หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารอิมเมจ > ล้างพิษทั้งกายและใจ
กลับหน้าแรก

นิตยสาร IMAGE มกราคม ๒๕๕๖
ล้างพิษทั้งกายและใจ
ภาวัน

แบ่งปันบน facebook Share   

การล้างพิษกำลังได้รับความนิยม   บางคนยอมเสียเงินเป็นหมื่นเพื่อการนี้ ทั้ง ๆ ที่ต้องอดอาหารหลายวัน นอกจากของโปรดจะไม่ได้กินแล้ว ยังต้องเจอกับความหิวและอ่อนเพลีย แต่ก็ยอมเพื่อสุขภาพ

ที่จริงร่างกายเรามีการระบายถ่ายเทสารพิษนานาชนิดเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว แต่มักจะทำได้ไม่ดีหากเรากินอาหารเข้าไปมาก ๆ เนื่องจากร่างกายต้องใช้พลังงานไม่น้อยในการย่อยและดูดซึมสารอาหาร จนแทบไม่ได้พักผ่อน จึงเหลือพลังงานไม่มากสำหรับการขจัดสารพิษออกไปจากร่างกาย  ผลก็คือมีสารพิษตกค้างเป็นจำนวนมาก สารพิษบางอย่างมาจากของเสียที่ระบายออกไปไม่หมด จึงหมักหมมจนกลายเป็นโทษ สารพิษเหล่านี้ถ้าสะสมตายอวัยวะต่าง ๆมากเกินไปก็ทำให้อวัยวะส่วนนั้นมีปัญหา จนทำให้ร่างกายเจ็บป่วยในที่สุด มะเร็งหลายชนิดเชื่อว่าเกิดจากสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย โดยเฉพาะที่ตับ กระเพาะอาหารและลำไส้

ด้วยเหตุนี้ในการล้างพิษ  การงดรับอาหารจึงเป็นขั้นตอนสำคัญ เพื่อให้อวัยวะสำคัญได้พักผ่อนจากการย่อยและดูดซึม จะได้เอาพลังงานไปทุ่มเทให้กับการระบายถ่ายเทสารพิษออกไปอย่างเต็มที่  ในกระบวนการดังกล่าว มักมีการกินของเหลวบางชนิดเข้าไป เพื่อช่วยให้ร่างกายขับถ่ายสารพิษได้ดีขึ้น หลายคนเมื่อผ่านการล้างพิษแล้ว จะรู้สึกเบาตัว สบายกาย อย่างเห็นได้ชัด

จะว่าไปแล้ว ไม่ใช่แต่ร่างกายเท่านั้น ใจเราก็มีพิษที่ควรขจัดออกไปด้วยเช่นกัน นั่นคือ อารมณ์ที่ตกค้างหมักหมมในจิตใจ โดยเฉพาะความเครียด ความวิตกกังวล ความโกรธ และความเศร้า  ซึ่งมักเป็นผลจากการออกไปรับผัสสะต่าง ๆ อย่างไม่หยุดหย่อนทั้งกลางวันและกลางคืน อารมณ์เหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว หากรู้จักปล่อยวางสะสางออกไปบ้างก็ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าเก็บสะสมเอาไว้ ก็ทำให้เป็นทุกข์ อาจส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วยได้ด้วย เช่น ความดันสูง ปวดหัวยืดเยื้อ หรือปวดท้องเรื้อรัง ทั้ง ๆ ที่ร่างกายไม่มีอะไรผิดปกติ

ถ้าไม่หยุดรับผัสสะต่าง ๆ เสียบ้าง เช่น แสงสีที่มากระทบ ตลอดจนข้อมูลข่าวสาร ไม่ว่าจากสื่อนานาชนิดหรือจากการพบปะพูดคุยกับคน  สิ่งตกค้างโดยเฉพาะอารมณ์ที่หมักหมมก็คงท่วมท้นใจ จนทำให้ใจป่วยได้  บางครั้งเราจำต้องหยุดรับสิ่งเหล่านี้สักระยะหนึ่ง  เพื่อให้จิตใจมีเวลาระบายสิ่งหมักหมมออกไป จะได้เกิดความแช่มชื่นโปร่งเบา   ที่จริงหากรับแต่พอดี จิตใจก็มีความสามารถระบายสิ่งหมักหมมออกไปได้ทันท่วงที แต่ทุกวันนี้เรารับผัสสะมามากเหลือเกิน โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสารที่ระดมมาไม่หยุด จิตใจเลยระบายไม่ไหว ผลก็คือเกิดความขึ้งเครียด ความวิตกกังวล และความรุ่มร้อนใจ 

พร้อม ๆ กับการควบคุมปริมาณของผัสสะ การเพิ่มสมรรถนะของใจในการระบายสิ่งตกค้าง ก็จำเป็นเช่นกัน  ดังนั้นเราจึงควรเจริญสติ ทำสมาธิ และบำเพ็ญเมตตาภาวนาอยู่เนือง ๆ สติและสมาธิช่วยให้เราปล่อยวางอารมณ์ต่าง ๆ ได้ง่าย ไม่ให้มันค้างคาจนหมักหมมเป็นพิษ ส่วนเมตตาก็ช่วยสลายความโกรธ ไม่ให้ตกค้างและแผดเผาจิตจนรุ่มร้อน

เช่นเดียวกับการล้างพิษในร่างกาย การล้างพิษในจิตใจ ต้องอาศัยการปลีกตัวออกจากภารกิจและวิถีชีวิตประจำวันสักระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นการพักผ่อนในตัว  ไม่ต้องไปไกลถึงรีสอร์ตริมทะเลก็ได้  แม้อยู่ในบ้านก็ทำได้ หรือจะหลีกเร้นในที่สงบสงัด ก็ยิ่งดี   แม้ว่าจะต้องเจอกับอาการโหยหิวผัสสะ เช่นแสงสี หรือข้อมูลข่าวสาร ไม่ต่างจากคนที่ “ลงแดง”เพราะขาดเหล้า แต่หากอดทนและผ่านพ้นมาได้ จะพบกับความโปร่งโล่งเบาสบายในใจ

ถ้าไม่อยากล้างพิษบ่อย ๆ ก็ควรกินอาหารและเสพรับข้อมูลข่าวสารพอประมาณ รู้ว่าเท่าไรควรพอ และมีเวลาให้กายและใจได้พักผ่อนอยู่เสมอ สารพิษนานาชนิดก็จะคุกคามชีวิตน้อยลง


รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved