หน้ารวมบทความ
   บทความ > สันติภาพ สันติวิธี > ไม่มีสุขใดเสมอด้วยความสงบสันติ
กลับหน้าแรก
 


ไม่มีสุขใดเสมอด้วยความสงบสันติ
พระไพศาล วิสาโล
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

“ไม่มีสุขใดเสมอด้วยความสงบสันติ –นตถิ สนติปร สุข”

พุทธภาษิตข้างต้นเป็นข้อความที่นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ได้นำมาปิดท้ายในหนังสือเรื่อง พระเจ้าช้างเผือก อันเป็นนวนิยายเรื่องแรกและเรื่องเดียวของท่าน นวนิยายเล่มนี้ซึ่งเดิมตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ เป็นเรื่องราวของพระเจ้าจักราผู้ครองกรุงอโยธยา พระองค์เป็นกษัตริย์ที่รักสันติภาพ หากจำต้องทำสงครามเพื่อปกป้องราชอาณาจักรจากการรุกรานของพระเจ้าหงสา พระเจ้าจักราเป็นกษัตริย์ที่ทรงคุณธรรม ไม่ประสงค์ให้ไพร่พลของพระองค์ต้องสูญเสียเลือดเนื้อ จึงเลือกใช้วิธีการรบแบบยุทธหัตถีกับพระเจ้าหงสา ครั้นประสบชัยชนะแล้วก็สั่งปล่อยแม่ทัพนายกองและทหารกรุงหงสาทั้งหมด หาได้จับกุมคุมขังหรือทำร้ายแต่อย่างใดไม่

นวนิยายเล่มนี้แม้มีสงครามเป็นแกนของเรื่อง แต่หัวใจของหนังสือคือการเชิดชูสันติภาพ ที่ตั้งอยู่บนความปรารถนาดีต่อกัน ไม่มีการอาฆาตพยาบาทจองเวรกัน ตามพุทธภาษิตที่ว่า “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” ดังสะท้อนจากคำตรัสของพระเจ้าจักราที่มีต่อเจ้าชายบุเรงนองว่า “ขอให้มีความเข้าใจกัน มีความปรารถนาดีต่อกันในระหว่างพวกเราทั้งสอง และขอให้สันติสุขกลับมาสู่พวกเราและบ้านพี่เมืองน้องของเราในโลกนี้อีกครั้งหนึ่งจงตลอดไปเถิด”

หนังสือเล่มนี้ไม่อาจจัดว่าเป็นเพียงนิยายอิงประวัติศาสตร์เท่านั้น หากยังเป็นนิยายธรรมะและนิยายการเมืองไปพร้อมกัน ประการหลังเห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อพิจารณาบริบททางการเมืองที่แวดล้อมหนังสือเล่มนี้ พระเจ้าช้างเผือก เขียนขึ้นในระหว่างปี ๒๔๘๒-๒๔๘๓ อันเป็นช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ กำลังลุกลามทั่วยุโรป ขณะเดียวกันเอเชียตะวันออกก็กำลังเกิดสงครามจากการรุกรานของญี่ปุ่น และมีแนวโน้มว่าจะระบาดไปยังส่วนอื่น ๆ ของเอเชีย รวมทั้งเอเชียอาคเนย์ หากญี่ปุ่นประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร การเขียนนิยายเล่มนี้เป็นภาษาอังกฤษ แล้วนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ซึ่งมีบทพูดเป็นภาษาอังกฤษทั้งเรื่อง และออกฉายในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ สิงคโปร์ เป็นเครื่องชี้ชัดว่าว่านายปรีดี ผู้เขียนและผู้อำนวยการสร้าง ต้องการส่ง “สาร”บางอย่างให้นานาประเทศได้รับรู้ “สาร”ดังกล่าวมิได้หมายถึงแค่ความใฝ่สันติภาพของคนที่ชื่อปรีดี พนมยงค์เท่านั้น สิ่งที่นายปรีดีต้องการบอกให้ประชาคมโลกรู้ก็คือ สยามเป็นประเทศรักสันติภาพ ไม่ปรารถนาจะรบพุ่งกับใคร ลึกไปกว่านั้นนายปรีดียังปรารถนาย้ำเตือนให้คนทั้งโลกหันมาสู่วิถีแห่งสันติ แทนที่จะแก้ปัญหาด้วยสงคราม ดังได้เขียนไว้ในคำนำว่า “ชัยชนะแห่งสันติภาพนั้นมิได้มีชื่อเสียงบันลือนามน้อยไปกว่าชัยชนะแห่งสงครามแต่อย่างใด”

อย่างไรก็ตาม ปณิธานของนายปรีดี ไม่สัมฤทธิผล สยามไม่อาจธำรงสันติภาพได้ หากต้องกลายเป็นพันธมิตรร่วมรบกับญี่ปุ่น จนนายปรีดีผู้รักสันติต้องหันมาจัดตั้งขบวนการเสรีไทย จับอาวุธต่อสู้กับญี่ปุ่น เพื่อป้องกันชาติของตน ในทำนองเดียวกับที่พระเจ้าจักราผู้รักสันติ ต้องกรีธาทัพสู้กับพระเจ้าหงสา ต่างกันก็ตรงที่นายปรีดีไม่ต้องถึงกับจับอาวุธสู้ตัวต่อตัวกับผู้รุกราน

รากเหง้าของสงครามและความรุนแรง
มาถึงวันนี้ หน้าที่ของพระเจ้าช้างเผือก ในการส่ง “สาร”ให้แก่ประชาคมโลก ได้สิ้นสุดลง หรืออย่างน้อยก็หมดความจำเป็นแล้ว ในบางแง่ก็อาจเรียกว่าประสบความล้มเหลวด้วยซ้ำ โดยเฉพาะการเรียกร้องให้โลกหันมาให้ความสำคัญกับ “ชัยชนะแห่งสันติภาพ” เพราะแม้สงครามโลกครั้งที่ ๒ จะยุติ แต่โลกก็ยังมีสงครามไม่หยุดหย่อน ผู้คนล้มตายหลายสิบล้านคนในช่วง ๕๐ ปีที่ผ่านมา แม้กระนั้นหัวใจของหนังสือเล่มนี้ก็ยังมีคุณค่า ได้แก่การเน้นย้ำว่าสันติภาพที่แท้จริงนั้นต้องมีพื้นฐานมาจากคุณธรรมด้านใน อาทิ การไม่อาฆาตพยาบาท การให้อภัย ความเมตตากรุณา รวมถึงความเสียสละ และคำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่นยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนตน โดยผ่านคำพูดและการกระทำของพระเจ้าจักรา ในทางตรงข้ามสงครามก็มีรากเหง้ามาจากจิตสำนึกที่เห็นแก่อำนาจ ปราศจากคุณธรรม ดังมีพระเจ้าหงสาเป็นตัวแทน

อย่างไรก็ตามมิพึงเข้าใจไปว่าสงครามเป็นเรื่องของตัวบุคคล ยิ่งสงครามในโลกสมัยใหม่ด้วยแล้ว ผู้นำเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งเท่านั้น การสู้รบได้กลายเป็นเรื่องของคนหมู่ใหญ่ที่มีสำนึกร่วมกัน ซึ่งบ่อยครั้งเป็นการขับเคลื่อนของคนทั้งชาติ มิใช่เป็นแค่การรบพุ่งของผู้นำ (โดยมีไพร่พลเป็นองค์ประกอบ) ซึ่งสามารถยุติได้ด้วยการชนช้างตัวต่อตัวเท่านั้น ขณะที่สงครามในอดีตสงวนศักดิ์ศรีและวีรกรรมไว้เฉพาะแม่ทัพ แต่ในสงครามยุคใหม่ซึ่งอาศัยกองทัพประจำการเป็นหลัก ทหารชั้นผู้น้อยก็มีสิทธิได้รับการยกย่องเป็นวีรชน ยิ่งไปกว่านั้นประชาชนพลเรือนในแนวหลังก็ยังมีบทบาทสำคัญในสงคราม จึงไม่น่าแปลกใจที่ถิ่นอาศัยของพลเรือนได้กลายเป็นเป้าหมายทางทหารในสงครามต่าง ๆ นับแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา

ด้วยเหตุนี้ในโลกยุคใหม่สงครามจึงมิได้ถูกกำหนดด้วยจิตสำนึกของผู้นำเท่านั้น หากจิตสำนึกของผู้คนทั่วทั้งสังคมก็มีบทบาทอย่างสำคัญในการผลักดันให้เกิดความรุนแรงต่อกัน จิตสำนึกที่มีอิทธิพลอย่างสำคัญตลอดมาก็คือความถือตัวถือตนว่าสูงกว่า และเหยียดอีกฝ่ายหนึ่งให้ต่ำลง จนถึงกับไร้ความเป็นมนุษย์ สงครามเอเชียมหาบูรพาได้รับการสนับสนุนจากชาวญี่ปุ่นทั้งประเทศก็เพราะเชื่อกันว่าญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่สูงส่ง ขณะเดียวกันก็เห็นคนจีนและเกาหลีว่าป่าเถื่อน ทัศนะดังกล่าวคลุมไปถึงคนอเมริกันว่าเป็น “สัตว์ที่สูญเสียความเป็นมนุษย์ไปแล้ว” ในอีกด้านหนึ่งคนอเมริกันก็เรียกคนญี่ปุ่นว่า “ลิงผิวเหลือง”

ท่าทีดังกล่าวไม่ต่างไปจากที่คนเยอรมันมีต่อชาวยิว “เชื้อโรค” “ไวรัส” “อสูร” “เดนมนุษย์” เป็นคำที่คนเยอรมันใช้เรียกชาวยิวในสมัยฮิตเลอร์ จนถึงปัจจุบัน จิตสำนึกเช่นนี้ยังมีอิทธิพลในสงครามทั้งหลาย ในอดีตยูโกสลาเวีย คนโครเอเชียถูกคนเซอร์เบียเรียกว่า “ค้างคาวผี” ส่วนคนโครเอเชียก็เรียกนักรบเซอร์เบียว่า “สัตว์สองขามีเครา” ในสงครามอ่าวเปอร์เซีย ทหารอเมริกันเรียกการสังหารทหารอิรักนับพันที่ล่าถอยว่า “การยิ่งไก่งวง” นาวิกโยธินอเมริกันคนหนึ่งบรรยายความรู้สึกเมื่อเห็นทหารอิรักจากบนเครื่องบินว่า “เหมือนกับเปิดไฟครัวกลางดึกแล้วเห็นแมลงสาปแตกตื่นจ้าละหวั่น”

นอกจากความถือตนว่าสูงและเหยียดผู้อื่นให้ต่ำลง (ซึ่งพุทธศาสนาเรียกว่ามานะ) แล้ว ความเชื่อหรือความติดยึดในลัทธิอุดมการณ์ (ซึ่งพุทธศาสนาเรียกว่า ทิฏฐิ) ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการก่อสงครามและความรุนแรงโดยเฉพาะกับคนชาติเดียวกัน ในสหภาพโซเวียตมีผู้คนประมาณ ๒๐ ล้านถูกฆ่าตายภายใต้การปกครองแบบทรราชย์ของสตาลิน จำนวนไม่น้อยตายเพราะขวางอำนาจของสตาลิน แต่อีกมากมายตายเพื่อความยิ่งใหญ่ของลัทธิคอมมิวนิสต์ ในยุคนี้ผู้คนถูกทำให้เชื่อว่าการสังหารผู้คนในนามของลัทธินี้เป็นสิ่งชอบธรรม สะท้อนให้เห็นจากคำพูดของสมาชิกพรรคคนหนึ่งว่า “เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของเราคือชัยชนะของลัทธิคอมมิวนิสต์ในทุกหนแห่ง เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ทุกอย่างทำได้ทั้งนั้น ไม่ว่ากล่าวเท็จ ขโมย หรือทำลายผู้คนนับแสนหรือแม้กระทั่งเป็นล้าน หากคนเหล่านี้ขัดขวางงานของเราหรือสามารถจะขัดขวางเรา” ปรากฏการณ์อย่างเดียวกันนี้เกิดขึ้นในจีนและกัมพูชา ในประเทศหลัง แม้ ๒ ล้านคนที่ตายเป็นจำนวนที่เทียบไม่ได้กับรัสเซียและจีน แต่เมื่อคิดเป็นสัดส่วนประชากรแล้วก็สูงมาก คือ ๑ ใน ๔ ของประชากรเขมรทั้งประเทศ ในยุคเขมรแดงนี้เองมีคำขวัญว่า “คนหนุ่มหนึ่งหรือสองล้านคนก็พอแล้วสำหรับสร้างกัมพูชาใหม่” นอกนั้นไม่มีความจำเป็นเลย

การล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์มิได้หมายถึงความเชื่อในลัทธิอุดมการณ์จะหมดพลังในการผลักดันให้เกิดความรุนแรง ลัทธิชาตินิยมยังเป็นหนึ่งในอุดมการณ์ที่มีอิทธิพลอย่างมากในโลกปัจจุบัน สงครามในอดีตยูโกสลาเวีย ความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถาน สงครามกลางเมืองในศรีลังกา เป็นตัวอย่างน้อยนิดของความรุนแรงที่เกิดจากลัทธิชาตินิยม ที่น่าสนใจก็คือความเชื่อทางด้านศาสนาเข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญด้วยทั้งในกรณีที่กล่าวมาและที่มิได้กล่าวถึง

ความถือตัวว่าสูงกว่า และความติดยึดในลัทธิอุดมการณ์ เป็น ๒ ใน ๓ ของเหตุปัจจัยทางด้านจิตสำนึกที่นำไปสู่ความรุนแรงในทัศนะของพุทธศาสนา อีกปัจจัยหนึ่งได้แก่ความต้องการผลประโยชน์เพื่อปรนเปรอตัวตน (หรือที่เรียกว่า ตัณหา) ปัจจุบันเห็นได้ไม่ยากว่าสงครามและความรุนแรงตลอดจนความขัดแย้งทั่วโลกล้วนเกี่ยวพันกับการแย่งชิงผลประโยชน์ไม่มากก็น้อย ที่เห็นได้ชัดก็คือสงครามรุกรานอิรักโดยการนำของสหรัฐ ซึ่งหวังควบคุมแหล่งน้ำมันสำรองที่มีมากเป็นอันดับ ๒ ของโลก ผลประโยชน์จากน้ำมันยังเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งสหรัฐอเมริกาเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ทั้งโดยผ่านอิสราเอลและซาอุดีอาระเบียเป็นต้น นอกจากผลประโยชน์ระดับรัฐแล้ว ผลประโยชน์ของบรรษัทข้ามชาติ (รวมทั้งบริษัทค้าอาวุธ) ก็เป็นตัวการสนับสนุนสงครามในหลายประเทศ รวมทั้งในทวีปอาฟริกา

ความขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์ยังเป็นสาเหตุของความรุนแรงภายในประเทศ อาทิ ความรุนแรงอันเนื่องจากการแบ่งแยกดินแดนในรัฐอะเจห์ของอินโดนีเซีย และเชชเนียในรัสเซีย ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับแหล่งทรัพยากรที่มีค่ามหาศาล ใช่แต่เท่านั้นความขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์ยังแสดงออกในรูปความขัดแย้งทางด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าระหว่างรัฐกับประชาชน หรือระหว่างประชาชนด้วยกัน ซึ่งพร้อมจะลุกลามไปเป็นความรุนแรง อาทิ กรณีเขื่อนปากมูล กรณีท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย กรณีโรงไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูด

ความรุนแรงทางวัฒนธรรม
จากที่กล่าวมาย่อมเห็นได้ว่าสันติภาพหรือความสงบสุขในสังคมเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับทัศนคติของผู้คน การสร้างสรรค์สันติภาพไม่สามารถทำได้ด้วยการเรียกร้องให้มีผู้นำที่รักสันติมีคุณธรรม หรือมีกฎหมายควบคุมผู้ปกครองไม่ให้ใช้อำนาจในทางที่ผิดเท่านั้น หากยังจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้คนในสังคมด้วย ด้วยเหตุนี้การสร้างสรรค์สันติภาพจึงต้องเป็นการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมด้วย

การเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งจำเป็นในยุคปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อถ่วงดุลหรือทัดทานกับวัฒนธรรมแห่งความรุนแรงซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นทุกที วัฒนธรรมแห่งความรุนแรงในที่นี้หมายถึงทัศนคติและความเชื่อที่ส่งเสริมความรุนแรง โดยถักทอขยายตัวจนกลายเป็นวัฒนธรรมในสังคม เป็นทัศนคติที่นำไปสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย จะด้วยการสำคัญตนว่าสูงกว่า (มานะ) หรือเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรูต่อลัทธิความเชื่อของตน (ทิฏฐิ) หรือเห็นอีกฝ่ายเป็นปฏิปักษ์ขัดขวางผลประโยชน์ของตน(ตัณหา) ก็ตาม

วัฒนธรรมแห่งความรุนแรงกำลังแพร่หลายในปัจจุบันส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากความเติบใหญ่ของการเมืองที่ชูประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ (เช่น ศาสนา ชาติพันธุ์) การเมืองดังกล่าวกำลังเป็นกระแสใหญ่ของโลกปัจจุบัน เป็นการเคลื่อนไหวตอบโต้ของฝ่ายที่รู้สึกว่าอัตลักษณ์ที่ตนยึดถือกำลังถูกบั่นทอนคุกคาม จึงลุกขึ้นสู้เพื่อความอยู่รอด การเมืองแบบนี้มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่ชัดเจน และกระตุ้นเร้าให้เกิดความเกลียดชังและความกลัวไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้นจึงมีลักษณะที่ก้าวร้าว โกรธเกรี้ยว และนำไปสู่ความรุนแรงได้ง่าย ขบวนการหนึ่งที่มีบทบาทอย่างมากในการเมืองแบบนี้ก็คือขบวนการเคร่งคัมภีร์หรือ fundamentalist ขบวนการดังกล่าวแพร่หลายไปทั่วโลก และมีอิทธิพลในแทบทุกศาสนาหลัก และนับวันจะขยายตัวจากชนชั้นล่างไปสู่ชนชั้นกลางที่มีการศึกษา ในบางประเทศ เช่น อินเดีย ขบวนการเหล่านี้ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นจนสามารถตั้งรัฐบาลทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นได้ ขณะที่ในหลายประเทศ เช่น อียิปต์ ขบวนการนี้ได้หันไปใช้วิธีก่อการร้ายกับรัฐบาลของตน หรือปลุกระดมให้ใช้ความรุนแรงกับคนต่างศาสนา

ท่าทีและวิธีการอันก้าวร้าวรุนแรงขบวนการดังกล่าวได้เป็นปัจจัยเร่งให้อีกฝ่ายใช้ความรุนแรงตอบโต้หรือทำหนักมือขึ้น จนกลายเป็นวัฏจักรแห่งความรุนแรง ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ สงครามในอัฟกานิสถานและอิรักภายใต้ยุทธศาสตร์ต่อต้านการก่อการร้ายระดับโลกโดยการนำของสหรัฐอเมริกาหลังเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน เป็นผลพวงล่าสุดของวัฏจักรดังกล่าวและได้โหมกระพือวัฒนธรรมแห่งความรุนแรงไปทั่วทั้งโลก ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใดก็ตาม

อย่างไรก็ตามวัฒนธรรมแห่งความรุนแรงไม่ได้จำกัดเฉพาะทัศนคติที่ส่งเสริมความเป็นปฏิปักษ์บนพื้นฐานของศาสนา และชาติพันธุ์เท่านั้น หากยังครอบคลุมไปถึงทัศนคติที่ส่งเสริมการเลือกปฏิบัติหรือความไม่เสมอภาคทางเพศ ศาสนา ชาติพันธุ์ ตลอดจนทางเศรษฐกิจด้วย ทัศนคติประการหลังแม้ไม่ได้นำไปสู่ความรุนแรงทางตรงหรือทางกายภาพเสมอไป แต่ก็ส่งเสริมความรุนแรงในทางโครงสร้าง อันเป็นภาวะที่ตรงข้ามกับความสงบสันติ ดังจะได้กล่าวต่อไป


วัฒนธรรมเพื่อสันติภาพ
การเคลื่อนไหวของประชาชนนับสิบล้านทั่วโลกเพื่อต่อต้านสงครามรุกรานอิรักซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกาเมื่อเร็ว ๆ นี้ เป็นปรากฏการณ์สำคัญระดับโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การเคลื่อนไหวรณรงค์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกันในทุกทวีปอย่างต่อเนื่องตลอดหลายเดือนโดยไม่มีองค์กรใดองค์กรหนึ่งเป็นผู้ประสานหรือริเริ่ม หากเป็นผลจากความรู้สึกร่วมของประชาชนทั่วโลกที่เชื่อมโยงกันโดยผ่านอินเตอร์เน็ตเป็นหลัก ประชาชนเหล่านี้ได้ประสานกันเป็นเครือข่ายทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และผนึกกำลังเป็นพลังระดับโลก โดยมีกิจกรรมและรูปแบบแตกต่างกันไป หากมีจุดร่วมเดียวกันคือ คัดค้านสงคราม เพรียกหาสันติภาพ

ขบวนการดังกล่าวมีความหลากหลายอย่างที่ไม่เคยมีกับขบวนการใด ๆ มาก่อน นอกจากหลากหลายในทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมแล้ว ยังมาจากลัทธิอุดมการณ์และความเชื่อที่ต่างกัน มีทั้งกลุ่มศาสนา กลุ่มสิทธิสตรี กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สหภาพแรงงาน พรรคการเมือง องค์กรธุรกิจ กลุ่มเหล่านี้มีเหตุผลที่แตกต่างกันไปในการคัดค้านสงครามในอิรัก บ้างเห็นว่าการทำสงครามเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพของอีกประเทศหนึ่ง บ้างเห็นว่าเป็นการทำลายโลกอาหรับหรือโลกมุสลิม บ้างก็เห็นว่าเป็นการขยายตัวของลัทธิอาณานิคมใหม่ แต่เหตุผลที่สามารถปลุกเร้าคนทั่วโลกให้มาต่อต้านสงครามครั้งนี้ได้มากที่สุดก็คือ สงครามเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม ซึ่งจะสร้างความทุกข์ยากแสนสาหัสแก่ประชาชนที่เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่า เด็ก ผู้หญิง หรือคนแก่ อีกทั้งยังจะมีผลกระทบกว้างไกลตามมาต่อประชาชนแม้การสู้รบจะยุติ ภาพที่ใช้ในการรณรงค์และเห็นบ่อยในการชุมนุมประท้วงทั่วโลกก็คือภาพเด็กอิรักที่ไร้เดียงสาซึ่งจะต้องเป็นเหยื่อของสงคราม หรือไม่ก็ภาพเด็กที่พิการหรือได้รับบาดเจ็บจากสงคราม

การที่เหตุผลและภาพดังกล่าวสามารถผลักดันผู้คนทั่วโลกให้ลุกขึ้นมาประท้วงรัฐบาลที่มีแสนยานุภาพยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกผูกพันชนิดที่ข้ามพ้นเชื้อชาติและพรมแดน ความเป็นคนอิรักไม่สำคัญเท่ากับความเป็นมนุษย์และความเป็นเพื่อนร่วมโลกซึ่งสมควรได้รับความรักและความเกื้อกูลจากมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะสังกัดเชื้อชาติศาสนาหรือภาษาใดก็ตาม
สำนึกในความเป็นหนึ่งเดียวกันของมนุษย์ทั้งโลก เป็นสำนึกใหม่ที่กำลังเติบใหญ่ไปทั่วทั้งโลก แม้สำนักนี้จะยังไม่มีพลังพอที่จะต้านทานประเทศอภิมหาอำนาจได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่สหรัฐอเมริกานึกไมถึงและต้องคำนึงมากขึ้นในการทำสงครามครั้งต่อไป

นี้เป็นสำนึกใหม่ที่จะมาทัดทานความคิดแคบ ๆ ที่ติดยึดกับพวกพ้องแบบชนเผ่า(tribalism) ซึ่งกำลังเป็นชนวนสงครามในหลายจุดของโลกอยู่ในเวลานี้ สำนึกในความเป็นพี่น้องหรือเพื่อนร่วมโลกจะทำให้การเมืองที่ชูอัตลักษณ์เฉพาะฝ่ายเฉพาะกลุ่มมีเสน่ห์น้อยลงและชักนำผู้คนให้หันไปหาความรุนแรงได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตามโลกยังต้องการจิตสำนึกใหม่อีกหลายด้านที่จะมาถักทอเป็นวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ อาทิการตระหนักในความเสมอภาคระหว่างมนุษย์ รวมถึงการเคารพในศักดิ์ศรีและสิทธิของมนุษย์ทุกคน ความคิดดังกล่าวที่จริงก็คือสำนึกแบบมนุษยนิยม (humanism)ที่มิใช่ของใหม่ หากควรส่งเสริมให้มากขึ้น โดยตระหนักว่าการเคารพในศักดิ์ศรีและสิทธิดังกล่าว มิได้หมายความเพียงแค่การไม่ละเมิดผู้อื่นเท่านั้น หากยังรวมถึงการปกป้องมิให้ผู้อื่นถูกละเมิดศักดิ์ศรีและสิทธิด้วย

ตรงนี้เองที่จะเชื่อมโยงกับหลักการที่ทุกศาสนาเชิดชู นั่นคือความเมตตากรุณา การเคารพสิทธิกับการมีน้ำใจจะต้องไปด้วยกัน แม้ปรัชญาแบบมนุษยนิยมกับความเชื่อทางศาสนาจะขัดแย้งกันในหลายเรื่อง แต่ก็มีความสอดคล้องกันตรงที่เห็นคุณค่าของความเอื้อเฟื้อและเคารพซึ่งกันและกัน คุณค่าดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของวัฒนธรรมแห่งสันติภาพ หากคุณค่าดังกล่าวอ่อนกำลังหรือถูกท้าทาย สิ่งที่ตามมาคือความรุนแรง ลัทธินาซีและลัทธิคอมมิวนิสต์นำความสยดสยองมาสู่ศตวรรษที่แล้วก็เพราะทั้ง ๒ ลัทธิต่อต้านความเมตตาและความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลโดยตรง ขณะที่ฮิตเลอร์กล่าวประนาม “ศีลธรรมแบบมนุษยธรรมที่น่ารังเกียจ” และเห็นว่าความเมตตาเป็นความอ่อนแอและขี้ขลาด สตาลินก็เห็นว่า ความมีมนุษยธรรมนั้นเป็น สำนึกของชนชั้นกระฎุมพีที่ต้องขจัดออกไปให้หมด สำหรับเขาและพลพรรค“การกระทำที่ถูกศีลธรรมมีอย่างเดียวคือการกระทำอะไรก็ตามที่ทำให้ประวัติศาสตร์และลัทธิสังคมนิยมเจริญรุดหน้า” แม้บัดนี้ลัทธิทั้งสองจะไม่มีอนาคตแล้ว แต่ก็ยังจะมีลัทธิความเชื่อใหม่ ๆ ตามมาที่ปฏิเสธเมตตาธรรม โดยเฉพาะกับผู้ที่อยู่คนละพวกคนละฝ่าย ลัทธิเคร่งคัมภีร์ หรือ fundamentalism เป็นตัวอย่างหนึ่งซึ่งบ่มเพาะความโกรธเกลียดยิ่งกว่าความเอื้ออารี จึงนับวันจะแนบสนิทกับลัทธิก่อการร้ายในหลายมุมโลก

ลัทธิเคร่งคัมภีร์ก่อให้เกิดความรุนแรงได้ส่วนหนึ่งก็เพราะขาดขันติธรรม ไม่ยอมรับความแตกต่างหรือความหลากหลาย แต่จะว่าไปแล้วลัทธินี้ก็เป็นปฏิกิริยาต่อการขาดขันติธรรมของโลกสมัยใหม่ที่พยายามขจัดความหลากหลายของประเพณีความเชื่อและองค์ความรู้ แล้วแทนที่ด้วยความเชื่อและองค์ความรู้แบบสมัยใหม่ ที่เป็นตะวันตก วิทยาศาสตร์ หรือเป็นแบบโลก ๆ (secularism) การผลักศาสนาไปอยู่ชายขอบ ทำให้ศาสนิกจำนวนหนึ่งต้องลุกขึ้นสู้แล้วกลายเป็นลัทธิเคร่งคัมภีร์ บทเรียนจากลัทธิเคร่งคัมภีร์ก็คือ ขันติธรรมหรือความใจกว้าง ยอมรับความหลากหลาย เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสันติสุขในสังคม แม้ว่าเราควรมีสำนึกในความเป็นหนึ่งเดียวกันของมนุษย์ แต่ขณะเดียวกันเราก็จำต้องยอมรับและเคารพในความหลากหลายของมนุษยชาติด้วย เพราะเราต่างกำเนิดจากเนื้อดินที่ต่างกัน สำนึกในเอกภาพท่ามกลางความหลากหลายเป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพ

คุณค่าประการต่อมาคือความเชื่อในเรื่องสันติวิธี สงครามเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนเพราะยังมีความเชื่อแพร่หลายว่าความรุนแรงนั้นเป็นวิธีแก้ปัญหาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สงครามโลกครั้งที่ ๑ ได้รับการสนับสนุนทั่วยุโรปก็เพราะเชื่อว่าจะเป็น “สงครามที่ยุติสงครามทั้งมวล” แต่หลังจากนั้นไม่กี่ปีสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็ตามมา อาวุธนิวเคลียร์ถูกประดิษฐ์คิดค้นไม่หยุดยั้งด้วยความเชื่อว่าจะสามารถ “ป้องปราม” ไม่ให้เกิดสงครามได้ แต่แล้วกลับทำให้โลกเสี่ยงต่อภาวะสงครามประลัยกัลป์แม้กระทั่งทุกวันนี้ มิพักที่จะต้องกล่าวว่าอาวุธนิวเคลียร์มิใช่หรือที่เป็นข้ออ้างให้สหรัฐทำสงครามรุกรานอิรัก สร้างความวิตกอย่างยิ่งให้แก่เกาหลีเหนือ ซึ่งพร้อมจะทำให้โลกลุกเป็นไฟด้วยอาวุธดังกล่าว

ขบวนการสันติภาพที่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่กี่เดือนที่ผ่านมาได้ช่วยให้สำนึกในเรื่องสันติวิธีแพร่หลายและมีพลังขึ้น อย่างไรก็ตามสันติวิธีมิได้หมายความเพียงแค่การไม่ใช้สงครามเพื่อแก้ความขัดแย้งระหว่างประเทศเท่านั้น หากยังรวมถึงการไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาในประเทศลงไปถึงปัญหาในครอบครัวด้วย การแก้ปัญหายาเสพติดด้วยการส่งสัญญาณให้มีการฆ่าตัดตอนนั้น เป็นการสร้างทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อความสงบสันติในสังคม ที่ควรได้รับการทัดทาน ในทำนองเดียวกับการแก้ปัญหาการชุมนุมประท้วงด้วยการใช้กำลังตำรวจไปสลายการชุมนุม ก็เป็นวิธีการที่ควรยกเลิก

สำนึกในสันติวิธีนั้นถึงที่สุดแล้วย่อมตรงข้ามกับความคิดแบบอำนาจนิยม ซึ่งแม้จะไม่ใช้กำลังดิบ ๆ แต่ก็ใช้อำนาจบีบบังคับจากข้างบนลงมา ความคิดแบบนี้มีอิทธิพลฝังลึกตั้งแต่ในครอบครัวขึ้นไปถึงระดับรัฐ ระบบราชการเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ใช้วิธีการนี้กับประชาชน แม้จะได้ผลมาช้านาน แต่นับวันจะถูกประชาชนต่อต้าน ดังแสดงออกด้วยการประท้วงคัดค้านโครงการต่าง ๆ ของรัฐมากมาย หากอำนาจนิยมยังคงอยู่ต่อไป ย่อมรังแต่จะก่อความรุนแรงขึ้นในสังคม ทางออกคือการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในนโยบายและกิจการของรัฐ รวมไปถึงการส่งเสริมให้เด็กมีโอกาสตัดสินใจและแสดงความคิดเห็นทั้งในห้องเรียนและในบ้าน นี้เป็นส่วนหนึ่งของสันติวิธีที่ควรปลูกฝังให้กลายเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของผู้คนในสังคม

นอกจากสำนึกที่เป็นปฏิปักษ์กับความโกรธเกลียดและการถือตัวตนแบ่งฝักฝ่ายแล้ว สำนึกที่ส่งเสริมสันติภาพอย่างสำคัญก็คือสำนึกที่สวนทางกับความโลภ ปัจจุบันลัทธิบริโภคนิยมได้ปลุกเร้าให้ผู้คนมีความต้องการไม่สิ้นสุด ในด้านหนึ่งความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนองย่อมสร้างความทุกข์แก่ตนเอง และง่ายที่จะระบายใส่ผู้อื่น ในอีกด้านหนึ่งความต้องการดังกล่าวย่อมนำไปสู่การแข่งขันแย่งชิง จึงเห็นผู้อื่นเป็นศัตรูหรือคู่แข่ง หาไม่ก็เห็นผู้อื่นเป็นเหยื่อที่ต้องตักตวงเอาประโยชน์ ทัศนคติทั้ง ๒ อย่างย่อมก่อให้เกิดการเบียดเบียนเอาเปรียบและนำไปสู่ความรุนแรงได้ง่าย ความรุนแรงมิได้เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเท่านั้น หากยังขยายไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชน ไปจนถึงระหว่างประเทศ ปฏิเสธไม่ได้ว่าลัทธิบริโภคนิยมได้ก่อให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรจากชนบทเพื่อสนองคนเมือง แย่งชิงจากภาคเกษตรกรรมเพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมและบริการ รวมทั้งแย่งชิงจากคนจนให้แก่คนรวย และที่สุดแย่งชิงจากประเทศยากจนให้แก่ประเทศมั่งคั่ง “kick his ass and get his gas” ข้อความหลังรถยนต์คนอเมริกันที่สนับสนุนให้รัฐบาลของตนบุกอิรักเพื่อเอาน้ำมันนั้น ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนระหว่างวิถีชีวิตแบบบริโภคนิยมของคนอเมริกันกับการทำสงคราม อย่างไรก็ตามวิถีชีวิตแบบบริโภคนิยมไม่ได้เป็นปัญหาของคนอเมริกันเท่านั้น หากเกิดขึ้นกับคนทั้งโลก ซึ่งทำให้ความรุนแรงเป็นปัญหาระดับโลก

สำนึกในวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ถือเอาวัตถุเป็นเป้าหมายชีวิต และไม่คิดว่าความสุขอยู่ที่การบริโภค เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพ สำนึกดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้เมื่อเห็นว่าวิถีชีวิตที่มั่งคั่งฟุ้งเฟ้อนั้นก่อผลกระทบอย่างไรต่อผู้อื่น ขณะเดียวกันก็สามารถเข้าถึงความสุขที่ไม่ต้องพึ่งพาวัตถุ คุณค่าที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ อาทิ ความเอื้ออาทรใส่ใจผู้อื่น ไม่ปรารถนาให้เพื่อนมนุษย์เดือดร้อน เป็นพื้นฐานอย่างดีที่ช่วยรองรับส่งเสริมวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่หมกมุ่นกับการบริโภค ขณะเดียวกันเมื่ออยู่อย่างเรียบง่ายได้อย่างเป็นสุข เข้าถึงความสุขจากภายในโดยไม่ต้องอิงวัตถุ ความปรารถนาดีต่อผู้อื่นก็เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ จิตใจแผ่กว้าง ง่ายที่จะเห็นมนุษย์ทุกคนเป็นเพื่อน จิตใจเช่นนี้ย่อมไม่ก่อความรุนแรงแก่ผู้ใด สอดคล้องกับความเป็นอยู่ที่ไม่ส่งเสริมการแย่งชิงหรือเอารัดเอาเปรียบผู้ใด จึงเป็นวิถีชีวิตที่สันติอย่างแท้จริง วัฒนธรรมเพื่อสันติภาพจึงมิใช่อะไรอื่นหากคือวัฒนธรรมที่ส่งเสริมวิถีชีวิตดังกล่าวนั่นเอง

โครงสร้างที่สันติ
วิถีชีวิตที่สันตินอกจากจะออกมาจากสำนึกที่ใฝ่สันติแล้ว ยังต้องอาศัยสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เกื้อกูลมาเป็นตัวรองรับด้วย อาทิ เช่น เป็นสังคมที่สงบสันติ ไม่ส่งเสริมการเอารัดเอาเปรียบ มีแบบแผนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่อำนวยให้ชีวิตเป็นอยู่ด้วยดี ไม่อดอยากแร้นแค้นหรือมีการลิดรอนสิทธิในความเป็นมนุษย์ กล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นสังคมที่ปราศจากความรุนแรงเชิงโครงสร้าง

ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง แม้จะไม่ทำให้เลือดตกยางออกอย่างความรุนแรงทางกายภาพหรือความรุนแรงทางตรง แต่ก็บั่นทอนชีวิตและสร้างความทุกข์แก่ผู้คนจนอาจถึงแก่ความตายได้ อาทิเช่นการเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจ สร้างความยากจนแก่ผู้คนจนล้มตายเนื่องจากความหิวโหยหรือโรคภัยไข้เจ็บ ความรุนแรงดังกล่าวมิได้เกิดจากการกระทำของใครคนใดคนหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง หากเป็นผลจากโครงสร้างทางสังคมเศรษฐกิจและการเมืองซึ่งเป็นตัวกำหนดแบบแผนความสัมพันธ์อันอยุติธรรมที่ทำให้ผู้คนเอาเปรียบกัน โดยที่บ่อยครั้งผู้คนก็ไม่รู้ว่านั่นเป็นการเบียดบังเอาเปรียบกัน หากมองว่าเป็นการกระทำที่ “ปกติ” หรือ “ธรรมดา” ที่ใคร ๆ เขาก็ทำกัน

ความรุนแรงเชิงโครงสร้างนั้นมีหลายลักษณะ อาทิ การเลือกปฏิบัติกับชนกลุ่มน้อย การกดผู้หญิงให้เป็นพลเมืองชั้นสอง แต่ที่ก่อปัญหาอย่างรุนแรงกว้างขวางคือการสร้างความยากไร้ทั่วทั้งสังคม ความรุนแรงอย่างหลังนี้เป็นผลโดยตรงจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจและนโยบายการพัฒนาของรัฐที่ทั้งไม่สมดุลและไม่เป็นธรรม ได้แก่การดึงทรัพยากรพื้นฐานไปจากคนชนบทเพื่อตอบสนองคนชั้นกลางในเมือง ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ ที่ดิน แหล่งน้ำ การพัฒนาเศรษฐกิจกว่า ๔๐ ปีที่ผ่านมา ได้นำทรัพยากรเหล่านี้ไปบำรุงเลี้ยงภาคอุตสาหกรรมและบริการ ขณะที่ภาคเกษตรกรรมโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยถูกละเลย รายได้จากการส่งออกผลิตผลทางการเกษตรถูกนำไปสร้างความเจริญเติบโตแก่เมือง ขณะที่ชาวนาชาวไร่ได้รับส่วนแบ่งน้อยมาก

พร้อม ๆ กับการถูกแย่งชิงทรัพยากรพื้นฐานที่มีมาแต่เดิม ชาวบ้านยังถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าถึงทรัพยากรใหม่ ๆ ได้อย่างเต็มที่ อาทิ การศึกษา สินเชื่อ สาธารณูปโภค คลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์ อีกทั้งขาดโอกาสในการจัดการทรัพยากรสาธารณะในท้องถิ่น มิพักต้องพูดถึงสิทธิในการกำหนดนโยบายของรัฐที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน

โครงสร้างและนโยบายดังกล่าวสร้างความไม่เป็นธรรมในการกระจายรายได้มาโดยตลอด ไม่ว่างบประมาณหรือบริการของรัฐ เมืองเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ แต่ชนบทหรือภาคเกษตรกรรมซึ่งครอบคลุมคนส่วนใหญ่ของประเทศกลับเป็นฝ่ายต้องรับภาระจากการพัฒนา อาทิ ถูกกดราคาพืชผล เพื่อลดต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ถูกไล่ที่และสูญเสียป่าเพื่อเปิดทางให้แก่เขื่อนผลิตไฟฟ้าป้อนโรงงานและเมือง รวมทั้งเป็นฝ่ายรองรับขยะกับมลพิษที่ตนไม่ได้ก่อ

โครงสร้างและนโยบายดังกล่าวเมื่อผนวกกับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม โดยเฉพาะในยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งให้อภิสิทธิอย่างมากแก่ภาคธุรกิจในนามของ “ตลาดเสรี” ไม่เพียงทำให้ช่องว่างทางเศรษฐกิจถ่างกว้างขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน หากยังทำให้เกิดคนยากจนเป็นจำนวนมาก แม้รายได้ดูเหมือนจะมากขึ้น แต่หนี้สินกลับพอกพูนยิ่งกว่า จำนวนไม่น้อยสูญเสียวิถีชีวิตที่คุ้นเคย และไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป จนในที่สุดจำต้องลุกขึ้นคัดค้านและประท้วงโครงการต่าง ๆ ของรัฐ กลายเป็นปรากฏการณ์ที่แพร่หลายไปทั้งประเทศ จนบางปีมีการชุมนุมประท้วงรวมแล้วเกือบพันครั้งทั่วประเทศ ความขัดแย้งกรณีเขื่อนปากมูล โรงไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูด และโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย เป็นเพียงตัวอย่างน้อยนิด แต่ก็เป็นตัวแทนที่ชัดเจนของปัญหาดังกล่าว รวมทั้งเป็นกรณีตัวอย่างที่ชี้ว่าความรุนแรงทางโครงสร้างนั้นบ่อยครั้งก็นำไปสู่ความรุนแรงทางตรงหรือความรุนแรงทางกายภาพ ที่มีผลให้เกิดการเลือดตกยางออกได้

ควรกล่าวด้วยว่าความรุนแรงทางโครงสร้างนี้มิได้เกิดจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่อยุติธรรมเท่านั้น หากยังถูกรองรับด้วยระบบการเมืองที่เอื้อประโยชน์แก่คนส่วนน้อย และไม่เปิดกว้างให้แก่คนเล็กคนน้อย กลายเป็นเวทีแบ่งปันผลประโยชน์เฉพาะชนชั้นนำทางเศรษฐกิจและสังคม(เช่นข้าราชการ) อีกทั้งกฎหมายและระบบยุติธรรมทั้งระบบยังหนุนเนื่องโครงสร้างทางเศรษฐกิจและระบบการเมืองอย่างเข้มแข็ง ไม่จำต้องพูดถึงระบบราชการที่แม้จะถูกลดอำนาจลงไป แต่ก็แค่เปลี่ยนบทบาทมาสนองนายทุนและนักการเมืองเท่านั้น ทั้งหมดนี้ได้ถักทอยึดโยงกันเป็นโครงสร้างแห่งความรุนแรงที่แข็งแกร่ง ซึ่งโยงไปสู่ปัญหาอื่น ๆ มากมาย

สังคมที่สงบและสันติจะเป็นไปได้ นอกจากต้องมีวัฒนธรรมแห่งสันติภาพเป็นตัวรองรับแล้ว ยังต้องถักทอขึ้นจากโครงสร้างที่สันติ อาทิเช่น มีโครงสร้างที่เอื้อให้เกิดแบบแผนความสัมพันธ์ที่ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน เริ่มจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดการกระจายรายได้ที่ทั่วถึงและเป็นธรรม ซึ่งหมายรวมถึงการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต รวมทั้งมีการกระจายอำนาจในการจัดการทางเศรษฐกิจ เช่น ให้สิทธิแก่ชุมชนในการจัดการทรัพยากรสาธารณะในท้องถิ่น มีระบบการเมืองที่ไม่ผูกขาดโดยชนชั้นนำทางเศรษฐกิจหรือเป็นตัวแทนของกลุ่มทุน หากเปิดโอกาสให้ตัวแทนของประชาชนทุกกลุ่มเข้าไปมีส่วนกำหนดนโยบายและต่อรองทางด้านผลประโยชน์อย่างเสมอบ่าเสมอไหล่ รวมทั้งสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของรัฐได้อย่างเท่าเทียมกัน มีการกำกับดูแลให้เกิดความสมดุลระหว่างเสรีภาพทางเศรษฐกิจกับความเป็นธรรมในสังคม ควบคุมไม่ให้ระบบตลาดมีเสรีภาพอย่างไร้ขอบเขตจนสามารถแปรทุกอย่างเป็นสินค้าได้หมด ไม่เว้นแม้กระทั่งชีวิต

ระบบการศึกษาและระบบสื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนโครงสร้างแห่งความรุนแรง ทั้งนี้ด้วยการหล่อหลอมกล่อมเกลาผู้คนให้ยอมรับหรือสยบยอมกับโครงสร้างดังกล่าว ดังนั้นในการสร้างสังคมที่สันติ จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบการศึกษาและสื่อมวลชนเพื่อสร้างทัศนคติใหม่แก่ผู้คน และไม่สนับสนุนแบบแผนความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นธรรมหรือถูกครอบงำกำกับโดยอำนาจทุน การปฏิรูปดังกล่าวเกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่งด้วยการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและสามารถเข้าถึงระบบสื่อสารมวลชน รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน

การสร้างความสงบสันติให้เกิดขึ้นในสังคมด้วยการจัดสรรปรับปรุงเงื่อนไขทางสังคมให้เกื้อกูลนั้น เป็นวิธีการที่พุทธศาสนาให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน ในพระไตรปิฎก มีตอนหนึ่ง พระพุทธองค์ได้ตรัสแนะว่า ปัญหาอาชญากรรมและความไม่สงบสุขในสังคมนั้นไม่อาจแก้ได้ด้วยการฆ่าโจรผู้ร้าย หากควรทำด้วยการจัดระบบเศรษฐกิจให้ดี โดยการส่งเสริมให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีความเป็นอยู่ที่ดี เช่น ให้พันธุ์พืชแก่เกษตรกรที่อุตสาหะ ให้เงินทุนแก่พ่อค้าที่อุตสาหะ และให้อาหารและค่าจ้างแก่ข้าราชการ ด้วยวิธีนี้ “ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลาย จะปราศจากเสี้ยนหนาม ไม่ถูกบีบคั้น รื่นเริงบันเทิงใจ อุ้มลูกฟ้อนรำไปมา สนุกสนาน บ้านช่องก็ไม่ต้องปิดประตูลั่นกุญแจ” น่าสังเกตว่าพระพุทธองค์ไม่ได้แนะให้แก้ปัญหาอาชญากรรมด้วยการนิมนต์พระมาเทศนาสั่งสอนประชาชน อย่างที่มักจะได้ยินกันเวลานี้

สันติสุขของชีวิตด้านใน
โครงสร้างอันสันติ และวัฒนธรรมที่เอื้อต่อสันติภาพ เป็นปัจจัยพื้นฐานของการสังคมที่สันติ จุดหมายมิใช่เพียงเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลระหว่างคนในสังคมเท่านั้น หากยังอยู่ที่การเอื้อให้เกิดสันติสุขภายในใจของแต่ละบุคคลด้วย ประการหลังนี้กล่าวได้ว่าเป็นจุดหมายสำคัญที่สุดของการมีโครงสร้างและวัฒนธรรมที่สันติ และถือว่าเป็นเกณฑ์วัด “ความสำเร็จ” ของปัจจัยทั้งสองที่สำคัญที่สุด จริงอยู่ความสัมพันธ์ที่เกื้อกูล สังคมที่โอบอ้อมอารี ย่อมมีผลให้เกิดความสงบสุขในจิตใจอยู่แล้วในตัว แต่ก็ไม่ได้หมายความความสงบสุขภายในจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากสภาพแวดล้อมดังกล่าว หากยังต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นอีก อันได้แก่ การฝึกฝนพัฒนาตน การให้คุณค่ากับชีวิตด้านใน การมีวิถีชีวิตที่เรียบง่ายที่เอื้อให้เกิดความสงบสุขในทางจิตใจ แน่นอนว่าองค์ประกอบเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างพร้อมพรั่ง ต้องอาศัยโครงสร้างและวัฒนธรรมที่สันติ กล่าวอีกอย่างหนึ่ง โครงสร้างและวัฒนธรรมดังกล่าวจะต้องไปลึกมากกว่าการสร้างสัมพันธภาพที่สันติเท่านั้น หากยังต้องลงลึกไปให้ถึงการสร้างสันติสุขในทางจิตใจด้วย

สันติสุขภายในจิตใจเป็นหลักประกันของสันติสุขในสังคมและสันติภาพในโลกอย่างแท้จริง ดังได้กล่าวแต่ต้นแล้วว่า รากเหง้าของสงครามได้แก่ ตัณหา(ความอยาก) มานะ (ความถือตัว) และทิฏฐิ(การติดยึดในลัทธิอุดมการณ์) กิเลสทั้ง ๓ ประการนั้นมิได้มาจากไหน หากเริ่มต้นที่จิตใจของผู้คน เมื่อใดที่เกิดขึ้นกับบุคคล ย่อมสร้างความทุกข์ให้แก่ผู้นั้นเป็นประการแรก ตัณหาทำให้ทุกข์เพราะไม่ได้สิ่งที่อยาก มานะทำให้ทุกข์เพราะเกิดความรังเกียจผู้ที่ต่ำต้อยกว่าตน หรือทุกข์เพราะรู้สึกด้อยกว่าผู้อื่น ทิฏฐิทำให้ทุกข์เพราะทนไม่ได้ที่คนอื่นคิดต่างจากตน หรือทุกข์เพราะความเชื่อของตนไม่เป็นที่ยอมรับ เมื่อเกิดความทุกข์แล้ว ย่อมเป็นธรรมดาที่จะระบายความทุกข์ใส่ผู้อื่น หรือปล่อยตัวปล่อยใจให้กิเลส ๓ ประการนี้ไปสร้างความเดือดร้อนแก่สังคมต่อไป

สันติสุขในใจเกิดขึ้นได้เมื่อกิเลสทั้ง ๓ ประการนี้บรรเทาเบาบาง แม้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะขจัดให้หมดไปอย่างสิ้นเชิง แต่การฝึกฝนพัฒนาตนเพื่อลดกิเลสทั้งสามก็อยู่ในวิสัยของปุถุชนจะทำได้ เริ่มต้นจากการฝึกฝนพฤติกรรมหรือการแสดงออกไม่ให้เป็นไปตามอำนาจของกิเลสทั้งสาม หรือให้อยู่ในขอบเขตที่ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ขั้นนี้เรียกว่าศีล ขั้นต่อมาได้แก่การฝึกฝนจิตให้มีความรู้เท่าทันในกิเลสทั้งสาม ไม่หลงไปตามอำนาจของมัน รู้จักใช้เมตตาระงับความโกรธ พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่เป็นอยู่ ไม่ดิ้นรนแส่สายไปตามความอยาก ที่สำคัญคือสามารถน้อมจิตให้เข้าถึงความสุขอันประณีตที่ไม่อิงวัตถุ ความสุขอันประณีตนี้จะทำให้การแส่ส่ายในสิ่งเสพลดลงไปโดยอัตโนมัติ ต่อจากขั้นฝึกจิตที่เรียกว่าสมาธิ ได้แก่การบ่มเพาะให้เกิดปัญญา คือความรู้เท่าทันในความเป็นจริงของชีวิต ตระหนักถึงความไม่เที่ยงของโลกธรรม จนไม่เห็นว่าทรัพย์สมบัติ อำนาจ ชื่อเสียง เป็นสรณะของชีวิต เพราะไม่สามารถยึดถือได้ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือการประจักษ์ว่าไม่มีอะไรที่สามารถยึดถือเป็นตัวตนได้ แม้ตัวตนของเราแท้จริงก็หามีอยู่ไม่ แต่เป็นเพราะความไม่รู้นั่นเอง จึงไปนึกว่าตัวตนมีอยู่และไปยึดถือเอาไว้อย่างเอาเป็นเอาตาย

หากสามารถฝึกฝนจิตใจจนมีปัญญาเห็นความจริงข้อนี้ได้ กิเลสทั้งสามจะถูกถอนออกไปจากจิตใจอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ก็เพราะกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว กิเลสทั้ง ๓ ประการนี้มีรากเหง้ามาจากความยึดถือในตัวตน กล่าวคือ ตัณหาเกิดได้เพราะต้องการแสวงหาสิ่งเสพมาปรนเปรอตัวตน มานะเกิดขึ้นเพราะความถือตัวถือตน อยากให้ตัวตนมีอำนาจเหนือผู้อื่น ส่วนทิฏฐิก็เกิดขึ้นเพราะไปยึดเอาความเชื่อความเห็นมาเป็นตัวตนหรือของตน และพยายามปกป้องตัวตนอันนี้ไว้ขณะเดียวกันก็พยายามฟูมฟักผลักดันให้มันเติบใหญ่ยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ

แม้ปุถุชนไม่สามารถขจัดกิเลสทั้งสามออกไปได้อย่างสิ้นเชิง แต่การพิจารณาใคร่ครวญความเป็นไปในชีวิตและจิตใจสม่ำเสมอ ด้วยการฝึกสมาธิหรือดูอาการของจิต ย่อมช่วยให้เห็นความจริงของสิ่งต่าง ๆ ในระดับหนึ่งว่าไม่มีตัวตนให้ยึดถือหรือบังคับควบคุมให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้ ปัญญาระดับนี้จะช่วยสร้างภูมิจิตไม่ให้กิเลสทั้งสามเข้ามาครอบงำได้ ขณะเดียวกันการฝึกจิตให้มีสติเข้มแข็งว่องไว ก็ช่วยให้จิตรู้เท่าทันเวลากิเลสทั้งสามแวะเวียนเข้ามาในจิตใจ และสามารถสลัดมันออกไปก่อนที่จะเข้ามาครอบงำจิต

การฝึกฝนพัฒนาตนทั้งระดับพฤติกรรม จิต และปัญญานั้น นอกจากจะอาศัยความมุ่งมั่นของบุคคลแล้ว ยังต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่ดี ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน โรงเรียน ไปจนถึงสังคมทั้งประเทศ เพื่อช่วยให้เกิดวิถีชีวิตและทัศนคติที่เอื้อต่อการพัฒนาตนดังกล่าว โครงสร้างและวัฒนธรรมที่สันติจะมีส่วนช่วยให้เกิดวิถีชีวิตและการฝึกฝนพัฒนาตนดังกล่าวได้อย่างมาก

อานิสงส์สำคัญประการหนึ่งของการฝึกฝนพัฒนาตนดังกล่าวก็คือการเอื้อให้เกิดทัศนะการมองโลกที่ไม่คับแคบแบบทวิภาวะ (dualism) ทัศนะแบบทวิภาวะนั้นมองโลกโดยแยกความจริงออกเป็นคู่ ๆ หรือเป็นขั้วตรงข้ามกัน เช่น ความดีกับความชั่ว สุขกับทุกข์ ความสำเร็จกับความล้มเหลว ชีวิตกับความตาย มนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งในที่สุดก็นำไปสู่การแยกผู้คนออกเป็น “เรา” กับ “เขา” ทัศนคติแบบนี้แม้จะมีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่หากยึดมั่นถือมั่นมากเกินไปก็อาจเป็นโทษได้ โดยเฉพาะเมื่อมีการขีดเส้นแบ่งชัดเจนว่าเป็นเราเป็นเขา ใช่หรือไม่ว่าความรู้สึกเป็นฝักฝ่ายเช่นนี้ก่อให้เกิดการเกลียดชังถึงขั้นประหัตประหารกัน ตั้งแต่การตีกันระหว่างวัยรุ่นต่างโรงเรียน ไปจนถึงสงครามระหว่างเชื้อชาติและศาสนา

การเพ่งพิจารณาความจริงของชีวิตและจิตใจ ย่อมช่วยให้เราเห็นว่า ถึงที่สุดแล้วความจริงไม่สามารถแยกเป็นขั้วตรงข้ามได้อย่างชัดเจน เพราะต่างพึ่งพาอาศัยกัน แสงสว่างกับเงามืดไม่อาจแยกจากกันได้อย่างเด็ดขาด ยิ่งสว่างมากเท่าไร เงายิ่งมืดดำเท่านั้น ความดีจะนิยามได้ต่อเมื่อเทียบเคียงกับความชั่ว ขณะเดียวกันสิ่งที่เรียกว่าขั้วตรงข้ามนั้นก็มักจะอยู่ด้วยกัน ในความสั้นก็มีความยาวและในความยาวก็มีความสั้น (ดินสอสั้น ๆ กลายเป็นยาวเมื่อเทียบกับไม้จิ้มฟัน ไม้เมตรยาว ๆ กลายเป็นสั้นเมื่อเทียบกับเสาไฟฟ้า) ในทำนองเดียวกัน ในความหนาวมีความร้อน และในความร้อนมีความหนาว ในสุขมีทุกข์ (รวยแต่ก็ยังฆ่าตัวตาย) และในทุกข์ก็มีสุข (เป็นมะเร็งแต่อุทานว่าโชคดี)

ในทำนองเดียวกันในความดีก็มีความชั่ว และในความชั่วก็มีความดี คนดีกับคนชั่วจึงไม่สามารถแยกจากกันได้อย่างเด็ดขาด เพราะในใจของ “คนดี” นั้นก็มี ความชั่วหรือความเป็นคนชั่วแฝงอยู่ไม่มากก็น้อย ความข้อนี้โซลเชนิตซิน นักเขียนชื่อดังชาวรัสเซียผู้เป็นเหยื่อทารุณกรรมากรรมสมัยสตาลินกล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า

“มันจะง่ายสักเพียงใด ถ้าเพียงแต่ว่าคนชั่วร้ายอยู่ที่ไหนสักแห่งและคอยทำแต่สิ่งชั่วร้าย เราก็แค่แยกคนพวกนั้นออกมาจกพวกเราแล้วกำจัดเขาเสีย เท่านั้นก็จบกัน แต่เส้นแบ่งความดีและความชั่วนั้นผ่าลงไปในใจของมนุษย์ทุกคน ใครเล่าที่อยากจะทำลายส่วนเสี้ยวในใจของตน”

หากมองโลกเช่นนี้ ประธานาธิบดีบุชและบินลาเดน คงไม่สามารถประนามใครหรือประเทศใดว่าเป็น “อักษะแห่งความชั่วร้าย” หรือเป็น “ซาตาน” ได้อย่างเต็มปาก การประณามใครว่าเป็นตัวชั่วร้าย เท่ากับประกาศตนว่าเป็นคนดี และดังนั้นจึงมีสิทธิจัดการกับอีกฝ่ายหนึ่งอย่างไรก็ได้ หารู้ไม่ว่าการคิดเช่นนี้เป็นการเปิดโอกาสให้มานะและทิฏฐิเข้ามาครอบงำจิตใจ และผลักดันให้ทำสิ่งชั่วร้ายในนามของความดี อย่างที่ฮิตเลอร์ สตาลิน เหมา และพอลพตได้ทำ โดยมีบุชและบินลาเดนเป็นรายล่าสุด

การมองโลกแบบทวิภาวะ โดยแบ่งเขาแบ่งเราชัดเจน พร้อมกับขีดเส้นดี-ชั่วระหว่างเรากับเขา เป็นที่มาของสงครามในโลกนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน “พวกเราดี พวกแกเลว” (หรือ “สี่ขาดี สองขาเลว” ตามสำนวนของยอร์จ ออร์แวลในนิยายเรื่อง Animal Farm) เป็นสูตรสำเร็จที่แต่ละฝ่ายใช้ห้ำหั่นกันอย่างได้ผลเสมอมา ทั้งนี้ก็เพราะการมองโลกแบบเป็นขั้ว ๆ นี้เอง

สันติภาพในโลกจะมีอนาคตได้ต่อเมื่อเราไม่ถูกทัศนะการมองโลกแบบทวิภาวะตีกรอบครอบงำ การมองโลกที่ไปพ้นกรอบคิดแบบทวิภาวะ จนเห็นว่ามนุษย์ทั้งปวงเป็นพี่น้องกัน และความชั่วร้ายที่สำคัญมิได้อยู่นอกตัว หากอยู่ในใจเรานี้เอง จะช่วยให้ผู้คนไม่ตกเป็นเหยื่อของวัฒนธรรมแห่งความเกลียดชัง ซึ่งกำลังแพร่ไปทุกมุมโลก โดยเฉพาะในนามของชาตินิยมและศาสนา ขณะเดียวกันการมีสติปัญญาเท่าทันในตัณหา มานะ ทิฏฐิช่วยให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของลัทธิบริโภคนิยมซึ่งกำลังแพร่สะพัดตามกระแสโลกาภิวัตน์ และที่สำคัญคือไม่ตกเป็นเหยื่อของความสำคัญมั่นหมายในตัวตน ซึ่งเป็นรากเหง้าแห่งความรุนแรงและความทุกข์ทั้งปวง ดังนั้นจึงก่อให้เกิดสันติสุขทั้งแก่ตนเองและแก่สังคมวงกว้างอย่างแท้จริง

การฝึกฝนพัฒนาตนให้บังเกิดสันติสุขภายในตามนัยที่กล่าวมาจะเป็นรากฐานอันมั่นคงให้แก่โครงสร้างและวัฒนธรรมที่สันติ และเป็นหลักประกันแห่งสันติภาพอันแท้จริง

“ไม่มีสุขใดเสมอด้วยความสงบสันติ” ความสงบสันติในพุทธพจน์นี้ กล่าวอย่างถึงที่สุดก็คือความสงบสันติภายในใจนี้เอง

ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ ผู้ที่บาดเจ็บล้มตายมีเพียงร้อยละ ๑๕ ที่เป็นพลเรือน แต่ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ สัดส่วนเพิ่มเป็นร้อยละ ๖๕ กระนั้นก็ยังเทียบไม่ได้กับสงครามครั้งหลัง ๆ อาทิในโซมาเลีย ซูดาน อดีตยูโกสลาเวีย ซึ่งร้อยละ ๙๐ ของผู้ที่ตายเป็นพลเรือน

น่าสังเกตว่าลัทธินาซีก็เป็นผลมาจากความรู้สึกว่าเยอรมันกำลังถูกภัยคุกคามจากพวกยิว ซึ่งด้านหนึ่งร่วมมือกับพวกคอมมิวนิสต์รัสเซียทางยุโรปตะวันออก อีกด้านหนึ่งก็เชิดรัฐบาลอังกฤษให้เป็นหัวหอกด้านตะวันตก ดังนั้นเยอรมันจึงต้องทำทุกวิถีทาง รวมทั้งกวาดล้างยิวทั้งในและนอกประเทศให้หมด ทั้งนี้เพื่อปกป้องตนเอง

หนังสืออ้างอิง

นิธิ เอียวศรีวงศ์ คนจนกับนโยบายการทำให้จนของรัฐ กรุงเทพ ฯ: คณะกรรมการเผยแพร่และส่งเสริมงานพัฒนา,๒๕๔๓
โยฮัน กัลตุง (เขียน) สมชัย เย็นสบาย (แปล)พุทธสันติวิธี:ทฤษฎีเชิงโครงสร้าง กรุงเทพ ฯ:สำนักพิมพ์ปาจารยสาร,๒๕๓๘
Ehrenreich,Barbara Blood Rites:The Origin and Passion of War London: Virago,1997
Glover,Jonathan Humanity:A Moral History of the Twentieth Century London:Yale University Press, 1999

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved