หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารอิมเมจ > ของดีไม่มียี่ห้อ
กลับหน้าแรก

นิตยสาร IMAGE มีนาคม ๒๕๕๓
ของดีไม่มียี่ห้อ
ภาวัน

แบ่งปันบน facebook Share   

 

เช้าวันหนึ่ง “ชอุ่มศรี”กับ “หนวดน้อย” มาเยี่ยม ทั้งคู่เพิ่งกลับมาจากมาเลเซีย แถมหิ้วของมาฝากด้วย เป็นกระเป๋าเดินทางสีน้ำตาลมีล้อลาก รูปทรงเรียบ ๆ ธรรมดา แต่ชอุ่มศรีภาคภูมิใจมากที่นำของชิ้นนี้มาฝากเพื่อน เพราะเป็นกระเป๋าที่ใช้งานได้ดีมาก ด้านหน้ามีหลายชั้น เหมาะสำหรับใส่โน้ตบุ๊คและเอกสาร ด้านในใส่เสื้อผ้าและของจิปาถะได้มากมาย ส่วนซิปก็รูดได้ลื่นมาก เช่นเดียวกับล้อลากที่แค่ออกแรงเบา ๆ ก็เคลื่อนตัวอย่างรื่นเรียบและเงียบกริบ นอกจากนั้นวัสดุที่ใช้ยังทนมากด้วย

ชอุ่มศรีบอกว่ากว่าจะซื้อกระเป๋าใบนี้ได้ต้องเข้าแถวยาวทีเดียว แต่นั่นยังไม่แปลกเท่ากับที่เธอบอกว่า กระเป๋าใบนี้ไม่มียี่ห้อ สำรวจดูก็เป็นอย่างที่เธอว่าจริง ๆ หาเท่าไรก็ไม่เจอโลโก้ เครื่องหมายการค้า หรือตัวอักษรที่บ่งบอกยี่ห้อ อดพิศวงไม่ได้ว่าสินค้าไม่มียี่ห้ออย่างนี้ขายดีได้อย่างไร

แล้วหนวดน้อยก็เสริมว่ากระเป๋าใบนี้ซื้อมาจากร้าน “มูจิ” ซึ่งย่อมาจากข้อความว่า “มูจิรูชิ เรียวฮิน” แปลเป็นไทยง่าย ๆ ว่า “ของดีไม่มียี่ห้อ” เขายังบอกอีกว่าตอนนี้สินค้าจากร้านนี้ขายดีมาก เป็นที่นิยมไปทั่วโลก ไม่ใช่แค่กระเป๋าเท่านั้น แต่รวมถึงของใช้จิปาถะ

สินค้าไม่มียี่ห้อ ไม่เคยเห็นโฆษณาหรือแม้แต่ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามอย่างนี้น่ะหรือ ที่ขายดีไปทั่วโลก เราอดคิดในใจไม่ได้ แต่เมื่อค้นข้อมูลผ่าน google ก็พบว่า ปัจจุบันมูจิมียอดขายปีหนึ่งหลายพันล้านบาท นอกจากเชนสโตร์ในญี่ปุ่นเกือบ ๓๐๐ แห่งแล้ว ยังมีสาขาในอีก ๑๖ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย มูจิเป็นกิจการที่เติบโตเร็วมาก ปัจจุบันผลิตสินค้าถึง ๗,๐๐๐ ชนิด

ในยุคที่ผู้คนทั่วโลกคลั่งไคล้สินค้าแบรนด์เนม มูจิเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมาก ตั้งแต่ถือกำเนิด
เมื่อปี ๒๕๒๓ ผู้ก่อตั้งมีปณิธานแน่วแน่ว่าสินค้าของตนจะไม่มียี่ห้อหรือโลโก้อย่างเด็ดขาด รวมทั้งไม่มีการทุ่มทุนโฆษณาเหมือนสินค้าอื่น ๆ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะต้องการทวนกระแสบริโภคนิยมที่กระตุ้นให้คนเสพทุกอย่างไม่เว้นแม้กระทั่งยี่ห้อหรือภาพลักษณ์ เมื่อไม่ต้องเสียเงินมหาศาลไปกับการโฆษณา ก็ทำให้สินค้ามีราคาถูกลง อันเป็นความตั้งใจอีกประการหนึ่งของผู้ก่อตั้ง

จุดเด่นอีกอย่างของมูจิ คือการใช้แพ็คเก็จอย่างง่าย ๆ นอกจากเพื่อประหยัดต้นทุนแล้ว ยังเพื่อช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย สำนึกดังกล่าวยังถ่ายทอดลงไปในกระบวนการผลิตและการจัดจำหน่ายด้วย

รูปทรงของสินค้าจากมูจินั้นเรียบง่ายมาก จนบางคนมองว่าเชย แต่นี้คือหัวใจของมูจิก็ว่าได้ เพราะมูจิต้องการเน้นคุณภาพมากกว่ารูปแบบ ใครที่ใช้ของมูจิย่อมอดไม่ได้ที่จะต้องชมว่าเป็นของดีจริง ๆ อย่างไรก็ตามแม้รูปแบบจะแสนธรรมดา แต่ก็แฝงความงดงามเอาไว้ ไม่ต่างจากภาพเซนที่ตวัดด้วยหมึกดำไม่กี่เส้น แต่ก็สวยงามตรึงใจผู้ดู จะว่าไปแล้วเซนมีอิทธิพลต่อผู้ก่อตั้งมูจิไม่น้อยเลย ดังเขากล่าวว่าการดีไซน์สินค้าของมูจิถือหลักเรียบง่ายแบบเซน

ทั้ง ๆ ที่ไม่มียี่ห้อหรือโลโก้ แต่สินค้าจากมูจินั้นมองปราดเดียวก็รู้ว่ามาจากไหน เพราะรูปทรงนั้นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จะว่าไปแล้วทั้งรูปแบบและคุณภาพก็บ่งบอกชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็น“ของดีไม่มียี่ห้อ”

ถึงไม่มียี่ห้อก็เป็นของดีได้ นี้คือ “สาร”จากมูจิที่เตือนใจผู้คนได้ดีมาก โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนหมกมุ่นหลงใหลในยี่ห้อ จนเข้าใจไปว่ายี่ห้อกับของดีเป็นสิ่งคู่กัน ถึงกับพากันไขว่คว้าหาสินค้ายี่ห้อดัง ๆ มาใช้ หรือไม่ก็มองว่าคนที่ใช้สินค้ายี่ห้อดังต้องเป็นคนเก่งฉลาดหลักแหลม

จะว่าไปแล้วมิใช่แต่ยี่ห้อสินค้าเท่านั้น เรายังหลงใหลติดยึดยี่ห้อของผู้คนอีกด้วย เจอใครที่มียี่ห้อดี เช่น เป็นผู้จัดการ เป็นด็อกเตอร์ หรือเป็นหมอ ก็สรุปล่วงหน้าแล้วว่าเขาเป็นคนดีมีคุณภาพคับแก้ว แต่ถ้าเจอชาวบ้าน คนกวาดขยะ แม่ค้า ก็มักมองว่าเขาเป็นคนไม่น่าคบหา หรือไม่ฉลาด

มูจิยังบอกอีกว่า ของดีไม่มียี่ห้อก็ยังขายดีได้ รูปแบบภายนอกนั้นไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพภายใน แทนที่จะมัวเติมแต่งรูปลักษณ์ ไม่ดีกว่าหรือหากจะมาใส่ใจกับคุณภาพไม่ว่าของสินค้าหรือตัวคน

หากจุดมุ่งหมายของยี่ห้อคือการประกาศตัวตน มูจิก็เป็นตัวอย่างดีที่ชี้ว่าการประกาศตัวตนที่ดีที่สุดนั้น มิใช่ด้วยถ้อยคำ แต่ด้วยคุณภาพภายใน ถ้าเป็นของดีจริง ๆ คนอื่นย่อมรู้วันยังค่ำ

ของดีไม่ต้องพึ่งยี่ห้อหรือโฆษณาฉันใด คนดีคนเก่งก็ไม่จำต้องโอ้อวดโฆษณาตัวเองฉันนั้น


รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved