หน้ารวมบทความ
   บทความ > หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ > มหกรรมสันติวิธี
กลับหน้าแรก

โพสต์ทูเดย์ พฤศจิกายน ๒๕๔๘

มหกรรมสันติวิธี
พระไพศาล วิสาโล
----------------------------------------------------------

ความรุนแรงที่ลุกลามอย่างต่อเนื่องในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้หลายคนมองว่าเป็นความล้มเหลวของสันติวิธี ข้อสรุปดังกล่าวดูเหมือนจะมีสมมติฐานว่ารัฐบาลหรือสังคมไทยโดยรวมได้ใช้สันติวิธีอย่างเต็มที่แล้ว ดังนั้นเมื่อไม่สามารถยุติความรุนแรงได้ก็เท่ากับแสดงว่าสันติวิธีล้มเหลว ปัญหาก็คือสมมติฐานดังกล่าวถูกต้องแล้วหรือ หลายท่านในคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ ได้ตั้งข้อสังเกตว่ามาตรการระยะสั้น ๑๔ ข้อที่กอส.เสนอต่อรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงด้วยสันติวิธีเมื่อเดือนกรกฎาคมนั้น จนบัดนี้เกือบทั้งหมดก็ยังไม่ได้มีการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังเลย

ถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องปัญหาความรุนแรงที่ลุกลามในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ น่าจะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่ารัฐบาลและสังคมไทยไม่มีความสามารถในการใช้สันติวิธีมากกว่า และในบางกรณีอาจเรียกว่าเป็นความล้มเหลวในการใช้สันติวิธีด้วยซ้ำ ดังกรณีการสลายผู้ชุมนุมประท้วงที่อำเภอตากใบเมื่อปีที่แล้ว หากเจ้าหน้าที่รัฐใช้สันติวิธีอย่างถูกต้องย่อมไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมากมายดังที่ได้เกิดขึ้นมาแล้ว

อันที่จริงสันติวิธีไม่ได้หมายถึงการไม่ใช้ความรุนแรงตอบโต้ความรุนแรง หรือการเผชิญกับปัญหาซึ่งระเบิดเป็นความรุนแรงแล้วเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดการกับความขัดแย้งก่อนที่จะลุกลามเป็นความรุนแรงด้วย สันติวิธีประเภทหลังนี้มักถูกมองข้ามหรือละเลยไป ครั้นความรุนแรงระเบิดขึ้นแล้ว จึงค่อยมานึกถึงสันติวิธี ถึงตอนนั้นแล้วก็อาจระงับความรุนแรงได้ยาก ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่เพราะว่าสันติวิธีไม่มี “น้ำยา”ที่จะดับไฟแห่งความรุนแรงที่กำลังลุกลามอย่างร้อนแรง แต่เป็นเพราะว่าการจะดับไฟที่โหมแรงอย่างนั้นได้ต้องใช้ความสามารถในทางสันติวิธีอย่างยิ่งยวด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วทั้งรัฐและสังคมไทยไม่มีความสามารถเช่นนั้น (ทั้งทักษะและความอดทน) เพราะไม่เคยเตรียมการหรือฝึกฝนให้พร้อมมาก่อนเลย (ถ้าพร้อมก็คงไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งลุกลามไปเป็นความรุนแรงเสียแต่แรกแล้ว)

หนทางในการใช้สันติวิธีแก้ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ยังมีอยู่ แต่ขึ้นอยู่กับรัฐและสังคมไทยว่าจะใส่ใจกับการเพิ่มพูนความสามารถในทางสันติวิธีหรือไม่ ซึ่งหมายถึงการทำความเข้าใจกับสันติวิธีอย่างถูกต้อง รวมทั้งมีความเข้าใจรากเหง้าของความรุนแรงอย่างลึกซึ้งด้วย ประการหลังนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะตราบใดที่ยังมองความรุนแรงว่ามีสาเหตุจาก “ผู้ร้าย”บางคนเท่านั้น เราก็ยังคิดที่จะใช้ความรุนแรงจัดการกับเขา โดยละเลยที่จะจัดการกับรากเหง้าของปัญหาซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้คนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาใช้ความรุนแรง ตราบใดที่รากเหง้าดังกล่าวยังคงอยู่ ไม่ว่าจะขจัดผู้ร้ายไปกี่คน ก็จะมีผู้ร้ายคนใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีกมากมายจนปราบไม่หมด เหมือนกับที่รัฐบาลเคยประสบปัญหาในการปราบคอมมิวนิสต์มาแล้ว

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีสาเหตุมากกว่า “โจรใต้”กลุ่มหนึ่ง(หรือหลายกลุ่ม) สาเหตุที่ลึกไปกว่านั้นก็คือปัญหาโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา รวมไปถึงกระบวนการยุติธรรมในภาคใต้ ปัญหาดังกล่าวมักนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนท้องถิ่น และเมื่อถูกละเลยเพิกเฉย ก็ประทุเป็นความรุนแรงในที่สุด ไม่ต้องพูดถึงปัญหาการอุ้มฆ่าหรือการปราบปรามด้วยความรุนแรงดังกรณีตากใบก็ได้ เพียงแค่ปัญหาในการเข้าถึงทรัพยากรท้องถิ่นก็มีส่วนอย่างมากในการบ่มเพาะความรุนแรงในพื้นที่ ดังจะเห็นได้จากข้อเท็จจริงที่ว่า เกือบร้อยละ ๕๐ ของหมู่บ้านที่เป็น “พื้นที่สีแดง” เป็นหมู่บ้านที่มีความขัดแย้งทางทรัพยากร เช่น มีการประกาศอุทยานแห่งชาติทับที่ทำกินของชาวบ้าน หรือมีการใช้อวนรุนอวนลากในการประมงอย่างผิดกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลย

ดังได้กล่าวแล้วว่าเราไม่ควรนึกถึงสันติวิธีเมื่อความรุนแรงเกิดขึ้นแล้ว แต่จะต้องนำสันติวิธีมาใช้ตั้งแต่แรกเพื่อป้องกันความรุนแรง นั่นคือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างดังกล่าวให้เป็นไปในทางที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เช่น กระจายอำนาจมากขึ้น เปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถเข้าถึงและจัดการทรัพยากรท้องถิ่นได้มากขึ้น กระบวนการยุติธรรมคำนึงถึงหลักนิติธรรมยิ่งกว่าเดิม หรือถึงแม้จะยังไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างดังกล่าว แต่เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ก็ใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหา กล่าวคือแทนที่เจ้าหน้าที่รัฐจะใช้อำนาจตามอำเภอใจเพื่อกลบปัญหา ก็นำเอากระบวนการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธีมาใช้โดยเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา หรือใช้กระบวนการสานเสวนา (dialogue) เป็นต้น

กระบวนการแก้ไขความขัดแย้งดังกล่าว มีอยู่มากมาย แต่รัฐและสังคมไทยไม่ค่อยรู้จัก ยิ่งทักษะในการใช้ด้วยแล้วแทบไม่มีเอาเลย จึงจำเป็นที่จะต้องมีการฝึกฝนและส่งเสริมในทุกระดับ เริ่มจากหน่วยงานรัฐไปจนถึงสถาบันการศึกษาและสถาบันศาสนา อย่างไรก็ตามสันติวิธีมิได้มีแค่กระบวนการแก้ไขความขัดแย้งดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวิธีการต่าง ๆ อีกมากมาย เช่นการศึกษาและการสื่อสารเพื่อสันติภาพ เป็นต้น

แม้ความรุนแรงในภาคใต้จะลุกลามไปมาก แต่ยังไม่สายเกินไปที่รัฐและสังคมไทยจะรู้จักสันติวิธีให้มากขึ้นเพื่อนำไปใช้ให้ได้ผล อย่างน้อยก็ช่วยให้ความรุนแรงไม่ลุกลามไปมากกว่านี้ และยังสามารถนำไปใช้ป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงในส่วนอื่น ๆ ของประเทศได้ ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ จึงได้จัด “มหกรรมสันติวิธี”ขึ้นที่จังหวัดปัตตานีระหว่างวันที่ ๑๔-๑๖ พฤศจิกายน นอกจากมุ่งหมายให้เกิดความเข้าในสันติวิธีว่ามีความหลากหลายเพียงใดแล้ว ยังจะเป็นโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความเห็นในหมู่ผู้ที่ทำงานด้านสันติวิธี เพื่อนำไปสู่การร่วมมืออย่างเป็นเอกภาพและมีพลังมากขึ้นในการนำสันติสุขกลับคืนมาสู่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

กิจกรรมที่นำเสนอในมหกรรมสันติวิธีครั้งนี้มีเนื้อหาแบ่งเป็น ๕ ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ การศึกษาและสื่อสารเพื่อสันติภาพ การพัฒนาและการสร้างสรรค์ชุมชน สุขภาพและสุขภาวะ การแก้ไขความขัดแย้ง และการเยียวยา โดยนอกจากจะมีการนำเสนอในรูปแบบ การประชุมปฏิบัติการ การอบรม การเสวนา ปาฐกถาและการอภิปราย แล้ว ยังมีนิทรรศการ ภาพวาด ละคร ดนตรี และรายการทางวัฒนธรรมอีกมากมาย ทั้งนี้โดยมีองค์กรร่วมจัดถึง ๕๐ องค์กร ครอบคลุมทั้งหน่วยงานรัฐ องค์กรอิสระ องค์การมหาชน องค์กรพัฒนาเอกชน องค์การนักศึกษา และองค์กรชาวบ้าน

นี้อาจเป็นก้าวเล็ก ๆ ของสันติวิธีในเมืองไทย แต่อย่างน้อยก็ชี้ให้เห็นว่าเรายังมีทางเลือกอีกมากนอกเหนือจากความรุนแรง

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved