หน้ารวมบทความ
   บทความ > หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ > สันติวิธีกับหน้าที่ทางศีลธรรม
กลับหน้าแรก

โพสต์ทูเดย์ เมษายน ๒๕๔๙

สันติวิธีกับหน้าที่ทางศีลธรรม
พระไพศาล วิสาโล
----------------------------------------------------------

เมื่อคุณพบเด็กทารกถูกทิ้งอยู่ในกองขยะ ไม่ว่ากฎหมายจะระบุไว้อย่างไร สามัญสำนึกย่อมบอกคุณว่าคุณมีหน้าที่ต้องช่วยชีวิตทารกคนนั้นเอาไว้

ในทำนองเดียวกันเมื่อคุณเห็นคนเป็นลมล้มฟุบอยู่ต่อหน้า คุณย่อมตระหนักดีว่าเป็นหน้าที่ที่คุณต้องช่วยเหลือคน ๆ นั้น อย่างน้อยก็ต้องเรียกคนมาช่วยพาส่งโรงพยาบาล ถึงแม้กฎหมายจะไม่บังคับคุณให้ทำเช่นนั้นก็ตาม

คนเราไม่ได้มีหน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น หากยังมีหน้าที่ทางศีลธรรม นั่นคือการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่มนุษย์เท่านั้น หากยังรวมถึงสัตว์น้อยใหญ่ด้วย

การละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ทางศีลธรรม โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่โจ่งแจ้งชัดเจน แม้จะไม่เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่ก็อาจถูกสังคมลงโทษ เช่น ตำหนิ หรือประณาม หรืออย่างน้อยก็ถูกมโนธรรมสำนึกลงทัณฑ์จนอยู่ไม่เป็นสุข

สังคมจะอยู่ได้อย่างปกติสุขก็เพราะทุกคนตระหนักถึงหน้าที่ทางศีลธรรม ลองคิดดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากพ่อแม่ไม่เลี้ยงดูลูก พี่ไม่ดูแลน้อง ครูไม่เอื้อเฟื้อศิษย์ จริงอยู่ความเกื้อกูลระหว่างบุคคลดังกล่าวมักเกิดขึ้นโดยความสมัครใจ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านี้คือสิ่งที่สังคมถือเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติด้วย หากไม่กระทำ ย่อมถูกตำหนิ ที่จริงอย่าว่าแต่การนิ่งเฉยเลย แม้แต่การช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยในยามที่ผู้คนเกิดความเดือดร้อนแสนสาหัส ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควร นี้คือเหตุผลว่าทำไมนักเทนนิสชื่อดังคนหนึ่งของไทยจึงถูกผู้คนโจมตีอย่างหนักเมื่อเขาบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิเพียง ๑๐,๐๐๐ บาท ทั้ง ๆ ที่ตนมีฐานะร่ำรวย

หน้าที่ทางศีลธรรมอาจเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน หรือยอมรับกันโดยทั่วไป ดังตัวอย่างที่ยกมาข้างต้น แต่หน้าที่ทางศีลธรรมบางอย่างอาจเป็นการกระทำที่สังคมไม่คุ้นเคย หรืออาจต่อต้านด้วยซ้ำ แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อผดุงรักษาความถูกต้องชอบธรรมเอาไว้

เมื่อมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ นำชนผิวดำประท้วงการแบ่งแยกผิวในสหรัฐอเมริกา ด้วยการไม่ขึ้นรถเมล์หรือคว่ำบาตรร้านค้าที่รังเกียจคนผิวดำ รวมไปถึงการไปนั่งในบริเวณที่สงวนไว้สำหรับคนผิวขาว การกระทำดังกล่าวถือเป็นหน้าที่ทางศีลธรรมอย่างหนึ่ง เพราะการเหยียดผิวเป็นสิ่งที่บั่นทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรงซึ่งอารยชนไม่สมควรจะยอมรับ

ในทำนองเดียวกันเมื่อมหาตมา คานธี นำชาวอินเดียยาตราเป็นระยะทางกว่า ๔๐๐ กิโลเมตร เพื่อทำเกลือจากน้ำทะเลด้วยตนเอง เขาถือว่าเป็นหน้าที่ทางศีลธรรมที่จะต้องคัดค้านกฎหมายอันอยุติธรรมของอังกฤษที่ห้ามคนอินเดียทำเกลือ แม้นั่นจะหมายถึงการถูกจับเข้าคุกก็ตาม

การผดุงรักษาความชอบธรรมในสังคม เป็นหน้าที่ทางศีลธรรมอย่างหนึ่งที่จำเป็นสำหรับความสงบสุขในสังคม จริงอยู่การกระทำดังกล่าวบางครั้งอาจท้าทายระเบียบประเพณีหรือกฎหมายบางส่วน จนนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมก็ตาม แต่หากวิธีการที่ใช้นั้นเป็นสันติวิธีหรือตั้งมั่นอยู่บนหลักการที่ถูกต้องชอบธรรม คือนอกจากจะไม่ทำร้ายร่างกายหรือทรัพย์สินของคู่กรณี ตลอดจนไม่ใส่ร้ายหรือโกหกมดเท็จแล้ว ยังเคารพในความคิดเห็นและสิทธิอันพึงมีพึงได้ของคู่กรณี ย่อมเป็นหลักประกันได้ว่าในที่สุดสันติสุขจะเกิดขื้นและสังคมจะเจริญก้าวหน้ายิ่งกว่าเดิม

สังคมไทยไม่อาจมีสันติสุขและความเจริญก้าวหน้าอย่างแท้จริง หากผู้คนละเลยหน้าที่ทางศีลธรรม โดยสนใจแต่การทำมาหากิน หรือคำนึงแต่ความถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ปัจจุบันมีความไม่ถูกต้องชอบธรรมเกิดขึ้นมากมาย กรณีที่เป็นประเด็นใหญ่ในเวลานี้ก็คือพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องความเสียสละและซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งโยงไปถึงเรื่องการเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องและการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ สถานการณ์ดังกล่าวเรียกร้องให้ผู้คนในสังคมต้องคำนึงถึงเรื่องจริยธรรมมากขึ้นโดยไม่ข้องติดอยู่กับประโยชน์ส่วนตัวที่ได้รับ ด้วยเหตุนี้หน้าที่ทางศีลธรรมอย่างหนึ่งที่ผู้คนในสังคมจะต้องตระหนักคือการฟื้นฟูความถูกต้องชอบธรรมให้กลับคืนมาสู่สังคม

การประท้วงและเรียกร้องให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยสาเหตุที่มีพฤติกรรมอันไม่ถูกต้องชอบธรรม เป็นหน้าที่ทางศีลธรรมอย่างหนึ่งของประชาชน แต่สิ่งที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ก็คือ การประท้วงเรียกร้องดังกล่าวจะต้องเป็นไปโดยสันติวิธี ตราบใดที่เรายังใช้สันติวิธีก็มีหลักประกันว่าเรายังไม่คลาดเคลื่อนจากความถูกต้องชอบธรรม อย่างน้อยที่สุดความเป็นมนุษย์ของคู่กรณีก็ยังได้รับความเคารพจากเรา ย่อมไม่ถูกต้องแน่หากเราเรียกร้องความถูกต้องชอบธรรมจากผู้อื่น แต่กลับใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมเสียเอง

การใช้ความรุนแรงนั้น แม้จะโดยวาจา หรือโดยการข่มขู่คุกคาม แม้จะสนองความสะใจหรือให้ผลสำเร็จทันตาเห็น แต่ไม่ช้าไม่นานผลเสียก็จะปรากฏ เช่น สูญเสียแนวร่วม ถูกสังคมรุมประณาม ขณะที่ผู้ถูกกระทำได้รับความเห็นใจ ดังกรณีปิดล้อมสำนักงานคม ชัด ลึก และกรณีขัดขวางการปราศรัยของพรรคประชาธิปัตย์ที่เชียงใหม่

สันติวิธีนั้นทำได้หลายอย่าง ไม่ได้มีแค่การชุมนุมโดยสงบเท่านั้น วิธีการอย่างหนึ่งซึ่งได้รับความสำเร็จในหลายแห่ง ได้แก่ การบอยคอตหรือคว่ำบาตร เช่น การไม่ซื้อสินค้า ไม่ใช้บริการ แต่วิธีการเช่นนี้จะได้ผลต้องอาศัยความพร้อมเพรียงและใช้เวลานานนับเดือน ดังกรณีการต่อสู้ของคนผิวดำในสหรัฐอเมริกา และอาฟริกาใต้ วิธีที่ทรงพลังยิ่งกว่านั้นก็คือการพร้อมใจกันผละงาน รัฐประหารในเยอรมนี (พ.ศ. ๒๔๖๓) ล้มเหลวทันทีที่ประชาชนทั้งประเทศพร้อมใจผละงานเพียง ๑ วันเท่านั้น ในกัวเตมาลาและเอลซัลวาดอร์ (พ.ศ.๒๔๘๘) การผละงานทั่วประเทศเพียงไม่กี่วันทำให้เผด็จการที่ครองอำนาจมายาวนานถูกโค่นอย่างรวดเร็ว

นอกจากการผละงานแล้ว การเฉื่อยงาน ก็มีพลังมากเช่นกัน ในเดนมาร์กสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประชาชนพร้อมใจต่อต้านกองทัพนาซีผู้ยึดครองด้วยการทำงานอย่างช้า ๆ ทั้งในหน่วยงานราชการ และโรงงาน ขณะเดียวกันเมื่อกองทัพนาซีประกาศเคอร์ฟิว ประชาชนก็เลิกงานตั้งแต่เที่ยงวันหรือบ่ายโมง โดยอ้างว่าต้องรีบกลับบ้านและทำธุระก่อนถึงเวลาเคอร์ฟิว ผลก็คือกองทัพนาซีปั่นป่วนเพราะต้องพึ่งผลผลิตจากโรงงาน ในที่สุดก็ต้องยกเลิกเคอร์ฟิวและมาตรการเข้มงวดอื่น ๆ

การยึดพื้นที่โดยคลื่นมหาชน เป็นอีกวิธีหนึ่งซึ่งสามารถขับไล่เผด็จการหลายคนได้สำเร็จ อาทิ การยึดรัฐสภาหลังจากที่มิโลเซวิช เผด็จการยูโกสลาเวียโกงเลือกตั้ง หรือเมื่อกำแพงมนุษย์นับแสนซึ่งประท้วงมาร์คอสที่โกงเลือกตั้ง พากันปิดล้อมค่ายทหารกลางกรุงมนิลาเพื่อปกป้องมิให้กองกำลังของมาร์คอสบุกเข้าไปจับผู้นำฝ่ายตนในค่ายทหาร เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้การต่อต้านขยายวง จนแม้แต่ทหารและตำรวจในที่สุดก็แปรพักตร์จากมาร์คอส จนเผด็จการถูกโค่นโดยไม่มีการสูญเสียเลือดเนื้อ

จากตัวอย่างในย่อหน้าข้างต้น เป็นที่น่าสังเกตว่าการเลือกตั้งมักเป็นวิธีการที่ผู้นำซึ่งไร้จริยธรรมนิยมใช้เพื่อครองอำนาจต่อไป แต่แล้วกลับทำให้สถานการณ์ของตนแย่ลง เพราะไปโกงการเลือกตั้งซึ่งทำให้ความชอบธรรมของตนซึ่งเหลือน้อยอยู่แล้ว เป็นอันหมดไปอย่างสิ้นเชิง เมืองไทยขณะนี้ก็น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านพ้นไป จะทำให้สถานการณ์ของผู้นำเลวร้ายลงไปเพราะเสียงคัดค้านเด่นชัดขึ้น อีกทั้งปมปัญหาจากการเลือกตั้งได้ผุดขึ้นมามากมาย ถึงกับมีเสียงเรียกร้องให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ สภาพดังกล่าวทำให้วิตกว่าความรุนแรงจะเกิดมากขึ้น เพื่อตอบโต้การชุมนุมประท้วงของฝ่ายต่อต้านพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะน้อยลง

ในยามนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและเครือข่ายจะต้องตั้งมั่นอยู่ในสันติวิธี แม้จะถูกกระทำด้วยความรุนแรงก็ตาม การไม่ตอบโต้ความรุนแรง ย่อมทำให้ผู้ใช้ความรุนแรงนั้นเองพ่ายแพ้เพราะสูญเสียแนวร่วมมากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายก็อาจส่งผลย้อนกลับไปยังผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลังการก่อความรุนแรง

ขณะเดียวกันประชาชนที่อยู่วงนอกก็ไม่ควรนิ่งเฉยกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความรุนแรงเกิดขึ้นโดยฝายใดก็ตาม จะต้องพร้อมใจกันประณาม และหากความรุนแรงยังไม่หยุด ควรพร้อมใจกันคว่ำบาตร หากความรุนแรงนั้นเกิดขึ้นโดยเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำหรือให้ความสนับสนุน ก็จำเป็นที่ประชาชนทั้งมวลต้องร่วมกันผละงาน ปิดห้างร้าน ถอนเงินจากธนาคารรัฐ ชะลอการจ่ายภาษีและค่าน้ำค่าไฟ รวมทั้งพร้อมเพรียงกันใส่ชุดดำเพื่อประท้วง เป็นต้น

อย่าอยู่นิ่งเฉยหรือปล่อยให้ความไม่ถูกต้องชอบธรรมครองบ้านครองเมือง เราทุกคนมีหน้าที่ทางศีลธรรมที่จะต้องต่อต้านความไม่ชอบธรรม โดยตั้งมั่นในสันติวิธีอย่างถึงที่สุด

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved