หน้ารวมบทความ
   บทความ > หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ > รากเหง้าของความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้
กลับหน้าแรก

โพสต์ทูเดย์ พฤษภาคม ๒๕๔๙

รากเหง้าของความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้
พระไพศาล วิสาโล
----------------------------------------------------------

คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติได้จัดทำรายงานข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เสร็จสิ้นแล้ว และเตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ทันทีที่ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้ง โดยหวังว่ารายงานนี้จะได้รับการพิจารณาและถกเถียงอย่างกว้างขวางทั่วทั้งสังคมหลังจากการเลือกตั้งครั้งใหม่ผ่านพ้นไป ถึงตอนนั้นเชื่อว่าวิกฤตการเมืองซึ่งกำลังคุกรุ่นอยู่ในขณะนี้จะยุติลง และปัญหาความรุนแรงในภาคใต้จะกลับมาได้รับความสนใจจากคนไทยทั่วประเทศอีกครั้งหนึ่ง

รายงานดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า “เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์” ได้มองเหตุปัจจัยแห่งความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ออกเป็นสามชั้น คือปัจจัยชั้นบุคคล ปัจจัยชั้นโครงสร้าง และปัจจัยชั้นวัฒนธรรม

ปัจจัยชั้นบุคคล หมายถึงกลุ่มบุคคลหรือขบวนการที่ก่อความรุนแรงในพื้นที่ ปัจจุบันมีหลายกลุ่ม ซึ่งไม่พอใจรัฐบาลกลางที่กรุงเทพ ฯ และมีแรงจูงใจที่แตกต่างกัน จำนวนไม่น้อยมีอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน โดยมีการทำงานเป็นเครือข่ายและแบ่งเป็นหลายลำดับชั้น เช่น กองกำลังระดับคอมมานโด กองกำลังระดับหน่วยจรยุทธ และกองกำลังระดับก่อเหตุก่อกวน ฯลฯ

อย่างไรก็ตามแกนนำและสมาชิกขบวนการเหล่านี้มีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบสัดส่วนกับประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คนจำนวนน้อยเหล่านี้ไม่สามารถก่อปัญหาได้อย่างต่อเนื่องและกว้างขวางหากประชาชนมีความเชื่อมั่น ไว้วางใจรัฐ และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้นปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การมีกลุ่มบุคคลดังกล่าวก่อปฏิบัติการในพื้นที่เท่านั้น หากยังอยู่ที่การขาดความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐ รวมทั้งความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐ ประเด็นนี้โยงมาสู่ปัจจัยชั้นโครงสร้าง

ปัจจัยชั้นโครงสร้าง ได้แก่ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมและไม่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน เช่น จับก่อนสืบสวนทีหลัง หรือการใช้อำนาจนอกระบบกฎหมาย อาทิ การลักพาตัว เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด อันที่จริงนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ แต่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาอย่างรุนแรงเมื่อไปเกิดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะประชาชนมีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเหนียวแน่น และพร้อมที่จะตอบโต้ในลักษณะรวมหมู่

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเศรษฐกิจ ดังเห็นได้ว่าสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ติดอันดับต้นของจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนมากที่สุดของภูมิภาค (คือร้อยละ ๔๗ ของคนจนทั้งภูมิภาค) และมีรายได้ต่อหัวประชากรต่ำกว่าจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้ ซ้ำยังต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยทั้งประเทศ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ซึ่งมีการกระจายรายได้ไม่เท่าเทียมกันสูงมาก จึงไม่แปลกที่กลุ่มคนในวัย ๒๐-๒๔ ปีในพื้นที่ดังกล่าวมีสัดส่วนว่างงานสูงกว่าภาคอื่น ๆ

ความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาเศรษฐกิจกับความรุนแรง จะเห็นได้จากข้อเท็จจริงที่ว่า ร้อยละ ๔๖ ของหมู่บ้าน “สีแดง”ทั้งหมด มีความขัดแย้งทางทรัพยากร เช่น มีปัญหาอุทยานแห่งชาติทับที่ทำกินของชาวบ้าน หรือถูกเรืออวนรุนอวนลากเข้ามาทำลายทรัพยากรประมง

ในสภาพเช่นนี้ ระบบการศึกษาไม่ได้ช่วยให้ประชาชนในพื้นที่มีความสามารถที่จะพัฒนาหรือรักษาชีวิตความเป็นอยู่ได้เลย แม้แต่การที่จะเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเต็มที่ก็เป็นไปได้ยาก ดังจะเห็นได้ว่านักเรียนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้คะแนนต่ำกว่านักเรียนในภาคอื่น ๆ ทุกวิชายกเว้นภาษาอังกฤษ ส่วนนักเรียนที่สามารถจบการศึกษาระดับอุดมศืกษาก็มีเพียงร้อยละ ๒ เท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความล้มเหลวในการสอนภาษาไทยแก่นักเรียนในพื้นที่

นอกจากนี้ปัจจัยด้านประชากรก็มีส่วนขยายความขัดแย้งด้วย เนื่องจากในช่วง ๑๕ ปีที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวของประชากรชาวไทยพุทธในพื้นที่ลดลงอย่างมาก ขณะที่ชาวไทยมุสลิมมีสัดส่วนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้หลายคนเกิดความกังวลในเรื่องความมั่นคงของประเทศ

ปัจจัยชั้นวัฒนธรรม เป็นปัจจัยที่มีผลต่อทัศนคติและความรู้สึกนึกคิดของผู้คน ที่สำคัญได้แก่ภาษาและศาสนา ความไม่เข้าใจในภาษาและศาสนาของกันและกัน โดยตัวมันเองก็สามารถก่อให้เกิดช่องว่างและความขัดแย้งได้ง่าย แต่ในกรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมีลักษณะพิเศษอีก ได้แก่ความเคร่งครัดทางศาสนาของชาวมุสลิม ปัจจัยดังกล่าวมีส่วนอย่างมากที่ทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจในหมู่ชาวมุสลิมเมื่อเห็นรัฐบาลปล่อยให้วัฒนธรรมอันไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะความบันเทิงที่อิงอบายมุข เข้ามามีอิทธิพลในสังคมมากเกินไป

นอกจากนั้นศาสนาอิสลามยังให้ความสำคัญกับความยุติธรรม รวมทั้งเห็นชอบกับการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ดังนั้นเมื่อเกิดความไม่เป็นธรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ชาวมุสลิมในพื้นที่จึงยากที่จะอยู่นิ่งเฉยได้ ซึ่งบ่อยครั้งก็นำไปสู่การตอบโต้อย่างรุนแรงจากเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้ความขัดแย้งขยายตัวมากขึ้น

ประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันระหว่างคนในพื้นที่กับประชาชนส่วนอื่น ๆ ของประเทศ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกัน เพราะเมื่อมองจากทัศนะของกรุงเทพ ฯ ประวัติศาสตร์ปัตตานีเป็นประวัติศาสตร์ของการขบถและแข็งเมือง แต่เมื่อมองจากมุมของปัตตานี ก็จะเห็นประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้เพื่อความเป็นอิสระ

เมื่อมองในภาพรวมแล้ว ข้อสรุปของกอส.ก็คือ ศาสนาไม่ใช่เหตุของความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ก็เกี่ยวกับความรุนแรงตรงที่ถูกคนบางกลุ่มนำมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อให้ความชอบธรรมกับวิธีการรุนแรงของตน แต่นอกจากศาสนาแล้ว ประวัติศาสตร์ปัตตานีและอัตลักษณ์ความเป็นมลายูก็ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างให้แก่ความรุนแรงดังกล่าวด้วยเช่นกัน

เมื่อเหตุปัจจัยแห่งความรุนแรง มีหลายชั้น การมุ่งกำจัดตัวบุคคลในขบวนการแบ่งแยกดินแดน จึงไม่สามารถนำความสงบมาสู่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแท้จริง เพราะรากเหง้าแห่งความไม่พอใจและความรุนแรงยังดำรงอยู่ แม้คนหนึ่งถูกกำจัด คนใหม่ก็จะมาแทนที่ ดังเป็นเช่นนี้มาหลายทศวรรษแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดจึงอยู่ที่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ด้วยการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นธรรม การขจัดการเอาเปรียบทางด้านทรัพยากร การแก้ปัญหาคนว่างงาน การปรับปรุงระบบการศึกษา ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับปัจจัยทางวัฒนธรรม ด้วยการส่งเสริมให้ผู้คนยอมรับและเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม ส่งเสริมผู้นำทางศาสนาให้มีบทบาทในการสร้างความสมานฉันท์ และร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรมต่อต้านความรุนแรง

หัวใจของรายงาน “เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์” อยู่ที่มาตรการแก้ปัญหาความรุนแรงสามชั้นในย่อหน้าข้างต้น ซึ่งจะขอนำมากล่าวในโอกาต่อ่ไป

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved