หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารอิมเมจ > คนตาบอด
กลับหน้าแรก

นิตยสาร IMAGE กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
คนตาบอด

ภาวัน

ชายตาบอดไปเยี่ยมเพื่อนสนิท สนทนากันจนค่ำ เมื่อได้เวลากลับบ้าน เจ้าของบ้านยื่นโคมกระดาษให้ชายตาบอด พร้อมจุดเทียนให้เสร็จ

“ให้ฉันทำไม ฉันไม่ต้องใช้โคมก็เดินกลับบ้านได้”

“ฉันรู้ แต่ถ้าแกไม่ถือไว้ คนอื่นก็อาจจะมาเดินชนแก”

ชายตาบอดรับโคมแล้วก็เดินตรงไปที่บ้าน ระหว่างทางปรากฏว่ามีคนมาเดินชนเขาอย่างจัง ชายตาบอดโมโห โวยเสียงดัง

“ตาบอดหรือไง ไม่เห็นโคมหรือ ?”

“ขอโทษครับ แต่โคมของคุณดับนี่ครับ” ชายแปลกหน้าตอบ

นิทานเรื่องนี้จบลงโดยไม่ได้บอกว่าต้องการสอนอะไร ดูเผิน ๆ ก็เหมือนกับประชดประชันคนตาบอด แต่ที่จริงนิทานเรื่องนี้อาจกำลังตั้งคำถามให้ทุกคนฉุกคิดว่า ชายตาบอดคนนั้นหมายถึงเราหรือเปล่า?

ชายตาบอดมีเหตุผลที่ปฏิเสธโคมของเพื่อน แต่เขาลืมไปว่าถึงแม้โคมไม่เป็นประโยชน์กับเขา แต่ก็เป็นประโยชน์สำหรับคนอื่นที่ไม่ได้ตาบอด เพื่อนจึงเตือนให้เขานึกถึงคนอื่นด้วย ซึ่งในที่สุดก็จะส่งผลดีต่อตัวเขาเอง

ใช่หรือไม่ว่าคนเราถ้าคิดถึงแต่ประโยชน์ของตัวเอง ส่วนประโยชน์ของคนอื่นมองไม่เห็น คนนั้นก็ไม่ต่างจากคนตาบอด

นิทานเรื่องนี้เตือนให้เรานึกถึงมุมมองหรือความต้องการของคนอื่นด้วย เมื่อใดที่เรามองจากมุมของตัวอย่างเดียว หรือนึกถึงแต่ความต้องการของตนสถานเดียว ในที่สุดก็ต้องเกิดความขัดแย้งระหว่างเรากับผู้อื่น อาจถึงขั้นปะทะกัน ทำนองเดียวกันกับที่คนตาบอดอาจถูกคนอื่นเดินมาชนหากไม่ถือโคมไว้

ใช่หรือไม่ว่า เป็นเพราะทุกวันนี้มีคนตาบอดตามนัยนี้เต็มไปหมด จึงมีผู้คน“เดินชน” กันชุลมุนวุ่นวาย ทุกหนแห่ง ทั้งในครอบครัว ตามละแวกบ้าน ในที่ทำงาน บนท้องถนน หน้าทำเนียบ และในรัฐสภา

การมองให้เลยพ้นตัวเองออกไป คำนึงถึงมุมมองของผู้อื่นหรือประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับเขาเหล่านั้น จะไม่เป็นผลดีต่อเขาเท่านั้น แต่จะส่งผลดีย้อนกลับมาที่ตัวเราด้วย

อย่างไรก็ตามการมองให้เลยพ้นตัวเองออกไป ไม่ได้หมายความว่ามองเห็นแต่ความผิดพลาดของคนอื่น แต่ความผิดพลาดของตัวเองกลับมองไม่เห็น หากทำเช่นนั้นก็ไม่ต่างจากคนตาบอดในนิทานเรื่องนี้ เมื่อถูกคนอื่นมาชน อย่างแรกที่เขาทำก็คือโทษคนอื่นทันที โดยหารู้ไม่ว่าเป็นเพราะโคมของตนดับไปนานแล้ว

เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ใช่หรือไม่ว่าเราชอบโทษคนอื่นมากกว่าที่จะหันกลับมาดูตัวเอง เวลาพ่อเดินสะดุดของเล่น อย่างแรกที่เขาทำคือตำหนิลูกว่าเก็บของไม่เป็นที่ แต่เมื่อลูกเดินสะดุดหนังสือที่พ่อวางกองไว้บนพื้น พ่อกลับต่อว่าลูกว่าเดินซุ่มซ่าม ในโรงเรียนครูก็ทำเช่นนี้กับนักเรียน ในที่ทำงานเจ้านายก็ทำเช่นนี้กับลูกน้อง ส่วนรัฐมนตรีก็ทำเช่นนี้กับข้าราชการ

คิดดูก็แปลก เรามักจมอยู่กับตัวเองหากเป็นเรื่องของความต้องการและผลประโยชน์ แต่ถ้าเกิดปัญหาเมื่อใด เรากลับมองไปข้างนอกทันทีว่าเป็นสาเหตุ มุมมองเช่นนี้ทำให้เรามืดบอดต่อความเป็นจริง หรือปิดกั้นไม่ให้เราเห็นความจริงอย่างรอบด้าน ซึ่งก่อผลเสียแก่เราในที่สุด

ผู้คนจะกระทบกระทั่งกันน้อยลง หากเรารู้จักมองพ้นความต้องการของตน ออกไปรับรู้ความต้องการของผู้อื่นบ้าง และเมื่อมีความผิดพลาด ก็หันมามองที่ตนเองก่อนที่จะไปกล่าวโทษผู้อื่น มองแบบนี้ดูเผิน ๆ เหมือนกับว่าทำให้เราเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นคุณต่อเราในท้ายที่สุด เพราะเป็นหลักประกันแห่งความสงบสุขอย่างแท้จริง ซึ่งเราเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับอานิสงส์ไปเต็ม ๆ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved