หน้ารวมบทความ
   บทความ > สันติภาพ สันติวิธี > ก้าวข้ามความโกรธ รื้อถอนความรุนแรง
กลับหน้าแรก
 


ก้าวข้ามความโกรธ รื้อถอนความรุนแรง
พระไพศาล วิสาโล
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

วันนี้พวกเรามาเพื่อระลึกถึงพระสุพจน์ สุวโจ ซึ่งเป็นที่รักและเคารพของพวกเรา แม้ว่าท่านจะจากไปได้ ๓ ปีแล้ว แต่ก็ยังมีความระลึกถึง และสิ่งที่พวกเราร่วมใจทำในวันนี้ก็คือ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่าน นี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้ยังอยู่สามารถบำเพ็ญให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปได้ ขณะเดียวกันพวกเราก็มีความตั้งใจที่จะทำให้การจากไปของท่านมีความหมายต่อผู้ที่ยังอยู่ด้วย

สิ่งที่เราสามารถทำได้สำหรับผู้ที่จากไปนั้น นอกจากบำเพ็ญอุทิศส่วนกุศลให้แล้ว ก็คือทำให้การจากไปของท่านบังเกิดประโยชน์แก่ผู้ที่ยังอยู่ หากเราทำเช่นนี้ได้ก็เท่ากับว่าได้ทำให้การจากไปของพระสุพจน์มิใช่เป็นแค่เหตุการณ์ที่น่าเศร้าโศกเพียงอย่างเดียว แต่ยังนำมาซึ่งความเจริญงอกงามแก่โลกด้วย เหมือนกับต้นไม้ที่เมื่อยังอยู่ก็เป็นประโยชน์แก่สรรพชีวิต ให้ทั้งอาหารและร่มเงา ครั้นต้นไม้นั้นโค่นล้มก็ยังเป็นปุ๋ยบำรุงดินและเกื้อกูลชีวิตต่าง ๆ ให้เจริญงอกงามขึ้น อันนี้คือหน้าที่ที่ผู้อยู่ข้างหลังพึงกระทำต่อผู้ที่จากไปแล้ว

อย่างไรก็ตามแม้เหตุการณ์จะผ่านไป ๓ ปีแล้วหลายคนก็ยังอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมคนดีๆอย่างพระสุพจน์ถึงต้องจบชีวิตไปในลักษณะนี้ นี้เป็นคำถามที่หลายคนพยายามหาคำตอบ บางคนอาจให้คำตอบว่ามันเป็นเรื่องของความบังเอิญ บางคนอาจอธิบายว่ามันเป็นเรื่องของวิบากกรรมในอดีตชาติ บางคนอาจบอกว่ามันเป็นความประจวบเหมาะของเหตุปัจจัยต่าง ๆ เหมือนกับต้นไม้จะเกิดขึ้นมาได้ก็ต้องอาศัยปัจจัยมากมายที่มาประชุมกันในเวลาเดียวกัน เช่น แสงแดด อากาศ ความชื้น ดิน และเมล็ดพันธุ์ การที่ท่านมาอยู่ในสถานที่และเวลาที่เหตุปัจจัยต่าง ๆ มาประจวบเหมาะก็ทำให้ท่านมีอันเป็นไป หาได้เกี่ยวข้องกับกรรมในอดีตไม่

แต่ไม่ว่าจะอธิบายด้วยเหตุผลใดก็ตาม คำถามดังกล่าวก็ไม่สำคัญเท่ากับคำถามที่ว่า ทำไม “เขา”ถึงทำเช่นนั้นกับท่านสุพจน์ สองคำถามนี้ต่างกัน คำถามแรกว่าทำไมท่านสุพจน์ถึงถูกกระทำอย่างนั้น ไม่ว่าคำตอบจะออกมาอย่างไร ก็ไม่สามารถทำให้ท่านฟื้นขึ้นมาได้ อาจจะเพียงทำให้เราหายสงสัย หรืออาจทำให้เรายังเกิดศรัทธาในคุณงามความดีอยู่ แต่ก็ไม่สามารถทำให้ท่านกลับมาอยู่กับเราได้ แต่คำถามหลังคือคำถามว่าทำไมเขาทำเช่นนั้นกับท่านสุพจน์ มีความสำคัญกว่า ก็เพราะว่าถ้าเราตอบไม่ได้หรือไม่ได้ทำอะไรกับคำตอบนั้น ก็เท่ากับว่าเหตุการณ์เช่นนี้ก็ยังจะเกิดขึ้นเรื่อยๆไป จะต้องมีคนอื่นตกเป็นเหยื่อความรุนแรงเช่นนี้อีก แต่ถ้าเราสามารถตอบคำถามได้ว่าทำไมเขาทำเช่นนั้นกับท่านสุพจน์ เราก็จะเห็นหนทางที่จะป้องกันแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

การที่จะตอบว่าทำไมเขาทำเช่นนั้นกับท่านสุพจน์ เราต้องมองให้ถี่ถ้วนรอบด้าน เพราะเมื่อเกิดความรุนแรงขึ้นมา ฆาตกรหรือผู้ก่อเหตุอาจไม่ใช่แค่คนเดียวหรือ ๒-๓ คน และอาจไม่ใช่แค่ตัวบุคคลด้วยซ้ำ อาจเป็นเหตุปัจจัยอะไรอีกมากมายที่เป็นแรงผลักดันให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น ในกรณีนี้ก็เช่นกัน ถ้าเรามองให้ถี่ถ้วน ก็จะเห็นได้ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อ ๓ ปีก่อน มันไม่ได้เกิดโดยคนไม่กี่คนเท่านั้น แต่ยังมีเหตุปัจจัยอื่นอีกมากที่เป็นแรงผลักดันให้คนเหล่านั้นก่อความรุนแรงขึ้น โดยคนเหล่านั้นอาจเป็นแค่เบี้ยในบรรดาเหตุปัจจัยอีกมากมายที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นวันนี้จึงควรเป็นโอกาสที่เราจะได้พิจารณาหาคำตอบว่า ทำไม “เขา”จึงทำเช่นนั้นกับท่านสุพจน์

ดังที่เราทุกคนทราบดีว่าผ่านมา ๓ ปีแล้วแต่จนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถหาคนผิดหรือตัวการได้ เรื่องนี้ค่อนข้างแน่ชัดว่าเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นและอาจถึงผู้มีอิทธิพลระดับชาติ เพราะว่าท่านสุพจน์ไม่ได้มีเรื่องพิพาทบาดหมางกับใคร จึงไม่ได้เกิดจากความแค้นเป็นส่วนตัวหรือมุ่งชิงทรัพย์ การสาวหาคนผิดไม่ได้นี้ ไม่ได้เกิดกับกรณีท่านสุพจน์เท่านั้น แต่ยังเกิดกับผู้คนอีกมากมายบนแผ่นดินนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในกรณีนี้จึงเป็นภาพสะท้อนของปัญหาในระดับชาติในหลายประการ

ประการแรกก็คือ กรณีนี้ได้ชี้ว่าความรุนแรงกำลังแผ่กว้างและซึมลึกไปทุกหนแห่งอันเป็นผลจากความโกรธและความโลภของผู้คน จนแม้แต่พระภิกษุก็หนีไม่พ้นที่จะต้องตกเป็นเหยื่อถึงชีวิต ประการที่สอง กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการยุติธรรมที่ไร้ประสิทธิภาพและน่าเคลือบแคลงในความซื่อสัตย์สุจริต ประการต่อมาคือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเติบใหญ่ของกลุ่มอิทธิพล ที่สามารถครอบงำกลไกลรัฐตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับชาติ และยิ่งกว่านั้นยังสามารถใช้กลไกลรัฐปกป้องผลประโยชน์ของตนได้

ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญมาก ความรุนแรงที่เกิดกับท่านสุพจน์ไม่ได้เป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคล แต่เป็นการพยายามเข้ามาช่วงชิงผลประโยชน์ของผู้มีอิทธิพล ซึ่งในปัจจุบันได้เติบใหญ่กว้างขวางมากขึ้น จนกระทั่งสามารถใช้กลไกลรัฐปกป้องหรือขยายผลประโยชน์ของตนได้ ทั้งด้วยการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย คือออกนโยบายเพื่อปกป้องหรือสนองผลประโยชน์ของตนโดยผลักภาระให้ผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรม หาไม่ก็ใช้เส้นสายแต่งตั้งคนของตนเข้าไปเป็นใหญ่ในระบบราชการ หรือติดสินบนเจ้าหน้าที่ นอกจากนั้นยังมีการใช้อำนาจดิบอย่างโจ่งแจ้ง เช่น ลอบสังหารผู้ที่ขัดขวางผลประโยชน์ กรณีเจริญ วัดอักษรเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนถึงการเติบใหญ่ของกลุ่มผู้มีอิทธิพล

กลุ่มผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ปัจจุบันได้ผนึกกันจนกระทั่งเครือข่ายกว้างขวาง ผนึกผสาน และสืบทอดกันมาจนเป็นระบบที่ฝังลึก อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับระบบและโครงสร้างของประเทศอีกมากมาย เช่น ระบบการเมือง ระบบราชการ และระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นให้เกิดกระแสบริโภคนิยม หรือผลักดันให้มีการเอารัดเอาเปรียบทางด้านทรัพยากร ที่ไหนมีทรัพยากรดีๆ เช่นป่าไม้ ที่ดิน แร่ธาตุ ชายหาด ก็อาศัยกลไกเศรษฐกิจที่มีอยู่เอื้ออำนวยให้กลุ่มนายทุนสามารถใช้ประโยชน์ หรือฮุบเอามาเป็นของตนเอง อย่างกรณีบ้านกรูด บ่อนอก และจะนะ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าระบบเศรษฐกิจการเมืองและระบบราชการร่วมมือกันช่วยเหลือนายทุนให้สามารถแย่งชิงทรัพยากรสาธารณะมาสนองประโยชน์ของตน ก่อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ และนำไปสู่การกำจัดขัดขวางผู้ที่พยายามทัดทานท้วงติงการกระทำดังกล่าว

การเอารัดเอาเปรียบเช่นนี้สะท้องถึงโครงสร้างการพัฒนาที่ไม่ยุติธรรม โครงสร้างการพัฒนาที่ผลักภาระให้แก่คนเล็กคนน้อย แต่ว่าให้อภิสิทธิ์และเอื้อประโยชน์แก่ผู้ที่มีอำนาจโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างอำนาจและระบบการเมือง ซึ่งรวบอำนาจไว้กับคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นโครงสร้างแห่งความรุนแรง มันรุนแรงเพราะผลักดันให้เกิดการเอาเปรียบผู้ที่อ่อนแอ เช่น กดราคาพืชผลทางการเกษตร หรือทำให้ชาวบ้านสูญเสียที่ดิน มีการแย่งชิงทรัพยากรสาธารณะ เช่น แหล่งน้ำ ป่าไม้ ที่ดิน หรือแม้กระทังเบียดบังงบประมาณของรัฐเพื่อสนองผลประโยชน์ของคนส่วนน้อย แทนที่จะเอางบประมาณไปใช้เพื่อช่วยเหลือคนยากคนจน ส่งเสริมสุขภาพและการศึกษาของประชาชน ก็เอาไปซื้ออาวุธหรือสร้างโครงการต่างๆมากมาย ที่เรียกว่าเมกะโปรเจกต์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อคนจำนวนน้อยเท่านั้น

โครงสร้างเหล่านี้เป็นโครงสร้างแห่งความรุนแรง พวกเราหลายคนในที่นี้คงจะทราบดี เพราะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงสร้างดังกล่าว โครงสร้างที่ว่านี้ยังมีส่วนทำให้เจ้าหน้าที่เข้าไปใช้ความรุนแรงกับประชาชน เพื่อคุ้มครองปกป้องกลุ่มผู้มีอิทธิพล จริงอยู่ในทุกหน่วยงานย่อมมีเจ้าหน้าที่ที่ซื่อสัตย์สุจริต เจ้าหน้าที่เหล่านี้อาจพยายามปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม หรือพยายามนำความยุติธรรมมาให้แก่ประชาชน แต่ภายใต้โครงสร้างปัจจุบัน ส่วนใหญ่ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้เพราะว่าถูกเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ขัดขวาง บางทีก็ถูกย้าย บางทีก็ถูกกำจัด จนกระทั่งในปัจจุบันมีกติกาที่ไม่ได้กำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ดีๆก็ต้องสงบปากสงบคำ ต้องยอมให้เจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ สามารถฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือก่อกรรมทำเข็ญกับประชาชนคนเล็กคนน้อยได้ บางครั้งแม้เจ้าหน้าที่ไม่ลงมือทำเอง แต่ก็เปิดไฟเขียวให้ผู้มีอิทธิพลลงมือเอง เชื่อว่ากรณีท่านสุพจน์ก็อยู่ในข่ายนี้

กรณีท่านสุพจน์คือความรุนแรงที่ทำให้ถึงขั้นล้มตาย เราทราบดีอยู่แล้วว่าผู้มีอิทธิพลนั้นมีทั้งอาวุธและเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ในมือ และบางคนก็มีกลไกรัฐอยู่ในมือด้วย กลุ่มคนเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจในเมืองไทยไปแล้ว เวลาพูดถึงระบบการเมืองไทยก็ต้องพูดถึงกลุ่มผู้มีอิทธิพล เพราะว่าเขาไม่ได้อยู่นอกการเมือง แต่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองในระบบ ทั้งในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และระดับชาติ รวมทั้ง เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบอบรัฐสภา คนกลุ่มนี้มีการเชื่อมโยงแน่นแฟ้นกับโครงสร้างการพัฒนาในปัจจุบัน เรียกว่าเป็นผลผลิตของนโยบายการพัฒนาเกือบ ๕๐ ปีที่ผ่านมา เพราะนโยบายเหล่านี้อุดหนุนเจือจุนภาคอุตสาหกรรมและบริการ โดยผลักภาระให้แก่ภาคเกษตรกรรมมาโดยตลอด เช่น ต้องการผลิตไฟฟ้าให้แก่ภาคอุตสาหกรรมและบริการในเมือง ก็ใช้วิธีสร้างเขื่อน แล้วขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่โดยรอบ โดยไม่สนใจว่าชีวิตของเขาผูกพันกับพื้นที่นั้นมาช้านานเพียงใด กรณี เขื่อนปากมูลเห็นได้ชัดว่า ชาวบ้านที่ทำประมงมาหลายชั่วอายุคน ต้องเป็นฝ่ายเสียสละเพื่อให้เขื่อนนี้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของคนในเมืองแท้ๆ แต่ทำให้ชาวบ้านต้องเดือดร้อน และทำให้ระบบนิเวศวิทยาเสื่อมโทรม

นี้เป็นตัวอย่างการพัฒนาที่ไร้สมดุลก็คือ โอนเอียงเข้าข้างภาคอุตสาหกรรมและบริการแต่เบียดบังภาคเกษตรกรรมมาโดยตลอด ทำให้นักธุรกิจหรือผู้ประกอบการท้องถิ่นในภาคดังกล่าวเติบโตอย่างรวดเร็ว จนมีการจับกลุ่มรวมตัวเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล ทีแรกก็อิงอาศัยกลไกลรัฐเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของตน ต่อมาก็เข้าสู่การเมืองระดับท้องถิ่นแล้วก็ระดับชาติ จนสามารถมีอิทธิพลหรือคุมกลไกลรัฐได้ โดยเฉพาะตำรวจและฝ่ายปกครอง ทั้งหมดนี้นำไปสู่โครงสร้างแห่งความรุนแรงที่เข้มแข็งแน่นหนาขึ้น ซึ่งทำให้กลุ่มผู้มีอิทธิพลมีอำนาจทำตามอำเภอใจได้ โครงสร้างดังกล่าวนี้แหละที่เป็นตัวการทำให้มีการสังหารท่านสุพจน์ รวมทั้งคนอื่นๆด้วย เช่น เจริญ วัดอักษร และแกนนำชาวบ้านอีกมากมาย

กล่าวได้ว่าตอนนี้เมืองไทยเต็มไปด้วยความรุนแรง ส่วนหนึ่งเป็นความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนหนึ่งมาจากผู้มีอิทธิพล และอีกส่วนหนึ่งมาจากประชาชนที่ไม่สามารถทนถูกกระทำย่ำยีต่อไปได้ การก่อความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นตัวอย่างของความรุนแรงที่เกิดจากคนกลุ่มหนึ่งซึ่งทนไม่ได้ที่เป็นฝ่ายถูกกระทำจากโครงสร้างอันรุนแรงดังกล่าว ซึ่งเชื่อมโยงผูกพันกับเจ้าหน้าที่รัฐและผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น รวมทั้งอำนาจรัฐด้วย

สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นผลพวงจากโครงสร้างแห่งความรุนแรง เป็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับจากประชาชนที่ไม่ยอมทนรับเป็นเหยื่อของโครงสร้างความรุนแรงนี้ แต่ความรุนแรงจากประชาชนมิได้มาจาก ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น ทุกวันนี้ความรุนแรงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีพจรคนไทยไปแล้ว อาชญากรรม และการทำร้ายกันเกิดขึ้นตลอดเวลา ทุก ๒ ชั่วโมงมีคนไทยตายเพราะความรุนแรง ไม่นับคนที่บาดเจ็บ นอกจากความรุนแรงในลักษณะอาชญากรรมแล้ว ยังมีความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงระหว่างสามีภรรยา ความรุนแรงในโรงเรียน นอกจากนักเรียนตบตีกัน มีถ่ายวีดีโอคลิปโดยไม่รู้สึกอับอายแล้ว บางครั้งครูเองเป็นคนสั่งให้นักเรียนเข้าไปทำร้ายนักเรียนด้วยกันอย่างที่เป็นข่าวเมื่อ ๓-๔ วันก่อน รวมทั้งความรุนแรงจากการรับน้อง ความรุนแรงระหว่างโรงเรียนที่ไม่กินเส้นกัน ทำร้ายกันถึงตาย ความรุนแรงบนท้องถนน เหล่านี้คือผลพวงอีกส่วนหนึ่งจากโครงสร้างแห่งความรุนแรงที่ทำให้ผู้คนนิยมใช้ความรุนแรงเป็นทางออก ถ้าไม่ทำร้ายคนอื่นก็ทำร้ายตัวเอง

ทั้งหมดนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่าได้ก่อให้เกิดวัฒนธรรมและบรรยากาศแห่งความรุนแรงที่แผ่คลุมทั้งประเทศ จนประเทศไทยถูกจัดอันดับว่ามีความสงบสุขต่ำมาก เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการจัดอันดับความสงบสุขของประเทศต่างๆทั่วโลก ที่เรียก Global Peace Index เขาดูจากสถิติการเกิดอาชญากรรม การเข้าถึงอาวุธ งบประมาณทางทหาร การคอร์รัปชั่น การละเมิดสิทธิมนุษยชน จากการจัดอันดับ ๑๒๐ กว่าประเทศ ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ ๑๐๔ หมายความว่าประเทศไทยมีความรุนแรงมากกว่าเอธิโอเปียและยูกันดาด้วยซ้ำ

ถ้าเราดูข่าวต่างประเทศ ก็คงพอรู้ว่ายูกาดาและเอธิโอเปียมีการสู้รบกันอย่างรุนแรง เข้าขั้นสงครามกลางเมือง แต่ก็ยังมีอันดับดีกว่าเมืองไทย หมายความว่าสงบสุขกว่าเมืองไทย ประเทศไทยถูกจัดอันดับให้รุนแรงยิ่งกว่า ๒ ประเทศนี้ นี่คือสภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นในแผ่นดินไทย มีประชาชนมากมายต้องตายโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ไม่ได้มีเรื่องขัดแย้งกับใครเป็นส่วนตัว แต่ต้องล้มตาย สภาพแบบนี้เกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการป่าวประกาศว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางแห่งพุทธศาสนาโลก คำถามคือความรุนแรงเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไรในเมืองพุทธ มันแสดงว่าชาวพุทธไทยต้องมีความเข้าใจและการปฏิบัติทางพุทธศาสนาที่ผิดพลาดคาดเคลื่อนอะไรสักอย่าง ไม่เช่นนั้นไม่น่าจะมีการฆ่ากันอย่างมากมายขนาดนี้

อาจเป็นเพราะคนไทยสนใจศีลธรรมแค่ระดับบุคคล คือสนใจว่าฉันทำตัวให้ดีก็พอ ฉันไม่สนใจสังคม มองข้ามศีลธรรมในระดับชาติ ผู้คนจะฆ่ากัน บ้านเมืองจะนองเลือดอย่างไรฉันไม่สนใจ ฉันแค่ขอทำตัวให้ดีก็แล้วกัน รักษาศีลให้ครบก็ใช้ได้แล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ ศีลที่รักษาเป็นศีลที่ค่อนข้างแคบ คือไม่ฆ่า ไม่ตบยุง แต่ก็อนุญาตให้มีการฆ่ากันได้ เช่น สนับสนุนการฆ่าตัดตอนเพราะเห็นว่าเขาเป็นผู้ค้ายา เพราะฉะนั้นพวกนั้นจึงสมควรตาย พอได้ข่าวว่ามีการฆ่าตัดตอนก็ยินดีในใจ บางครั้งก็แสดงอาการสนับสนุนออกนอกหน้า ถึงแม้ฉันไม่ตบยุง ไม่เหยียบมด แต่ว่าอนุโมทนาให้มีการฆ่ากัน

นี่ใช่ไหมที่เป็นการรักษาศีลของชาวพุทธไทยในปัจจุบัน คือสนใจแต่ศีลธรรมส่วนบุคคล แต่ไม่สนใจว่าสังคมมีการละเมิดศีลกันมากน้อยเพียงใด

ทุกวันนี้เราปล่อยให้โครงสร้างเศรษฐกิจการเมือง และสังคม เป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรงให้แพร่หลาย ทำให้กลไกลรัฐมีอำนาจล้นเหลือ ขาดความโปร่งใส ทำให้ระบบการเมืองเอื้อต่อผู้มีอิทธิพล ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมและทัดทานอำนาจการเมือง พวกเราช่วยกันสนับสนุนให้ระบบเศรษฐกิจที่ถือเอาเงินตราเป็นใหญ่และส่งเสริมการเอารัดเอาเปรียบ แผ่ขยายกว้างขวางขึ้น

พูดอีกอย่างหนึ่ง เรากำลังปล่อยให้โทสะ โมหะ ฝังรากลึกในโครงสร้างสังคม จนผลักไสให้ผู้คนข่มเหงคะเนงร้ายกัน จนกระทั่งการฆ่ากันกลายเป็นเรื่องธรรมดา ใช่หรือไม่ว่าเราทุกคนมีส่วนส่งเสริมให้ปาณาติบาตเกิดขึ้นทุกหัวระแหงด้วยการสนับสนุนโครงสร้างแห่งความรุนแรงนี้เอาไว้ และเดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่สนับสนุนโครงสร้างแห่งความรุนแรงเท่านั้น ผู้คนเป็นอันมากยังสนับสนุนการฆ่ากันหรือการทำร้ายกันเพียงเพราะว่าอีกฝ่ายไม่ใช่พวกของตนหรือเป็นเพราะอีกฝ่ายสนับสนุนนักการเมืองที่ตนเองไม่ชอบ ดังนั้นการรักษาศีลด้วยการรักษากายวาจาให้ดีเท่านั้นยังไม่เพียงพอ แต่จะต้องรวมถึงการช่วยกันขจัดโครงสร้างแห่งความรุนแรงด้วย

ที่อาตมาพูดมาทั้งหมดนี้เป็นการพูดแบบรวบรัด โดยปรารภถึงการตายของท่านสุพจน์ แต่นี่เป็นการมองในแง่เดียว คือมองความตายของท่านในฐานะที่เป็นปรากฏการณ์ซึ่งสะท้อนความรุนแรงในสังคมไทย แม้เราไม่รู้จักท่านเลยก็สามารถมองในแง่นี้ได้ แต่ยังมีอีกแง่หนึ่งคือการมองความตายของท่านในฐานะที่เป็นการจากไปของบุคคลที่เรารักและผูกพัน พวกเราที่รู้จักท่านสุพจน์ดีย่อมอดไม่ได้ที่จะต้องมองในแง่หลังด้วย แต่เมื่อมองเช่นนั้นความตายของท่านก็เป็นสิ่งที่กระทบความรู้สึกของเราเป็นอย่างยิ่ง เราย่อมเสียใจ โศกเศร้า และอดไม่ได้ที่จะโกรธแค้นเพราะว่าเราต้องสูญเสียคนที่เรารักไป

อย่างไรก็ตามเราควรตั้งสติพิจารณาว่าความโกรธแค้นผู้ที่ทำให้ท่านสุพจน์ต้องจากไปนั้นไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหา เพราะโกรธแค้นไปก็ไม่ได้ทำให้เกิดอะไรดีขึ้น ที่สำคัญก็คือตัวการที่ทำให้ท่านจากไปนั้นไม่ใช่เป็นแค่ตัวบุคคลหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นโครงสร้างแห่งความรุนแรงที่เกิดจากระบบการเมืองเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม โครงสร้างแบบนี้ถึงเราโกรธไปก็ไม่มีประโยชน์ ไม่อาจแก้ปัญหาได้ เว้นแต่เราจะลงมือทำอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเราทำด้วยความโกรธอย่างมากก็ได้แต่โค่นล้มของเดิม ส่วนของใหม่ที่ขึ้นมาแทนที่อาจเลวร้ายกว่าเดิมก็ได้

เราได้เห็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคมในหลายประเทศทั่วโลก ๒๐๐ ปีที่ผ่านมามีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่อธรรมเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าในฝรั่งเศส รัสเซีย จีน เวียดนาม กัมพูชา อาฟริกา แต่
สิ่งที่ตามมาก็คือ ระบอบหรือโครงสร้างใหม่ที่มาแทนที่กลับเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม ในรัสเซียและจีน ประชาชนหลายสิบล้านล้มตายภายใต้ระบอบสังคมนิยม ในทวีปอัฟริกาหลังจากขับไล่ระบอบอาณานิคมออกไป ปรากฏว่าประชาชนถูกกดขี่ยิ่งกว่าเดิม ผู้คนล้มตายเป็นเบือเพราะความหิวโหยอันเป็นผลจากระบอบเผด็จการ มีการทำสงครามกลางเมืองและทำลายล้างเผ่าพันธุ์จนคนตายเป็นล้าน ล่าสุดคือที่ซิมบับเว ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือผู้นำที่ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประเทศให้เป็นเอกราชจากฝรั่ง แต่เมื่อเป็นเอกราชแล้ว ตัวเองกลับกลายมาเป็นทรราชเสียเอง ครองอำนาจมา ๒๗ ปีแล้วก็ไม่สละเก้าอี้ ทั้งๆ ที่ประชาชนยากจนลงไปทุกที ประเทศถดถอยในทุกด้าน มีการคอร์รัปชั่นอย่างแพร่หลาย เป็นตัวอย่างล่าสุดที่ชี้ว่าการโค่นล้มระบบที่กดขี่บีฑานั้นไม่ได้แปลว่าของใหม่จะดีกว่าเดิม ของใหม่อาจเลวร้ายกว่าเดิมก็ได้ โดยเฉพาะถ้าทำด้วยความโกรธและความเกลียด

ตามหลักพุทธศาสนา เมื่อเกิดเหตุที่ไม่พึงปรารถนา เช่น เกิดความสูญเสียก็ดี เจ็บไข้ได้ป่วยก็ดี ประสบอุปสรรคหรือความล้มเหลวก็ดี เราควรมีท่าที ๒ ด้าน ด้านที่หนึ่งคือท่าทีต่อเหตุปัจจัยภายนอก ได้แก่การไตร่ตรองดูว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร อะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น และจะแก้ไขป้องกันได้อย่างไร เช่น เมื่อมีความรุนแรงขึ้นมา ก็ต้องสืบสาวหาตัวว่าใครทำ มีเหตุปัจจัยจากอะไร และจะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำสองได้อย่างไร แต่เท่านั้นยังไม่พอ เราต้องมีท่าทีต่อตัวเองด้วย หมายความว่าควรกลับมามองตัวเองว่าเราทำอะไรผิดพลาดหรือไม่ ไม่ใช่มัวแต่โทษคนอื่นอย่างเดียว ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด ก็ต้องมาดูอีกว่าเราวางใจถูกต้องหรือยังต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น เกิดความโกรธเกลียดหรือไม่ ท้อแท้ผิดหวังหรือเปล่า ถ้าเกิดขึ้นก็แสดงว่าพิษภัยกำลังเกิดขึ้นในใจเราแล้ว เรากำลังสร้างปัญหาให้แก่ตัวเองแล้ว

ท่าทีทั้ง ๒ อย่างเป็นสิ่งที่เราควรใส่ใจตลอดเวลา คือมองไปข้างนอกว่ามีเหตุปัจจัยอะไรทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา ใครหรืออะไรทำให้เกิดความรุนแรงขึ้น ทำไมเขาด่าว่าเรา ทำไมเขาเอาเปรียบเรา แต่เท่านี้ไม่พอเราต้องมาดูตัวเองด้วยว่าใจเราเป็นอย่างไร เพราะถ้าเราไม่ดูใจเรา ความโกรธก็อาจสะสมพอกพูนขึ้นในใจ นอกจากตัวเองจะทุกข์แล้ว ยังอาจก่อปัญหาให้แก่คนอื่นด้วยก็ได้

เมื่อมีคนกลั่นแกล้งเรา ทำให้ผู้ที่เรารักสูญเสียไป เมื่อมีคนมาแย่งชิงทรัพยากรอันเป็นที่รักของเราไป หากเราลืมดูใจของเรา ความโกรธเกลียดก็จะเผาผลาญจิตใจของเรา และเห็นคนอื่นเป็นตัวเลวร้ายที่สมควรได้รับการลงโทษหรือจัดการด้วยวิธีรุนแรง ความรู้สึกแบบนี้ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้ง่าย และก็ทำให้ปัญหาลุกลามมากขึ้น เพราะความโกรธนั้น ไม่ว่าจะโกรธด้วยเรื่องใดก็ตาม แม้แต่โกรธเพราะเขานิยมชมชื่นนักการเมืองที่เราไม่ชอบ ก็สามารถที่จะนำไปสู่การฆ่ากันได้ทั้งที่เป็นเพื่อนกัน อันนี้คือโทษของความโกรธ

ความโกรธเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ง่ายที่เราจะเห็นคนอื่นเป็นศัตรูเพียงเพราะว่าเขาคิดไม่เหมือนเรา เขามีสีผิวไม่เหมือนเรา เขานับถือศาสนาต่างจากเรา เมื่อมีความโกรธแล้วก็มักจะมีเหตุผลมารองรับว่าสมควรที่ต้องโกรธ ความโกรธมันฉลาด มันจะไม่ยอมอยู่เฉยๆ แต่จะพยายามหาเหตุผลมารองรับว่าความโกรธเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ความโกรธเป็นสิ่งที่ชอบธรรม และเมื่อเป็นความชอบธรรมที่เราโกรธ เราก็สามารถทำร้ายคนอื่นได้อย่างไม่รู้สึกผิด เพราะว่าฉันเป็นฝ่ายถูก แกเป็นฝ่ายผิด ฉันจะทำร้ายแก ทำอย่างไรกับแกก็ได้ เพราะว่าแกผิด ฉันถูก
ดังเช่นเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙ ที่มีการรุมฆ่านักศึกษาขนาดเผาทั้งเป็น คนที่ทำเช่นนั้นทำด้วยความโกรธเพราะปักใจเชื่อว่านักศึกษาเป็นตัวเลวร้าย ส่วนฉันเป็นฝ่ายถูก ฉันเป็นฝ่ายพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แกเป็นพวกบ่อนทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เพราะฉะนั้นแกสมควรตาย ยิ่งแกเจ็บปวดทรมานก็ยิ่งสาแก่ใจฉัน

ผู้ก่อการร้ายในประเทศต่างๆทั่วโลก ฆ่าผู้บริสุทธิ์ หรือฆ่าอีกฝ่ายหนึ่ง ก็ด้วยความโกรธเกลียดและปักใจเชื่อว่าตนเป็นฝ่ายถูก อีกฝ่ายเป็นผู้ผิด เมื่อเกิดเหตุการณ์ ๑๑ กันยาขึ้น ประชาชนในอเมริกาทั่วโลกโกรธแค้นที่ผู้บริสุทธิ์ถูกฆ่านับพันคน ดังนั้นจึงพยายามหาตัวการว่าใครเป็นคนทำ และเมื่อพบหรือเชื่อว่ากลุ่มบินลาเดนและตาลีบันเป็นตัวการ ทางประธานาธิบดีบุชก็ส่งทหารเข้าไปทำสงครามในอัฟกานิสถาน เขาต้องการลงโทษผู้ที่ทำร้ายคนบริสุทธิ์ แต่การเอากองทัพไปรุกรานอัฟกานิสถาน ก็ทำให้คนบริสุทธิ์จำนวนมากต้องตาย แต่เขาก็ไม่รู้สึกอะไรเพราะใจคิดแต่จะไล่ล่าฆ่าบินลาเดนสถานเดียว

ความโกรธสามารถทำให้เราฆ่าคนได้ในนามความชอบธรรม เราโกรธเขาที่เขาฆ่าคนบริสุทธิ์ แต่เราเองกลับทำเช่นนั้นด้วยเหมือนกันในนามความถูกต้องได้ นี้คืออุบายของความโกรธที่ชอบอ้างความชอบธรรมเพื่อมันจะได้แสดงศักดานุภาพออกมา นี้คือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความรุนแรงในทุกประเทศ ทุกฝ่ายมีเหตุผลว่าตัวเองมีสิทธิที่จะโกรธและฆ่าผู้อื่น เพราะตัวเองเป็นฝ่ายถูกกระทำ เป็นฝ่ายที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ถ้าเราไม่ดูใจของเรา เมื่อเราถูกกระทำด้วยความรุนแรง เราก็จะตอบโต้ด้วยความรุนแรงเช่นกัน เราไม่พอใจที่เขาทำกับเราอย่างนั้น แต่เรากลับทำเช่นนั้นกับผู้อื่น ถ้าเช่นนั้นเราต่างจากคนที่ทำร้ายเราตรงไหน อันนี้คือปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกหนแห่ง ทุกหนแห่งจึงหาความสงบสุขไม่ได้

การจัดการกับความโกรธในใจเราเป็นเรื่องสำคัญ จะทำเช่นนั้นได้เราต้องมีสติ เพราะสติทำให้เรารู้เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจเรา และไม่ทำให้เรากลายเป็นยักษ์เป็นมารเหมือนคนที่เราเกลียด และถ้าเรารู้จักการให้อภัย เราก็สามารถระงับความโกรธได้

ทำไมเราควรให้อภัย เราควรให้อภัยก็เพราะนอกจากความโกรธจะเผาผลาญเราแล้ว เมื่อไตร่ตรองให้ดีจะพบว่ามนุษย์ไม่ใช่ศัตรูของเรา ความโกรธ ความเกลียด ความโลภที่ชักนำให้เขาลงมือสังหารผู้ที่เรารักนั่นแหละคือตัวการที่แท้จริง และถ้าเราปล่อยให้ความโกรธความเกลียดเกิดขึ้นในใจ เราก็จะเป็นเหมือนคนที่เรา
เกลียดเพราะเราก็จะใช้ความรุนแรงกับเขา ถ้าเราตระหนักถึงอานุภาพของความโกรธเกลียดและความโลภ เราจะมองเห็นว่าแท้จริงคนเหล่านั้นก็เป็นเหยื่อเช่นเดียวกัน คือเป็นเหยื่อของความโกรธเกลียดและความโลภ ซึ่งจะชักนำเขาไปพบกับความทุกข์หรือต้องรับกรรมที่ทำไว้ ยิ่งเขาทำสิ่งเลวร้ายมากเพียงใด ก็ต้องพบกับความเดือดเนื้อร้อนใจมากเพียงนั้น

มองในแง่นี้คนเหล่านั้นคือคนที่น่าสงสาร ควรแก่การให้อภัย ขณะเดียวกันเราควรจะเปิดใจมองเห็นด้านดีหรือความดีของเขาด้วย เพราะความโกรธมักทำให้เราเห็นอีกฝ่ายหนึ่งเป็นศัตรูที่เลวร้ายไปหมด แต่ถ้าเราให้อภัยเราจะพบว่ามนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ การให้อภัยสามารถช่วยทำให้ทั้งเราและเขาหลุดออกจากนรก มีนรกขุมหนึ่งซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นกับคนที่ตายแล้วแต่เกิดขึ้นกับคนที่ยังอยู่คือนรกแห่งความพยาบาท ซึ่งเผาผลาญจิตใจผู้คนตลอดเวลา

อาตมานึกถึงคนคนหนึ่งซึ่งมีบทเรียนที่น่าสนใจ เธอผู้นี้เป็นชาวเวียดนาม เมื่อประมาณ ๔๐ ปีที่แล้ว เธอเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกเพราะว่ามีภาพเธอตอนอายุ ๑๒ ปีกำลังวิ่งร้องไห้ด้วยความทุกข์ทรมาน เนื้อตัวเปลือยเปล่า เพราะทหารอเมริกันทิ้งระเบิดนาปาล์มทำลายหมู่บ้านของเขา เด็กคนนี้ชื่อคิมฟุค เธอต้องเข้าโรงพยาบาลนานถึง ๑๔ เดือน ผ่าตัดถึง ๑๗ ครั้งเพราะถูกไฟครอกถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เธอโชคดีที่รอดชีวิตมาได้ขณะที่ลูกพี่ลูกน้อง ๒ คนต้องตาย แม้ร่างกายของเธอได้รับการเยียวยาแต่ใจของเธอเต็มไปด้วยบาดแผลเพราะความโกรธแค้นทหารอเมริกันไม่เคยเลือนหาย เหตุการณ์ผ่านไป ๒๕ ปี ปรากฏว่าเธอได้รับเชิญไปประเทศอเมริกา เพื่อพูดให้ประชาชนเห็นถึงภัยของสงครามว่ามันทำลายผู้คนอย่างไรบ้าง

มีตอนหนึ่งเธอไปพูดให้อดีตทหารผ่านศึกชาวอเมริกันฟัง เธอเล่าว่าเธอให้อภัยทหารอเมริกันแล้ว และมีความในใจอย่างหนึ่งที่เธออยากบอกทหารอเมริกันที่ขับเครื่องบินไปทิ้งระเบิดทำลายหมู่บ้านของเธอ เผอิญอดีตนักบินคนนั้นมานั่งฟังเธอพูดด้วย เขาจึงเขียนจดหมายน้อยขึ้นไปบนเวทีเพื่อให้เธอรู้ว่าเขากำลังนั่งฟังเธออยู่ เมื่อคิมฟุครู้ว่าเขาอยู่ในที่ประชุมนั้น เธอก็พูดขึ้นว่า “ฉันอยากบอกเขาว่า เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้ แต่เราควรพยายามทำสิ่งดีๆ เพื่อส่งเสริมสันติภาพทั้งในปัจจุบันและอนาคต” เธอบอกเขาว่าเธอไม่ได้โกรธเขาอีกต่อไปแล้ว เมื่อคิม ฟุคลงจากเวที อดีตนักบินซึ่งปัจจุบันเป็นหมอสอนศาสนาก็เข้ามากอดเธอและบอกว่า “ผมขอโทษ ผมขอโทษจริง ๆ ” คิม ฟุคก็บอกว่า “ไม่เป็นไร ฉันให้อภัย”

คิม ฟุคได้อธิบายต่อมาว่า เธอเคยเกลียดโกรธทหารอเมริกันที่มาทำลายหมู่บ้านและฆ่าน้องของเธอ แต่เธอพบว่ายิ่งเกลียดมากเท่าไร ก็ยากที่จะมีชีวิตอย่างเป็นสุขได้ เธอเล่าว่าความโกรธที่สั่งสมเอาไว้นั้นสามารถฆ่าเธอได้ สุดท้ายเธอก็ยอมรับว่าวิธีเดียวที่จะช่วยให้เธอเปลื้องทุกข์ได้คือการให้อภัย แล้วเธอก็พบว่าเมื่อให้อภัยแล้ว หัวใจของเธออ่อนโยนขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้เธออยู่ได้โดยไม่ต้องเกลียด

นี่คือตัวอย่างของคนที่สามารถก้าวข้ามความโกรธได้ เพราะตระหนักดีว่าความโกรธจะทำให้เธอไม่สามารถเป็นผู้เป็นคนได้ แต่เมื่อเอาชนะความโกรธแล้ว เธอยังพบว่าคนที่เคยเป็นศัตรูกับเธอนั้นในที่สุดเขาก็เปลี่ยนแปลงได้และสามารถเป็นมิตรกับเธอได้

มีอีกกรณีหนึ่งที่อาตมาอยากจะเล่าให้ฟัง กรณีนี้เป็นการสูญเสียคนรัก เรื่องนี้เกิดที่อเมริกา อาซิมมีลูกอายุ ๒๐ ปี เป็นเด็กขยันเรียนหนังสือและช่วยพ่อแม่ด้วยการส่งพิชซ่าไปตามบ้าน แล้ววันหนึ่งเขาก็ถูกฆ่า คนที่ฆ่าเป็นเด็กอายุ ๑๔ ปี ชื่อโทนี่ เขาทำไปด้วยความคะนองเพราะมีเพื่อนเป็นอันธพาล ในที่สุดโทนี่ก็ถูกจับ แต่เมื่อพ่อของผู้ตายรู้ประวัติของโทนี่เขาก็ตกใจ

พ่อของโทนี่เป็นคนติดยาและร่วมแก๊งอันธพาล แม่คลอดเขาตอนที่อายุ ๑๕ ปี และแม่ก็เลี้ยงดูโทนี่ไม่ได้ ตัวโทนี่ถูกล่วงเกินทางเพศเมื่ออายุ ๖ ขวบ อาซิมพบว่าโทนี่ก็เป็นเหยื่อของความรุนแรงเช่นเดียวกัน เพราะนอกจากเขาจะขาดความรักจากพ่อแม่แล้ว ยังถูกล่วงละเมิดตั้งแต่เล็ก ไม่แต่เพียงเท่านั้น เขายังยังต้องติดคุกถึง ๒๕ ปี เพียงเพราะความคะนองชั่วแล่น เมื่อรู้ความจริงเช่นนี้อาซิมก็เลยไม่สามารถจะโกรธโทนี่ได้ เพราะว่าโทนี่กับลูกเขาตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมเดียวกัน คือเป็นเหยื่อความรุนแรงเหมือนกัน

ด้วยเหตุนี้อาซิมจึงตั้งมูลนิธิทาริก กามิซา ตามชื่อลูกเขา เพื่อรณรงค์ปลูกฝังให้เยาวชนตระหนักถึงโทษของความรุนแรง เพราะตัวการที่ฆ่าลูกเขาตายนั้น ที่จริงไม่ใช่โทนี่ แต่คือความรุนแรงที่แพร่ระบาดไปในหมู่เยาวชน และตามกลุ่มอันธพาลต่างๆ ที่ร่วมกันบ่มเพาะค่านิยมความรุนแรงและความคะนอง ที่น่าสนใจคือปู่ของโทนี่ก็เข้ามาร่วมรณรงค์เคียงบ่าเคียงไหล่กับอาซิม จนมูลนิธินี้เป็นที่รู้จักทั่วสหรัฐอเมริกา และสามารถเปลี่ยนชีวิตของเยาวชนได้มากมาย

นี้คือการเปลี่ยนความโกรธความเกลียดให้เป็นพลังสร้างสรรค์ เปลี่ยนความตายให้เป็นชีวิตใหม่ ซึ่งเราไม่มีทางทำเช่นนั้นได้ถ้าเรายังมีความโกรธเกลียดอยู่ เพราะฉะนั้นการรู้เท่าทันความโกรธและสามารถก้าวข้ามความโกรธได้จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ปัจจุบันวัฒนธรรมแห่งความรุนแรงกำลังแพร่ระบาดไปทั่วสังคมไทย และขยายไปทุกระดับชั้นของการเมือง เวลานี้การเมืองกำลังร้อนแรงและแบ่งขั้วอย่างชัดเจน เพียงแค่คิดไม่เหมือนกันก็สามารถที่จะโจมตีใส่ร้ายให้เป็นศัตรูของชาติได้ทั้งที่เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน ในสภาพเช่นนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่เราไม่ควรมองคนอื่นว่าเขาทำผิดหรือถูกเท่านั้น แต่เราควรกลับมาดูใจเราด้วยว่าเราวางใจไว้ถูกหรือไม่ หรือว่าใจเราก็วางไว้ผิดเหมือนกันคือเต็มด้วยความโกรธความเกลียด

ในยุคนี้เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีสติรู้เท่าทันตนเอง แม้เราจะให้อภัยคนที่คิดต่างจากเราหรือคนที่ทำร้ายไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราควรมีความอดทน มีความใจกว้าง ยอมรับความแตกต่าง เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กันคนที่ไม่ใช่พวกของเรา แม้เขาจะคิดต่างจากเรา แต่เราควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับเขาให้ได้เพราะเขากับเราจะต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนาน ที่จริงแล้วอย่าว่าแต่คนที่คิดต่างจากเราเลย แม้ตัวเราเองก็ยังคิดเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา บางทีก็คิดขัดแย้งในตัวเอง ถ้าเราโกรธเกลียดคนที่คิดต่างจากเรา เราก็ควรเกลียดตัวเราด้วย เพราะเราเองก็คิดกลับไปกลับมา มีความคิดที่แตกต่างไปจากเมื่อวานนี้เหมือนกัน

นอกจากใจกว้างแล้ว เรายังควรที่จะมองไกลด้วย มองไกลคือมองให้เห็นว่าคนที่เราเกลียดตอนนี้วันหน้าก็อาจเป็นเพื่อนกัน หรือคนที่เกลียดในวันนี้เมื่อวานก็เคยร่วมมือกันมาก่อน และถึงที่สุดแล้วไม่ว่าจะเกลียดแค่ไหนแต่ก็ต้องอยู่ร่วมแผ่นดินนี้ไปจนตาย

ถ้าเราจะสู้กับวัฒนธรรมความรุนแรงเราต้องสู้กับความโกรธความเกลียด ต้องใช้สติ เมตตา และให้อภัย ไม่เช่นนั้นวัฒนธรรมความรุนแรงก็จะแผ่ขยายไปทุกหนแห่งไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ของวัด กรณีพระสุพจน์ เป็นตัวอย่างว่าทุกวันนี้ความรุนแรงระบาดไปถึงในวัดแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนโดนเฉพาะชาวพุทธที่จะต้องหยุดยั้งวัฒนธรรมแห่งความรุนแรงที่มีโครงสร้างแห่งความรุนแรงรองรับ

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วชาวพุทธส่วนใหญ่สนใจธรรมะในระดับส่วนตัว การทำเช่นนั้นต้องถือว่าเป็นการละเลยบทบาทและหน้าที่ของชาวพุทธ เพราะหน้าที่ของชาวพุทธนั้นไม่ใช่แค่รักษาตัวให้ดีเท่านั้น หน้าที่ของชาวพุทธศาสนามี ๒ ด้าน ด้านหนึ่งพัฒนาตนให้เกิดปัญญาจนพ้นทุกข์ อันนี้เป็นบทบาทในเชิงลึก ด้านที่สองคือทำให้สังคมเจริญงอกงาม มีสันติสุข อันนี้คือบทบาทในเชิงกว้าง พุทธศาสนามีทั้งความลึกและความกว้าง ความลึกคือประกอบด้วยข้อธรรมอันลุ่มลึก ที่สามารถทำให้ผู้คนประจักษ์แจ้งในสัจธรรมจนเป็นอิสระจากความทุกข์ได้ ขณะเดียวกันพุทธศาสนาก็มีข้อธรรมที่ช่วยให้สังคมเกิดสันติสุข ความกว้างของพุทธศาสนายังมีความหมายว่า พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์สามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตและในทุกหนแห่งได้

การประพฤติธรรมในพุทธศาสนาไม่ได้หมายถึงการทำความดีรักษาตนเฉพาะในห้องพระหรือในครอบครัวเท่านั้น แต่ยังสามารถนำเอาธรรมะมาใช้ในการดำเนินชีวิตในทุกหนแห่งได้ จะใช้ในที่ทำงานก็ได้ บนท้องถนนก็ได้ ใช้เพื่อผดุงรักษาความยุติธรรมก็ได้ นั่นคือเราสามารถนำหลักธรรมไปใช้ทั้งในชีวิตประจำวันและในสังคม เช่น นำไปสร้างสรรค์สังคม ช่วยเหลือผู้คนให้มีความทุกข์น้อยลง มีความสุขมากขึ้น หรือนำหลักธรรมไปใช้ในการจัดระเบียบทางสังคม นี่คือมิติทางสังคมของพระพุทธศาสนา ซึ่งทำให้อานิสงส์ของพระธรรมคำสอนสามารถแผ่ไปได้กว้างไกล

แต่ปัจจุบันนี้ชาวพุทธจำนวนมากกำลังทำให้พุทธศาสนามีความหมายแคบลง เป็นเพียงแค่การฝึกตนให้พ้นทุกข์ การตีความเช่นนี้ทำให้พื้นที่ทางธรรมในสังคมหดแคบลง หมายความว่าหากคุณอยากจะเป็นคนดีก็เป็นได้เฉพาะแต่ในบ้าน ถ้าคุณออกนอกบ้านก็เป็นคนดีไม่ได้แล้ว เพราะถ้าจะทำมาหากินก็ต้องแข่งขัน เอารัดเอาเปรียบ ต้องเห็นแก่ตัว ต้องโกหก หรืออาจต้องทุจริตบ้าง ในวันนี้อย่าว่าแต่ในบ้านเลย แม้แต่อยู่ในวัดยังรักษาศีลลำบากเลย อย่าว่าแต่ศีล ๒๒๗ ข้อเลย แม้แต่ศีล ๘ ก็รักษาลำบากแล้วเพราะอบายมุขมีเยอะแยะ เหล้าเอย การพนันเอย รุกเข้าไปในวัด บางแห่งแม้แต่ศีล ๘ พระยังรักษาได้ไม่ครบเลย กลางคืนยังต้องฉันมาม่าเพราะถูกชักชวนและกดดันจากเพื่อนพระด้วยกัน

พื้นที่ทางธรรมนับวันจะหดแคบลง แม้แต่ในห้องสอบก็ยังรักษาความซื่อสัตย์สุจริตได้ยาก เพราะถึงคุณไม่อยากทุจริต แต่เมื่อเห็นคนอื่นโกงกัน คุณก็อดใจได้ยาก บางคนพยายามซื่อสัตย์ในห้องสอบ แต่กลับพบว่ารอบตัวโกงกันหมด แถมคนที่ทุจริตได้คะแนนดีกันทุกคน ก็เลยต้องเอากับเขาบ้าง ไม่งั้นก็จะถูกเขาหัวเราะเยาะว่าโง่ ที่พูดนี้หมายถึงห้องสอบในวัดนะ เดี๋ยวนี้การทุจริตในห้องสอบเป็นเรื่องธรรมดามากในหลายวัด เพราะผู้คุมห้องสอบก็รู้เห็นเป็นใจ

อยู่ในวัดก็ยังไม่ปลอดภัย เพราะพระบางรูปก็พกปืน หาไม่ก็มีคนมาทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมดังกรณีพระสุพจน์ ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าอธรรมกำลังแพร่ระบาดไปทั่วทุกหนแห่ง จนกระทั่งคุณจะทำความดีได้ก็เฉพาะในบ้าน เช่น ทำความดีกับพี่ ทำความดีกับน้อง ทำความดีกับลูก แต่ออกนอกบ้านเมื่อไร ก็ทำความดีได้ยากเพราะ คุณต้องเห็นแก่ตัว ต้องโกง ต้องโกหก ต้องหนีภาษี เป็นต้น

เวลานี้พื้นที่ทางธรรมจึงหดแคบลงมาก การทำความดีกลายเป็นเรื่องลำบากไม่ว่าในบ้านหรือในวัด เหล่านี้คือปัญหาที่ท้าทายชาวพุทธโดยตรง การที่เราปล่อยให้โครงสร้างและวัฒนธรรมความรุนแรงตลอดจนระบบบริโภคนิยมระบาดไปทั่วประเทศ ก็เท่ากับว่าเรากำลังทำให้พื้นที่ของอธรรมขยายตัวเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งชาวพุทธกำลังจะไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่ที่จะทำความดีตามหลักธรรม เปรียบเสมือนคนที่ถูกเกาะหรือกระจุกตัวมาอยู่บนเกาะ ขณะที่ระดับน้ำก็กำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ พื้นที่ในเกาะก็หดแคบลงเป็นลำดับ จนต่อไปก็อาจไม่มีที่แม้แต่จะยืน

หน้าที่เร่งด่วนของชาวพุทธในขณะนี้คือช่วยกันขยายพื้นที่ทางธรรมให้กว้างขวางขึ้น ด้วยการออกไปทำงานเพื่อสังคม ให้อานุภาพของธรรมไปปรากฏสู่สายตาของสังคมมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ด้วยการเทศน์ แต่ด้วยการทำให้ดู แล้วช่วยให้สังคมหลุดพ้นจากอำนาจของทุนนิยมและความรุนแรง ซึ่งหากจะทำเช่นนั้นได้ ต้องเริ่มต้นด้วยการช่วยกันรื้อถอนโครงสร้างแห่งความรุนแรง ไม่สนับสนุนกลไกหรือระบบที่คอยเบียดบังเอารัดเอาเปรียบผู้คน ตลอดจนสั่งสมบ่มเพาะทัศนคตินิยมความรุนแรงให้แก่ผู้คน

จะทำเช่นนั้นได้ ก็ต้องรักษาใจของเราเป็นเบื้องต้น ถ้าเราไม่สามารถก้าวข้ามความโกรธในใจเราได้ เราก็จะไม่สามารถลดทอนความรุนแรงในสังคมได้เลย ฉะนั้นการรื้อถอนความรุนแรงในสังคม จะต้องเป็นไปพร้อมๆ กับการก้าวข้ามความโกรธในใจเราให้ได้ และถ้าเราทำทั้ง ๒ อย่างนี้ได้ เราก็สามารถป้องกันไม่ให้คนดีๆ อย่างพระสุพจน์ หรือเจริญ วัดอักษร มีอันเป็นไป แต่ถ้าเราไม่ทำเช่นนั้น กรณีเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นอีก ใช่แต่คนดีจะไม่มีที่ยืนเท่านั้น แม้กระทั่งพระพุทธศาสนาก็จะไม่มีที่ยืนในสังคม และอาจกลายเป็นเพียงแค่ลัทธิพิธีธรรมดาๆ เท่านั้นเอง.

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved