หน้ารวมบทความ
   บทความ > สันติภาพ สันติวิธี > สันติวิธีในพระราชดำรัส
กลับหน้าแรก
 


สันติวิธีในพระราชดำรัส
พระไพศาล วิสาโล
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

เมื่อเกิดไฟไหม้บ้าน การนิ่งเฉยหรือสาดน้ำมันเข้าไปในกองไฟ ย่อมไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง สิ่งที่ควรทำคือการสาดน้ำเข้าไป ด้วยวิธีนี้เท่านั้นไฟจึงจะดับได้ ถ้าความไม่สงบในภาคใต้เปรียบเสมือนไฟที่กำลังไหม้บ้าน สันติวิธีก็เปรียบได้กับการสาดน้ำเข้าไปดับไฟ

การใช้ความรุนแรงตอบโต้นั้นมีแต่เพิ่มความรุนแรงให้มากขึ้น ยิ่งมีการอุ้ม ฆ่า และเกิดกรณีอย่างกรือเซะและตากใบมากเท่าไร ก็เท่ากับเป็นการสาดน้ำมันเข้าไปในกองเพลิงมากเท่านั้น นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ประวัติศาสตร์การต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า ยิ่งใช้กำลังเข้าปราบปราม คอมมิวนิสต์ก็ยิ่งเพิ่ม เพราะมีผู้บริสุทธิ์ที่ถูกลูกหลงเข้าไปร่วมเป็นอันมากด้วยความคับแค้นใจ แต่เมื่อหันมาใช้แนวทางสันติตามนโยบาย ๖๖/๒๕๒๓ โดยขจัดเงื่อนไขแห่งความรุนแรง และเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์ เข้ามาร่วมพัฒนาชาติไทย ผลก็คือขบวนการคอมมิวนิสต์อ่อนแอลงจนต้องยุติการสู้รบด้วยกำลังอาวุธในที่สุด

คำถามก็คือแนวทางสันติวิธีเพื่อดับไฟใต้ในพ.ศ.นี้จะมีหน้าตาอย่างไร ? คำตอบนั้นมีอยู่อย่างชัดเจนแล้วในกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” คืออะไร หากมิใช่แนวทางสันติวิธีที่เราควรจะให้ความสำคัญเหนืออื่นใด การอ้างพระราชดำรัสดังกล่าวแต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธแนวทางสันติวิธี เป็นเรื่องที่ขัดแย้งในตัวเองอย่างยิ่ง

แนวทางสันติวิธีในภาคใต้จะต้องเริ่มต้นจากการเข้าใจอย่างชัดเจนว่า อะไรคือเงื่อนไขที่ผลักดันและดึงดูดให้ผู้คนก่อความไม่สงบหรือสนับสนุนการกระทำดังกล่าว เงื่อนไขนั้นมีหลายอย่าง แต่หนึ่งในนั้นที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือความอยุติธรรมและการไม่เคารพในความเป็นมนุษย์ของเขา พร้อมกันนั้นก็มีความจำเป็นที่เราจะต้องเข้าใจวัฒนธรรมตลอดจนวิถีชีวิตและวิธีคิดของเขาซึ่งในกรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับศาสนาที่เขายึดถือ

การทำความเข้าใจดังกล่าวจะช่วยให้เราเข้าถึงจิตใจของเขาได้มากขึ้น แต่จะเข้าถึงจนชนะใจเขาได้ก็ต้องเริ่มจากการเข้าหาเขาด้วยความเป็นมิตร สิ่งที่ขาดไม่ได้ในกระบวนการดังกล่าวก็คือการแลกเปลี่ยนความเห็นและปรึกษาหารือ ไม่ใช่การพูดฝ่ายเดียวหรือสั่งมาจากเบื้องบน ดังนั้นถ้าจะเข้าถึงชาวบ้านอย่างแท้จริง หน่วยงานรัฐจะต้องสร้างกลไกหรือเวทีสำหรับการปรึกษาหารือร่วมกับชาวบ้าน เช่น จัดตั้งสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมประจำจังหวัด โดยมีผู้นำศาสนาและผู้นำชาวบ้านมาร่วมด้วย

สิ่งสำคัญลำดับสุดท้ายก็คือการพัฒนา การพัฒนาที่มีพื้นฐานอยู่บนความเข้าใจในวัฒนธรรมและความเป็นจริงในท้องถิ่น โดยมีการปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชนอย่างสม่ำเสมอ เป็นกุญแจสำคัญในการลดทอนความรุนแรงและนำความสงบกลับมาสู่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

นอกจากการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนแล้ว สิ่งที่จำเป็นต้องมีควบคู่กันก็คือการพัฒนากระบวนการยุติธรรม กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ตลอดจนกระบวนการทางการเมือง หากขาดการพัฒนากระบวนการดังกล่าวอย่างจริงจังแล้ว สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยากจะมีความสงบอย่างยั่งยืนได้ เนื่องจากผู้คนจะเต็มไปด้วยความคับแค้นใจที่ถูกละเมิดสิทธิ ไม่ได้รับความยุติธรรมจากรัฐ และขาดการมีส่วนร่วมทางการเมืองเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างสันติ

“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” นั้นสามารถทำให้เป็นจริงได้โดยไม่ต้องใช้อาวุธ และไม่ได้อาศัยงบประมาณมหาศาล สิ่งที่ต้องการคือ สติปัญญา ความจริงใจ ความใจกว้าง ความกล้าหาญ รวมทั้งความเสียสละ สิ่งเหล่านี้ทรงพลังยิ่งกว่าอาวุธ แต่หากปราศจากสิ่งเหล่านี้แล้ว แม้มีกองทัพมหาศาล มีอาวุธทำลายล้างสูงเพียงใดก็ตาม ก็ยากที่จะนำชัยชนะและความสงบสุขกลับคืนมาได้

ตรงกันข้าม มันกลับกลายเป็นการสาดน้ำมันจำนวนมหาศาลเข้าใส่กองเพลิงนั่นเอง

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved