หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมชาติ >
โรงเรียนวัดของพระไพศาล
กลับหน้าแรก
 

โรงเรียนวัดของพระไพศาล
พระไพศาล วิสาโล
เชียงดาว 12-6-49


เราคงทราบดีว่าสถานที่แห่งนี้ คือดอยเชียงดาว มีความสำคัญในทางนิเวศวิทยาและอุดมสมบูรณ์ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นทั้งแหล่งต้นน้ำและทรัพยากรธรรมชาติอันมากมาย ขณะเดียวกันก็มีความสำคัญต่อจิตใจของผู้คนด้วย

ในสายตาของชาวบ้าน ดอยเชียงดาวมีคุณค่าทั้งในทางกายภาพหรือทางนิเวศวิทยา และในทางจิตใจหรือทางวัฒนธรรม พระภิกษุที่ชาวบ้านเคารพสักการะหลายท่าน เช่น ครูบา
ศรีวิชัย และพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ก็เคยใช้ชีวิตบางช่วงที่สำคัญในสถานที่แห่งนี้
ช่วงหนึ่งของพระอาจารย์มั่น ท่านได้มาบำเพ็ญกรรมฐานที่นี่ หลังจากนั้นครูบาอาจารย์หลายท่านซึ่งเป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ก็มาธุดงค์หรือบำเพ็ญกรรมฐานที่นี่ รวมทั้งหลวงปู่สิม ซึ่งได้มาตั้งวัดถ้ำผาปล่องอยู่บนดอยนี้

ที่จริง ไม่ใช่เฉพาะที่นี่ที่เดียวเท่านั้นเดียวที่มีความสำคัญในทางนิเวศวิทยาและในทางวัฒนธรรมหรือศาสนธรรม ธรรมชาติหลายแห่งในประเทศนี้มีคุณค่าสองด้านควบคู่กันตลอดเวลา คือด้านกายภาพและด้านจิตใจ เวลาชาวบ้านมองธรรมชาติเช่นป่าเขา เขาไม่ได้เห็นเป็นแหล่งวัตถุที่มีประโยชน์ในทางกายเท่านั้น แต่ยังเห็นเป็นสถานที่ที่มีคุณค่าทางจิตใจ ซึ่งแม้จะมองไม่เห็น แต่สามารถรับรู้ได้ด้วยใจ พูดให้ชัดเจนก็คือ ชาวบ้านเห็นว่าป่าไม่ใช่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่ป่ายังเป็นที่อยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขานับถือด้วย เช่น เทพารักษ์ หรือเจ้าป่าเจ้าเขา

แม้แต่นาข้าวก็มิได้มีแต่ต้นข้าวหรือรวงข้าวที่เลี้ยงชีวิตของเราให้เติบโตเท่านั้น แต่ยังมีแม่โพสพซึ่งชาวบ้านนับถือสถิตอยู่ด้วย ในทำนองเดียวกัน แม่น้ำลำห้วยก็ไม่ได้ประกอบไปด้วยน้ำซึ่งสามารถกินหรือใช้เท่านั้น แต่ยังมีพระแม่คงคาที่สามารถปกปักรักษาแหล่งน้ำให้อุดมสมบูรณ์

ทัศนคติเช่นนี้ส่วนหนึ่งสะท้อนถึงแนวคิดและประเพณีทางด้านพุทธศาสนา อาทิ ประวัติของพระพุทธศาสนานั้นแยกไม่ออกจากธรรมชาติ เริ่มตั้งแต่ประวัติของพระพุทธเจ้า พระองค์ไม่เพียงประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานใต้ต้นไม้ แต่ยังทรงสอนธรรมท่ามกลางธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ตลอด ๔๕ พรรษา เพราะฉะนั้นต้นไม้และธรรมชาติจึงมีความหมายในทางวัฒนธรรมสำหรับคนไทยที่นับถือพุทธศาสนา

ทัศนคติเช่นนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะชาวพุทธเท่านั้น ถ้ามองให้กว้างแล้ว ทัศนคติที่ตระหนักถึงคุณค่าทางจิตใจของธรรมชาติ เป็นทัศนคติที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกชาติทุกภาษามาเป็นเวลาช้านาน แต่เพิ่งจะเปลี่ยนไปเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง


ธรรมชาติเป็นวัตถุ

คุณประโยชน์หรือคุณค่าของธรรมชาติในส่วนที่สัมพันธ์กับมนุษย์อย่างแรกที่เห็นได้ชัดคือ คุณประโยชน์ในทางวัตถุหรือทางกายภาพ ได้แก่ปัจจัยสี่ ธรรมชาติให้อาหาร ให้ยารักษาโรค ให้วัสดุที่ใช้ทำเป็นอาคารบ้านเรือน รวมทั้งให้วัสดุที่ใช้เป็นเสื้อผ้า

ประโยชน์ในส่วนนี้รวมไปถึงการให้ออกซิเจน ให้อากาศ ให้น้ำ รวมทั้งให้วัสดุที่เป็นประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม ประโยชน์ในส่วนนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ผลักดันให้เกิดขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติและการปกป้องสิ่งแวดล้อมขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์ป่า รักษาแหล่งน้ำ หรือการปกป้องสัตว์บางชนิดมิให้สูญพันธุ์ เช่น วาฬ โลมา หรือฉลาม รวมทั้งมีการรณรงค์เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก เพราะถ้าหากโลกร้อนขึ้นมากกว่านี้ จะเกิดวิกฤตการณ์ทางด้านสิ่งแวดล้อม ฝนแล้ง น้ำท่วม โรคระบาด ซึ่งเป็นเรื่องที่เราทราบกันดี

ธรรมชาติน่าพิศวง
แต่ว่าประโยชน์ของธรรมชาติไม่ได้มีเท่านี้ เราคงทราบดีว่าธรรมชาติยังมีประโยชน์ในทางนามธรรม นั่นคือประโยชน์ในทางจิตใจ เช่นเมื่อได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม เราย่อมรู้สึกเป็นสุข การได้ชื่นชมความงดงามของธรรมชาติหรือได้เห็นทิวทัศน์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ เป็นความสุขอย่างหนึ่งของมนุษย์

ด้วยเหตุนี้เราจึงอยากท่องป่าเพื่อจะได้เห็นน้ำตกที่ตระการตา เราไปเที่ยวทะเลเพราะอยากจะเห็นดวงอาทิตย์ดวงกลมโตลอยขึ้นจากขอบฟ้าหรือลับหายไปในทะเล เราอยากขึ้นไปบนยอดเขาเพื่อจะได้เห็นทะเลหมอกสุดสายตา หรือเที่ยวทุ่งทานตะวันที่เหลืองอร่ามละลานตา เราอยากไปแม้กระทั่งแกรนด์แคนยอนเพื่อจะได้เห็นทัศนียภาพที่ใหญ่โตมโหฬาร ธรรมชาติมีเสน่ห์สำหรับเราเพราะเต็มไปด้วยความงดงาม น่าตื่นตาตื่นใจ และความพิศวงอลังการ

นี้คือคุณค่าทางนามธรรมของธรรมชาติซึ่งเราทุกคนรับรู้ดีและไม่อาจปฏิเสธได้ คุณค่าดังกล่าวเป็นที่มาของวัฒนธรรมต่างๆ ของมนุษย์ เช่น ภาพวาด บทเพลง บทกวี วรรณกรรมสถาปัตยกรรม รวมทั้งประเพณีและเทศกาลต่าง ๆ

ธรรมชาติสงบใจ
แต่ถ้าจะถามว่าคุณค่าของธรรมชาติมีเพียงเท่านี้หรือ พุทธศาสนาเห็นว่ายังมีมากกว่านั้น คุณค่าอย่างที่สามคือความสงบทางจิตใจ

ความสงบทางจิตใจเป็นภาวะที่ต่างจากความรู้สึกในข้อที่สอง คือความเพลิดเพลินใจหรือความตื่นตาตื่นใจ ซึ่งเป็นลักษณะของจิตที่ถูกกระตุ้นเร้าให้ฟูฟ่องหรือบรรเจิด ส่วนความสงบทางจิตใจนั้นเป็นภาวะที่สุขุมและปลอดจากสิ่งเร้าเย้าย้วน จึงประณีตกว่าความตื่นตาตื่นใจ
ในขณะที่คุณค่าประเภทที่สองเกิดจากการเร้าจิตกระตุ้นใจด้วยภาพ ด้วยเสียง ด้วยกลิ่นที่แปลกใหม่ชวนพิศวง คุณค่าประเภทที่สามช่วยกล่อมใจให้สงบลงและลุ่มลึกขึ้น

คุณค่าส่วนนี้ผู้คนไม่ค่อยตระหนักมากนัก เพราะไปติดอยู่กับความเพลิดเพลินตื่นตาตื่นใจ อยากเห็นสิ่งสวยงาม อยากเห็นสิ่งบันเทิงใจ หลงใหลอยู่กับสีสรรพ์ที่เย้ายวนใจ และมักจะหยุดอยู่เพียงแค่นั้น พอได้เห็นก็อยากจะถ่ายรูปเก็บเอาไว้ หรือยิ่งกว่านั้นก็คือสนใจจะใช้ธรรมชาติที่งดงามเป็นเพียงแค่ฉากหลังในการพูดคุย หยอกล้อ สนุกสนาน หรือกินเหล้า จึงไม่สามารถไปถึงหรือสัมผัสกับความสงบทางจิตใจได้

อาตมาเชื่อว่าเราทุกคนต้องการความสงบใจ แต่บ่อยครั้งก็ไม่ง่ายที่ใจจะสงบ เพราะมีสิ่งรบกวนใจ และใจก็ชอบฟุ้งซ่าน แต่เมื่อเรามาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติใหม่ๆ หรือ ๒-๓ วันแรก อาจจะกระสับกระส่าย รู้สึกหงอยเหงา แต่หลังจากนั้น โดยเฉพาะเมื่อไม่มีโทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่น MP3 หรือ iPod เราจะค่อยๆ รู้สึกถึงความสงบในจิตใจ นี้เป็นธรรมชาติของใจที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ หากอยู่ท่ามกลางธรรมชาติภายนอกที่เงียบสงบ โดยไม่หาอะไรมาเร้าจิตกระตุ้นใจให้ฟูฟ่องหรือฟุ้งซ่าน

ธรรมชาติเป็นสถานที่ที่สามารถน้อมใจเราให้สงบได้ มิใช่เป็นเพียงสถานที่ที่ให้ความสนุกสนานแก่เราเท่านั้น คนทั่วไปมักเข้าใจว่าความสนุกคือความสุข แต่ถ้าได้สัมผัสกับความสงบ จะพบว่าความสงบนั้นให้ความสุขที่ละเอียดประณีตกว่าความสนุกมาก
เราสามารถสัมผัสกับความสงบได้เมื่อพินิจดวงจันทร์ยามค่ำคืน เมื่อได้เห็นแสงจันทร์ลูบไล้ยอดเขา หรือเห็นดวงอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำลับทะเล หรือเห็นสายน้ำไหลผ่านหุบเขาอย่างช้าๆ ภาพเหล่านี้สามารถบันดาลใจเราให้สงบมากกว่าที่จะกระตุ้นความตื่นตาตื่นใจหรือความเพลิดเพลินใจ

แต่บางทีความสงบก็เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยทัศนียภาพอันงดงามในธรรมชาติ ใจเราสามารถสงบได้เพียงเมื่ออยู่ในป่าเขียวครึ้มธรรมดาๆ หรือเมื่อมองดูดาวในคืนเดือนมืด โดยไม่จำเป็นต้องมีดาวหางมาพาดผ่านเพื่อให้เราตื่นตาตื่นใจ เพียงดาวที่กะพริบวับ ๆ อย่างไร้สรรพสำเนียงกลางท้องฟ้าก็สามารถให้ความสุขแก่เราได้ เป็นความสุขที่ไม่ต้องอาศัยการกระตุ้นเร้าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่เกิดจากการที่จิตใจเราได้ซึมซับความสงบจากธรรมชาติเข้ามา นี้คือคุณค่าจากธรรมชาติที่เราควรจะได้สัมผัส

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงแนะให้พระภิกษุไปบำเพ็ญสมณธรรมในป่า การเดินธุดงค์ในป่า หรือใช้ชีวิตในป่า จึงเป็นประเพณีทางพุทธศาสนาที่สืบต่อกันเรื่อยมานับแต่สมัยพุทธกาล เมื่อได้อยู่ในป่า ความสงบในธรรมชาติจะช่วยน้อมใจท่านเหล่านั้นให้นิ่งสงบตามไปด้วยจนเกิดเป็นสมาธิขึ้นมา ในยามที่จิตเรานิ่ง บังเกิดความสงบ เราจะพบว่าความสุขจากวัตถุนั้นมีเสน่ห์น้อยลงมาก และมีความสุขที่ประเสริฐกว่าการเสพหรือการได้ครอบครองวัตถุ นั่นคือความสงบใจ ความสุขชนิดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อปลอดพ้นจากสิ่งล่อเร้าเย้ายวนทางกาย เมื่อบังเกิดความสงบใจขึ้นมา เราจะรู้สึกเต็มอิ่มกับชีวิต ไม่ปรารถนาที่จะดิ้นรนแข่งขันเพื่อแสวงหาสิ่งเสพ

ธรรมชาติให้ปัญญา
ความสงบใจคือคุณค่าจากธรรมชาติที่เราอาจจะเคยรับรู้มาบ้าง หรือได้สัมผัสด้วยตนเองมาแล้ว แต่คุณค่าของธรรมชาติจะมีเพียงเท่านี้ก็หาไม่ ยังมีประโยชน์ที่ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง เป็นประโยชน์หรือคุณค่าชั้นที่สี่

ในทางพุทธศาสนา เมื่อความสงบเกิดขึ้น ก็สามารถเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา เกิดความสว่างในจิตใจขึ้นได้ ไม่ใช่แค่ความสงบเท่านั้น ปัญญาเป็นสิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากธรรมชาติ ธรรมชาติสามารถสอนเราเกี่ยวกับสัจธรรมหรือความจริงเกี่ยวกับชีวิตได้ เช่นใบไม้ที่ปลิดขั้วและร่วงลงมาอาจทำให้เราตระหนักถึงความไม่เที่ยงของชีวิต มีพระบางรูปที่บรรลุธรรมเมื่อพิจารณาดอกบัวที่ตูมแล้วก็ร่วงโรย บางท่านเห็นพยับแดดที่เต้นอยู่บนพื้นดินกลางแดดก็บรรลุธรรมได้ เพราะตระหนักถึงมายาภาพของสังขาร หรือความลวงแห่งตัวตน

เช่นเดียวกันมีบางท่านเมื่อเห็นเงาของดวงจันทร์หรือต้นไม้บนผิวน้ำ ก็เข้าใจเรื่องอนัตตา คือการไม่มีตัวตน สิ่งที่เห็นด้วยตานั้นหาได้มีตัวตนเป็นแก่นแท้ไม่ แม้แต่หยดน้ำค้างหยดเดียว ก็สามารถเปิดเผยสัจธรรมทุกแง่มุมของชีวิต โคบายาชิ อิสสะ (ค.ศ. 1763-1827) กวีชาวญี่ปุ่นเคยเขียนไว้ว่า “พุทธธรรม เปล่งประกาย ในหยดน้ำหยาดใบ”

ธรรมชาติยังอาจเตือนเราให้ตระหนักว่ามนุษย์เราช่างเล็กน้อยกระจิริด ยามเมื่ออยู่กลางทะเลภูเขา หรือเพ่งพินิจแผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยดวงดาว เราจะรู้สึกได้ว่าตัวเราไม่ได้ยิ่งใหญ่เลย การเอาตัวเป็นศูนย์กลางของโลกช่างเป็นความเขลาโดยแท้ เพราะแท้จริงเราก็ไม่ต่างจากมดหรือฝุ่นในอวกาศ นี้คือความจริงที่เรามักจะมองข้ามไป

บางครั้งธรรมชาติก็สอนเราว่า อิสรภาพหรือเสรีภาพไม่ได้เกิดขึ้นจากการครอบครองวัตถุ นกนั้นมีเพียงปีกสองข้างก็สามารถไปไหนมาไหนได้อย่างเสรี เห็นนกแล้วก็น่าหัวเราะตัวเองที่ขนข้าวของเต็มรถเพื่อไปท่องเที่ยว เราเรียกการกระทำเช่นนั้นว่าอิสรภาพในการเดินทาง แต่แท้จริงแล้วการครอบครองวัตถุกลับทำให้เรามีเสรีภาพน้อยลงด้วยซ้ำ

เคยมีพระราชาคณะท่านหนึ่งถามพระอาจารย์มั่นว่า ท่านไม่ได้ร่ำเรียนในทางปริยัติ ตำรับตำราก็อ่านน้อย แต่ท่านเข้าใจธรรมะและสอนธรรมะได้อย่างไร พระราชาคณะท่านนี้เป็นพระชั้นสมเด็จ จบประโยค ๙ ท่านไม่เข้าใจว่าพระที่เอาแต่ธุดงค์ในป่าจะเข้าใจธรรมะได้อย่างไร พระอาจารย์มั่นตอบว่า “สำหรับผู้มีปัญญา ธรรมะมีอยู่ทุกหย่อมหญ้า” พระอาจารย์มั่นเข้าใจธรรมะได้อย่างลึกซึ้ง ส่วนหนึ่งก็เพราะท่านเรียนจากธรรมชาติในป่านั่นเอง พวกเราก็เช่นกันสามารถเรียนธรรมะได้จากธรรมชาติ หากรู้จักมองให้เป็น ก็เห็นธรรมะได้ในทุกที่

ธรรมะกับธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งเดียวกัน ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนาจึงให้ความสำคัญกับธรรมชาติมาก จนเรียกว่าสนิทแนบแน่นกับธรรมชาติ

ท่าทีต่อธรรมชาติเช่นนี้ให้ประโยชน์แก่อาตมามาก ไม่เฉพาะในฐานะเป็นพระเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าแก่อาตมาในฐานะที่ทำงานทางสังคม ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาหลายด้าน ไม่ว่าการอนุรักษ์ธรรมชาติ สันติภาพ สันติวิธี สิทธิมนุษยชน ในการทำงานเพื่อสังคม อาตมาพบว่าถ้าจะทำงานให้ได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีรากฐานภายในที่มั่นคงเข้มแข็งและหยั่งลึก

ไม่ต่างจากต้นไม้ใหญ่
ชีวิตของเราก็ไม่ต่างจากต้นไม้ ต้นไม้จะเติบใหญ่ แทงยอดสูงขึ้นไปเรื่อยๆ และแผ่กิ่งก้านออกไปได้กว้างเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับรากใต้ดินว่าจะหยั่งลึกและแผ่กว้างไปได้แค่ไหน เวลาเรามองเห็นต้นไม้ใหญ่ เรารู้สึกทึ่งที่ต้นไม้เหล่านั้นมีเรือนยอดหนาครึ้ม กิ่งก้านก็แผ่กว้างมาก แต่เราอาจไม่รู้ว่าที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะมันมีรากที่หยั่งลึกและแผ่กว้างอยู่ใต้ดิน ถ้ารากไม่หยั่งลึก ลำต้นก็ไม่อาจพุ่งขึ้นสูงได้ และถ้ารากไม่แผ่กว้าง กิ่งก้านก็ไม่อาจขยายใหญ่ได้ ต้นไม้จะไม่สามารถทนทานต่อลมพายุหรือให้สัตว์นานาชนิดมาพึ่งพาอาศัยได้เลย

ในฤดูแล้ง ต้นไม้ใหญ่ๆ ยังเขียวสดอยู่ได้ ขณะที่ไม้ล้มลุกเหี่ยวแห้งตายไป ในเมืองไทย แม้ฤดูร้อน แดดจะแรง อากาศจะร้อนแค่ไหน และถึงจะไม่มีฝนตกลงมา ต้นไม้ใหญ่ๆ ในป่าก็ยังเขียวสด ไม่ทิ้งใบร่วงหล่น นั่นเป็นเพราะมันมีรากที่หยั่งลึกไปถึงตาน้ำใต้ดิน จึงดูดน้ำมาเลี้ยงลำต้น กิ่ง ก้าน และใบได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องพึ่งฝน แถมยังสามารถเป็นที่อาศัยของสัตว์ป่าได้ด้วย

อาตมาได้เรียนรู้อะไรจากต้นไม้เหล่านี้ ต้นไม้เหล่านี้สอนว่า ถ้าชีวิตด้านในของเรามีความลุ่มลึกเพียงพอ เราก็สามารถหยั่งลงไปถึงความสุขอันลึกซึ้งที่อยู่กลางใจได้ ความสุขจากกลางใจนี้แหละที่จะช่วยหล่อเลี้ยงเราให้สามารถทำงานได้อย่างมั่นคงและมีความสุข โดยไม่ต้องพึ่งพาวัตถุภายนอก คนเรานั้นประกอบด้วยสองส่วน คือชีวิตด้านนอก ได้แก่การทำงาน การประกอบอาชีพ การติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น อีกส่วนคือชีวิตด้านใน ซึ่งมองไม่เห็น แต่เป็นรากฐานที่สำคัญของชีวิตด้านนอก เหมือนรากไม้ที่ค้ำจุนและหนุนส่งให้ลำต้นสูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาได้กว้าง ชีวิตด้านนอกของเรา ต้องอาศัยชีวิตด้านใน งานการภายนอกไม่อาจเจริญก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน ถ้าชีวิตด้านในไม่ลึกพอ เหมือนกับต้นไม้ ถึงแม้ลำต้นจะสูงใหญ่ แต่รากไม่ลึก พอโดนพายุ ก็โค่นลงมาได้

การมีชีวิตด้านในที่หยั่งลึกจนค้นพบความสุขภายใน ทำให้เราสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ในชีวิตและการทำงานได้ เราอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ เราอาจประสบความล้มเหลว แต่เราก็ยังสามารถเป็นสุข เบิกบาน และเข้มแข็งได้ ก็เพราะลึกลงไปภายในเราสามารถเข้าถึงความสุขที่ประณีตลึกซึ้งได้ คนส่วนใหญ่จะมีความสุขได้ก็ต้องอาศัยปัจจัยภายนอก เช่น เงินทอง ทรัพย์สมบัติ คำชม ชื่อเสียง หรือผู้คนที่ห้อมล้อม สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา และง่ายด้วย หากเราเอาความสุขไปฝากไว้กับสิ่งซึ่งป็นความสุขที่ไม่ยั่งยืนเหล่านี้ ชีวิตเราจะผันผวนปรวนแปรอยู่เสมอ หาความสงบได้ยาก แต่ถ้าเราสามารถเข้าถึงต้นตอแห่งความสุขที่อยู่กลางใจเรา เราสามารถมีชีวิตที่เป็นสุข แม้จะไม่ร่ำรวย แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ ประสบความล้มเหลว ผู้คนเข้าใจผิด เปรียบเสมือนต้นไม้ในหน้าร้อน แม้จะไม่มีฝน แดดก็ร้อน แต่ก็ยังเขียวอยู่เสมอ เพราะมีรากที่หยั่งลึกถึงตาน้ำใต้ดิน

ด้วยเหตุนี้เราจึงควรพัฒนาชีวิตด้านในของเราให้มีรากที่หยั่งลึก เพื่อค้ำจุนและหนุนส่งชีวิตและกิจกรรมภายนอกให้เจริญงอกงามอย่างยั่งยืน นี้แหละคือคุณค่าของศาสนธรรม

อาตมาเองได้เรียนรู้จากต้นไม้มากเมื่อได้มาอยู่ป่า อย่างหนึ่งที่ได้เรียนจากต้นไม้ก็คือ ต้นไม้สามารถเปลี่ยนซากพืชซากสัตว์ให้กลายเป็นดอกไม้สวยงาม และเปลี่ยนขยะปฏิกูลให้กลายเป็นผลไม้ที่เอร็ดอร่อย อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนแดดที่ร้อนให้กลายเป็นร่มเงาที่เย็นสบาย คนเราก็เช่นกัน ควรรู้จักเปลี่ยนอุปสรรคให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ช่วยให้เราฉลาดและเข็มแข็งขึ้น ควรรู้จักเปลี่ยนคำวิพากษ์วิจารณ์ให้กลายเป็นคำชี้แนะในการปรับปรุงตัว ควรรู้จักเปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นบทเรียนสำหรับสร้างสุข ไม่ใช่ปล่อยให้อุปสรรคและความทุกข์มากระทำกับเราจนแทบจะปางตาย

ไม่แน่นอน/ไม่เที่ยงในทุกสิ่ง
ในฐานะของคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสังคม อาตมาพยายามเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์และความผันผวนปรวนแปรในชีวิตและในโลกรอบตัว การที่จะทำเช่นนั้นได้ สมาธิภาวนาเป็นสิ่งสำคัญมาก เราเจริญสมาธิภาวนาก็เพื่อความสงบใจเป็นประการแรก สงบด้วยการอยู่ในป่าที่สงัด ต่อมาก็สงบเพราะมีสติรู้เท่าทันอารมณ์อกุศลต่างๆ เช่น ความโกรธ ความเกลียด ความผิดหวัง ความหดหู่เศร้าหมอง เมื่อรู้ทันอารมณ์เหล่านั้นแล้ว ก็สามารถปล่อยวางได้ ไม่เก็บมาให้ค้างคาหรือหมักหมมในใจ

ใหม่ๆ เราสงบได้เพราะรอบตัวเรานั้นสงบสงัด ปราศจากสิ่งรบกวน ธรรมชาติ เช่น ป่า
ทะเล ภูเขา เป็นสถานที่ที่ให้ความสงบสงัดแก่เราได้ เมื่อเราซึมซับความสงบจากธรรมชาติ ใจเราก็จะสงบตามไปด้วย แต่ถ้าหากรอบตัวเรานั้นอึกทึกวุ่นวาย ใจของเราก็ยากจะสงบได้
แต่เมื่อเราเรียนรู้ที่จะรักษาใจให้สงบด้วยสติหรือความรู้ตัวทั่วพร้อม เราก็สามารถสงบใจได้แม้จะอยู่ในเมืองหรือท่ามกลางผู้คน ความสงบที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ใจ สิ่งแวดล้อมเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น แต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด

เมื่อใจสงบ เราก็สามารถพัฒนาปัญญาให้เกิดขึ้นได้ ส่วนหนึ่งก็ด้วยการพินิจธรรมชาติ จนแลเห็นความไม่เที่ยงในทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว และเห็นกระทั่งความไม่เที่ยงของตัวเรา การเห็นที่หยั่งลึกไปถึงใจ มิใช่แค่ความคิด จะช่วยให้เราปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่นสิ่งต่างๆ แม้กระทั่งละวางความยึดถือตัวตนได้ในที่สุด

พิจารณาให้ดี ความไม่เที่ยงในธรรมชาติกับความไม่เที่ยงของชื่อเสียง ทรัพย์สมบัติ ความสำเร็จ หรือชีวิตของเรา ทั้งหมดตกอยู่ภายใต้กฎอนิจจังเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อเรามีชื่อเสียง เมื่อผู้คนสรรเสริญชื่นชมเรา เราพึงตระหนักว่าชื่อเสียงและคำสรรเสริญจะไม่อยู่กับเราไปตลอด มันจะต้องแปรเปลี่ยนไป ชื่อเสียงอาจกลายเป็นความอื้อฉาว คำสรรเสริญอาจกลายเป็นคำนินทา ความแข็งแรงกลายเป็นความเจ็บป่วย ความสำเร็จกลายเป็นความล้มเหลว มีบางคนพูดไว้น่าสนใจว่า ความสำเร็จคือความล้มเหลวในระยะยาว หรือความสำเร็จคือความล้มเหลวที่ยังไม่ปรากฏ พระพุทธเจ้าก็ตรัสเช่นกันว่า ความเจ็บป่วยมีอยู่ในความไม่มีโรค ความแก่มีอยู่ในความหนุ่มสาว และความตายมีอยู่ในชีวิต สิ่งที่ดูเหมือนอยู่ตรงข้ามกันนั้น แท้จริงไม่ได้แยกจากกัน ถ้าเราเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ เราจะไม่หลงเพลิดเพลินในชื่อเสียง สุขภาพ ความร่ำรวย ความสำเร็จ เพราะเรารู้ดีว่าไม่ช้าไม่นานมันก็จะกลายเป็นตรงกันข้าม

มีคนถามอาตมาว่า ทำอย่างไรถึงจะไม่ทุกข์เวลาถูกต่อว่า อาตมาตอบว่า ก็อย่าไปดีใจเวลามีคนชมเรา เพราะถ้าเราดีใจเวลามีคนชม ก็ย่อมเสียใจเวลาถูกตำหนิ มันเป็นของคู่กัน ในทำนองเดียวกัน ถ้าคุณหลงระเริงเวลาได้รับชัยชนะ คุณก็จะคร่ำครวญเสียใจเวลาประสบความพ่ายแพ้ คนที่หัวเราะเสียงดัง ก็มักจะร้องไห้เสียงดังเช่นเดียวกัน ยิ่งอยู่สูงเท่าไหร่ เวลาตกลงมาก็เจ็บมากเท่านั้น เมื่อรู้ว่าบวกกับลบเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน และมันสามารถเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้ เราก็จะวางใจเป็นปกติได้มากขึ้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเรา ดีหรือชั่ว บวกหรือลบ เราจะนิ่งได้มากขึ้น

นี้แหละคือความสงบ ความสงบเป็นสิ่งที่เราเข้าถึงได้จากสมาธิภาวนา และสามารถเรียนรู้จากสัจธรรมในธรรมชาติ โดยส่วนตัวของอาตมา วิธีการเหล่านี้ช่วยให้เผชิญกับความผันผวนปรวนแปรในชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการทำงาน ไม่ผิดหวังง่ายเวลาเจอสิ่งที่ไม่น่าพึงพอใจ

มีบางคนถามอาตมาว่า ชีวิตแบบนี้ไม่น่าเบื่อหรือ? สำหรับอาตมา ชีวิตอย่างนี้ไม่น่าเบื่อเลย เพราะความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ใจ มิใช่จากวัตถุหรือสิ่งแวดล้อมภายนอก ความสุขที่มาจากภายในนั้นยั่งยืนกว่าความสุขที่มาจากภายนอก

พุทธศาสนามองว่า ธรรมชาติภายในกับธรรมชาติภายนอกมิได้แยกจากกัน ปรากฏการณ์หรือความจริงในธรรมชาติ ในป่า หรือในท้องทะเล กับความจริงภายในจิตใจของเรา จึงใกล้ชิดกันมาก ดังนั้นเมื่ออาตมาสอนสมาธิภาวนาแก่คนในเมือง อาตมาแนะให้เขาหัดสังเกตและชื่นชมธรรมชาติในชีวิตประจำวันหรือแม้แต่บนท้องถนน เพราะเฟิร์นที่เขียวสดใสซึ่งขึ้นอยู่ตรงซอกตึก หรือดอกไม้แรกแย้มข้างถนน ก็สามารถชูใจเราให้ชื่นบานได้ หากใจเราพร้อมจะเปิดรับความสดชื่นจากธรรมชาติ

หากเราเปิดรับธรรมชาติ แม้จะอยู่ในคุก ใจเราก็สามารถเป็นอิสระได้ สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง มีบางคนที่ถูกจองจำในค่ายกักกันชาวยิวที่เอาชวิตซ์ คนเหล่านี้ถูกขังอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายราวกับนรก แต่เขาสามารถเอาชีวิตรอดมาได้ หลายคนบอกว่าเขามีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป ก็เพราะได้เห็นดอกไม้สดใสจากหน้าต่าง หรือเห็นนกร้องเจื้อยแจ้วท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ สิ่งที่เขาได้เห็นทำให้เขามีพลังที่จะฟันฝ่าอุปสรรคที่ยากเย็นแสนเข็ญมาได้ในที่สุด ผู้หญิงคนหนึ่งเล่าว่า ขณะที่เธอกำลังจะตายนั้น เธอเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งทางหน้าต่าง ต้นไม้ต้นนี้มีดอกตูมอยู่ ๒ ดอก เธอเล่าว่าต้นไม้ต้นนี้ให้กำลังใจเธอ และทำให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อไปจนได้รับอิสรภาพ

การได้เห็นต้นกล้าต้นน้อยๆ แทงยอดพ้นดินที่แข็งกระด้าง เป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนสามารถเอาชนะความท้อแท้ และเพียรต่อสู้จนประสบความสำเร็จ นี้คือคุณค่าที่ประมาณมิได้จากธรรมชาติ

ธรรมจากธรรมชาติ
นอกจากความจริงเกี่ยวกับชีวิตแล้ว ธรรมชาติยังสอนถึงจริยธรรม คือสิ่งที่ควรดำเนิน หรือควรประพฤติปฏิบัติ ทั้งกับตนเองและกับผู้อื่น

พระพุทธเจ้าเคยแนะให้เราดูตัวอย่างจากผีเสื้อว่า ผีเสื้อดูดน้ำหวานจากดอกไม้ แต่ไม่เคยทำให้ดอกไม้บอบช้ำหรือเสียสี มนุษย์เราก็ควรปฏิบัติกับธรรมชาติแบบนั้นเหมือนกัน คือเราแสวงหาประโยชน์จากธรรมชาติ แต่เราก็ไม่ทำลายธรรมชาติ

เราสามารถเรียนรู้ความเสียสละและความไม่เห็นแก่ตัวของผึ้ง ของมด หรือความขยันอย่างไม่ลดละของแมลงเล็กๆ เหล่านี้ มีหลายคนที่ท้อแท้ท้อถอย แต่เมื่อเห็นแมลงเหล่านี้ทำงานก็เกิดความเพียรพยายามขึ้นมา เอาชนะอุปสรรคได้ในที่สุด

มีพระบางรูปที่ท้อแท้ในการขัดเกลากิเลสของตนเอง วันหนึ่งท่านเห็นช้างตกหล่ม ช้างตัวนั้นพยายามขึ้นจากหล่มให้ได้ ผ่านไปเป็นชั่วโมงๆ ช้างตัวนั้นก็ไม่ยอมลดละความพยายาม ท่านเห็นเช่นนั้น ก็ได้คิดว่าแม้แต่สัตว์ยังไม่ยอมแพ้ เราเป็นมนุษย์ ควรแล้วหรือที่จะท้อถอยง่ายๆ ดังนั้นท่านจึงรวบรวมพลังเพียรพยายาม จนกระทั่งสามารถเอาชนะกิเลสตัณหาของตัวเองได้

บางครั้งเรายังสามารถเรียนรู้ได้จากต้นไม้ต้นเล็กๆ เมื่อปีที่แล้วอาตมาจัดธรรมยาตรา มีการเดินเท้าผ่านชุมชนต่าง ๆ บนภูโค้ง จังหวัดชัยภูมิ เราเดินกันกลางแดดเจ็ดวันเต็มๆ แดดก็แรง อากาศก็ร้อน คนเดินทั้งร้อนทั้งเหนื่อย จนเดินกันไม่เป็นขบวน แต่มีช่วงหนึ่งพวกเราเดินผ่านต้นประทัดจีนซึ่งขึ้นอยู่ริมทางเป็นต้นเล็กๆ ค่อนข้างแบบบาง ที่สะดุดใจคือ ดอกของเขาแดงสด และที่สำคัญบานกลางแดดที่ร้อน มิหนำซ้ำยังหันดอกไปทางพระอาทิตย์ รับแดดเข้าไปเต็มที่ ไม่มีทีท่ากลัวแดดเลย แถมชอบด้วยซ้ำ ดอกประทัดจีนแผ่กลีบบานเต็มที่สีแดงสด เหมือนกับจะยิ้มรับแดด

เราเห็นแล้วก็เกิดกำลังใจขึ้นมาทันที ขนาดดอกไม้ที่แสนแบบบางยังไม่กลัวแดดเลย แล้วเราจะทำใจห่อเหี่ยวเพราะแดดได้อย่างไร เราพบว่าเราสามารถเรียนรู้จากต้นไม้ได้มากมาย ต้นไม้เป็นครูที่วิเศษ เวลาต้นไม้เจอแดด นอกจากจะไม่กลัวแดดแล้ว ยังเปลี่ยนแดดให้กลายเป็นร่มเงา คนเราเวลาเจออุปสรรค ควรเรียนจากต้นไม้ นั่นคือพยายามเปลี่ยนอุปสรรคให้กลายเป็นประโยชน์ เปลี่ยนทุกข์ให้กลายเป็นสุขให้ได้

เวลาอยู่วัด อาตมาจะพักที่ศาลากลางน้ำ ทุกๆ ปีราวๆ เดือนตุลาคม จะมีนกกระเต็นตัวหนึ่งมาเยี่ยมเยียน เขามาตัวเดียว ทั้งวันจะเกาะบนก้านบัวกลางสระ แดดก็ร้อน แต่นกกระเต็นเกาะอย่างเงียบสงบ ไม่ทีท่าว่าทุกข์ร้อน อาตมาเห็นแล้วก็ละอายใจ เพราะบางครั้งอาตมาก็ทนอยู่คนเดียวไม่ได้ จะรู้สึกเหงาหรือกระสับกระส่าย แต่กระเต็นน้อยอยู่เอกาอย่างเป็นสุข เวลาเจอแดดร้อนๆ อาตมาก็ทนได้ไม่นาน แต่นกกระเต็นเกาะก้านบัวอย่างสงบราวกับฤาษี เวลาจับปลาได้ แม้จะตัวเล็กแค่ไหน นกกระเต็นตัวนี้ก็จะดีใจและพอใจกับปลาที่หามาได้ แต่อาตมา บางครั้งก็ไม่พอใจกับสิ่งที่มี อยากได้ที่ดีกว่านั้น มากกว่านั้น ใหญ่กว่านั้น หรือทันสมัยกว่านั้น เช่น คอมพิวเตอร์ แต่นกกระเต็นตัวนี้พอใจทุกอย่างที่ได้ มีความสุขที่อยู่เอกา เวลาอาตมาเป็นทุกข์ขึ้นมาแล้วนึกถึงกระเต็นตัวนี้ ก็จะรู้สึกดีขึ้น อาตมาเรียนรู้หลายอย่างจากกระเต็นตัวนี้ จึงถือว่ากระเต็นตัวนี้เป็นครูด้วยเหมือนกัน ครูของอาตมาตัวนี้ชอบมาปลายฤดูฝน ต้นฤดูหนาว เพื่อเตือนอาตมาให้เป็นสุขกับชีวิตที่สันโดษ

ตอนที่เห็นนกกระเต็นตัวนี้ใหม่ๆ อย่างแรกที่เห็นคือความสวยงามของเขา เขามีปีกและขนที่สวยสดใส เห็นแล้วก็เพลิดเพลินใจ แต่เมื่อดูนานๆ ความเพลิดเพลินใจก็กลายเป็นความสงบใจ และจากความสงบใจอาตมาก็เริ่มเห็นธรรมะจากกระเต็นน้อยตัวนี้ เขาสอนอะไรมากมายที่ทำให้เกิดความสว่างขึ้นในจิตใจ ไม่ใช่แค่ความสงบเท่านั้น อาตมาคิดว่าสัตว์ต่างๆ อีกมากมายก็สามารถสอนใจเราได้ ใหม่ๆ เราเห็นความสวยงามของนกนานาพันธุ์ แต่ยิ่งพิจารณา ก็ยิ่งเห็นบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับตัวเรา หรือบทเรียนที่สอนใจเรา รวมทั้งได้สัมผัสกับสิ่งดีงามในตัวเรา เช่นความสงบ และความสว่าง ทำให้เห็นสัจธรรมเกี่ยวกับชีวิตและคุณธรรมในการดำเนินชีวิต เช่น การร่วมมือกัน การอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างไม่เห็นแก่ตัว หรือแม้แต่การเสียสละ อย่างที่เราเห็นจากต้นไม้และสัตว์นานาชนิด

มีเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นทางตอนเหนือของสหรัฐอเมริกาเมื่อเร็วๆ นี้ ห่านตัวหนึ่งเกิดไปติดอยู่กลางลำธารซึ่งเป็นน้ำแข็ง มันมีทีท่าอ่อนแรง ปีกหุบ ทั้งสองเท้าจมหายไปในน้ำแข็ง ขยับเขยื้อนไม่ได้เลย คนที่เห็นเหตุการณ์นี้บอกว่า ทีแรกเธอคิดจะไปช่วย แต่บังเอิญเห็นหงส์ฝูงหนึ่งบินผ่านมา จึงเฝ้าดูเหตุการณ์

เมื่อหงส์ฝูงนี้เห็นห่าน ก็แปรขบวนเป็นวงกลมและร่อนลงบนพื้นรอบๆ ตัวห่าน ทีแรกเธอรู้สึกกังวลมากเพราะห่านกับหงส์ปกติไม่ค่อยถูกกัน เธอกลัวว่าหงส์จะบินมาจิกตีห่าน แต่กลับตรงข้าม เธอประหลาดใจมากกับสิ่งที่เห็น เพราะว่าเมื่อหงส์ฝูงนี้มาถึง ก็ช่วยกันใช้จะงอยปากแซะน้ำแข็งที่ยึดเท้าห่านอยู่ ทำอยู่นานจนห่านสามารถยกเท้าขึ้นจากน้ำแข้งได้ แต่ห่านก็ยังบินไม่ได้ เพราะปีกมีเกล็ดน้ำแข็งติดอยู่ หงส์เลยเข้ามาไซ้ปีกห่านทั้งด้านนอกและด้านใน จนห่านสามารถสยายปีกและหุบปีกได้ พอรู้ว่าห่านเริ่มจะบินได้ หงส์ฝูงนี้ก็พากันบินต่อไป

นี่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าทึ่ง มันชี้ให้เห็นว่าสัตว์นั้นมีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ไม่เฉพาะในหมู่พวกเดียวกันเท่านั้น แต่ยังมีน้ำใจข้ามเผ่าพันธุ์ เราจึงสามารถเรียนรู้จากสัตว์เหล่านี้ได้ในเรื่องความเอื้อเฟื้อและความร่วมมือกัน นี่คือธรรมะอีกอย่างหนึ่งที่เราสามารถเรียนได้จากธรรมชาติ จากสัตว์นานาชนิด นอกเหนือจากสัจธรรมเกี่ยวกับความเป็นจริงของชีวิต

จุดใจให้สว่าง
ธรรมชาติมีคุณค่าหลายด้านหลายมิติ พุทธศาสนาจึงเน้นให้เรารู้จักอยู่กับธรรมชาติอย่างสันติเพื่อน้อมใจให้เกิดความสงบ และเมื่อใจเราสงบ ความจริงจากธรรมชาติก็จะจุดใจเราให้สว่างได้ ความจริงเหล่านี้แสดงตัวอยู่ตลอดเวลา แต่เราไม่เห็นเพราะใจเราไม่ว่าง ใจเราวุ่น แต่ถ้าใจเราสงบ มีสติ ก็จะแลเห็นสัจธรรมคือความจริงจากธรรมชาติได้ รวมทั้งเก็บเกี่ยวบทเรียนหรือจริยธรรมในการดำเนินชีวิตจากธรรมชาติ ถ้าทำเช่นนั้นได้ใจเราก็จะสว่าง เพราะเมื่อความสว่างเกิดขึ้น เงามืดในจิตใจเราก็หายไป ความทุกข์ไม่อาจหลบซ่อนได้อีกต่อไป

ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ซึ่งเรากำลังฉลองร้อยปีแห่งชาตกาลของท่านในปีนี้ (๒๕๔๙) ท่านได้ตั้งสวนโมกข์ขึ้นมาเพื่อให้เราได้อยู่อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ เวลาคนมาหาท่านที่สวนโมกข์ ท่านก็มักแนะให้คนเหล่านี้หัด “ฟังเสียงต้นไม้พูด ฟังก้อนหินสอนธรรมะ” บ้าง

เราสามารถตื่นรู้ได้จากธรรมชาติ และถ้าเราตื่นรู้ได้มากเท่าไหร่ เราก็จะสามารถเป็นอิสระจากความทุกข์ได้มากเท่านั้น ความสว่างหรือปัญญาที่เกิดขึ้น สามารถทำให้เราสงบสุขหรือมีสันติได้ในทุกที่ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เราอยู่ในเมือง อยู่ในที่ทำงาน หรืออยู่บนถนนที่อึกทึก เราก็สามารถสงบได้ เพราะว่าเรามีปัญญาที่ช่วยปลดเปลื้องใจให้พ้นจากความทุกข์ได้ง่าย ไม่ว่าอะไรมากระทบกายและใจ ก็รู้จักปล่อยวาง ไม่เอาตัวตนเข้าไปรับการกระทบกระแทกหรือปรุงแต่งให้เป็นความทุกข์

ความสงบนี้ ถึงที่สุดแล้วเราสามารถสัมผัสหรือเข้าถึงได้ในทุกที่ทุกเวลาโดยไม่ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมที่สงบก็ได้ ถ้าเรามีความสว่างในใจ คือมีปัญญาครองใจ แม้จะมีเสียงอึกทึก หรือเสียงคนก่นด่าวิพากษ์วิจารณ์ เราก็ไม่ทุกข์ สามารถสงบได้ เพราะไม่เอาตัวตนเข้าไปรับคำด่า กลับจะนำคำเหล่านั้นมาพิจารณาว่ามีข้อดีอย่างไรบ้างที่จะเอาไปใช้ประโยชน์ได้ อย่างที่บางท่านได้พูดว่า ความทุกข์มิได้มีไว้คร่ำครวญ แต่มีไว้ใคร่ครวญ ถ้าเรามีปัญญาหรือท่าทีเช่นนี้ ไม่ว่ามีอะไรมากระทบ ก็สามารถสงบได้ เพราะความสงบที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่แค่ในธรรมชาติเท่านั้น

ความสว่างในใจจะทำให้เราพบกับความสงบอย่างยั่งยืนได้ ความสงบที่ยั่งยืนจึงเกิดจากจิตใจที่สว่างไสวหรือมีปัญญา ตรงนี้คือประโยชน์สูงสุดที่เราจะได้จากธรรมชาติ ซึ่งถ้าเรามีปัญญาถึงขั้นหนึ่ง เราจะพบว่าเรากับธรรมชาติเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง ระหว่างเรากับธรรมชาติไม่ได้มีอะไรสำคัญไปกว่ากัน เราไม่ได้สำคัญกว่าธรรมชาติ และธรรมชาติก็ไม่ได้สำคัญไปกว่าเรา

ถึงที่สุดแล้ว เรากับธรรมชาติเป็นหนึ่งเดียวกัน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved