หน้ารวมบทความ
   บทความ > หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ > บทเรียนจากไข้หวัดนก
กลับหน้าแรก

โพสต์ทูเดย์ พฤศจิกายน ๒๕๔๘

บทเรียนจากไข้หวัดนก
พระไพศาล วิสาโล
----------------------------------------------------------

โลกกำลังจับตาไข้หวัดนกด้วยความวิตกกังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากมันมีฤทธิ์ที่รุนแรงมาก สามารถทำให้คนที่ติดโรคนี้มีโอกาสตายได้ถึงครึ่งต่อครึ่ง ความร้ายแรงของมันทำให้ผู้รู้กลัวว่าหากมันสามารถแพร่จากคนสู่คนได้เมื่อไร ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเหมือนเมื่อเกือบ ๙๐ ปีก่อน ครั้งนั้นไข้หวัดระบาดทั่วโลกและคร่าชีวิตคนไป ๕๐-๑๐๐ ล้านคน

เป็นที่รู้กันว่าไวรัสเอช๕เอ็น๑ เป็นตัวการที่ทำให้เป็นไข้หวัดนก ใครก็ตามที่ติดเชื้อดังกล่าว เนื้อเยื่อในปอดจะถูกทำลาย รายที่เป็นหนักจะมีปอดที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด (ถ้าเป็นนก ตับไตไส้พุง รวมทั้งสมองและกล้ามเนื้อก็จะถูกทำลายไปด้วย) แต่ตรงกันข้ามกับที่คนทั่วไปเข้าใจ ไวรัสเอช๕เอ็น๑ (รวมทั้งไข้หวัดมรณะเมื่อ ๙๐ ปีก่อน) ไม่ได้เป็นตัวทำลายเนื้อเยื่อและอวัยวะในร่างกาย ตัวการที่แท้จริงก็คือระบบภูมิคุ้มกันในตัวเราต่างหาก ภูมิคุ้มกันเหล่านี้เมื่อรู้ว่ามีไวรัสเข้ามามันจะกรูออกมาทำลายไวรัสดังกล่าว แต่ในระหว่างที่ทำลายไวรัสนั้นมันก็ทำลายเนื้อเยื่อในปอดไปด้วย โดยการปล่อยสารเคมีออกมาซึ่งทำให้ปอดอักเสบอย่างรุนแรง นอกจากเนื้อเยื่อที่ดีจะตายแล้ว หลอดเลือดในปอดยังรั่ว ทำให้เลือดและของเหลวท่วมปอด จนถึงแก่ความตายได้

ไวรัสเอช๕เอ็น๑ ไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากการกระตุ้นหรือ “ยั่วยุ” ให้ ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ออกมา แต่เนื่องจากเป็นการออกมาอย่างอลหม่านและตอบโต้ไวรัสอย่างรุนแรงเกินขอบเขต ผลก็คือมันได้ทำลายอวัยวะและร่างกายของเราไปด้วยในเวลาเดียวกัน กล่าวอีกนัยหนึ่งคนที่ติดเชื้อดังกล่าวถึงแก่ความตายก็เพราะระบบภูมิคุ้มกันของเรามีพฤติกรรมแบบ “โอเวอร์รีแอคท์”นั่นเอง

ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเรานั้นทำงานเหมือนกับทหารและตำรวจ แม้จะมีบทบาทที่สำคัญมากในการต่อสู้กับผู้รูกราน แต่ถ้ามีปฏิกิริยาที่รุนแรงเกินไปต่อรุกราน ก็อาจส่งผลเสียหายร้ายแรงได้ เปรียบไปก็ไม่ต่างจากการปราบผู้ร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้าน ด้วยการยิงถล่มและทิ้งระเบิดลงไปในหมู่บ้านจนตายทั้งผู้ร้ายและชาวบ้านที่บริสุทธิ์ สุดท้ายก็เกิดผลเสียต่อส่วนรวม ใช่หรือไม่ว่านี้เป็นความจริงไม่ใช่เฉพาะกับร่างกายมนุษย์ แต่ยังเกิดขึ้นกับสังคมและประเทศต่าง ๆ มากมาย

มีตัวอย่างมากมายในประวัติศาสตร์ที่ชี้ว่า ยิ่งรัฐใช้กำลังปราบปรามมากเท่าไร ก็ยิ่งทำร้ายและบั่นทอนตัวเองมากเท่านั้น เพราะการปราบปรามโดยใช้ความรุนแรงเกินขอบเขตนั้น แม้มุ่งหมายทำลาย “ศัตรู” แต่สุดท้ายกลับทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ และทำลายความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐ ทั้งหมดนี้ในที่สุดส่งผลเสียต่อรัฐเองจนเพลี่ยงพล้ำต่อฝ่ายตรงข้าม

ขบวนการคอมมิวนิสต์ในจีนและอินโดจีนเติบใหญู่ได้ก็เพราะอะไร หากไม่ใช่เพราะเจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามแบบเหวี่ยงแห แต่แสนยานุภาพที่เหนือกว่าอย่างท่วมท้นในที่สุดก็กลับมาทำลายรัฐเองจนต้องพ่ายแพ้แก่ขบวนการดังกล่าว จะว่าไปแล้วขบวนการดังกล่าวไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการยั่วยุให้ฝ่ายรัฐตอบโต้แบบ “โอเวอร์รีแอคท์”นั่นเอง

ขบวนการปลดปล่อยทางชาติพันธุ์ก็เช่นกัน สามารถขยายตัวและประสบความสำเร็จก็เพราะรัฐใช้ความรุนแรงปราบปรามอย่างเหวี่ยงแหนั่นเอง เมื่อ ๓๐ ปีก่อนขบวนการอาเจะเสรีเป็นขบวนการที่เล็กมาก มีพลพรรคไม่ถึง ๒๐๐ คน สิบปีผ่านไปก็ขยายตัวได้ไม่มาก แต่ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปเมื่อรัฐบาลอินโดนีเซียได้โหมกำลังบดขยี้ขบวนการดังกล่าวโดยเฉพาะในระหว่างปี ๒๕๓๒-๒๕๓๕ มีการใช้วิธีรุนแรงและนอกกฎหมายนานาชนิด เช่น อุ้มฆ่า ทรมาน ข่มขืน และการตั้งศพประจานเพื่อข่มขวัญ ไม่เพียงแนวร่วมและผู้สนับสนุนขบวนการอาเจะเสรีเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ ประชาชนธรรมดาก็พลอยได้รับเคราะห์ด้วย ในช่วงเวลา ๓ ปีนั้นคาดว่ามีคนตายเพราะน้ำมือของเจ้าหน้าที่รัฐไม่ต่ำกว่า ๒,๐๐๐ คน

แต่แทนที่ขบวนการดังกล่าวจะถูกทำลาย กลับขยายตัวอย่างรวดเร็ว ลูกหลานของผู้ที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐข่มเหงรังแกพากันเข้าร่วมขบวนการอาเจะเสรี ผลก็คือเมื่อถึงปี ๒๕๔๔ ขบวนการนี้สามารถครอบครองพื้นที่ในชนบท ได้มากถึงร้อยละ ๗๐ กลายเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาล แม้จะใช้มาตรการทางทหารอย่างไร ก็ไม่ได้ผล จนในที่สุดต้องเปิดเจรจา จนเกิดข้อตกลงที่ยอมให้อาเจะมีการปกครองตนเอง ซึ่งที่จริงก็เป็นข้อเรียกร้องของชาวอาเจะเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว แต่รัฐบาลหาฟังไม่ ต้องปล่อยให้มีคนตายหลายพัน สิ้นเปลืองงบประมาณหลายพันล้านบาทเสียก่อน ถึงจะยอม

ในกรณีของศรีลังกาก็เช่นกัน เมื่อชาวทมิฬซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยพยายามเรียกร้องสิทธิและหลักประกันทางการเมืองและภาษา ผ่านพรรคการเมืองของตนในระบบรัฐสภา แต่กลับถูกปฏิเสธโดยชนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวสิงหล เมื่อชาวทมิฬเรียกร้องการปกครองตนเองในระบบสหพันธรัฐ ก็ถูกปฏิเสธอีก จึงเริ่มเรียกร้องการมีรัฐอิสระของตนเอง ผลก็คือถูกรัฐบาลตอบโต้ด้วยความรุนแรง ทำให้คนหนุ่มจำนวนมากจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ รัฐบาลจึงส่งกองทัพเข้าไปปราบปราม แต่ยิ่งปราบ กองกำลังติดอาวุทของทมิฬก็ยิ่งเติบใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีลาม ในปี ๒๕๒๖ กลุ่มดังกล่าวได้สังหารทหารรัฐบาลไปถึง ๑๓ คนในคราวเดียวกัน เหตุการณ์ครั้งนั้นได้กระตุ้นให้ชาวสิงหลลุกฮือทำร้ายชาวทมิฬในกรุงคอลอมโบและเมืองใกล้เคียง โดยเชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนสนับสนุนเบื้องหลัง จลาจลครั้งนั้นทำให้ชาวทมิฬถูกฆ่าตายไป๒,๐๐๐ คน อีกนับแสนต้องอพยพไปทางเหนือและตะวันออกซึ่งเป็นดินแดนดั้งเดิมของชาวทมิฬ

จลาจลครั้งนั้นได้เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองในศรีลังกาซึ่งยืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน จำนวนคนตายได้เพิ่มจาก ๒,๐๐๐ คนมาเป็น ๘๐,๐๐๐ คน และยังไม่มีใครรู้ว่าจะตายเพิ่มอีกเท่าไร เพราะการเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลกับขบวนการพยัคฆ์ทมิฬอีลามยังไปไม่ถึงไหน

บทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ตอกย้ำว่า กลุ่มบุคคลที่ท้าทายอำนาจรัฐนั้นแท้จริงแล้วไม่น่ากลัวมากเท่ากับวิธีการตอบโต้ของเจ้าหน้าที่รัฐ การตอบโต้ที่รุนแรงเกินเลยของเจ้าหน้าที่รัฐมักจะทำให้ปัญหาเลวร้ายลงและบั่นทอนรัฐเอง เช่นเดียวกับระบบภูมิคุ้มกันที่ทำร้ายร่างกายของเราได้มากกว่าตัวไวรัสเอช๕เอน๑ เสียอีก

การมีแสนยานุภาพทางทหารไม่ใช่ข้อได้เปรียบเสมอไป มันอาจกลายเป็นจุดอ่อนได้ เช่นเดียวกับคนวัยฉกรรจ์ที่มีระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง หากติดเชื้อเอช๕เอ็น๑ ก็มีโอกาสตายได้มากกว่า ดังมีสถิติออกมาแล้วว่าคนที่อยู่ในวัย ๒๐-๔๐ ปีมีโอกาสตายเพราะโรคนี้ได้มากกว่าเด็กหรือคนแก่ เพราะระบบภูมิคุ้มกันจะมีความก้าวร้าวต่อไวรัสมากกว่า ดังนั้นจึงทำลายร่างกายของตนเองไปโดยไม่รู้ตัว

บทเรียนจากไข้หวัดนกสอนเราว่า อันตรายที่แท้จริงนั้นมิได้อยู่นอกตัว แต่อยู่ที่พฤติกรรมของเราต่างหาก

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved