หน้ารวมบทความ
   บทความ > หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ > ความเป็นธรรมคือวิถีสู่สันติ
กลับหน้าแรก

โพสต์ทูเดย์ ธันวาคม ๒๕๔๘

ความเป็นธรรมคือวิถีสู่สันติ
พระไพศาล วิสาโล
----------------------------------------------------------

ทุกครั้งที่มีการพูดถึงสาเหตุของความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านนายกรัฐมนตรีตลอดจนรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูง มักชี้นิ้วไปที่โจรก่อการร้าย ผู้มีอิทธิพล ตลอดจนวัยรุ่นที่ติดยา โดยมักชำเลืองตาไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ติดชายแดนใต้ และบางครั้งก็อ้างถึงปัญหาความยากจนและการไม่รู้ภาษาไทย (ซึ่งมักมีนัยยะว่า “ไม่รักชาติ” หรือ “ไม่ใช่คนไทย”) แต่น้อยมากที่จะมีการพูดถึงปัญหาความอยุติธรรมที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ

เมื่อคนเราล้มป่วย สาเหตุไม่ได้อยู่ที่เชื้อโรคจากข้างนอกเท่านั้น หากยังอยู่ที่ร่างกายซึ่งอ่อนแอ หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ วัณโรคเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน คนส่วนใหญ่มีเชื้อดังกล่าวอยู่ในตัว แต่ก็หาได้ล้มป่วยไม่ ทั้งนี้เพราะภูมิคุ้มกันในร่างกายสามารถคุมเชื้อดังกล่าวเอาไว้ได้ มันจึงไม่อาละวาด แต่เมื่อใดที่ภูมิคุ้มกันตกต่ำ (เช่น ติดเชื้อ HIV) วัณโรคก็จะเล่นงานร่างกายจนล้มป่วย ยิ่งโรคหัวใจด้วยแล้ว พฤติกรรมของเจ้าตัวคือสาเหตุสำคัญอันดับต้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือปัจจัยภายในเป็นสาเหตุแรกสุด ส่วนปัจจัยภายนอกเป็นสาเหตุรองลงมา

ถ้าปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เปรียบดังโรคร้าย สาเหตุของโรคดังกล่าวก็อยู่ที่ปัจจัยภายในเป็นประการแรก นั่นคือเจ้าหน้าที่รัฐ (ซึ่งเปรียบดังระบบภูมิคุ้มกันของประเทศ)ทำงานบกพร่อง ขาดความยุติธรรม กลไกต่าง ๆ ของรัฐไม่ทำงาน นอกจากไม่บำบัดทุกข์แก่ประชาชนแล้ว ยังกลับซ้ำเติมความทุกข์ให้กับเขา ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนเสื่อมทราม จึงเปิดช่องให้โจรก่อการร้าย (ซึ่งเปรียบเสมือนเชื้อโรค) สามารถลุกลามไปทั่วพื้นที่ได้ หลังจากที่ได้กบดานอย่างสงบนิ่งมาเป็นเวลากว่าสิบปี

ความอยุติธรรมที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐนั้น ไม่ได้หมายถึงการอุ้มฆ่าหรือการใช้กระบวนการนอกกฎหมาย ตลอดจนการใช้ความรุนแรงอย่างเกินขอบเขต จนผู้คนล้มตาย ดังกรณีกรือเซะและตากใบเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการละเลยเพิกเฉยไม่ปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้ผู้มีอิทธิพลหรือนายทุนเบียดบังรังแกประชาชนทั้ง ๆ ที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการแย่งชิงและรุกรานทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นเสมือนสายเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน

น้อยคนจะตระหนักว่าความไม่สงบในภาคใต้นั้นมีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับความขัดแย้งทางด้านทรัพยากรในท้องถิ่น จากการวิจัยพบว่า เกือบร้อยละ ๕๐ ของหมู่บ้านที่เป็น “พื้นที่สีแดง”ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้.เป็นหมู่บ้านที่มีความขัดแย้งทางทรัพยากร เช่น มีการประกาศอุทยานแห่งชาติทับที่ทำกินของชาวบ้าน หรือมีการใช้อวนรุนอวนลากในการประมงอย่างผิดกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลย และถ้าพิจารณาจังหวัดปัตตานีเฉพาะอำเภอที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล พบว่ามีหมู่บ้าน “สีแดง”เกือบร้อยละ ๖๐ ของจำนวนหมู่บ้านที่ติดฝั่งทะเล

ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่ยืดเยื้อเรื้อรังมานานกว่า ๓๐ ปีแล้ว ทั้ง ๆ ที่ชาวบ้านได้ดำเนินการร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่รัฐมาโดยตลอด แต่ส่วนใหญ่แล้วกลับถูกเมินเฉย กรณีเรืออวนรุนอวนลากเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เรืออวนลากนั้นเริ่มเข้ามาทำประมงในเขตชายฝั่งจังหวัดปัตตานีตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๑๑ แม้จะทำให้อุตสาหกรรมประมงพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ก็ส่งผลเสียอย่างมากต่อชาวประมงพื้นบ้าน

ผลกระทบประการแรกก็คือความอุดมสมบูรณ์ของทะเลถูกทำลายอย่างรุนแรง เนื่องจากสัตว์น้ำตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ติดร่างแหไปเป็นจำนวนมาก โดยไม่มีการจำแนกแยกแยะ นอกจากนั้นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำตามธรรมชาติยังถูกทำลายทุกที่ที่เรืออวนรุนผ่าน ไม่ต่างจากถูกไถโดย “รถแทรกเตอร”

ผลกระทบประการต่อมาก็คือเครื่องมือประมงของชาวบ้านที่ลงไว้ เช่น ลอบ เบ็ด อวน ก็ถูกทำลายไปด้วย เพราะติดไปกับเรืออวนรุนอวนลากซึ่งแล่นผ่านโดยไม่สนใจว่าชาวบ้านลงอะไรไว้ในทะเล เครื่องมือประมงเหล่านี้มีราคาแพง และยากที่จะสร้างขึ้นใหม่ เมื่อถูกทำลายไปก็ส่งผลกระทบต่ออาชีพและรายได้ และก่อให้เกิดปัญหาหนี้สิน

ผลที่ตามมาคือชาวบ้านต้องออกทะเลมากขึ้น จนเหินห่างจากชุมชนและครอบครัว ขณะที่บางส่วนก็เข้าไปขายแรงงานในมาเลเซีย ทิ้งลูกเมียไว้เบื้องหลัง ทำให้ปัญหาวัยรุ่นติดยาเสพติดเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพ่อแม่ไม่มีเวลาดูลูกและชุมชนอ่อนแอลง

เมื่อเผชิญปัญหาดังกล่าว ชาวบ้านไม่ได้นิ่งเฉย ได้ทำการร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่รัฐแต่ก็ไม่เป็นผล จนต้องพึ่งตนเองด้วยการลาดตระเวนและจับปืนไล่ยิงเรืออวนรุนอวนลาก แต่ก็ไม่สามารถสกัดกั้นได้ จนในที่สุดได้มีการรวมตัวและจัดตั้งเป็นชมรมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานี และเคลื่อนไหวกับสมัชชาคนจนในปี ๒๕๓๙ มีการเจรจากับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จนกระทรวง ออกประกาศห้ามใช้เรืออวนรุนทำประมงในจังหวัดปัตตานีในปี ๒๕๔๑

ผ่านไป ๒ ปีปรากฏว่าไม่มีอะไรดีขึ้น เรืออวนรุนยังออกมาหาปลาได้โดยเจ้าหน้าที่รัฐนิ่งเฉย จนชาวบ้านนับหมื่นต้องออกมาชุมนุมประท้วงหน้าศาลากลางปัตตานีเมื่อปี ๒๕๔๓ แม้ทางจังหวัดจะยินยอมตามข้อเรียกร้องของชาวบ้าน คือให้มีเรือตรวจการมาลาดตระเวนชายฝั่งปัตตานีอย่างพอเพียง แต่สุดท้ายทุกอย่างยังเหมือนเดิม คำตอบของทางผู้ว่าราชการจังหวัดคือไม่มีงบประมาณ ไม่มีเจ้าหน้าที่ และไม่มีอำนาจสั่งการเรือตรวจการของกรมประมง ทั้งหมดนี้มองเป็นอื่นไม่ได้นอกจากการให้สัญญาณ “ไฟเขียว” แก่เรืออวนรุนให้สามารถทำประมงอย่างผิดกฎหมายได้อีกต่อไป

สภาพการณ์ดังกล่าวมีผลอย่างไรต่อความรู้สึกของชาวบ้านโดยเฉพาะต่อเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ที่ชวนหดหู่สิ้นหวัง ก็ยังมีแสงสว่างอยู่บ้าง เพราะเมื่อมีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนเข้าไปในพื้นที่ไม่นานมานี้ ปัญหาของชาวบ้านก็ได้รับการเหลียวแล มีการร่วมมือระหว่างตชด.กับชาวบ้านออกลาดตระเวนจับเรืออวนรุนอวนลาก และต่อมาหน่วยป้องกันและปราบปรามประมงทะเลจังหวัดปัตตานีก็ได้เข้ามาร่วมด้วย

เมื่อมีการตรวจจับอย่างจริงจังในชั่วเวลาเพียงเดือนเดียว ปรากฏว่าเรืออวนรุนลดน้อยลงไปมาก ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของชายฝั่งคืนมาอย่างรวเร็ว ชาวประมงพื้นบ้านสามารถจับสัตว์น้ำได้มากขึ้น จากเดิมที่มีรายได้ไม่ถึง ๒๐๐ บาทต่อวัน (ช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน) เพิ่มเป็น ๑,๕๐๐ บาทต่อครัวเรือน และบางรายสามารถทำรายได้สูงถึงวันละ ๔,๐๐๐ บาท นอกจากนั้นยังสามารถทำประมงในระยะที่ไม่ไกลจากฝั่งมากนัก ทำให้ต้นทุนค่าน้ำมันลดลง

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ทัศนคติของชาวบ้านเป็นไปในทางบวกมากขึ้น นอกจากจะมีความหวังในการดำรงชีวิตแล้ว ยังมีความรู้สึกที่ดีต่อเจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้น

อย่างไรก็ตามความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีการประสานงานกับคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ จนเรื่องผ่านขึ้นไปถึงคณะรัฐมนตรี ทำให้เกิดมีมติคณะรัฐมนตรีขึ้นมาเมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา น่าสงสัยว่าหากเรื่องนี้ไม่ขึ้นไปถึงส่วนกลาง สถานการณ์จะกระเตื้องขึ้นหรือไม่

ควรกล่าวแทรกในที่นี้ว่าหลังจากลาดตระเวนไม่นาน ก็สามารถจับเรืออวนรุนขนาดใหญ่ได้หนึ่งลำ นับเป็นลำแรกในรอบ ๔๐ ปีที่สามารถจับกุมและนำเข้ามาจอดเก็บรักษาไว้ที่ชุมชนประมงพื้นบ้าน ในอดีตแม้จะจับกุมเรืออวนรุนขนาดใหญ่ได้บ้าง แต่วันรุ่งขึ้นเจ้าหน้าที่รัฐก็ปล่อยให้ออกไปทำประมงผิดกฎหมายต่อไป อย่างไรก็ตามเมื่อนำเรื่องนี้ขึ้นศาล ปรากฏว่าของกลางที่พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานีระบุไว้ในคำฟ้อง กลับไม่มีการกล่าวถึงเรือดังกล่าวเลย ทั้ง ๆ ที่บันทึกการจับกุมของหน่วยป้องกันและปราบปรามประมงทะเลจังหวัดปัตตานีระบุว่าเรือดังกล่าวเป็นของกลางด้วย

กรณีดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความไม่เป็นธรรมที่ชาวบ้านได้รับอย่างยืดเยื้อยาวนาน และเป็นต้นตอของปัญหาความยากจน ที่ไม่อาจแก้ได้ด้วยการทุ่มเงินนับหมื่นล้าน หรือการผลักดันอุตสาหกรรมต่าง ๆ เข้าไปในพื้นที่ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านต้องการ อย่างเดียวที่ชาวบ้านขอจากรัฐก็คือความยุติธรรม ที่เหลือนั้นเขาสามารถดูแลกันเองได้

การแก้ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธเสมอไป เพียงแต่สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น เพื่อเขาสามารถทำมาหากินได้โดยไม่ถูกรังแกจากผู้มีอำนาจ เท่านี้ก็สามารถป้องกันความรุนแรงได้อย่างมีนัยสำคัญ บทบาทของตำรวจตระเวนชายแดนในกรณีนี้จึงเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง เพราะสามารถฟื้นความไว้วางใจระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐขึ้นมาใหม่ และควรเป็นแบบอย่างของเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยอื่น ๆ ด้วย ที่น่าเป็นห่วงก็คือยังมีเจ้าหน้าที่จำนวนไม่น้อยที่วัดความสำเร็จจากตัวเลขของผู้ถูกจับกุม จึงคิดแต่การใช้อาวุธปราบปราม แทนที่จะมุ่งสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐกับประชาชน อย่าลืมว่าพระคุณนั้นให้ผลยั่งยืนกว่าพระเดช

“คำหมาน คนไค” เป็นครูอีสานที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานในยุคสงครามเย็น เขาด้สรุปไว้อย่างน่าฟังว่า “ความเป็นธรรมในสังคมเป็นอาวุธอย่างหนึ่งที่ใช้ปราบคนร้ายได้ สิ่งนี้ราคาถูกกว่าปืนผาหน้าไม้มาก และไม่ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ มันมีอยู่ในหัวใจของทุกคน แต่จะมีใครนำออกมาใช้มากน้อยเพียงใดเท่านั้นเอง”

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved