หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารอิมเมจ > จากด้อยเป็นเด่น
กลับหน้าแรก

นิตยสาร IMAGE กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖
จากด้อยเป็นเด่น
ภาวัน

แบ่งปันบน facebook Share   

ในสายตาของคนทั่วไป  ออทิสติก แอสเปอร์เกอร์ ความบกพร่องในการอ่าน (dyslexia) สมาธิสั้น    จัดว่าเป็น “โรค” เพราะเป็นอาการที่ไม่พึงประสงค์   หากเกิดขึ้นกับตัวเองก็ถือว่าเป็นโชคร้าย   ส่วนใครที่รู้ว่าลูกหลานของตัวเองมีอาการเหล่านี้ ก็คงกินไม่ได้นอนไม่หลับ

ข่าวดีก็คือ อาการเหล่านี้มีประโยชน์ไม่ใช่น้อย  นิตยสาร ดิอีโคโนมิสต์  เปิดเผยว่า คนเก่งคนดังระดับโลกหลายคน โดยเฉพาะในวงการเทคโนโลยีและธุรกิจ มีอาการเหล่านี้คนละอย่างสองอย่าง   เช่น มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ค  จากปากคำของคนที่รู้จักเขา ซัคเกอร์เบิร์ก  มีอาการของคนที่เป็นแอสเปอร์เกอร์ หรือ
ออทิสติกอย่างอ่อน ๆ    อาทิเช่น “เขาไม่ค่อยมีฟีดแบ็คหรือตอบรับว่าเขากำลังฟังคุณอยู่”

หลายคนที่ทำหน้าที่รับคนเข้าทำงานตั้งข้อสังเกตว่า  คุณสมบัติของโปรแกรมเมอร์ที่เก่งนั้นคล้ายคลึงกับอาการของคนที่เป็นแอสเปอร์เกอร์ เช่น ชอบจดจ่อหมกมุ่นอยู่กับเรื่องแคบ ๆ หลงใหลในตัวเลข แบบแผน และเครื่องจักร เสพติดงานที่ซ้ำซาก และขาดความอ่อนไหวต่ออารมณ์และปฏิสัมพันธ์ของผู้คน

ปีเตอร์ ทีเอล ซึ่งเป็นคนแรก ๆ ที่ร่วมลงทุนในเฟซบุ๊คบอกว่า “คนที่บริหารธุรกิจอินเทอร์เน็ตล้วนเป็นพวกออทิสติก”   แต่ใช่ว่าแวดวงอื่นจะแตกต่างไปจากนี้  มีการศึกษาพบว่าผู้ประกอบการธุรกิจจำนวนมากมีอาการทางจิตที่ไม่เหมือนคนอื่น  เช่น จูลี ล็อกอิน แห่ง มหาวิทยาลัยธุรกิจคาสส์ พบว่า ร้อยละ ๓๕ ของคนเหล่านี้มีความบกพร่องในการอ่าน ขณะที่ประชากรเพียงร้อยละ ๑๐ เท่านั้นที่มีอาการดังกล่าว

คนดังที่มีอาการดังกล่าว ได้แก่ ผู้ก่อตั้งบริษัทฟอร์ด  เจเนอรัลอีเล็คทริค ไอบีเอ็ม และไอเคีย ไม่เว้นแม้กระทั่งคนดังในยุคนี้ อาทิ สตีฟ จ็อบส์ และริชาร์ด แบรนสัน 

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น มีคำอธิบายมากมาย ข้อหนึ่งก็คือ คนที่มีความบกพร่องในการอ่าน จะฉลาดในการมอบหมายงานให้คนอื่นทำตั้งแต่เล็ก (เช่น ขอให้คนอื่นช่วยทำการบ้านให้)  นอกจากนั้นเขายังชอบเข้าหางานที่ไม่เรียกร้องคุณสมบัติที่เป็นทางการมาก รวมทั้งไม่ต้องอ่านมากเขียนมาก

สมาธิสั้น ก็เป็นอาการอีกอย่างที่ “เป็นมิตร” กับผู้ประกอบการ เพราะช่วยให้มีความคิดใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา  มีการศึกษาพบว่าคนที่มีสมาธิสั้นมีแนวโน้มที่จะทำกิจการของตัวเองมากเป็น ๖ เท่าเมื่อเทียบกับคนปกติ

เดวิด นีเลอแมน ผู้ก่อตั้งเจ็ทบลู สายการบินต้นทุนต่ำ พูดไว้น่าสนใจว่า “สมองสมาธิสั้นของผมชอบแสวงหาวิธีที่ดีกว่าเดิมเวลาจะทำอะไรก็ตาม   แม้ว่าความไม่เป็นระเบียบ ชอบผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่สามารถจดจ่อกับอะไรได้  รวมทั้งสิ่งแย่ ๆ ทั้งหลายจะมาพร้อมกับโรคสมาธิสั้น แต่สิ่งที่ตามมาด้วยกันก็คือ ความคิดสร้างสรรค์และความกล้าได้กล้าเสีย”

ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่แย่ไปเสียหมด  จุดอ่อนด้านหนึ่งหมายถึงจุดแข็งอีกด้านหนึ่ง  คนที่เรียนไม่เก่งจำไม่แม่นมักมีความสามารถอีกด้านหนึ่งมาทดแทน  เช่น มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีหรือมีอีคิวสูง  ทำนองเดียวกับคนที่ตาบอดมักมีหูไวและสัมผัสเป็นเลิศ  ประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติมักมีประชากรที่ฉลาดและก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี  อาทิ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และหลายประเทศในยุโรป  ในทางตรงข้ามจุดแข็งด้านหนึ่งก็หมายถึงจุดอ่อนอีกด้านหนึ่ง  หลายประเทศร่ำรวยทรัพยากรธรรมชาติแต่คุณภาพคนกลับย่ำแย่และต้องพึ่งพาเทคโนโลยีของชาติอื่น

ครั้งหนึ่งผู้หญิงถูกมองว่าเป็นเพศที่อ่อนแอ ต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน  แต่ทุกวันนี้ผู้หญิงกำลังเป็นคนทำรายได้หลักให้แก่ครอบครัว ในสหรัฐอเมริกา  ขณะที่ผู้ชายตกงานกันเป็นจำนวนมาก เพราะโรงงานปิดตัว หรือไม่ก็ย้ายไปเอเชีย  ผู้หญิงกลับมีการงานและรายได้ที่มั่นคงกว่า ทั้งนี้เพราะกิจการที่ยังเติบโตได้เรื่อย ๆ เป็นกิจการด้านบริการ ซึ่งใช้สมองและทักษะทางสังคม ซึ่งผู้หญิงมีความได้เปรียบกว่า  ขณะที่งานซึ่งใช้แรงกายนั้นถดถอยน้อยลงไปเรื่อย ๆ บางเมืองในอเมริกา รายได้เฉลี่ยของผู้หญิงสูงกว่าของผู้ชายถึงร้อยละ ๔๐  แม้กระทั่งในบราซิล ปัจจุบันผู้หญิงเกือบ ๑ ใน ๓ มีรายได้เฉลี่ยมากกว่าสามี ปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังเป็นธรรมดาของเศรษฐกิจยุคโลกาภิวัตน์ไปแล้ว

เมื่อโลกมีความหลากหลายมากขึ้น นั่นหมายถึงโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับคนทุกประเภท ไม่ว่า ออทิสติก คนพิการ คนเรียนช้า  ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าด้อยความสามารถ  หากมองหาจุดแข็งของตัวให้เจอ หรือทำสิ่งที่ตนถนัด อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะ ก็สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย และประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

 


รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved