หน้ารวมบทความ
   บทความ > หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ > สู้วิกฤตด้วยจิตที่มั่นคง
กลับหน้าแรก

โพสต์ทูเดย์ ตุลาคม ๒๕๔๘

สู้วิกฤตด้วยจิตที่มั่นคง
พระไพศาล วิสาโล
----------------------------------------------------------

เหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วง ๒ เดือนที่ผ่านมาเต็มไปด้วยเรื่องสะเทือนขวัญ อาทิ การสังหารนาวิกโยธิน ๒ คนที่อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส และการสังหารพระกับศิษย์วัด ที่อำเภอปานาเระ จังหวัดปัตตานี ทั้ง ๒ กรณีเกิดขึ้นท่ามกลางความรุนแรงนับไม่ถ้วนที่ทำให้ผู้คนล้มตายเกือบ ๑,๐๐๐ คน โดยไม่เลือกว่าเป็นพุทธหรือมุสลิม นับแต่เดือนมกราคม ๒๕๔๗ เป็นต้นมา

เมื่อได้รับฟังและรับรู้เหตุการณ์เหล่านี้ เป็นธรรมดาอยู่เองที่เราจะเกิดความโกรธแค้นและเกลียดชัง ยิ่งเชื่อว่าเหตุร้ายเหล่านี้เกิดจากฝีมือของคนต่างเชื้อชาติต่างศาสนา ความโกรธแค้นก็ยิ่งทวีคูณ ถึงตรงนั้นก็ง่ายที่เราจะพุ่งความโกรธเกลียดไปยังคนต่างเชื้อชาติต่างศาสนาทั้งหลาย โดยเหมารวมว่าคนเหล่านั้นเป็นคนชั่วร้ายและเป็นศัตรูกับเราไปหมด หากความรู้สึกนึกคิดของเราล่วงมาถึงจุดนี้ ก็นับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับเราเข้าสู่กับดักของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่อยู่เบื้องหลังความสยดสยองต่าง ๆ ที่ผ่านมา

กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการยั่วยุให้เกิดความแตกแยกระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิมจนถึงขั้นทำร้ายกัน เพราะนั่นจะทำให้สถานการณ์ควบคุมไม่ได้อีกต่อไป สถานการณ์เช่นนี้จะช่วยให้ขบวนการก่อการร้ายเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะมันอยู่ได้ด้วยความโกรธเกลียดและความคลั่งไคล้ไร้สติ ขบวนการเหล่านี้ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในบรรยากาศของผู้คนที่มีสติปัญญาและความเห็นอกเห็นใจกัน ดังนั้นจึงพยายามปลุกปั่นให้ผู้คนเสียสติและเกลียดชังกันอย่างถึงที่สุด เพื่อจะได้ทำร้ายกัน และผลักดันให้ผู้คนที่หมดหนทางต่อสู้พากันเข้าร่วมกับขบวนการก่อการร้ายเพื่อทำลายอีกฝ่ายให้จงได้

หากจะต่อสู้กับขบวนการดังกล่าว ไม่มีวิธีใดทรงประสิทธิภาพเท่ากับการตอบโต้โดยดำรงสติไว้ให้มั่น อดทนต่อการยั่วยุอย่างถึงที่สุด และรักษาใจไม่ให้ความเคียดแค้นพยาบาทครอบงำ มีความรักและความเมตตาต่อกันแม้ต่างเชื้อชาติต่างศาสนา การใช้ความรุนแรงนั้นไม่สามารถทำลายขบวนการดังกล่าวได้อย่างถึงรากถึงโคน ตรงข้ามกลับทำให้มีคนบริสุทธิ์พลอยได้รับเคราะห์มากขึ้น ซึ่งในที่สุดจะเข้าไปร่วมกับขบวนการดังกล่าวโดยมีความจงเกลียดจงชังเป็นแรงผลักดัน ความเกลียดชังนั้นเป็นทั้งเส้นเลือดและอาหารของขบวนการดังกล่าว มีแต่การระงับความเกลียดชังและทำการอย่างมีสติเท่านั้นที่จะทำให้ขบวนการดังกล่าวอ่อนแอจนสลายตัวไปได้ในที่สุด

จริงอยู่การรักษาใจไม่ให้ความเกลียดชังครอบงำจิตใจหรือแผ่กระจายไปทั่วสังคมนั้นเป็นเรื่องยากมาก (อาจจะยากกว่าการป้องกันไม่ให้เชื้อหวัดนกแพร่ระบาดไปทั่วประเทศด้วยซ้ำ) แต่อย่างน้อยก็ควรอดกลั้นต่ออารมณ์และไม่ปล่อยให้มันบงการความคิด คำพูด และการกระทำของเรา นั่นคือทางเดียวที่จะรักษาบ้านเมืองให้สงบสุขอยู่ได้ ยิ่งสำหรับชาวพุทธด้วยแล้ว นี้คือวิธีการที่จะรักษาพระศาสนาให้ดำรงคงอยู่ได้ด้วยดี การใช้ความรุนแรงห้ำหั่นกันมีแต่จะทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟและบั่นทอนพระศาสนาอย่างถึงรากฐาน ไม่มีศาสนาใดอยู่ได้โดยมีความโกรธเกลียดเคียดแค้นเป็นพื้นฐาน หากจะตั้งมั่นได้ก็ด้วยความรักและความเข้าใจ เราไม่สามารถปกป้องศาสนาได้ด้วยการใช้ความรุนแรงเข้าใส่กัน เพราะการทำเช่นนั้นก็เท่ากับทำลายศาสนาในจิตใจของเราตั้งแต่แรกแล้ว เมื่อไม่มีศาสนาในจิตใจแล้ว ศาสนาที่ปรากฏแต่ภายนอกก็เป็นแค่เปลือกหรือกระพี้เท่านั้น หาใช่ศาสนาที่แท้จริงไม่

พระพุทธศาสนานั้นจะมั่นคงก็ต่อเมื่อทุกคนมีพระพุทธศาสนาอยู่ในใจตนเป็นเบื้องต้น นั่นคือมีสติ ปัญญา เมตตา และขันติ หากปราศจากซึ่งธรรมดังกล่าว สิ่งที่เราปกป้องอาจไม่ใช่พระศาสนาที่แท้ แต่เป็นสิ่งอื่นแทน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ชาวพุทธจะต้องดำรงรักษาใจให้มั่นคง ไม่ลุแก่โทสะ และอย่าปล่อยให้ความเคียดแค้นพยาบาทครองใจ แม้จะถูกยั่วยุด้วยความรุนแรงเพียงใด ก็ไม่โกรธตอบ พึงระลึกไว้เสมอว่าเวรย่อมมิอาจระงับด้วยการจองเวร

การไม่จองเวรนั้นมิได้หมายถึงการอยู่เฉย ๆ ปล่อยให้เขามาทำร้ายเราหรือเพื่อนของเรา แต่หมายถึงการไม่กระทำการตอบโต้ด้วยความเกลียดชัง เราสามารถป้องกันและตอบโต้ด้วยสติ ปัญญา และด้วยความปรารถนาดี นั่นคือใช้สันติวิธีและอหิงสธรรม ดังที่พระพุทธองค์ทรงสอนว่า ให้เอาชนะความชั่วด้วยความดี เอาชนะอสัตย์ด้วยคำสัตย์ และเอาชนะความตระหนี่ด้วยการให้

ในยามนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ชาวพุทธจะต้องตั้งมั่นในคำสอนขององค์พระศาสดา การถือเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะจะไร้ความหมายหากเราไม่นำเอาพระธรรมหรือพระจริยาของพระพุทธองค์เป็นเครื่องชี้นำกำกับชีวิต ยิ่งอยู่ท่ามกลางวิกฤตหรือความทุกข์มากเท่าไร ก็ยิ่งต้องอาศัยพระธรรมเป็นที่พึ่งมากเท่านั้น มิใช่เพื่อให้เกิดความอุ่นใจและความสงบเย็นเท่านั้น แต่เพื่อนำไปเป็นแนวทางการปฏิบัติอย่างมีสติและปัญญาเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

บทเรียนของศรีลังกาที่เกิดสงครามกลางเมืองมา ๒๖ ปีอาวุธและมีคนตายกว่า ๘๐,๐๐๐ คนแล้ว บอกอะไรเราบ้างหรือไม่? แม้ผู้คนเป็นอันมากจะสนับสนุนให้รัฐบาลศรีลังกาใช้ความรุนแรงอย่างถึงที่สุดเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา แต่คำถามก็คือพระพุทธศาสนาจะตั้งมั่นได้อย่างไรบนซากศพและกองเลือดท่ามกลางความเคียดแค้นพยาบาทที่แผ่ขยายทุกหย่อมหญ้า

ความรุนแรง และความโกรธเกลียดหาใช่สรณะที่จะพาเราพ้นจากวิกฤตใด ๆ ได้ไม่ มีแต่พระธรรมคำสอนที่น้อมนำสู่การปฏิบัติในชีวิตจริงเท่านั้นที่จะพาเราล่วงพ้นความพ้นทุกข์ทั้งส่วนตนและส่วนรวมได้ในที่สุด

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved