หน้ารวมบทความ
   บทความ > ประสบการณ์ชีวิต > คุณูปการของโรงเรียนอัสสัมชัญ
กลับหน้าแรก
อุโฆษสาร ๒๕๕๓

คุณูปการของโรงเรียนอัสสัมชัญ
พระไพศาล วิสาโล

อุโฆษสาร ๒๕๕๓
อัสสัมชัญ ๑๒๕ ปี "ที่นี่มีประวัติศาสตร์"

แบ่งปันบน facebook Share   

 

อาตมาเข้าเรียนที่อัสสัมชัญปี ๒๕๐๖ และเรียนจบในปีการศึกษา ๒๕๑๗  ต่อมาได้เข้าเรียนที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างนั้นได้เป็นสาราณียกรปาจารยสาร ของมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป และทำงานให้แก่กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม เพื่อรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนและนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๒๕๑๙  จนถึงปี ๒๕๒๖ จึงได้อุปสมบท ณ วัดทองนพคุณ และพำนักที่วัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ นับแต่นั้น ปัจจุบันยังได้ดูแลวัดป่ามหาวันอีกวัดหนึ่งด้วย  นอกจากงานเขียน งานแปล แล้ว อาตมายังทำงานอบรมด้านสมาธิภาวนา การแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี  นอกจากเป็นกรรมการมูลนิธิโกมลคีมทอง และอีกหลายหน่วยงานแล้ว ยังเป็นประธานเครือข่ายพุทธิกา  ซึ่งมีงานหลายโครงการ เช่น ฉลาดทำบุญด้วยจิตอาสา สุขแท้ด้วยปัญญา และเผชิญความตายอย่างสงบ  ปัจจุบันบวชมาแล้ว ๒๙ พรรษา

อาตมาเข้าเรียนที่อัสสัมชัญตั้งแต่ป.๑ จนถึง ม.ศ. ๕  จึงเรียกได้ว่าความรู้แทบทั้งหมดที่มีก่อนเข้ามหาวิทยาลัยนั้น ล้วนเป็นผลมาจากการปลูกฝังที่อัสสัมชัญทั้งสิ้น  ความรู้เหล่านั้นเป็นพื้นฐานสำคัญให้กับความรู้ต่าง ๆ ที่ต่อยอดสืบมาหลังจากนั้น แม้กระทั่งทุกวันนี้สติปัญญาทั้งหมดที่มีก็ได้อาศัยความรู้จากอัสสัมชัญเป็นตัวรองรับอยู่ไม่น้อย  ที่สำคัญก็คือ ภาษาอังกฤษ อันที่จริงวิชาอื่นก็มีความสำคัญอยู่มาก  แต่ที่ลืมไปก็เยอะ  ที่ล้าสมัยไปแล้วก็มาก ไม่เหมือนกับภาษาอังกฤษ ซึ่งถูกปูพื้นไว้ค่อนข้างมากตั้งแต่ป.๑  อาตมาได้เอามาใช้อยู่บ่อย ๆ และอย่างต่อเนื่องจนทุกวันนี้  อีกทั้งเป็นวิชาที่หากเรียนจากที่อื่น (ไม่ว่าโรงเรียนอื่นหรือที่มหาวิทยาลัย) ก็คงไม่ได้พื้นที่แน่นหนาอย่างที่ได้จากอัสสัมชัญ  ความจริงในสมัยของอาตมา ก็มีเสียงบ่นแล้วว่า การสอนภาษาอังกฤษที่อัสสัมชัญ “อ่อน”กว่าสมัยก่อน แต่ก็ยังนับว่า “แข็ง” กว่าที่อื่นเป็นส่วนใหญ่ในเวลานั้น

ที่จริงมีวิชาหนึ่งที่อาตมาได้ “ไฟ” หรือ แรงบันดาลใจจากอัสสัมชัญ ก็คือ วิทยาศาสตร์  ทั้งนี้เป็นผลจากการสอนของครูคนหนึ่ง (คือ ม.ทบ เสนีย์) ตั้งแต่ชั้น ป.๗ ที่ทำให้ตนเองอยากเอาดีทางนี้ ถึงกับทำกิจกรรมวิทยาศาสตร์ออกงานแทบทุกปี และได้รับรางวัลในงานนิทรรศการระหว่างโรงเรียนอยู่ ๒ ครั้ง คือม.ศ.๒ และม.ศ.๔ แต่หลังจากนั้นใจก็น้อมไปทางด้านสังคมศาสตร์มากกว่า ก็เลยไม่ได้เป็นวิศวกรหรือหมออย่างที่ตั้งใจเอาไว้ แม้กระนั้นทุกวันนี้ก็ยังมีใจรักในวิทยาศาสตร์อยู่

ไหน ๆ พูดแล้วก็อยากพูดถึงอีกวิชาหนึ่งที่อาตมาได้รับจากอัสสัมชัญ และใช้บ่อยมากไม่น้อยกว่าภาษาอังกฤษ (ส่วนภาษาไทยนั้นยกไว้วิชาหนึ่ง) ก็คือ วิชาพิมพ์ดีด  อาตมาเป็นคนสนใจเรื่องขีดเขียน จึงได้ใช้วิชาพิมพ์ดีดของ ม.บรรณา ชโนดม เป็นประจำ  หากไม่ได้เรียนอัสสัมชัญจนถึงมัธยม ก็คงจะพิมพ์ดีดแบบใช้นิ้วจิ้ม แทนที่จะพิมพ์แบบสัมผัส ซึ่งช่วยให้พิมพ์ได้เร็วและมีสมาธิได้มากกว่า ไม่ว่าพิมพ์ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม อาตมาคิดว่าความรู้จากห้องเรียนเป็นเพียงส่วนเดียวของคุณูปการที่ได้จากอัสสัมชัญ  ความรู้และสิ่งดี ๆ นอกห้องเรียน ก็มีคุณค่าต่ออาตมาไม่น้อย อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ อย่างแรกก็คือ ความรู้จากห้องสมุด  อัสสัมชัญนั้นเริ่มมีห้องสมุดที่ได้มาตรฐานก็ตอนที่อาตมาอยู่ชั้นป.๔ แต่ตอนนั้นอาตมาอยู่อัสสัมชัญเซ็นต์หลุยส์  พอขึ้นป.๕ ย้ายมาบางรัก ก็ดีใจมากเพราะมีโอกาสได้อ่านหนังสือดี ๆ มากมายจากห้องสมุด  หนังสือเหล่านั้นมีส่วนอย่างมากในการเสริมสร้างสติปัญญาและปลูกฝังทัศนคติดี ๆ หลายอย่างให้แก่อาตมา โดยเฉพาะความสำนึกในทางสังคม ทำให้ไม่เอาแต่เรียนหนังสือ โดยไม่สนใจเรื่องชีวิตและสังคมรอบตัว การที่อาตมาเปิดหูเปิดตาเข้าใจโลกมากขึ้น ไม่ถูกตีกรอบด้วยห้องเรียน ก็มีพื้นฐานมาจากห้องสมุดนี้เอง

ประการต่อมาก็คือ เรื่องเล่าเกี่ยวกับคุณงามความดีของศิษย์เก่า ตอนเด็ก ๆ นั้น ทุกวันเสาร์มีการประชุมใหญ่ทั้งโรงเรียน  บางเสาร์บราเดอร์หลุยส์ ชาแนล อธิการของเราก็จะเชิญศิษย์เก่าเวียนกันมาเล่าถึงประสบการณ์ในวัยและชีวิตการทำงานของท่าน ส่วนใหญ่จะเน้นเน้นเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ความขยันหมั่นเพียร (ตรงตามคติของอัสสัมชัญที่ว่า Labor Omnia Vincit) บางครั้งก็เชิญศิษย์เก่ามาพูดถึงคุณงามความดีของอัสสัมชนิกรุ่นก่อนที่เสียชีวิต (เช่น เชิญอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ มาพูดถึงพระยาอนุมานราชธน) เรื่องราวเหล่านี้สอดคล้องกับคำสอนของบราเดอร์ฮีแลร์ ที่จารึกบนแผ่นหินแกะสลักเหนือเวทีที่ว่า “จงตื่นเถิด เปิดตา หาความรู้ เรียนคำครู คำพระเจ้า เฝ้าขยัน จะอุดม สมบัติ ปัจจุบัน แต่สวรรค์ ดีกว่า เราอย่าลืม”  อาตมารู้สึกประทับใจเรื่องราวเหล่านี้มาก ซึ่งบางครั้งยังได้จากการอ่านบทความของศิษย์เก่าใน “อุโฆษสาร”  มันไม่เพียงทำให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นอัสสัมชนิก แต่ยังตอกย้ำให้เกิดศรัทธาในคุณธรรมและความดีงาม  ซึ่งวิชาศีลธรรมในโรงเรียนไม่สามารถทำให้ได้เลย

ประการที่สาม ก็คือ แบบอย่างของบราเดอร์และมาสเตอร์หลายท่าน  ท่านเหล่านี้คือรูปธรรมแห่งความดี ซึ่งพวกเราสัมผัสได้  ท่านเหล่านี้อยู่อย่างสมถะ เสียสละเพื่อนักเรียน อีกทั้งซื่อตรง รักและภูมิใจในความเป็นครู   เป็นเรื่องธรรมดามากที่จะเห็นบราเดอร์และมาสเตอร์ไม่ยอมโอนอ่อนให้กับผู้ปกครอง ไม่ว่าเขาจะร่ำรวยหรือใหญ่มาจากไหน  หากเรียกร้องหรือทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง (เช่น ปกป้องลูกที่ทำผิด) ก็จะโดนท่านเหล่านั้นต่อว่า  นี่คือภาพที่อาตมาแลเห็นอยู่บ่อย ๆ รวมทั้งเวลาที่พ่อแม่พยายามช่วยลูกที่มาโรงเรียนสาย แล้วต้องโดนมาสเตอร์ยาก๊อบเล่นงานจนหน้าหงาย  ความดีของบางท่านอาตมาไม่ได้เห็นกับตา แต่ก็ได้ยินกิตติศัพท์และเสียงเล่าขานประดุจตำนานที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน คุณงามความดีของบราเดอร์ มาสเตอร์และศิษย์เก่า ไม่เพียงเป็นเกียรติประวัติอันน่าภาคภูมิใจของอัสสัมชัญเท่านั้น  หากยังทำให้อาตมารู้สึกว่าตนมีรากเหง้าที่หยั่งลึก ไม่ใช่คนหลักลอยหรือไร้ราก

คุณูปการนอกห้องเรียนประการที่ ๔ ก็คือ การกระตุ้นเตือนและส่งเสริมให้นึกถึงผู้ทุกข์ยาก  เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสอนอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะจากบราเดอร์ผู้เป็นนักบวช แต่มีสิ่งหนึ่งที่อัสสัมชัญทำมากกว่านั้นก็คือ การส่งเสริมให้นักเรียนทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคม  อาตมาได้มีโอกาสออกค่ายอาสาพัฒนาเป็นครั้งแรกก็ตอนอยู่ที่อัสสัมชัญนี้เอง  ตอนนั้นเรามี “กลุ่มอัสสัมชัญอาสาพัฒนา” ซึ่งเป็นชุมนุมที่นักเรียนบริหารกันเอง และพากันไปออกค่ายบ้าง ช่วยเหลือเด็กกำพร้าและคนชราบ้าง  อาตมาได้รับประโยชน์อย่างมากจากการร่วมกิจกรรมดังกล่าว โดยเฉพาะการออกค่าย ซึ่งเป็นการเปิดหูเปิดตาให้เห็นโลกกว้างขึ้น ว่ามีคนที่ลำบากกว่าเราอีกมาก ชีวิตในค่ายนั้นยังได้สอนอะไรแก่เราหลายอย่าง ซึ่งไม่มีทางจะเรียนรู้ได้จากห้องเรียนหรือจากชีวิตในกรุงเทพ ฯ เลย อาตมาเชื่อว่าเพื่อน ๆ และพี่ ๆ หลายคนที่ได้ออกค่ายจะเห็นตรงกับอาตมาว่า ประสบการณ์ในค่ายนั้นได้สร้างความประทับใจและหล่อหลอมบุคลิกบางอย่างให้แก่ตนเอง ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างมาก  ทำให้ตระหนักว่าชีวิตนี้ไม่ได้มีขึ้นเพียงเพื่อตักตวงเงินทองหรือแสวงหาความสุขใส่ตัว แต่เพื่อเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์และช่วยเหลือสังคมส่วนรวม

ประสบการณ์และคุณค่าเหล่านี้หาไม่ได้จากโรงเรียนอื่น เพราะสมัยนั้นการออกค่ายอาสาพัฒนาเป็นอภิสิทธิ์เฉพาะของนักศึกษามหาวิทยาลัยเท่านั้น  หากไม่ใช่เป็นเพราะการสนับสนุนของอธิการนับแต่บราเดอร์หลุยส์ ชาแนล มาจนถึงบราเดอร์วิจารณ์ ทรงเสี่ยงชัยพวกเราย่อมไม่มีโอกาสอย่างนี้ และหากไม่ใช่เพราะความใจกว้างและไว้วางใจของท่านทั้งสอง  พวกเราก็คงจะไม่รู้จักคิดและเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือผู้อื่นที่ลำบากกว่าเรา ด้วยวิธีการของเราเอง

ที่จริงท่านอธิการไม่เพียงเปิดโอกาสเท่านั้น แต่ยังสนับสนุนจริงจัง  ภาพที่ยังจำได้ดีคือ บราเดอร์หลุยส์เดินทางไปเยี่ยมพวกเราที่ออกค่ายอาสาพัฒนาทุกปี พร้อมกับของฝากอร่อย ๆ ให้แก่ชาวค่าย  โดยเป็นกันเองกับพวกเรา และภาพบราเดอร์วิจารณ์ ซึ่งร่วมออกค่ายกับเรา ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรา ตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย โดยปีนป่ายตอกตะปู หรือขุดหลุมส้วม โดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย 

ประการสุดท้าย ก็คือ ระเบียบวินัย ความขยันหมั่นเพียร ความซื่อสัตย์สุจริต และตรงต่อเวลาที่บราเดอร์และมาสเตอร์ทั้งหลายเคี่ยวเข็ญตั้งแต่ป.๑ จนถึง มศ.๕  เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมาก หากไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกลงโทษเบาบ้างหนักบ้างตามกรณี  ภาพที่จำได้แม่นก็คือ นักเรียนต้องวิ่งสุดฝีเท้าเพื่อมาให้ถึงโรงเรียนก่อน ๘.๒๐ น. และเมื่อเสียงระฆังสงบ นักเรียนต้องเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ   หรือภาพบราเดอร์ฮีแลร์เดินชี้ให้นักเรียนเก็บเศษกระดาษบนสนามกรวดทุกเช้า หรือภาพนักเรียนถูกเฆี่ยนหรือถูกจับให้คะแนน bad note เพราะลอกการบ้าน แม้ว่าระเบียบวินัยเหล่านี้เกิดขึ้นจากการบังคับและการลงโทษ ซึ่งมีส่วนทำให้ชีวิตวัยเยาว์ของอาตมาในอัสสัมชัญไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่นัก  แต่ก็มีประโยชน์ตรงที่ช่วยให้ชีวิตไม่หลงออกนอกทางบ่อยนัก รวมทั้งทำให้มีความแน่วแน่ในการทำงาน ไม่ทิ้งกลางคัน หรือเอาแต่ใจตัว  ถึงแม้ว่าบ่อยครั้งจะทำให้ชีวิตเครียดไปบ้าง แต่หากรู้จักปล่อยวาง ไม่เอาระเบียบวินัยเป็นพระเจ้าแล้ว ชีวิตก็จะผ่อนคลายขึ้นมาก

อาตมามีความภาคภูมิใจในอัสสัมชัญ ตรงที่อัสสัมชัญมีเกียรติประวัติยาวนานในด้านการปลูกฝังให้อัสสัมชนิกเป็นคนดีมีความซื่อสัตย์สุจริตควบคู่กับความรู้ความสามารถ ส่งผลให้อัสสัมชนิกจำนวนมากมายเป็นแบบอย่างด้านคุณธรรมและการรับใช้ประเทศชาติด้วยความซื่อตรง สมัยยังเด็ก อาตมามีความภาคภูมิใจที่อัสสัมชนิกมีคนอย่างอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์  พระยาอนุมานราชธน  หลวงอดุลเดชจรัส พระยาศราภัยพิพัฒน์  ดิเรก ชัยนาม ซึ่งเป็นที่ยกย่องในด้านความซื่อสัตย์สุจริตและการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติ  จริงอยู่อัสสัมชนิกจำนวนไม่น้อยเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั้งในวงราชการและธุรกิจ หลายคนเป็นองคมนตรี นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ตลอดจนเศรษฐีชั้นนำ แต่นั่นยังไม่น่าภาคภูมิใจมากเท่ากับการที่อัสสัมชัญได้สร้างบุคคลที่เป็นเลิศทางด้านคุณธรรม และใช้ความรู้ความสามารถเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม  นี้คือเกียรติประวัติในอดีตที่ทำให้อาตมาภาคภูมิใจในโรงเรียนของตน และรู้สึกภูมิใจในความเป็นอัสสัมชนิก   ทำให้รู้สึกว่าตนเป็นเสมือนต้นไม้ที่มีรากหยั่งลึกไปในผืนดินอันอุดม รากดังกล่าวช่วยให้ตนเองรู้สึกมีความเชื่อมโยงกับคนสำคัญในอดีตและประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของเมืองไทย ทำให้เกิดความมั่นคงในจิตใจ  และมีแรงบันดาลใจในการทำความดี  แต่ขณะเดียวกันอาตมาก็ยอมรับความจริงว่านั่นเป็นเกียรติประวัติในอดีต ซึ่งต่างจากปัจจุบันไม่น้อย 

อัสสัมชัญในอดีตมีเอกลักษณ์ทั้งในด้านวิชาการและคุณธรรม (ซึ่งรวมไปถึงระเบียบวินัย) สมัยนั้นการมีความโดดเด่นในวิชาการ ไม่ใช่เรื่องยากนัก เพราะโรงเรียนในเมืองไทยยังมีน้อย อีกทั้งอัสสัมชัญมีภาษีดีตรงที่มีนักบวชชาวตะวันตกเป็นทั้งครูและผู้บริหาร ท่านเหล่านั้นมีความรู้ด้านสมัยใหม่ดีกว่าชนชั้นนำของไทยส่วนใหญ่ในเวลานั้น แต่ในปัจจุบันนั่นไม่ใช่ความได้เปรียบของอัสสัมชัญอีกแล้ว เพราะมีโรงเรียนชั้นนำมากมาย สามารถเข้าถึงแหล่งวิชาการได้สะดวก  การที่อัสสัมชัญจะยังคงรักษาความโดดเด่นด้านวิชาการอย่างในอดีตจึงเป็นเรื่องยากมาก แม้กระทั่งวิชาภาษาอังกฤษที่เคยแข็งมาก่อน ตอนนี้อัสสัมชัญก็แพ้เปรียบหลายโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนนานาชาติ แต่ความโดดเด่นในด้านคุณธรรม ยังอยู่ในวิสัยที่อัสสัมชัญในปัจจุบันจะทำได้ แม้ว่าทุกวันนี้จะห่างไกลจากเกียรติประวัติในอดีตมามากแล้วก็ตาม 

การหล่อหล่อมปลูกฝังอนุชนที่มีความซื่อสัตย์ ใฝ่ธรรม รักความรู้ มีความพากเพียร  รับผิดชอบต่อตนเอง ไม่หลงในวัตถุ และมีสำนึกต่อสังคม เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทย และของทั้งโลกก็ว่าได้  ขณะเดียวกันก็เป็นความล้มเหลวของการศึกษาไทยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ดังนั้นแทนที่อัสสัมชัญจะพุ่งไปตามกระแสหรือแบบแผนที่เห็นได้ชัดว่าล้มเหลวหรือเป็นทางตัน ควรหันมาเน้นในเรื่องการสร้างนักเรียนที่มีคุณธรรมหรือจิตสำนึกดังกล่าว โดยไม่ทิ้งด้านวิชาการ   ทิศทางดังกล่าวจะทำให้อัสสัมชัญสามารถเป็นคำตอบให้แก่การศึกษาไทยที่กำลังหลงทางอยู่ในปัจจุบัน และเป็นการกลับมาเดินตามแนวทางที่ครูบาอาจารย์รุ่นก่อนได้บุกเบิกและวางรากฐานเอาไว้จนประสบความสำเร็จ 

แน่นอนวิธีการที่บราเดอร์และมาสเตอร์ทั้งหลายเคยใช้มานั้น แม้จะเคยประสบอย่างมากในอดีต แต่ใช้ไม่ได้แล้วในปัจจุบัน  ดังนั้นแทนที่จะใช้วิธีการบังคับและลงโทษ ควรหันมาใช้การกระตุ้นให้เด็กเกิดฉันทะหรือแรงบันดาลใจที่จะทำความดีและรู้จักควบคุมตนเอง  แทนที่จะเน้นการสอน ก็หันมาให้ความสำคัญกับการสร้างกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กรู้จักคิดด้วยตนเอง และใฝ่รู้ สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่อง  วิธีการดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้เด็กมีความใฝ่ดีและมีคุณธรรมเท่านั้น หากยังส่งเสริมให้เด็กเรียนเก่งและมีความรู้เพิ่มขึ้นด้วย ไม่ได้ทำให้วิชาการของเด็กอ่อนลงแต่อย่างใด


รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved