หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารอิมเมจ > ใจกว้าง
กลับหน้าแรก

นิตยสาร IMAGE พฤษภาคม ๒๕๕๔
ใจกว้าง
ภาวัน

แบ่งปันบน facebook Share   

 

“ผมไม่ชอบคุณ.....แต่ผมจะยืนหยัดเพื่อคุณ”

ผู้ที่พูดประโยคนี้คือ วิลเลียม คับเลนทซ์ (William Coblentz) อธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ส่วนคนที่เขาพูดด้วยก็คือ เอลดริดจ์ คลีฟเวอร์ (Eldridge Cleaver) ผู้นำแห่งพรรคเสือดำ อันลือเลื่อง ซึ่งมีความคิดหัวรุนแรงและสนับสนุนการปฏิวัติด้วยอาวุธ

ในปี ๑๙๖๖ หลังจากที่ออกจากคุก คลีฟเวอร์ได้รับเชิญให้ไปสอนที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์คลีย์ ในขณะที่นักคิดหัวรุนแรงคนอื่น ๆ ทั้งที่เป็นฝ่ายซ้ายและคอมมิวนิสต์ เช่น เฮอเบิร์ต มาร์คิวส์ แองเจลา เดวิส ได้รับเชิญให้ไปสอนที่วิทยาเขตซานดิอาโก ของมหาวิทยาลัยเดียวกัน

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจแก่ผู้คนเป็นอันมาก โดยเฉพาะโรนัลด์ เรแกน ซึ่งเป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียในเวลานั้น มีความพยายามจากหลายฝ่ายเพื่อกดดันมหาวิทยาลัยให้เชิญคนเหล่านั้นออกไป เรแกนถึงกับพูดว่า “ถ้าเอลดริดจ์ คลีฟเวอร์ ได้รับอนุญาตให้สอนลูกหลานของเรา คงมีสักคืนหนึ่งที่พวกเขากลับมาบ้านแล้วเชือดคอพวกเรา”

แม้คับเลนทซ์จะมิได้รู้เห็นกับการเชิญคนเหล่านี้มาสอนในมหาวิทยาลัยของเขา แต่เขาเห็นว่าสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องสำคัญ เขาเองไม่เห็นด้วยกับความคิดทางการเมืองของเอลดริดจ์ แต่ก็เห็นว่าเอลดริดจ์มีสิทธิที่จะมีความคิดแบบสุดโต่ง เขาจึงเมินเฉยเสียงกดดันจากทุกสารทิศ และไม่หวั่นไหวต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ของเรแกน

อันที่จริงคับเลนทซ์มีเหตุผลที่ไม่ชอบเอลดริดจ์ เนื่องจากเขามีความประพฤติส่วนตัวที่ไม่สู้ดีนัก แต่เห็นว่าเขามีสิทธิที่จะสอนในมหาวิทยาลัยตราบเท่าที่เขาไม่ปลุกระดมหรือ “เผยแพร่ศาสนาของเขา”ในชั้นเรียน ดังนั้นคับเลนทซ์จึงพร้อมที่จะยืดหยัดปกป้องสิทธิของเอลดริดจ์อย่างเต็มที่

คับเลนทซ์เป็นตัวอย่างของคนที่แยกแยะอย่างชัดเจนระหว่างความชอบส่วนตัวกับหลักการหรือความถูกต้อง เขาไม่เอาความรู้สึกส่วนตัวมาบดบังสำนึกในเรื่องความถูกต้อง ความถูกต้องในกรณีนี้ก็คือสิทธิเสรีภาพในความคิดความเชื่อและการแสดงความคิดเห็น แม้จะคิดเห็นต่างกันเพียงใด เขาก็ใจกว้างพอที่จะยอมรับความคิดต่าง และพร้อมที่จะปกป้องสิทธิที่จะคิดต่างด้วย แม้ว่าการกระทำเช่นนั้นจะทำให้เขาเดือดร้อนก็ตาม

ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็พูดถึงสิทธิเสรีภาพที่ตนจะแสดงความคิดเห็นอะไรก็ได้ แต่พอได้ยินได้ฟังใครที่คิดต่างจากตน ก็มักจะขุ่นเคืองใจหรือโกรธเขาขึ้นมาทันที อาจถึงกับกล่าวหา ด่าประณาม หรือติดฉลากใส่ยี่ห้อให้เขาทันที ถ้าเป็นความคิดเห็นที่แสลงหูมาก ๆ ก็จะพยายามสกัดกั้นความคิดเห็นนั้น ๆ หรือสนับสนุนให้มีการปิดกั้นความคิดดังกล่าว

การคิดต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา ทำไมเราจะต้องเกลียดกันด้วยหากคิดไม่เหมือนกัน ในสังคมที่อารยะ การเคารพความคิดเห็นของกันและกันเป็นสิ่งจำเป็น แต่หากเราไม่สามารถเคารพความคิดเห็นของคนอื่นได้ คือมีความรู้สึกดูถูกเหยียดหยามอยู่ในใจ อย่างน้อยก็น่าจะเคารพสิทธิในความคิดเห็นดังกล่าวของเขา ไม่กล่าวประณามที่เขาคิดต่างจากเรา กดดันบีบคั้นให้เขาหยุดแสดงความคิดเห็นหรือเปลี่ยนความคิด นอกจากไม่ควรทำเช่นนั้นแล้ว ยังควรปกป้องสิทธิที่เขาจะแสดงความคิดเห็นดังกล่าวด้วย หากไม่ไปละเมิดสิทธิของใคร

ความคิดของใคร ใคร ๆ ก็หวงแหน อยากปกป้องและรักษามันเอาไว้ ไม่อยากให้มีอะไรมากระทบกระทั่งหรือท้าทาย แต่ก็อย่าให้มันกลายเป็นนายเราจนสามารถสั่งให้เราด่าประณามคนที่คิดต่างจากมัน เราอาจคิดว่ากำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่แท้จริงกำลังทำเพราะความยึดติดถือมั่นในความคิด “ของกู”มากกว่า เมื่อยึดว่าความคิด “ของกู”ถูกต้องเสียแล้ว ก็สามารถทำอะไรได้ทั้งนั้น รวมทั้งทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องด้วย

ปุถุชนย่อมมีความชอบ ความชัง และยังมีความยึดมั่นใน “ตัวกู ของกู”อยู่ แต่ถ้ารู้ทันมัน และตระหนักชัดในหลักการแล้ว ก็สามารถยืนหยัดเพื่อความถูกต้องได้ น่าคิดว่าสังคมไทยจะสงบสุขและก้าวไกลเพียงใดหากผู้คนใจกว้างพอที่จะพูดว่า “ถึงฉันจะไม่ชอบคุณ.....แต่ฉันก็จะยืนหยัดเพื่อคุณ”

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved