หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรมชาติ > สายสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาด
กลับหน้าแรก

สายสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาด

ธรรมเทศนา พระไพศาล วิสาโล
งานทอดผ้าป่าพันธุ์ไม้ ปลูกยารักษาป่า วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๕
ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาสอินทปัญโญ (สวนโมกข์ กรุงเทพฯ)

แบ่งปันบน facebook Share   

การทอดผ้าป่าที่ทำกันเป็นประเพณีนั้น เดิมมุ่งสงเคราะห์พระภิกษุสงฆ์ในเรื่องจีวร เพราะในสมัยพุทธกาลจีวรเป็นสิ่งที่หาได้ยาก ถ้าพระต้องการผ้ามาทำจีวร ก็ต้องไปชักมาจากศพ จึงเรียกว่าผ้าบังสกุล หรือผ้าเปื้อนฝุ่น นั่นคือวิธีที่ท่านจะได้ผ้ามาทำเป็นจีวร ต่อมาก็มีญาติโยมอยากสงเคราะห์ท่าน ไม่ให้ท่านต้องลำบาก ก็เอาผ้ามาพาดไว้บนกิ่งไม้ เพื่อให้ท่านมาชักเอา เรียกว่าชักผ้า ก็ได้ผ้ามาทำเป็นจีวร กลายเป็นประเพณีทอดผ้าป่า ต่อมาก็มีประเพณีทอดผ้ากฐินตามมา ซึ่งเป็นสังฆทานในรูปแบบหนึ่ง

การทอดผ้าป่าเกิดขึ้นด้วยเหตุนี้ แต่ตอนหลังผ้าหาได้ง่ายขึ้น น้ำหนักก็เลยไปเน้นที่บริวาร ไม่ว่าบริวารผ้าป่า หรือบริวารกฐิน อาจจะเป็นเงิน ข้าวของเครื่องใช้ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นประโยชน์แก่พระสงฆ์โดยตรงเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย เพราะว่าสมัยก่อนเมื่อชาวบ้านนับถือพุทธศาสนามากขึ้น พระก็กลายเป็นผู้นำชุมชน วัดเป็นศูนย์กลางของชาวบ้าน เรียกว่าเป็นสมบัติของชาวบ้านก็ได้ เพราะฉะนั้นอะไรที่ถวายแก่พระ ก็เหมือนกับเป็นสมบัติที่สามารถเป็นประโยชน์แก่ญาติโยมได้ ในเวลาต่อมาพระเองก็มีบทบาทในการเป็นผู้นำชุมชน นอกจากการเผยแผ่ธรรมะแล้ว ท่านยังนำพาชาวบ้านในการพัฒนาท้องถิ่น พัฒนาชุมชน บางทีก็สงเคราะห์ญาติโยมในรูปแบบต่างๆ เช่นเป็นหมอยาบ้าง สงเคราะห์เด็กที่มาอาศัยวัด จัดการศึกษาให้เด็กเหล่านั้นบ้าง ก็ต้องอาศัยปัจจัย ซึ่งท่านเองไม่สามารถหามาได้ลำพัง ก็ต้องมีญาติโยมนำมาถวาย เป็นเงินบ้าง ข้าวของเครื่องใช้บ้าง เป็นยาบ้าง อุปกรณ์ก่อสร้างบ้าง ทั้งหมดนี้พระไม่ได้ใช้โดยตรงก็มี แต่เป็นประโยชน์แก่ญาติโยม

เพราะฉะนั้นผ้าป่าในระยะหลัง จึงไม่ใช่การสงเคราะห์พระสงฆ์ในเรื่องปัจจัยสี่อย่างเดียว แต่เป็นการสงเคราะห์หรือช่วยเหลือท่านให้มีกำลังในการทำประโยชน์ให้แก่ชาวบ้าน ให้คนได้เห็นคุณค่าแห่งพระศาสนา หรือมีใจน้อมนำไปทางธรรมะ มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โดยมีพระสงฆ์เป็นแบบอย่าง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นการเกื้อกูลธรรมะให้เกิดขึ้นกับชุมชน กับท้องถิ่น พระในสมัยก่อน ท่าน ไม่ได้สอนธรรมะด้วยคำพูดเท่านั้น แต่ยังสอนด้วยการกระทำ สอนด้วยการเป็นแบบอย่างของผู้เสียสละ ผู้ที่ไม่ยึดติดอยู่กับวัตถุ แต่มุ่งเกื้อกูลผู้คน

การทอดผ้าป่าพันธุ์ไม้ที่เราทำกันในวันนี้ แม้จะไม่ได้จัดที่วัดตามประเพณี แต่เป้าหมายก็เพื่อส่งเสริมให้พระสงฆ์มีบทบาทในการสงเคราะห์ชุมชน ช่วยเหลือสังคม รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดความเจริญงอกงามในทางธรรม ในเรื่องคุณภาพชีวิต ดังที่เราทราบดีใน ปัจจุบันมีปัญหาสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติเสื่อมโทรม ส่งผลต่อชีวิตของผู้คน ในสภาพเช่นนี้พระสงฆ์น่าจะมีบทบาทในการกระตุ้นให้ผู้คนตื่นตัว เห็นคุณค่าธรรมชาติ เห็นว่าธรรมชาติมีคุณค่าในด้านปัจจัย 4 อีกทั้งยังมีคุณค่าในทางจิตใจ มีคุณค่าในการส่งเสริมให้เกิดธรรมะได้ เพราะว่าธรรมะกับธรรมชาตินั้นเกี่ยวข้องกันกันมาก พระพุทธเจ้าทรงอยู่กับธรรมชาติอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ชีวิตของพระองค์เชื่อมโยงกับธรรมชาติตลอด นอกจากนั้นยังทรงแนะนำพระสงฆ์ให้บำเพ็ญธรรม เจริญวิปัสสนากรรมฐานในป่า เพื่อให้เข้าใจธรรม รวมทั้งเข้าใจว่า ธรรมชาติของใจกับธรรมชาติที่เป็นภูเขาแม่น้ำ ไม่ได้แตกต่างกันเลย จะเห็นเช่นนี้ได้ก็ต่อเมื่อมีปัญญาซึ่งเกิดจากการบำเพ็ญภาวนา คุณค่าและความสัมพันธ์ของธรรมชาติทั้งภายในและภายนอก เป็นสิ่งหนึ่งที่พระสงฆ์ควรมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้ผู้คนได้ตระหนัก

การทอดผ้าป่าในวันนี้ ไม่เพียงเป็นการแสดงบทบาทของญาติโยมในการช่วยเหลือรักษาสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการดูแลสุขภาพด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้กับพระสงฆ์ ได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมนี้ด้วย ในด้านหนึ่งก็ช่วยให้ผู้คนเห็นว่าพระสงฆ์ไม่ได้แยกขาดจากสังคม ท่านพร้อมที่จะมีส่วนร่วม สนับสนุนหรือในบางโอกาสก็เป็นผู้นำ ในการรักษาฟื้นฟูธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการทำกิจอย่างอื่น ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย

การทอดผ้าป่าในวันนี้ไม่ได้แตกต่างจากการทอดผ้าป่าในอดีตที่มุ่งการส่งเสริมบทบาทของพระสงฆ์ให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน หรือช่วยเหลือเกื้อกูลญาติโยมทั้งในทางธรรมและในทางโลก ว่าเฉพาะจุดมุ่งหมายของการทอดผ้าป่าพันธุ์ไม้ในวันนี้ ก็คือการช่วยกันฟื้นฟูธรรมชาติ โดยมุ่งชี้ให้เห็นว่าธรรมชาตินั้นมีความสำคัญต่อสุขภาพของเรา เราทุกคนย่อมตระหนักดีว่าธรรมชาติมีประโยชน์มากมาย ไม่ใช่เพียงแค่ให้ปัจจัย 4 เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย เท่านั้น อันนี้เป็นประโยชน์ที่เราเห็นได้ชัด แต่เดี๋ยวนี้ก็ชักจะลืมเลือนกันไปแล้ว เดี๋ยวนี้ถ้าไปถามเด็กว่า น้ำมาจากไหน เด็กก็จะตอบว่าน้ำมาจากก๊อก อาหารมาจากไหน อาหารก็มาจากซุปเปอร์มาร์เกตหรือร้านเซเว่น การคิดแบบนี้คล้ายคลึงกับบางท่านในสมัยพุทธกาล พระอนุรุทธะ ก่อนที่จะมาบวชและเป็นพระอรหันต์ ท่านเป็นเจ้า มีชีวิตที่สะดวกสบายมาก เคยมีคนถามท่านกับเพื่อน ๆตอนเป็นเจ้าชายว่า ว่าข้าวที่ท่านกำลังรับประทานนั้นเกิดขึ้นที่ไหน คนหนึ่งตอบว่าเกิดขึ้นที่ฉาง อีกคนตอบว่าเกิดขึ้นที่หม้อข้าว ส่วนพระอนุรุทธะตอบว่าข้าวเกิดขึ้นที่ถาด คือท่านไม่เข้าใจว่าอาหารมีที่มาที่ไปอย่างไร ไม่เคยเห็นว่าข้าวก็ดี ผักก็ดี มันมาจากธรรมชาติ ท่านเห็นอาหาร เห็นข้าว ก็เฉพาะตอนที่อยู่ในถาดแล้ว

คนสมัยนี้ก็เหมือนกัน โดยเฉพาะเด็กสมัยนี้แทบไม่รู้อะไรเลยว่า อาหารหรือปัจจัย ๔ที่ตนเองใช้บริโภคนั้นสัมพันธ์หรือผูกโยงกับธรรมชาติอย่างไร ถ้าเราเปิดใจหรือไตร่ตรองสักนิดก็จะพบว่า ธรรมชาติมีคุณค่ากับเรามากมาย มีคุณค่าขนาดที่ว่าเรายังไม่ทันได้ใช้ ไม่ทันได้สัมผัส ไม่ทันได้ใส่ปาก เราก็ได้ประโยชน์จากธรรมชาติแล้ว ประโยชน์ของธรรมชาตินั้นมีหลายระดับ

เริ่มตั้งแต่ ด้านสุขภาพ มีการศึกษาวิจัยพบว่า มนุษย์เราจะมีสุขภาพดีขึ้นเพียงแค่ได้เห็นธรรมชาติ
มีงานวิจัยศึกษาเปรียบเทียบคนไข้ที่ผ่านการผ่าตัดใหญ่ เขาพบว่าคนไข้เหล่านี้เมื่อพักฟื้นที่โรงพยาบาลหรือที่บ้านก็ดี ถ้าได้เห็นธรรมชาติจากทางหน้าต่าง จะหายเร็วขึ้น กินยาแก้ปวดน้อยลง ขณะที่คนไข้ที่ผ่าตัดแล้วอยู่ในห้องที่มีกำแพงสี่ด้าน ไม่เห็นธรรมชาติเลย แผลผ่าตัดจะหายช้า และกินยาแก้ปวดมากกว่า

มีการศึกษานักโทษที่มีความเจ็บป่วยเพราะความเครียด นักโทษอยู่ในที่แออัดจะเครียดและป่วยง่าย การศึกษาพบว่าถ้านักโทษมีโอกาสได้เห็นธรรมชาติ อย่างที่เราเห็นตรงนี้ แม้จะเป็นธรรมชาติที่ผ่านการปรุงแต่งของมนุษย์มาแล้ว เขาก็จะมีความเครียดน้อยลง หายจากความเจ็บป่วยเพราะโรคเครียด

เคยมีการทดลองให้คนทั่วไปดูภาพที่น่ากลัว เช่น ภาพอุบัติเหตุ ภาพคนตาย ภาพสยดสยอง เขาพบว่า คนที่เห็นภาพนี้จะตื่นตกใจ มีความเครียด ลมหายใจเปลี่ยนไป กล้ามเนื้อเกร็ง แต่พอเปลี่ยนให้เขาดู VDO ที่เป็นภาพป่า ภาพธรรมชาติ ความเครียดของคนเหล่านั้นจะหายอย่างรวดเร็ว ลมหายใจจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว อันนี้แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติมีคุณูปการต่อจิตใจและสุขภาพของเรามาก

ความสัมพันธ์ของธรรมชาติและสุขภาพเป็นเรื่องที่รู้กันมานาน โดยที่ยังไม่ต้องกินผัก กินสมุนไพร เพียงแค่ได้เห็นจิตใจก็สบาย สุขภาพดีขึ้น เพราะฉะนั้น คนป่วยก็ดี คนที่มีความเครียดก็ดีมีความจำเป็นมากที่จะได้อยู่ใกล้หรือได้เห็นธรรมชาติ

น่าเสียดายปัจจุบันเราไม่ค่อยมีธรรมชาติให้เห็นมากนักในเมือง ถ้าช่วยกันฟื้นฟูให้เมืองมีสีเขียวมากขึ้น คนจะมีความสุขมากขึ้น เครียดน้อยลง ทะเลาะเบาะแว้งกันน้อยลง สิ่งแวดล้อมมีส่วนในการกล่อมเกลา จิตใจของเราให้สงบ เมื่อใจสงบแล้ว ก็น้อมไปในทางทำความดีได้ง่ายขึ้น

มนุษย์กับธรรมชาติแยกจากกันไม่ออก เพราะเรามีความผูกพันกับธรรมชาติมาตลอดจนเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้ ถ้าเราไกลธรรมชาติเมื่อไหร่ เราจะโหยหาธรรมชาติ อาจเป็นเพราะว่ามนุษย์เรามีความเป็นมาผูกพันกับธรรมชาติมาช้านานตั้งแต่จุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการเลยก็ได้ เคยมีการวิจัยศึกษาผู้คนในวัฒนธรรมต่างๆ ตั้งแต่อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ไปจนถึงแอฟริกา และเอเซีย สิ่งหนึ่งที่พบก็คือ ภาพที่สะดุดใจหรือดึงดูดใจของคนทุกวัฒนธรรมก็คือภาพธรรมชาติ โดยเฉพาะภาพทุ่งหญ้าโล่ง มีต้นไม้ประปราย มีลำห้วย ลำธารไหลผ่าน ที่น่าคิดก็คือภาพดังกล่าว คล้ายๆ กับทุ่งหญ้าสะวันนา ในแอฟริกา อาจเป็นเพราะมนุษย์เรากำเนิดมาจากที่นั่น มนุษย์สมัยใหม่เกิดที่แอฟริกาเมื่อหลายหมื่นปีก่อน แล้วเดินทางข้ามทวีป มาจนถึงตะวันออกไกล ตอนหลังมาจนถึงอเมริกา ความที่เราถือกำเนิดมาท่ามกลางธรรมชาติ เราจึงมีความผูกพัน กับธรรมชาติ เป็นความผูกพันที่ฝังอยู่ในยีน เพราะฉะนั้นไม่ว่าคนในวัฒนธรรมไหนก็รักธรรมชาติ

ปัจจุบันธรรมชาติกำลังทวีความสำคัญมากขึ้นเพราะว่า ธรรมชาติกำลังเหลือน้อยลงเนื่องจากถูกทำลายมากขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย การที่ผู้คนกลัวภัยพิบัติในปี 2012 ก็เป็นผลจากการที่เราเราทำลายธรรมชาติกันมาช้านาน อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรกังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น สิ่งที่ควรทำก็คือช่วยกันทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ช่วยกันฟื้นฟูธรรมชาติ โดยเฉพาะสิ่งที่เราทำในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูธรรมชาติ นั่นคือการเอาทุนที่ได้จากการทอดผ้าป่า ไปเป็นทุนปลูกต้นไม้ ฟื้นฟูป่าใน 12 พื้นที่ ถึงแม้ว่าต้นไม้ที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นยา แต่ก็ไม่ใช่ประเภทไม้พุ่ม ไม้เลื้อย แต่เป็นไม้ยืนต้น ซึ่งจะก่อให้เกิดอานิสงส์มากมาย นอกจากเป็นยาแล้ว ยังให้น้ำให้อากาศ ให้ความสุขเมื่อเราได้มองเห็น ให้ความสงบเย็นเมื่อเราได้อยู่ในร่มไม้

คุณประโยชน์ของยา เป็นส่วนหนึ่งที่ได้จากธรรมชาติ ถ้าจะว่าไปแล้วไม่มีต้นไม้ไหนเลยที่ไม่เป็นยา อันนี้คนโบราณเขารู้กันมานานแล้ว มีเกร็ดสมัยพุทธกาลว่า หมอชีวกโกมารภัจจ์ ซึ่งเป็นหมอประจำตัวของพระพุทธเจ้า ตอนฝึกเป็นหมอยา อาจารย์ให้ไปในป่า แล้วให้ดูว่าต้นไม้ต้นไหนที่ไม่ใช่ยา เมื่อท่านไปดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ก็พบว่าไม่มีต้นไหนเลยที่ไม่เป็นยา แม้กระทั่งวัชพืช ก็เป็นยาเหมือนกัน แม้ต้นไม้ที่มีพิษก็เป็นยาถ้ารู้จักใช้ อันนี้เป็นเป็นเกร็ดจากพุทธประวัติที่ชี้ให้เห็นว่า ต้นไม้ทุกต้น ต้นไม้ทุกชนิดมีประโยชน์ทางเภสัช มีความเป็นยาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นี่ขนาดเรายังมีความรู้ไม่มาก เรายังสามารถบอกได้ว่าต้นไม้นับพันชนิดเป็นยา ถ้าเรามีความรู้มากขึ้น ถึงระดับยีนของพืชพันธุ์ต่าง ๆ เราก็จะยิ่งพบความอัศจรรย์ของต้นไม้ ต้นไม้บางชนิดหรือบางส่วนที่ไม่น่าจะมีคุณสมบัติในทางเภสัชเลย แต่ว่ายีนของมันมีประโยชน์ในการรักษาโรคได้ เชื่อว่า แม้แต่โรคมะเร็ง หรือเอดส์ ต้นไม้บางชนิดก็สามารถทำเป็นยารักษาได้ เพียงแต่ว่าตอนนี้ความรู้ของเรายังมีไม่พอว่าเป็นต้นไม้ หรือส่วนของต้นไม้ชนิดใดบ้างที่รักษาโรคเหล่านี้ได้

เพราะฉะนั้นไม่มีวิธีใดดีกว่าการอนุรักษ์ต้นไม้เอาไว้ อย่าให้สูญพันธุ์ ที่ใดที่เคยเป็นป่าและเสื่อมสภาพไป ก็ช่วยกันปลูกให้มีมากขึ้น รวมทั้งปลูกที่บ้านของเราด้วย ถ้าพวกเราร่วมกันคนละไม้ คนละมือ รักษาป่าไว้ ก็จะเป็นการรักษาขุมทรัพย์ให้เป็นประโยชน์กับลูกหลาน ปัจจุบันนี้ความหลากหลายทางชีวภาพ กลาย เป็นสินทรัพย์ที่หาค่ามิได้ ไม้บางชนิดที่คนไทยมองข้ามไป สามารถผลิตเป็นยาให้รายได้เป็นพันล้านหมื่นล้านก็มี เช่น ต้นเปล้าน้อย ที่ญี่ปุ่นทำเป็นยารักษาโรคกระเพาะอาหาร มันก็มีคุณค่าวัดเป็นตัวเงินได้นับพันล้านหมื่นล้าน แต่ต้นไม้เหล่านี้เราไม่เห็นประโยชน์จนกระทั่งต่างประเทศมาทำเงินมหาศาลจากมัน ยังมีอีกมากมายที่เรา ยังไม่เห็นค่า มองข้ามหรือไม่มีความรู้ แต่ถ้าคนรุ่นหลังเขาเกิดมีความรู้ เห็นคุณค่าขึ้นมา และพบว่าสิ่งเหล่านี้ยังมีการอนุรักษ์ไว้ในบ้านเมืองของเรา ในป่าผืนต่างๆ ของเรา เขาจะขอบคุณคนรุ่นเรา ที่ช่วยอนุรักษ์สมบัติอันมีค่าเหล่านี้ไว้ให้เขาได้ใช้ประโยชน์ ใครจะไปรู้ว่าต่อไปมันอาจมีประโยชน์มีค่า คิดเป็นตัวเงินมากกว่าน้ำมันก็ได้

ดังนั้นขอให้เราร่วมกันอนุโมทนาบุญในการทอดผ้าป่าครั้งนี้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved