หน้ารวมบทความ
   บทความ > สันติภาพ สันติวิธี > ดับไฟใต้ด้วยสันติวิธี
กลับหน้าแรก
 


ดับไฟใต้ด้วยสันติวิธี
พระไพศาล วิสาโล
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

สันติวิธีมิใช่การยอมจำนนหรืออยู่นิ่งเฉย ปล่อยให้อีกฝ่ายมากระทำโดยไม่ตอบโต้ แท้ที่จริงสันติวิธีคือการตอบโต้อีกแบบหนึ่งโดยไม่ใช้ความรุนแรง ทั้งนี้เพื่อหยุดยั้งพฤติกรรมอันไม่ถูกต้องหรือเพื่อปรับเปลี่ยนสถานการณ์ให้เป็นไปในทางสันติ

สันติวิธีไม่ได้หมายถึงการหนีปัญหา แต่เป็นการเผชิญกับปัญหา และบ่อยครั้งต้องมีการเผชิญหน้ากับคู่กรณีโดยปราศจากอาวุธ ดังนั้นจึงต้องอาศัยความกล้าหาญและความเด็ดเดี่ยว ขณะเดียวกันสันติวิธียังหมายถึงการสร้างเงื่อนไขที่ยุติความรุนแรง หรือขจัดเงื่อนไขที่ส่งเสริมพฤติกรรมอันเป็นปัญหา ดังนั้นจึงต้องอาศัยปัญญาที่เข้าใจกระจ่างชัดในรากเหง้าของปัญหาและสามารถคิดค้นมาตรการที่สร้างสรรค์ได้

เมื่อครั้งที่ภาคอีสานยังมีการสู้รบกับคอมมิวนิสต์ มีคราวหนึ่งผู้ก่อการคอมมิวนิสต์ได้ปิดล้อมหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร และทำการปลุกระดมชาวบ้านกลางดึก นายอำเภอเมื่อทราบข่าวก็รุดเดินทางไปยังหมู่บ้านนั้น แต่แทนที่จะนำกำลังตำรวจไปล้อมปราบ นายอำเภอกลับไปยืนฟังการปลุกระดมอยู่เงียบ ๆ สักพักก็เดินขึ้นไปยังเวที สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นมาทันที แต่นายอำเภอไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าเอามือโอบหลังผู้ปลุกระดม และพูดปรามว่า “เบา ๆ หน่อย” สถานการณ์คลี่คลายลงไปทันที ผู้ปลุกระดมซึ่งนึกไม่ถึงว่านายอำเภอจะขึ้นมาโอบหลัง ถึงกับตัวห่อ ไม่สามารถปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังได้อีกต่อไปในเมื่อนายอำเภอกลับแสดงท่าที่เป็นมิตรเช่นนั้น เหตุการณ์ครั้งนั้นจบลงโดยไม่มีการสู้รบจนสูญเสียชีวิตและผู้คน

เมื่อหลายปีก่อนได้เกิดเหตุจลาจลย่อย ๆ หน้าสภอ.นครศรีธรรมราช เนื่องจากประชาชนจำนวนมากไม่พอใจพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่รีดไถผู้ขับขี่รถยนต์อยู่เป็นอาจิณ ในคืนแรกนั้นตำรวจได้จับกุมผู้ชุมนุม ทำให้สถานการณ์ลุกลาม จนมีการเผาอาคารบางส่วนและรถยนต์ คืนต่อมาประชาชนได้มาชุมนุมอีก ตำรวจจึงใช้ความรุนแรงเข้าสลายฝูงชน มีการทุบตีด้วยกระบองและไล่จับกุม ทำให้สถานการณ์ลุกลามมากขึ้น ประชาชนระบายความโกรธแค้นด้วยการทุบตีป้ายจราจรและทรัพย์สินราชการทั่วเมือง คืนที่สามมีแนวโน้มว่าสถานการณ์จะรุนแรงยิ่งขึ้น แต่คราวนี้ตำรวจได้เปลี่ยนแผน โดยตั้งด่านปิดหัวและท้ายถนนหน้าสภอ. เพื่อให้เป็นเขตปลอดการชุมนุม จึงปิดโอกาสที่จะมีการกระทบกระทั่งกันระหว่างประชาชนกับตำรวจ ขณะเดียวกันก็ดึงผู้นำท้องถิ่นมาร่วมระงับความรุนแรง ด้วยการจัดเวทีประท้วงที่สนามหน้าเมืองแทน ทั้งนี้เพื่อดึงผู้คนออกไปจากพื้นที่หน้าสภอ. โดยที่ประชาชนก็ยังมีเวทีระบายความโกรธแค้นได้อยู่ ทำให้ความตึงเครียดลดลง ผลก็คือคืนนั้นไม่เกิดเหตุรุนแรง ต่อมาได้มีการเจรจาระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุม จนได้ข้อยุติที่น่าพอใจ

ทั้งสองกรณีเป็นตัวอย่างของการใช้สันติวิธีแก้ปัญหา ตัวอย่างแรกเป็นการเผชิญหน้าโดยไม่ใช้ความรุนแรง แต่ใช้ความเป็นมิตรแทน ตัวอย่างที่สองเป็นการขจัดเงื่อนไขแห่งความรุนแรงและสร้างเงื่อนไขในทางสันติ ทั้งสองกรณีได้ชี้ว่าหากใช้ความรุนแรงเข้าตอบโต้ ก็ไม่ต่างจากการสาดน้ำมันเข้ากองไฟ

ความรุนแรงไม่ใช่คำตอบ
สถานการณ์ในภาคใต้ตอนนี้ไม่ต่างจากกองไฟที่กำลังใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากมีการสาดน้ำมันเข้าไปอย่างต่อเนื่อง ความรุนแรงที่ฝ่ายรัฐได้ใช้ทั้งโดยเปิดเผยและปิดลับ โดยเฉพาะในกรณีกรือเซะ ตากใบ และการอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร ได้ทำให้สถานการณ์ในภาคใต้เลวร้ายลงเป็นลำดับ ผู้ไม่หวังดีเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดีจึงพยายามทุกอย่างเพื่อยั่วยุให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรง เพราะจะยิ่งทำให้รัฐบาลมีศัตรูและถูกโดดเดี่ยวมากขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อใดก็ตามที่ใช้ความรุนแรงอย่างแพร่หลาย ประชาชนผู้บริสุทธิ์ยิ่งจะได้รับเคราะห์ และถึงแม้จะกระทำถูกตัว แต่หากทำเกินเลยไป (ซึ่งมักเกิดขึ้นเสมอ) ก็ย่อมได้รับความโกรธแค้นชิงชังและถูกต่อต้านจากมหาชน ดังกรณีผู้ชุมนุมที่ตากใบซึ่งมีความผิดอย่างมากก็แค่ถูกจับกุม ไม่ถึงกับต้องตายอย่างน่าอเนจอนาถ

ความรุนแรงนั้นขจัดได้แค่ตัวบุคคล แต่ไม่สามารถขจัดรากเหง้าของปัญหาได้ แม้“ผู้ร้าย” จะตายไป แต่ถ้ารากเหง้าของปัญหายังคงอยู่ ก็จะมีผู้ร้ายอีกหลายคนเกิดขึ้นตามมา แต่ปัญหาหรือข้อจำกัดของวิธีรุนแรงมิใช่มีแค่นั้น ที่ร้ายกว่านั้นก็คือในกรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ยังไม่รู้ว่า ใครบ้างที่เป็นผู้ร้าย แม้แต่จะจำแนกว่า เหตุร้ายที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งเป็นฝีมือของผู้ต้องการแบ่งแยกดินแดน หรือผู้มีอิทธิพล หรือผู้ค้ายาเสพติด หรืออาชญากรธรรมดา (หรือคนในเครื่องแบบ) กันแน่ ก็ยังยากที่จะทำได้ รัฐบาลเองก็ยอมรับว่ากำลังสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็นตัว เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว จะใช้ความรุนแรงให้ได้ผลได้อย่างไร ยิ่งใช้ก็ยิ่งเกิดผลเสียสะท้อนกลับมา เพราะมีโอกาสที่จะพลาดมากกว่าทำถูก และเมื่อพลาดแล้วก็ไม่อาจแก้ไขได้เพราะชีวิตที่ตกล่วงไปแล้วย่อมไม่สามารถเอากลับคืนมาได้

เมื่อปีที่แล้วได้เกิดเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดกลางเมืองยะลา ปรากฏว่ามีคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บ คาดว่าโจรใต้เป็นผู้ก่อเหตุ ทหารพรานพร้อมอาวุธครบมือซึ่งลาดตระเวนอยู่ใกล้ ๆ ได้รุดไปยังที่เกิดเหตุทันที และพบชายสองคนวิ่งผ่านมาโดยคนหนึ่งถือปืน ทหารพรานได้ยิงปืนขึ้นฟ้าหลายนัดพร้อมกับสั่งให้หยุดวิ่ง ทั้งสองคนจึงหยุดวิ่งและนั่งลงกับพื้น เมื่อทหารพรานมาถึงได้สั่งให้ทั้งสองหมอบลงพื้น พร้อมกับยิงหนึ่งในสองคนนั้นตายคาที่ แต่ไม่นานความจริงก็ได้เปิดเผยว่าทั้งสองคนไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุร้ายแต่อย่างใด แต่ที่วิ่งผ่านมาก็เนื่องจากได้ทะเลาะกับชายคนหนึ่งและถูกชายคนนั้นชักปืนไล่ยิง หนึ่งในสองคนนั้นจึงชักปืนพกเพื่อป้องกันตัวหากถูกชายคนนั้นวิ่งตามมายิงซ้ำ บังเอิญทหารพรานผ่านมา ทั้งสองจึงรับเคราะห์ไป กรณีนี้ทหารพรานสังหารคนกลางวันแสก ๆ เพราะมั่นใจว่าเป็นคนร้ายแน่ แต่กลายเป็นการฆ่าผู้บริสุทธิ์ หากทหารพรานใช้วิธีที่ละมุนละม่อม ไม่ใช้อาวุธสถานเดียว เรื่องก็คงจบลงด้วยดี ที่น่าคิดก็คือนี้คงไม่ใช่ความผิดพลาดกรณีเดียวที่เกิดขึ้น และทั้ง ๆ ที่เห็นกับตากลางวันแสก ๆ ก็ยังทำผิดพลาดได้ถึงขนาดนี้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า การ “อุ้ม” ผู้คนจำนวนนับสิบนับร้อยเพียงเพราะได้รับการแจ้งจากสายข่าวตลอดหลายปีที่ผ่านมาน่าจะกวาดเอาผู้บริสุทธิ์ติดร่างแหไปด้วยเป็นจำนวนไม่น้อย จึงไม่แปลกอะไรที่ผู้คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐเป็นอย่างมาก

ถึงที่สุดแล้วกรณีความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คำถามว่า “ใครทำ ?” สำคัญน้อยกว่าคำถามว่า “ทำไมเขาถึงทำ?” และ “อะไรเป็นเงื่อนไขให้เขาทำได้?” ตรงนี้ทำให้สันติวิธีเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะในขณะที่ความรุนแรงจะใช้ได้ต่อเมื่อรู้ว่าใครเป็นผู้ร้าย (ซึ่งรัฐเองยังมืดแปดด้าน) แต่สันติวิธีนั้นมุ่งที่การขจัดเงื่อนไขแห่งความรุนแรงยิ่งกว่าการขจัดตัวบุคคล ดังนั้นถึงแม้ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แต่ก็มีช่องทางอีกมากที่จะเปลี่ยนสถานการณ์จากร้ายกลายเป็นดีได้หากรู้ว่าทำไมเขาถึงก่อความไม่สงบ และอะไรที่เป็นเงื่อนไขให้กระทำการดังกล่าวได้

ความไม่สงบในภาคใต้นั้นมีรากเหง้าความเป็นมาจากอดีตที่สั่งสมสืบทอดกันมานับศตวรรษ แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับสภาวการณ์ในปัจจุบันซึ่งสร้างความทุกข์ยากและความอึดอัดคับข้องใจด้วยสาเหตุทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการศึกษา อำนาจรัฐที่รวมศูนย์และไม่สามารถให้ความยุติธรรมตลอดจนสวัสดิภาพแก่ประชาชนก็ดี วัฒนธรรมจากส่วนกลางที่นิยามความเป็นไทยอย่างคับแคบจนปฏิเสธวัฒนธรรมท้องถิ่นก็ดี กลุ่มทุนและธุรกิจอิทธิพลที่ร่วมกับหน่วยงานรัฐในการแย่งชิงทรัพยากรของชุมชนท้องถิ่นก็ดี เหล่านี้ล้วนเป็นเงื่อนไขให้หน่วยงานรัฐสูญเสียความสนับสนุนจากประชาชน ขณะเดียวกันก็ขยายแนวร่วมให้แก่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนมากขึ้น พร้อมกันนั้นอำนาจรัฐที่ถดถอยก็เปิดพื้นที่ให้กลุ่มผู้มีอิทธิพลสามารถเคลื่อนไหวและสร้างสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น

กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้อาศัยสภาพการณ์ดังกล่าวเป็นเงื่อนไขในการสร้างความรุนแรงทั่วทุกหัวระแหง ทั้งนี้โดยมีปัจจัยอีก ๓ ประการเป็นเครื่องสนับสนุนได้แก่

๑. อุดมการณ์ ได้แก่อุดมการณ์ชาตินิยมควบคู่กับหลักความเชื่อทางศาสนาอิสลามที่ตีความมาใช้เป็นเครื่องมือปลุกระดมให้ลุกขึ้นต่อต้านรัฐ
๒. ยุทธปัจจัย ได้แก่อาวุธ เงิน รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์ก่อความไม่สงบ รวมไปถึงสถานที่ในการฝึกอาวุธ
๓. แนวร่วม ได้แก่ประชาชนที่มีความคับแค้นใจและต่อต้านอำนาจรัฐ อาจรวมไปถึงผู้มีอิทธิพลที่ค้าของเถื่อน ยาเสพติด หรือสิ่งผิดกฎหมาย

ขจัดเงื่อนไขแห่งความรุนแรง
สันติวิธีจะสามารถดับไฟใต้ได้ก็ด้วยการขจัดเงื่อนไขที่บ่มเพาะขบวนการก่อความไม่สงบดังได้กล่าวมา อันได้แก่เงื่อนไขทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่สร้างความคับแค้นใจแก่ผู้คนที่นั่น และปัจจัย ๓ ประการที่ผู้ก่อความไม่สงบใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความรุนแรง กล่าวอย่างเป็นรูปธรรมก็คือ

๑.สร้างเงื่อนไขทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
เงื่อนไขดังกล่าวได้แก่ การกระจายอำนาจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองมากขึ้น โดยยอมรับความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม เปิดพื้นที่ให้แก่วัฒนธรรมและภาษามลายูท้องถิ่น โดยนับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทย (เช่นเดียวกับที่ยอมรับคนพูดจีนชื่อจีนว่าเป็นไทย) ระบบราชการหรือหน่วยงานรัฐจะต้องเคารพวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น ไม่เอาวัฒนธรรมจากส่วนกลาง (ไม่ว่าภาษา เครื่องแต่งกาย พิธีกรรมแบบพุทธ ตลอดจนแบบแผนการศึกษาและวิถีการบริโภค )มาเป็นมาตรฐานเดียว ที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันก็คือการให้หลักประกันทางด้านความยุติธรรมและสวัสดิภาพแก่ประชาชน เพื่อให้ความมั่นใจว่าพวกเขาไม่ใช่พลเมืองชั้นสองหรือมาอาศัยแผ่นดินไทยอยู่ ขณะเดียวกันก็มีความสามารถที่จะเข้าถึงและปกป้องทรัพยากรท้องถิ่น โดยไม่ถูกล่วงละเมิดโดยกลุ่มทุนและธุรกิจอิทธิพล (ซึ่งมักได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐทั้งในระดับนโยบายและตัวบุคคล)

๒. เสนออุดมการณ์ที่เป็นทางเลือกใหม่ในทางสันติ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุดมการณ์นั้นเป็นอาวุธที่สำคัญของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ซึ่งนอกจากจะใช้เป็นเครื่องมือในการดึงพลพรรคและปลุกระดมประชาชนแล้ว ยังเป็นตัวสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงด้วย ส่วนหนึ่งของอุดมการณ์ของผู้ก่อความไม่สงบก็คือหลักความเชื่อทางศาสนาอิสลามที่ตีความให้เข้ากับจุดมุ่งหมายของตน

การดับไฟใต้ให้ได้ผลนั้นต้องครอบคลุมไปถึงการต่อสู้ทางด้านอุดมการณ์ นั่นคือการเสนอสันติวิธีให้เป็นทางเลือกใหม่ของผู้ที่ต้องการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีและปกป้องวิถีชีวิต ปัจจุบันผู้ก่อความไม่สงบได้รับความสำเร็จไม่น้อยในการชักชวนให้เห็นว่าความรุนแรงเป็นคำตอบเดียวเท่านั้นที่จะฟื้นฟูศักดิ์ศรีและปกป้องวิถีชีวิตของประชาชน ทั้งนี้โดยมีความเชื่อทางศาสนาอิสลามรับรอง แต่อุดมการณ์ดังกล่าวจะมีพลังน้อยลงหากมีทางเลือกที่ดีกว่า ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการนำเสนอแนวทางการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีและปกป้องวิถีชีวิตแบบสันติวิธี และที่ขาดไม่ได้ก็คือ มีหลักคำสอนทางศาสนาอิสลามเป็นพื้นฐานรองรับ

การล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)เกิดขึ้นเมื่อ ๒๐ ปีก่อน สาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็เพราะมีทางเลือกที่ดีกว่ามาแทนการต่อสู้ด้วยอาวุธ ทางเลือกนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่มีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ๖๖/๒๕๒๓ ซึ่งเปิดทางให้แก่การต่อสู้ทางการเมืองบนวิถีทางประชาธิปไตย แต่ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือการแพร่ขยายของอุดมการณ์ “ปฏิวัติประชาธิปไตย” ในแวดวงฝ่ายซ้าย ที่ทำให้แนวทางปฏิวัติด้วยกำลังอาวุธถูกสั่นคลอน ส่งผลให้นักศึกษาที่เข้าป่าตัดสินใจวางอาวุธ และหันมาต่อสู้ด้วยสันติวิธีในเมือง

การส่งเสริมแนวทางสันติวิธีบนพื้นฐานของศาสนาอิสลามเป็นสิ่งจำเป็น แต่นั่นไม่ได้หมายความแค่การคิดค้นในทางทฤษฏีเท่านั้น หากในทางปฏิบัติรัฐบาลจะต้องเปิดให้มีพื้นที่ที่จะต่อสู้แบบสันติวิธีได้จริง ๆ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวคือเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถชุมนุมเรียกร้องหรือประท้วงได้โดยสันติ หรือสามารถที่จะถกเถียงอภิปรายรูปแบบทางการเมืองที่พึงปรารถนาได้อย่างเสรีตราบใดที่ยังอยู่ในขอบเขตของรัฐธรรมนูญ พร้อมกันนั้นก็สามารถที่จะปกป้องวิถีชีวิตและทรัพยากรท้องถิ่นโดยมีหลักประกันว่าจะไม่ถูกทำร้าย (ไม่ว่าโดยผู้มีอิทธิพลหรือเจ้าหน้าที่รัฐ)

การเปิดพื้นที่และให้หลักประกันดังกล่าว รวมทั้งที่กล่าวมาในข้อ ๑ นอกจากจะเปิดทางให้แก่การต่อสู้โดยสันติวิธีแล้ว ยังจะมีผลในการบั่นทอนอุดมการณ์อีกด้านหนึ่งของผู้ก่อความไม่สงบ อันได้แก่อุดมการณ์ด้านประวัติศาสตร์ เป็นที่รู้กันว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดนได้อาศัย “ประวัติศาสตร์บาดแผล”ในการปลุกเร้าความเคียดแค้นชิงชังรัฐจากส่วนกลาง ประวัติศาสตร์ดังกล่าวมีพลังไม่ใช่เพียงเพราะว่าอดีตของผู้คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เต็มไปด้วยความเจ็บปวดจากการกระทำของรัฐไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะว่าความทุกข์ยากขมขื่นและการถูกกระทำย่ำยีนั้นยังดำรงอยู่แม้กระทั่งปัจจุบัน

อดีตนั้นไม่สำคัญเท่ากับปัจจุบัน หากสภาพการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ดีขึ้น ศักดิ์ศรีและวิถีชีวิตของผู้คนได้รับการเคารพ ประวัติศาสตร์บาดแผลจะมีอานุภาพน้อยลง นั่นหมายความว่า “อาวุธ”ของผู้ก่อความไม่สงบก็จะไร้ประสิทธิผลในการสร้างความเคียดแค้นชิงชังและก่อความรุนแรง เมื่อถึงตอนนั้นการถกเถียงอย่างเสรีเกี่ยวกับประวัติศาสตร์บาดแผลในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวหรือต้องปิดกั้น ตรงกันข้ามการเปิดเผยและแสวงหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้จะช่วยทำให้เกิดความสมานฉันท์ระหว่างคนต่างชาติพันธุ์กันได้ ทำนองเดียวกับประวัติศาสตร์การสังหารหมู่ “อั้งยี่” หรือคนจีนในสมัยรัชกาลที่สามและรัชกาลที่ห้าไม่มีผลต่อความรู้สึกของคนไทยเชื้อสายจีนในปัจจุบัน

๓.สลายแนวร่วมของผู้ก่อความไม่สงบ
ผู้ก่อความไม่สงบยังลอยนวลอยู่ได้อย่างเป็นขบวนการก็เพราะมีประชาชนจำนวนมากเป็นแนวร่วม ทำให้การหาข่าวของรัฐบาลเป็นไปได้อย่างลำบาก ขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้ก่อความไม่สงบได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง แนวร่วมจำนวนไม่น้อยมิได้ฝักใฝ่ในกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ หากแต่เกลียดกลัวเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่า

การดับไฟใต้ด้วยสันติวิธีหมายถึงการสลายแนวร่วมของผู้ก่อความไม่สงบ และดียิ่งกว่านั้นก็คือดึงประชาชนเหล่านั้นมาเป็นแนวร่วมของรัฐแทน จะทำเช่นนั้นได้การทำงานกับมวลชนเป็นสิ่งสำคัญ เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องได้รับการฝึกฝนให้พูดภาษามลายูท้องถิ่น เข้าใจพื้นฐานของศาสนาอิสลามและธรรมเนียมปฏิบัติของประชาชน สามารถดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐ ตั้งแต่ระดับการตัดสินใจ โดยเฉพาะในสิ่งที่จะมีผลกระทบต่อประชาชน (มิใช่ตัดสินโดยเจ้าหน้าที่รัฐตามลำพังอย่างที่นิยมปฏิบัติ) อาทิ จัดตั้งสภาพัฒนาเศรษฐกิจสังคมโดยมีผู้นำท้องถิ่นและผู้นำศาสนามาร่วมเป็นกรรมการ ทั้งในระดับจังหวัดลงไปถึงระดับตำบล โดยไม่ให้ซ้ำซ้อนกับอบต.(ซึ่งส่วนใหญ่มิได้เป็นผู้นำตามประเพณีที่ชาวบ้านให้ความนิยมนับถือ เช่น อิหม่าม หรือโต๊ะครู) หรือคณะกรรมการสันติสุขชุมชน ซึ่งทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้าน สร้างความสมานฉันท์ในชุมชน รวมทั้งดูแลรักษาความปลอดภัยร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐ ตั้งแต่ระดับหมู่บ้านหรือตำบลไปจนถึงระดับจังหวัด

ขณะเดียวกันการให้หลักประกันทางด้านความยุติธรรมแก่ประชาชนก็จะต้องมีมาตรการที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่กระทำด้วยการออกคำสั่งหรือเอ่ยปาก “กำชับ” เจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น มาตรการที่เป็นรูปธรรมได้แก่ การจัดตั้งคณะกรรมการดูแลกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม คณะกรรมการติดตามการพิจารณาคดีความต่าง ๆ ที่มีเงื่อนงำ คณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิประชาชน ศูนย์รวบรวมข้อมูลผู้สูญหายหรือถูกสันนิษฐานว่าถูกอุ้มฆ่า ทั้งนี้โดยประกอบด้วยบุคคลในพื้นที่ที่ได้รับการยอมรับในความซื่อสัตย์สุจริต มีอำนาจในการตรวจสอบการทำงานของรัฐ และเสนอรายงานต่อนายกรัฐมนตรีและผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

การดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐ ควบคู่ไปกับเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง จะช่วยให้ การ “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ตามพระราชกระแสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกิดขึ้นเป็นจริง แต่หากปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชนแล้ว ไม่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะปรารถนาดีอย่างไร ก็ยากจะเข้าใจและเข้าถึงประชาชนได้ และบ่อยครั้งการพัฒนาที่นำไปให้กลับก่อผลตรงข้ามแก่ประชาชน ซึ่งทำให้เสียแนวร่วมไปในที่สุด

๔.จำกัดการปฏิบัติการของผู้ก่อความไม่สงบ
อาวุธสงคราม เช่น ปืน ระเบิด ตลอดจนรถมอเตอร์ไซค์ เป็นอุปกรณ์ในการก่อความรุนแรง ที่จำเป็นจะต้องมีการควบคุมเพื่อไม่ให้ผู้ก่อความไม่สงบทำงานได้สะดวก มาตรการที่น่าจะทำได้ก็คือ การควบคุมเส้นทางลำเลียงอาวุธสงครามและควบคุมการถือครองวัตถุต้องสงสัยอย่างเข้มงวดจริงจัง ดียิ่งกว่านั้นก็คือการประกาศให้ปืนเป็นอาวุธผิดกฎหมายและไม่ให้อยู่ในครอบครองของประชาชน เว้นแต่อยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น นอกจากนั้นควรมี การจัดระเบียบรถมอเตอร์ไซค์ด้วยการออกป้ายทะเบียนจำแนกตามอาชีพของเจ้าของ รวมทั้งให้รถของเจ้าหน้าที่รัฐแต่ละฝ่ายมีสีต่างกันเพื่อง่ายแก่การสังเกต

ขณะเดียวกันควรมีการจำกัดความเคลื่อนไหวของผู้ก่อความไม่สงบ ด้วยการตรวจจับรถยนต์อย่างละเอียด ตั้งแต่คู่มือจดทะเบียนรถ โดยเฉพาะรถที่จะไปหรือมาจากหมู่บ้านเป้าหมาย ในการตรวจนั้นแทนที่จะตั้งจุดตรวจถาวร ควรใช้การลาดตระเวนตรวจ โดยชุดปฏิบัติการมีคนที่พูดภาษาท้องถิ่นได้ นอกจากนั้นควรมีการตั้งโทรทัศน์วงจรปิดตามสถานที่ราชการที่ตกเป็นเป้าหมายของผู้ก่อความไม่สงบ

เงื่อนไขของสันติวิธี
กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบนั้นเปรียบเสมือนก้อนมะเร็งที่กำลังขยายตัวลุกลามเพราะสภาพร่างกายเอื้ออำนวย การรักษาโรคมะเร็งนั้นไม่ได้มีแค่การฉายแสง ฉีดเคมี และผ่าตัดเพื่อทำลายเซลมะเร็งเท่านั้น วิธีการดังกล่าวบ่อยครั้งไม่ได้ผล เพราะนอกจากจะหยุดการเติบโตของมะเร็งไม่ได้แล้ว ยังทำให้เซลปกติถูกทำลาย และเกิดผลข้างเคียงกับร่างกาย ปัจจุบันเราพบว่ามีอีกแนวทางหนึ่งซึ่งไม่ต้องทำลายเซลมะเร็งโดยตรง แต่สร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายให้เข้มแข็ง ซึ่งจะส่งผลให้เซลมะเร็งถูกขจัดไปในที่สุด วิธีดังกล่าวได้แก่การกินอาหารอย่างได้สมดุล การบริหารกายและใจ เช่น เล่นโยคะและทำสมาธิ ฯลฯ อีกวิธีหนึ่งซึ่งจัดอยู่ในแนวทางที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรงในการทำลายเซลมะเร็ง ได้แก่การควบคุมการขยายของเส้นเลือดเพื่อไม่ให้ไปเลี้ยงเซลมะเร็ง ซึ่งทำให้เซลมะเร็งขาดอาหารไปในที่สุด หรือการจัดการมิให้เซลมะเร็งสามารถลามไป “เกาะ” อวัยวะอื่นได้ วิธีการเหล่านี้จัดได้ว่าเป็น “สันติวิธี” เพราะไม่ได้มุ่งทำลายเซลมะเร็งโดยตรง แต่ก็ทำให้มะเร็งหดตัวได้ ในทำนองเดียวกัน การจัดการกับความไม่สงบก็มิได้มีแต่วิธีรุนแรงที่มุ่งกำจัดตัวผู้ก่อความไม่สงบเท่านั้น หากยังมีวิธีอื่นซึ่งมุ่งจัดการกับเงื่อนไขที่บ่มเพาะผู้ก่อความไม่สงบ รวมทั้งจัดการกับปัจจัยที่สร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ก่อความไม่สงบ ซึ่งในที่สุดทำให้ผู้ก่อความไม่สงบอ่อนกำลังลงไปเอง วิธีดังกล่าวมิใช่อะไรอื่นหากคือสันติวิธีนั่นเอง

อย่างไรก็ตามสันติวิธีจะได้ผลต้องอาศัยความอดทนเพราะมักไม่ให้ผลทันทีทันใด เนื่องจากไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ให้ผลในระยะยาวและยั่งยืนกว่า ในขณะที่วิธีรุนแรงนั้นดูเหมือนให้ผลทันใจเพราะเห็น “ผู้ร้าย” ตายไปต่อหน้าต่อตา แต่ปัญหาหาได้หมดไปไม่ ความรุนแรงยังคงอยู่ต่อไปและ “ผู้ร้าย” ก็ยังเกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ เพราะรากเหง้ายังคงอยู่ เหตุการณ์ในไอร์แลนด์เหนือและศรีลังกาซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า ๒๐ ปี น่าเป็นอุทธาหรณ์สอนใจว่าถึงที่สุดแล้ววิธีรุนแรงไม่ได้ช่วยให้ปัญหาสงบลงอย่างรวดเร็ว ตรงกันข้ามมักสงบลงช้ากว่าการแก้ด้วยสันติวิธีเสียอีก และในที่สุดก็หนีไม่พ้นที่ทุกฝ่ายจะต้องหันมาขึ้นโต๊ะเจรจาแทน

สันติวิธียังต้องการความคิดสร้างสรรค์ ที่กล้าคิดนอกกรอบ หรือกล้าคิดสิ่งที่นึกไม่ถึง (thinking the unthinkable) ชัยชนะของสันติวิธีหลายครั้งเกิดจากการคิดในสิ่งที่คนไม่คาดคิด เช่น การเดินเท้าเกือบ ๓๐๐ กิโลเมตรของคานธีเพื่อทำเกลือเอง (salt march) อันเป็นการต่อต้านกฎหมายของอังกฤษ ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ว่าเหตุการณ์ที่ดูเหมือนไม่มีพิษสงนี้สามารถสั่นคลอนจักรวรรดิอังกฤษอย่างถึงรากถึงโคน ในทำนองเดียวกันเมื่อผู้นำศาสนจักรคาทอลิกในฟิลิปปินส์ประกาศให้ประชาชนไปล้อมค่ายทหารเอาไว้ เพื่อเป็นกำแพงมนุษย์ขวางกั้นมิให้กองทัพของมาร์คอสเข้าไปบดขยี้ฝ่ายต่อต้านที่หลบไปลี้ภัยในค่ายดังกล่าว ปรากฏว่าผู้คนนับแสน ๆ ที่มีเพียงมือเปล่าและสายประคำสามารถต้านทานกองทัพอันทรงอานุภาพของมาร์คอส และเป็นจุดหักเหสำคัญที่ทำให้มาร์คอสหมดอำนาจและต้องลี้ภัยไปสหรัฐ

ในกรณีของไทย การที่รัฐบาลในสมัยคึกฤทธิ์ ปราโมช เดินทางไปเปิดสัมพันธไมตรีกับประเทศจีนในปี ๒๕๑๘ ทั้ง ๆ ที่กระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์ในประเทศกำลังเข้มข้นและยังมีการสู้รบกับพคท.อยู่นั้น จัดว่าเป็นการกระทำที่ล้ำยุคสมัยที่น้อยคนจะคาดคิด เวลานั้นรัฐบาล ถูกโจมตีอย่างรุนแรง อีกทั้งยังเป็นเหตุให้นายอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งเป็นปลัดกระทรวงการต่างประเทศในเวลานั้นถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ว่าการเปิดสัมพันธไมตรีกับจีนมีส่วนสำคัญในการสร้างความอ่อนแอให้แก่พคท.(ซึ่งอิงจีน)ในเวลาต่อมาจนต้องยุติการสู้รบกับรัฐบาล

สันติวิธีในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะได้ผลจำต้องอาศัยการกล้าคิดกล้าทำที่นอกกรอบหรือทวนกระแส ซึ่งอาจหมายถึงการประกาศนิรโทษกรรมแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐที่รับสารภาพว่าตนได้เคยก่อความรุนแรงที่นอกกฎหมาย การขออภัยอย่างเป็นทางการต่อความผิดพลาดของรัฐในอดีต การเปิดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด หรือการประกาศตั้งปัตตานีมหานคร เช่นเดียวกับกรุงเทพ ฯ หรือพัทยา เป็นต้น แน่นอนว่ามาตรการเหล่านี้มีความเสี่ยง แต่ต้องไม่ลืมว่าการไม่ทำอะไรเลยหรือการทำตามกรอบเดิม ๆ ที่เคยชินก็เป็นเรื่องที่เสี่ยงเหมือนกัน

แม้ว่ารัฐไทยจะคุ้นกับการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะเมื่อกระทบถึงความมั่นคงหรือความเป็นไทย (ดังกรณี ๖ ตุลา และพฤษภาหฤโหด) แต่ก็มีเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะใช้สันติวิธีแม้จะต้องเผชิญกับความรุนแรง กล่าวกันว่าเมื่อเกิดความขัดแย้งกรณีท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย เจ้าหน้าที่ระดับสูงพยายามผลักดันให้มีการประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อจะได้ใช้ความรุนแรงกับผู้ประท้วงได้สะดวก แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเวลานั้นไม่ร่วมมือโดยให้เหตุผลว่า “ผมเป็นพ่อเมือง ไม่อยากยื่นมีดให้ลูกคนละเล่มให้มาฆ่ากัน” และเมื่อมีการส่งกำลังตำรวจไปรักษาความสงบระหว่างการจัดประชาพิจารณ์กรณีท่อก๊าซไทย-มาเลเซียซึ่งเคยเกิดความรุนแรงมาครั้งหนึ่งแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่สงขลาปฏิเสธที่จะให้ผู้ใต้บังคับบัญชาพกพาอาวุธไปด้วย ทั้งยังบอกให้ตำรวจ “ยอมเจ็บ เพราะถ้าตำรวจไม่เจ็บ ชาวบ้านก็จะเจ็บ” ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อเร็ว ๆ นี้ แม้มีนาวิกโยธินถูกทำร้ายด้วยระเบิดจนล้มตายไปหลายคน แต่ผู้บังคับหน่วยบางหน่วยก็ยังขอให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอดทนอย่างถึงที่สุด ไม่บันดาลโทสะกับประชาชนหรือตอบโต้ด้วยอารมณ์ ทั้งนี้โดยให้เหตุผลว่า “ตอนนี้เรากำลังชดใช้กรรมที่บรรพบุรุษของเราได้เคยทำไว้ ...คิดเสียว่าถ้าใครถึงที่ตายก็ต้องตาย ถ้ายังไม่ถึงที่ก็ไม่ตาย”

เจ้าหน้าที่รัฐจำนวนไม่น้อยมีความอดทนอย่างยิ่ง และพร้อมใช้สันติวิธีเพื่อเอาชนะใจประชาชน นี้คือต้นทุนที่สำคัญยิ่งของสังคมไทย ปัญหาอยู่ที่ว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะใช้สันติวิธีเพียงใด และกล้าคิดนอกกรอบหรือไม่ ถ้าหากรัฐบาลมีความมุ่งมั่นและกล้าคิดกล้าทำนอกกรอบ ขณะเดียวกันประชาชนทั่วทั้งประเทศก็สนับสนุน การดับไฟใต้ด้วยสันติวิธีย่อมเป็นอันหวังได้อย่างแน่นอน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved