตนเอง

ทัศนคติทั้ง ๔ ประการเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเร่งปลูกเร่งสร้างในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงสังคม มิใช่ด้วยการเทศนาสั่งสอนหรือรณรงค์เท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยการจัดระเบียบทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองให้เกื้อกูลด้วย อย่างน้อยก็ต้องเร่งปรับปรุงสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม รวมทั้งสื่อมวลชน ให้ดีขึ้นกว่านี้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved