หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารอิมเมจ > เผื่อใจไว้บ้าง
กลับหน้าแรก

นิตยสาร IMAGE มิถุนายน ๒๕๕๕
เผื่อใจไว้บ้าง
ภาวัน

แบ่งปันบน facebook Share   

หลายคนที่พิการเพราะเมาแล้วขับหรือขี่มอเตอร์ไซค์โดยไม่ใส่หมวกกันน็อค เมื่อถามว่าเขาไม่เคยรู้มาก่อนหรือว่ามีคนที่บาดเจ็บล้มตายเพราะการกระทำเช่นนั้นมาแล้ว คำตอบที่ได้คือ รู้ เรื่องแบบนี้ได้ยินบ่อย ๆ “แล้วทำไมยังทำล่ะ ?” คำตอบออกมาคล้ายกันคือ “ก็เพราะคิดว่าผมคงไม่โชคร้ายอย่างนั้น”

ทำนองเดียวกันวัยรุ่นที่ติดเชื้อ HIV เนื่องจากไปเที่ยวผู้หญิงโดยไม่ใช้ถุงยาง เมื่อถามว่าเขาไม่เคยได้ยินข่าวมาก่อนหรือว่ามีคนติดเอดส์เพราะการกระทำดังกล่าว หลายคนตอบว่ารู้ เมื่อถามว่า แล้วทำไมถึงไม่ใช้ถุงยาง คำตอบที่ได้ก็คือ “เพราะผมคิดว่าคงไม่เป็นเหมือนอย่างเขา”

ไม่ใช่แต่วัยรุ่นใจร้อนเท่านั้นที่คิดเข้าข้างตนเอง คนทั่วไปก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่ได้ยินจนชินว่าคนนั้นคนนี้เจ็บป่วยล้มตายเพราะมะเร็ง แต่ก็มักคิดว่า โรคนี้จะไม่เกิดกับฉัน ดังนั้นเมื่อวันหนึ่งพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง จึงทำใจไม่ได้ ก่นด่าชะตากรรมว่า “ทำไมถึงต้องเป็นฉัน”

ใคร ๆ ก็รู้ว่ามีสามีภรรยาหลายคู่ที่อยู่กันไม่ยืด จนการหย่าร้างกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว แต่ก็มักคิดว่า นั่นมันคู่ของคนอื่น แต่คู่ของฉันจะไม่เป็นอย่างนั้นหรอก ที่น่าคิดก็คือ มีหลายคู่ที่คิดแบบนี้แต่ในที่สุดก็ต้องเลิกราจากกัน

มักพูดกันว่าคนสมัยนี้มองโลกในแง่ร้าย เวลามองเหตุการณ์บ้านเมืองหรือภาวะเศรษฐกิจ ก็จะเห็นแต่ปัญหาหรืออนาคตที่หม่นหมอง ครั้นมองผู้คนรอบตัวก็มักจะเห็นด้านที่เป็นลบ แต่ที่น่าแปลกก็คือ เวลามองตัวเอง ผู้คนส่วนใหญ่กลับมองในแง่ดี

เมื่อปี ๒๕๕๐ มีการสำรวจพบว่า ร้อยละ ๗๐ ของคนอเมริกันคิดว่าครอบครัวส่วนใหญ่ในเวลานี้ประสบความสำเร็จน้อยกว่าสมัยพ่อแม่ของตน กระนั้นก็ตาม ร้อยละ ๗๖ กลับเชื่อว่าครอบครัวของตนจะมีอนาคตที่ดีกว่า พูดง่าย ๆ ก็คือ คนอื่นนั้นมีแต่แย่ลง ส่วนฉันจะดีขึ้น

ในสหรัฐอเมริกาเช่นกัน โอกาสที่สามีภรรยาจะหย่าร้างนั้นมีสูงถึง ๕๐:๕๐ แต่คนส่วนใหญ่คิดว่าคู่ของตนจะอยู่กันอย่างยั่งยืน แม้ในเวลาต่อมาจะพบว่าความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ต้องหย่าร้างกัน แต่เมื่อจะแต่งงานใหม่ ก็ยังคิดว่าคราวนี้จะอยู่ได้ยืดหรือยืนนานกว่าครั้งก่อน
การมองในแง่ดีแบบนี้ จะเรียกว่าเป็นการมองเข้าข้างต้นเอง ก็คงไม่ผิด เพราะไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ก็คิดว่าเราจะพบแต่สิ่งดี ๆ มีชีวิตที่ราบรื่น ไม่เหมือนคนอื่นเขา การมองแบบนี้มีข้อดีคือทำให้เรามีกำลังใจ ไม่ท้อแท้ มีความสดใสเบิกบาน ไม่หดหู่ แต่ข้อเสียก็คือ ทำให้เราประมาท ชะล่าใจ และทำความผิดพลาดซ้ำรอยคนอื่น ใช่แต่เท่านั้นเมื่อประสบเคราะห์ ก็ทำใจไม่ได้ เพราะไม่เคยเตรียมใจไว้ก่อนเลย

การมองชีวิตของตนในแง่ดีเป็นธรรมดาของมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่ามันเป็นสัญชาตญาณที่ติดมากับยีนส์หรือผูกกับสมองของมนุษย์เลยทีเดียว แต่หากเรามัวแต่มองชีวิตในแง่ดีแบบนี้ ก็ง่ายที่จะกลายเป็นคนประมาท หรือชะล่าใจจนภัยมาถึงตัว ดังนั้นจึงควรที่จะมีบางอย่างมาถ่วงดุลกับสัญชาตญาณส่วนนี้ด้วย

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ มองชีวิตแง่ดี ก็ดีแล้ว แต่ก็ควรเผื่อใจไว้บ้างว่าปัญหาหรือสิ่งเลวร้ายสามารถเกิดขึ้นกับเราได้เสมอ เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ดังนั้นจึงต้องเตรียมตัวป้องกันเหตุร้ายไว้เสมอ ขณะเดียวก็ต้องเตรียมใจด้วย

สำหรับชาวพุทธ วิธีเตรียมใจอย่างหนึ่งก็คือ การพิจารณาว่า ความแก่ ความป่วย ความตาย จะต้องเกิดขึ้นแก่ตนเอง ไม่มีใครหนีพ้น เช่นเดียวกับ ความพลัดพรากจากของรักคนรัก วิธีนี้ช่วยเตือนใจไม่ให้ประมาท หรือเพลิดเพลินหลงใหลในความสุขและความสำเร็จที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็เตรียมใจพร้อมรับกับความผันผวนที่จะมาถึง

การพิจารณาถึงความจริงของชีวิตดังกล่าวเป็นการเตรียมใจสำหรับชีวิตในช่วงยาว แต่สำหรับการดำเนินชีวิตในแต่ละขณะ ก็ควรมีการเตือนใจทำนองนี้เหมือนกัน คือ ไม่ว่าจะทำอะไร ก็เผื่อใจไว้ว่าอาจไม่เป็นอย่างที่คาดหวังก็ได้ เช่น เวลาทำงาน ก็ควรเผื่อใจสำหรับความล้มเหลว เวลาไปตรวจสุขภาพ ก็ควรเผื่อใจว่าอาจพบโรคร้าย ฯลฯ การเผื่อใจเช่นนี้จะช่วยให้เราไม่เสียศูนย์เมื่อประสบกับความพลิกผัน

วัยรุ่นหากเผื่อใจไว้ว่าอาจเกิดอุบัติเหตุ ก็คงไม่ขับรถทั้ง ๆ ที่เมาหรือไม่ใส่หมวกกันน็อค ส่วนผู้ใหญ่หากเผื่อใจว่ามะเร็งสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ก็จะกินอาหารอย่างระมัดระวังและหมั่นออกกำลังกาย รวมทั้งเร่งทำภารกิจสำคัญโดยไม่ผัดวันประกันพรุ่งอยู่ตลอดเวลา

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved