หน้ารวมบทความ
   บทความ > ธรรม(ะ)ชาติบำบัด > ปลุกพลังบวกในองค์กร
กลับหน้าแรก

ปลุกพลังบวกในองค์กร
ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
พระไพศาล วิสาโล

วารสารธรรม(ะ)ชาติบำบัด
ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๕๖

แบ่งปันบน facebook Share 

 

เหตุปัจจัยที่ส่งผลให้พฤติกรรมของคนเรา ดีหรือชั่ว เจริญงอกงามหรือตกต่ำ มีสองประการ ปัจจัยแรกเป็นปัจจัยภายใน ได้แก่มุมมอง ทัศนคติ ปัจจัยที่สองคือสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องการพัฒนาตนให้เจริญก้าวหน้าในองค์มรรค เริ่มต้นจากการมีสัมมาทิฐิ พระองค์จึงทรงให้ความสำคัญกับสองสิ่ง

สิ่งแรกคือ โยนิโสมนสิการ ได้แก่การใช้ความคิดอย่างถูกวิธี หรือการรู้จักคิดหรือมองด้วยปัญญา

เรื่องที่สองคือ ปรโตโฆสะ ซึ่งแปลตามตัวว่า เสียงจากผู้อื่น หรือการกระตุ้นชักจูงจากภายนอก ถ้าเป็นฝ่ายบวกก็คือ กัลยาณมิตร ซึ่งหมายถึง มิตรสหายที่แวดล้อม รวมทั้งครูบาอาจารย์ กินความรวมถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นที่ส่งผลต่อการรับรู้และความรู้สึกนึกคิดของตัวเรา

ปัจจัยทั้งสองนี้สำคัญมาก คนที่จะบำเพ็ญภาวนาได้ดีนั้น นอกจากความกระตือรือล้น หรือมีฉันทะคือความรักในสิ่งที่ทำแล้ว สิ่งที่ต้องมีควบคู่ไปด้วย คือสิ่งแวดล้อมที่เกื้อกูลหรือเหมาะสมต่อการปฏิบัติ ภาษาบาลีใช้คำว่า สัปปายะ (ซึ่งกลายเป็นคำว่า สบาย ในภาษาไทย) เช่น มีที่อยู่ซึ่งเหมาะสม สงบ ไม่พลุกพล่าน อาหารเพียงพอ ไม่ขาดแคลน และถูกสุขลักษณะ ดินฟ้าอากาศไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป รวมทั้งมีผู้คนที่เหมาะสม เช่น มิตรสหาย ครูบาอาจารย์ แค่มีปัจจัยภายในคือความตั้งใจ ความเพียร ยังไม่พอ ถ้าสิ่งแวดล้อมแย่ก็อาจทำให้ความเพียร ความตั้งใจที่มีอยู่ เป็นหมัน หมดพลัง แต่ถ้าสิ่งแวดล้อมดีก็ทำให้ให้มีความเพียรต่อเนื่อง มีกำลังใจ และการปฏิบัติเจริญก้าวหน้า

พุทธศาสนานั้นมองสิ่งต่าง ๆ เป็นองค์รวมเสมอคือมองปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบด้าน อยู่ที่ว่าอะไรเป็นปัจจัยหลัก อะไรเป็นปัจจัยรอง ดีที่สุดก็คือปัจจัยทั้งสองเกื้อกูลสอดคล้องกัน ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงทรงสร้างชุมชนที่เรียกว่าคณะสงฆ์ขึ้นมา โดยมีกติกาหรือระเบียบที่ช่วยให้ชุมชนนี้มีความสามัคคีและเป็นอยู่ด้วยดี เพราะชุมชนแห่งกัลยาณมิตรเป็นสิ่งสำคัญมากต่อความเจริญงอกงามในระดับบุคคล

กระตุ้นพลังบวก

จิตใจของเรามีทั้งคุณธรรม และ ความเห็นแก่ตัว พฤติกรรมการแสดงออกของเราจะเป็นอย่างไร อยู่ที่ว่าอันใดอันหนึ่งถูกกระตุ้นให้โดดเด่นหรือมีพลังมากกว่ากัน ตัวกระตุ้นก็คือ มุมมอง ทัศนคติ และสิ่งแวดล้อม ถ้าเราต้องการกระตุ้นพลังบวกให้เกิดขึ้นกับบุคคล ครอบครัว องค์กร และชุมชน ก็ควรจะให้ความสำคัญกับโยนิโสมนสิการเป็นข้อแรก เพราะการคิดถูกวิธีหรือคิดบวกสามารถกระตุ้นคุณธรรมขึ้นมาได้ เช่น ทำให้เกิดเมตตา ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่อิจฉาริษยาเขา ขณะเดียวกันก็ควรมีการจัดสรรสิ่งแวดล้อมให้ดี รวมทั้งมีปฏิสัมพันธ์ที่เกื้อกูล เช่น การสื่อสารระหว่างกัน สิ่งเหล่านี้สามารถกระตุ้นคุณธรรมให้เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าจัดสรรสิ่งแวดล้อมไม่ดี สื่อสารไม่ถูกต้อง ความเห็นแก่ตัวก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน

ครั้งหนึ่ง สมาคมผู้เกษียณอายุในอเมริกาได้สอบถามทนายความจำนวนมากว่า พวกเขาสามารถลดค่าบริการให้แก่คนวัยเกษียณที่ยากจนได้ไหม เช่น ลดให้เหลือชั่วโมงละ 30 ดอลลาร์ ปรากฏว่าไม่มีทนายความคนไหนยอมลดราคาให้เลย ตอนแรกผู้จัดการโครงการนี้รู้สึกผิดหวังแต่เขาไม่ยอมแพ้ เขาจึงพยายามใหม่อีกครั้ง คราวนี้เขาถามใหม่ว่า ทนายความจะยินดีให้บริการแก่คนวัยเกษียณที่ยากจนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายได้ไหม ปรากฏว่าทนายความส่วนใหญ่ยินดีทำให้ ผลที่เกิดขึ้นนับว่าแปลกมาก เพราะถ้าให้ลดค่าบริการ ทนายความไม่ยอม แต่ถ้าขอให้ทำงานฟรี ๆ กลับตกลง

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เรื่องนี้อธิบายได้ว่า เป็นเพราะคนเรามีสองบรรทัดฐาน ได้แก่บรรทัดฐานทางธุรกิจ กับ บรรทัดทางสังคม ทีแรกคำถามของสมาคมนั้นทำให้ทนายความนึกถึงบรรทัดฐานทางธุรกิจ เมื่อใช้บรรทัดฐานทางธุรกิจ ทนายความจะรู้สึกว่า ค่าบริการ ๓๐ ดอลลาร์ต่อชั่วโมงนั้นต่ำเกินไป แต่พอทนายความเจอคำถามที่สอง นั่นคือ จะให้บริการคนยากจนฟรี ๆ ได้ไหม คำถามนี้ทำให้พวกเขานึกถึงบรรทัดฐานทางสังคม บรรทัดฐานนี้ก็คือว่า คนเราต้องช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ที่ยากจนหรืออ่อนแอกว่า เขาจึงตอบตกลง

เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าคนเรามีทั้งต่อมคุณธรรม และ ต่อมเห็นแก่ตัว เราจะมีพฤติกรรมอย่างไร อยู่ที่ว่าต่อมใดถูกกระตุ้นให้ทำงาน การสื่อสารหรือมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันสามารถกระตุ้มต่อมคุณธรรมหรือต่อมเห็นแก่ตัวได้ทั้งนั้น ถ้ากระตุ้นต่อมคุณธรรมก็จะเกิดพลังบวกขึ้นมา ถ้ากระตุ้นต่อมเห็นแก่ตัว พลังลบก็จะเกิดขึ้นแทนที่ อย่างไรก็ตามมีปัจจัยอีกมากมายที่สามารถกระตุ้นต่อมใดต่อมหนึ่งได้ ที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือสภาพแวดล้อมในองค์กรหรือหน่วยงาน

พลิกฟื้นจากความย่ำแย่

มีตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ คือเรื่องของ Happy ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เรารู้จักดี แฮปปี้เป็นของบริษัทแทค (บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น) แฮปปี้ เป็นโครงการซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่บริษัทแทคกำลังย่ำแย่ มีหนี้นับหมื่นล้านจำนวนมาก และกำลังถูกแย่งตลาดทั้งจากคู่แข่งเดิมและคู่แข่งใหม่ ซึ่งมีฐานะการเงินดีกว่า พนักงานหมดกำลังใจ แถมขัดแข้งขัดขากัน มีแต่คนรับชอบแต่ไม่มีใครยอมรับผิด ต่างโทษกัน จนบริษัทต่างชาติเข้ามาเทคโอเวอร์

เมื่อธุรกิจย่ำแย่ ขาดทุนมหาศาล ก็ต้องดำเนินการปรับปรุงขนานใหญ่ สิ่งหนึ่งที่ทำคือการสร้างแบรนด์ใหม่ ให้บริการเติมเงินในชื่อ แฮปปี้ และให้มีองค์กรแบบใหม่ ที่แตกต่างจากเดิม ของเดิมนั้นมีหลายฝ่าย แต่ละฝ่ายแยกกันทำงาน มีเป้าหมายต่างกัน ฝ่ายโฆษณาก็ดูแลแต่โฆษณา ฝ่ายขายก็ทำเรื่องขาย ไม่ประสานกัน แต่ของใหม่นั้นแม้ยังมีฝ่ายอยู่ แต่ทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบกำไร-ขาดทุนร่วมกัน โดยมีอำนาจเต็มที่ทุกกระบวนการ เป็นองค์กรที่มีอำนาจเต็มในตัวเอง ทุกคนจึงเหมือนกับลงเรือลำเดียวกัน ถ้ากำไร ก็เป็นความสำเร็จของทุกคน ถ้าขาดทุนก็เป็นความล้มเหลวของทุกคน โครงสร้างแบบนี้ทำให้เส้นแบ่งหรือกำแพงระหว่างฝ่ายมีน้อยลง ขณะเดียวกันก็ขึ้นตรงต่อ CEO โดยไม่ต้องผ่านหลายขั้นตอน พูดง่าย ๆ คือรื้อใหม่ทั้งโครงสร้างแนวนอนและโครงสร้างแนวตั้ง ทำให้ซับซ้อนมีขั้นตอนน้อยลง

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ พอมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง การทำงานของคนในองค์กรก็เปลี่ยนแปลงไป ผู้คนร่วมมือกันมากขึ้นภายในเวลา ๑๐๐ วัน ปรากฏว่า แฮปปี้สามารถทำรายได้ต่อเดือนสูงขึ้นถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ตามเป้าที่ซีอีโอกำหนด หลังจากนั้นก็สร้างยอดขายให้กับแทคเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนฟื้นจากวิกฤต แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นไม่ใช่เม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นแต่เป็นความสัมพันธ์ของคนในองค์กรที่ดีขึ้นมาก

ในช่วงเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงนั้น แฮปปี้รู้ว่าตนเองเป็นรองในตลาด มีเงินลงทุนไม่มาก ดังนั้นจึงต้องทำงานหนัก ต้องคิดนอกกรอบ แสวงหาวิธีการใหม่ ๆ เพราะหากใช้วิธีการเดิมก็คงแพ้เพราะมีเงินสู้เขาไม่ได้ กลยุทธ์สำคัญที่นำใช้ในองค์กร คือ ความสนุก และการทำงานเป็นทีม

การทำงานให้สนุกและการทำงานเป็นทีม ทำให้คนขยันทำงาน ไม่เกี่ยงงานหนัก อีกทั้งยังทำให้คนกล้าคิดสิ่งใหม่ กล้าคิดแผลงๆ เช่นการโฆษณาแบรนด์โดยทำหนังกลางแปลงตามอำเภอต่างๆ ซึ่งปรากฏว่าได้ผลดีมาก เข้าถึงและถูกใจคนต่างจังหวัด มีการอนุญาตให้ยืมเงินล่วงหน้าเพื่อโทรออก มีการขายบัตรเติมเงินขนาดเล็ก ราคา ๕๐ บาท สิ่งเหล่านี้คนทำงานคิดได้เพราะเข้าไปในชนบทด้วยการเดินเท้า พบเห็นร้านค้าในหมู่บ้าน ขายสบู่ แชมพู ซองเล็ก ๆ ราคาไม่กี่บาท แต่ขายดีมาก เรื่องเหล่านี้บริษัทขนาดใหญ่คิดไม่ได้ เพราะที่ปรึกษาทางการตลาดของบริษัทเหล่านี้บอกว่า ทำไม่ได้ ขัดแย้งกับตำรา ถ้าทำก็เจ๊ง แต่แฮปปี้ทำหลายอย่างที่วิชาการตลาดหรือผู้เชี่ยวชาญไม่ได้สอนไว้ เพราะเขาไม่มีเงินจ้างบริษัททำวิจัยการตลาด ก็เลยต้องลุยเองโดยไปคุยกับชาวบ้าน ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งการเดินแจกซิมตามศูนย์การค้าในกรุงเทพ ฯ หรือตามอำเภอต่าง ๆ ปรากฏว่ายิ่งทำ ก็ยิ่งสนุก คล้ายกับการออกค่าย ซึ่งพนักงานจำนวนไม่น้อยเคยผ่านมาแล้วตอนเป็นนักศึกษา

แฮปปี้มีหลักการทำงานคล้าย ๆ สโลแกนของไนกี้ คือ just do it หมายความว่าเมื่อคิดอะไรได้ก็ทำเลย ไม่ต้องวิจัยแล้วเพราะไม่มีเงินจ้าง ผู้บริหารอนุญาตให้พนักงานคิดแปลก ๆ ได้ ปรากฏว่า ภายในเวลา 1 ปี เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กรมาก พนักงานขยันขันแข็ง ร่วมมือกัน ที่น่าแปลกก็คือคนเหล่านี้ เป็นคนกลุ่มเดิมที่เคยขัดแข้งขัดขากัน ไม่ลงรอยกันตอนที่แทคตกต่ำ น่าสนใจว่า ทำไมผู้คนเหล่านี้จึงเปลี่ยนแปลงไป จากคนที่ไม่มีกำลังใจและแรงจูงใจในการทำงาน กลับกลายเป็นคนที่มีชีวิตชีวา ทำงานอย่างสนุกและทำได้ดี เรื่องของแฮปปี้ชี้ว่า โครงสร้างในองค์กร รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนทำงาน มีส่วนสำคัญมากในการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนทำงาน เรื่องราวเหล่านี้ธนา เธียรอัจฉริยา อดีตผู้บริหารแฮปปี้เขียนไว้เป็นหนังสือน่าอ่านมาก

ครอบครัวเดียวกันในบ้านกาญจนาภิเษก

ตัวอย่างที่น่าสนใจอีกตัวอย่างคือ บ้านกาญจนาภิเษก บ้านกาญจนาภิเษก เริ่มต้นคล้ายกับแทค คือเริ่มจากติดลบ สมาชิกในบ้านนี้เป็นเยาวชนที่ต้องโทษเพราะก่ออาชญากรรม เช่น ฆ่า ข่มขืน เป็นชีวิตที่ติดลบ แต่เมื่อองค์กรได้ผู้อำนวยการคนใหม่คือคุณทิชา ณ นคร เธอปรับปรุงความสัมพันธ์ในสถานที่นี้ใหม่ ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เริ่มจากการเปลี่ยน “คุก” ให้กลายเป็น “บ้าน” โดยถือว่าเยาวชนในนั้นไม่ใช่นักโทษ และเจ้าหน้าที่ก็ไม่ใช่ผู้คุม จากองค์กรที่ถูกครอบด้วยระบบราชการที่เจ้าหน้าที่มีอำนาจเหนือเด็ก กลายมาเป็นสถานที่ที่ทุกคนมีความสัมพันธ์แบบครอบครัว (เด็กๆในบ้านกาญจนาฯ เรียกคุณทิชาว่า ป้ามล) เจ้าหน้าที่คนไหนที่ทำร้ายเด็กจะถูกย้ายทันที

บ้านกาญจนาภิเษกไม่มีรั้วหรือกำแพง เพราะเชื่อว่าสิ่งที่จะทำให้เด็กไม่หนีก็คือ ความเชื่อใจ ดังนั้นจึงมอบความไว้วางใจให้แก่เด็กๆ รวมทั้งให้เสรีภาพแก่เขาในการดูแลตนเอง เช่น จะแต่งตัวอย่างไรก็ได้ ไว้ผมทรงไหนก็ได้ แม้กระทั่งกฎเกณฑ์หลายข้อก็เป็นการตกลงร่วมกันของเด็กทุกคนในบ้าน หากจะมีเหตุให้ต้องยกเว้น ก็จะมีการขอมติจากเด็กทุกคน ซึ่งพบว่าเด็กใช้เหตุผลในการพิจารณา โดยไม่คิดกลั่นแกล้งหรือถือพวกถือพ้อง ที่นี่อนุญาตให้เด็กกลับไปเยี่ยมบ้านได้ทุกเสาร์อาทิตย์สิ้นเดือนหากมีความประพฤติดี (ไม่ต่ำกว่า ๖๐ คะแนน) และเขาเชื่อว่าเด็กเหล่านี้จะไม่หนี

บ้านกาญจนาภิเษกยังทำกิจกรรมหลายอย่างเพื่อให้เด็กรู้จักคิด เช่น ดูภาพยนตร์ร่วมกัน เมื่อดูจบแล้วก็มีกระบวนการให้เด็กได้คิดว่าหนังเรื่องนี้สอนอะไร บางครั้งเขานำข่าวอาชญากรรม หรือสารคดีเกี่ยวกับอุบัติเหตุรถยนต์ มาให้วิเคราะห์ร่วมกัน หรือไตร่ตรองว่าถ้าเขาเป็นพ่อแม่ หรือคนที่ตกประสบเหตุร้ายในข่าว เขาจะรู้สึกอย่างไร มีการพาเด็กเหล่านั้นไปเยี่ยมผู้หญิงที่ถูกลูกหลงระหว่างที่เด็กช่างกลทะเลาะกันบนรถเมล์ ทำให้เด็กๆ ได้เห็นความทุกข์ของคนที่เป็นเหยื่อ และพ่อแม่ของเขา เรื่องของบ้านกาญจนาภิเษก มีการถ่ายทอดเป็นหนังสือที่น่าอ่านมากชื่อ “เด็กน้อยโตเข้าหาแสง”

มีหลายอย่างที่คล้ายกันระหว่างแฮปปี้กับบ้านกาญจนาภิเษก โดยเฉพาะในเรื่องความสัมพันธ์ในองค์กร ตอนที่เพิ่งตั้งแฮปปี้ใหม่ ๆ เวลาซิคเว่ เบรกเก้ หรือ วิชัย เบญจรงคกุล ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงเดินเข้าลิฟต์ พนักงานที่อยู่ในลิฟท์จะรีบออกมาทันที ไม่กล้าใช้ลิฟต์ร่วมกันเพราะรู้สึกหวั่นเกรงและเหินห่างกับเจ้านาย แต่เมื่อได้ทำงานร่วมกัน ไปแจกซิมร่วมกันที่มาบุญครองและต่างจังหวัด รวมทั้งได้เห็นทั้งสองคนเต้นแร็พบนเวทีในวันฉลองปีใหม่อย่างไม่ถือเนื้อถือตัว พนักงานก็รู้สึกใกล้ชิดกับผู้บริหารสองคนนี้มากขึ้น มีความรู้สึกเป็นเพื่อนมากขึ้น เวลาทั้งสองเข้าลิฟท์ พนักงานก็กล้าที่จะใช้ลิฟต์ร่วมด้วย รวมทั้งพูดคุยอย่างสนุกสนาน คุณทิชา ณ นคร และ ข้าราชการในบ้านกาญจนาภิเษก ก็ทำอย่างเดียวกัน คือเปลี่ยนโครงสร้างและความสัมพันธ์เชิงอำนาจ

แฮปปี้นั้นเป็นองค์กรธุรกิจที่มุ่งกำไร ส่วนบ้านกาญจนาภิเษกเป็นองค์กรของรัฐที่มุ่งสงเคราะห์ผู้คน ถ้าเอาสององค์กรนี้มาบวกกันแล้วหารสอง ก็จะได้แก่โรงพยาบาลนั่นเอง พูดอีกอย่าง โรงพยาบาลคือสิ่งที่อยู่ตรงกลาง ๆ ระหว่างแฮปปี้กับบ้านกาญจนาภิเษก ดังนั้นเรื่องราวของทั้งสองแห่งจึงเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับพวกเราที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาล

จากพนักงานที่ไม่มีความหวัง ขัดแข้งขัดขาจนบริษัทเกือบเจ๊ง กลายเป็นพนักงานที่กระตือรือร้นจนทำให้บริษัทพ้นจากวิกฤตและกลายเป็นองค์กรธุรกิจชั้นนำในปัจจุบัน จากเด็กๆ ที่ต้องคดี ชีวิตติดลบ ต้นทุนต่ำ กลับกลายเป็นเด็กดี รับผิดชอบตัวเอง สร้างสิ่งที่น่าประทับใจให้แก่ผู้คน อันนี้คือผลพวงขององค์กรที่สามารถดึงเอาพลังบวกหรือกระตุ้นต่อมคุณธรรมของผู้คนได้

เราเป็นใคร

มีการทดลองในสหรัฐอเมริกาโดยให้นักศึกษาหญิงอเมริกันเชื้อสายเอเชียมาทำแบบทดสอบทางคณิตศาสตร์ ก่อนทำก็แบ่งคนเหล่านี้ออกเป็นสองกลุ่ม มีการสัมภาษณ์คนกลุ่มแรกด้วยคำถามเกี่ยวกับเพศของตัว เช่น ถามความรู้สึกเกี่ยวกับหอพัก ทั้งนี้เพื่อปูทางให้ตระหนักว่าตนเองเป็นผู้หญิง ส่วนอีกกลุ่มก็สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องเชื้อชาติ เช่น ประวัติของครอบครัวของเธอในอเมริกา ภาษาที่ใช้พูดในบ้าน ทั้งนี้เพื่อปูทางให้ตระหนักถึงเชื้อสายเอเชียของตน

พอทำบททดสอบเสร็จ ปรากฏว่าผลทดสอบออกมาแตกต่างกันมาก พวกที่ถูกเตือนให้ระลึกว่าตนเป็นผู้หญิง ทำคะแนนได้แย่กว่าพวกที่ถูกเตือนให้ระลึกว่าเป็นคนอเมริกันเชื้อสายเอเชีย ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่า ในอเมริกามีทัศนคติว่าผู้หญิงนั้นไม่เก่งคณิตศาสตร์ สู้ผู้ชายไม่ได้ แต่พร้อมกันนั้น คนอเมริกาก็มีทัศนคติว่า คนอเมริกันเชื้อสายเอเชียเก่งคณิตศาสตร์มาก ดังนั้นพอคนกลุ่มแรกถูกกระตุ้นให้ระลึกถึงความเป็นผู้หญิง จึงรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งคณิตศาสตร์ เลยทำแบบทดสอบได้ไม่ค่อยดี แต่คนกลุ่มที่สองหลังจากที่ถูกกระตุ้นให้ระลึกว่าตนเป็นคนเชื้อสายเอเชีย จึงเกิดความเชื่อมั่นว่าเก่งคณิตศาสตร์ จึงทำแบบทดสอบได้ดีกว่า

การทดลองนี้ชี้ให้เห็นว่า ความสำนึกว่าเราเป็นใครมีผลต่อพฤติกรรมและความสามารถของเรา ถ้าสำนึกว่าเป็นผู้หญิงและไม่เก่งคณิตศาสตร์ เราก็ทำได้ไม่ค่อยดี แต่ถ้าสำนึกว่า เราเป็นเอเชีย มีความสามารถด้านคณิตศาสตร์ เราก็จะทำได้ดี พูดอีกอย่างเราใส่หมวกหรือติดยี่ห้ออะไรก็มีผลต่อพฤติกรรมและความสามารถของเรา

องค์กรถอดหมวก

แฮปปี้ให้คนทำงานถอดความเป็นซีอีโอหรือลูกน้องกลายมาเป็นเพื่อนกัน คุณทิชา ณ นครทำให้ทุกคนถอดความเป็นข้าราชการหรือผู้ต้องโทษกลายมาเป็นครอบครัวเดียวกัน อาตมาคิดว่าสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญคือการเปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ระบบราชการนั้นถูกครอบด้วยความสัมพันธ์ที่แข็งตึง ให้ความสำคัญกับอำนาจมากกว่าคุณธรรมหรือความสามารถ สิ่งเหล่านี้กระตุ้นพลังฝ่ายลบได้ง่าย ผู้บังคับบัญชาก็ใช้อำนาจ ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาก็กลัวคนที่อยู่เหนือกว่า บ้านกาญจนาภิเษกทำให้เราเห็นว่า แม้ยังเป็นหน่วยงานราชการ มีโครงสร้างแบบราชการครอบอยู่ แต่ความสัมพันธ์ภายในนั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้ เมื่อเปลี่ยนความสัมพันธ์ภายในบ้านได้ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมของคนในบ้านได้ สามารถกระตุ้นต่อมคุณธรรมและพลังฝ่ายบวกได้

ควรมีบางโอกาสที่เราให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลถอดหมวกหรือถอดบทบาทเดิมแล้วทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกันนอกโรงพยาบาลบ้าง เช่น เป็นจิตอาสา ปลูกต้นไม้ หรือเยี่ยมคนป่วยในฐานะจิตอาสา อาจมีการสนทนาในโรงพยาบาลแต่ไม่ได้คุยเรื่องแผนงาน หันมาคุยกันเรื่องครอบครัว แบ่งปันความทุกข์ ความสุข ในฐานะมนุษย์หรือคนธรรมดาที่สุข ๆ ทุกข์ ๆเหมือน กัน หัวหน้าก็จะรับรู้ว่าลูกน้องมีความทุกข์ และ ลูกน้องก็รับรู้ว่าหัวหน้าก็มีความทุกข์เช่นกัน จะช่วยให้รู้สึกเข้าใจและเห็นใจกันมากขึ้น เกิดความรู้สึกเป็นพี่เป็นน้องเป็นเพื่อน เด็กหลายคนในบ้านกาญจนาภิเษกที่ต้องคดีร้ายแรงเมื่อเข้าไปเยี่ยมเด็กซึ่งถูกทำร้ายจากการที่วัยรุ่นตีกัน ได้เห็นความทุกข์ยากของผู้ป่วยและพ่อแม่ ก็ได้กลายเป็นเพื่อน หรือพี่ของเด็กที่ถูกทำร้ายเหล่านั้น เกิดความสงสารเขา ในที่สุดก็กลับมาย้อนมองว่าที่ผ่านมาตนเองได้ทำให้คนอื่นมีความทุกข์โดยที่ไม่เคยรู้สึกรู้สาเลย บัดนี้เมื่อเห็นความทุกข์ของเขาแล้ว ก็เห็นโทษของการกระทำดังกล่าว และตั้งใจที่จะไม่ทำเช่นนั้นอีก มองในแง่นี้ การพาเด็กบ้านกาญจนาภิเษกไปเยี่ยมผู้ป่วย ก็คือการถอดหมวกวัยรุ่นที่ก่อปัญหา มาสวมหมวกใบใหม่คือเป็นเพื่อนของเด็กคนนั้น จึงทำให้เกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจคนที่เคยเป็นเหยื่อความรุนแรงของตน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในที่สุด

มีกรณีหนึ่งในบ้านกาญจนาภิเษก คือ ก. เป็นผู้ร้ายฆ่าพ่อของ ข. ต่อมาวันหนึ่ง ข. ก็เข้ามาอยู่ในบ้านกาญจนาภิเษกเช่นเดียวกับ ก. ปัญหาก็คือสองคนนี้จะอยู่ร่วมกันอย่างไร ก.เริ่มอยู่ไม่สุขเพราะรู้ว่า ข.จะต้องมาแก้แค้นแน่ ๆ จึงเตรียมตัวรับมือ ความรู้สึกแบบนี้ทำให้สถานการณ์ตึงเครียด ตอนแรกจึงต้องแยกสองคนนี้ให้ห่างจากกัน แต่ภายหลังก็มีกระบวนการที่ช่วยให้เกิดการคืนดี กล่าวคือมีการจัดงานวันแห่งการให้อภัย มีการเลี้ยงโต๊ะจีนและมีดนตรีมาขับกล่อม จากนั้นก็มีเซอร์ไพรส์ด้วยการเชิญย่าของข .ซึ่งสูญเสียลูกชายมาขึ้นเวที และพูดว่าไม่อยากเห็นการแก้แค้นของหลาน ขณะเดียวกันก็ให้ ก.นำธูปแพเทียนแพมากราบขอโทษย่า กิจกรรมวันนั้นทำให้ความตึงเครียดในบ้านกาญจนาภิเษกลดลง และนำไปสู่การคืนดีในที่สุด ข.ยอมให้อภัย ก. ที่น่าสนใจก็คือหลังจากวันนั้น ก. พูดว่า เขาไม่เคยหลับสบายอย่างนี้มานานมากแล้ว “ความแค้นไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น รู้งี้ให้อภัยไปนานแล้ว”

พลังดี สร้างขึ้นได้

อะไรทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จากคนที่สังคมหมดหวัง กลายเป็นคนมีคุณภาพ และมีอนาคต เด็กๆ จากบ้านกาญจนานั้นหลายคนมีพฤติกรรมดีกว่าบางคนที่อยู่นอกคุก ดีกว่าวัยรุ่นทั่วไป เขารู้จักรับผิดชอบตนเองและคิดถึงคนอื่น เรื่องราวดังกล่าวทำให้เราเห็นว่ามนุษย์นั้นเปลี่ยนได้และสามารถเปลี่ยนอย่างหน้ามือเป็นหลังมือได้ด้วย เมื่อมีการเปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนความสัมพันธ์ เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม กัลยาณมิตรนั้นสำคัญแต่ลำพังกัลยามิตรอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่สำคัญพอๆ กันก็คือโครงสร้างความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ต่อกัน

มีนักธุรกิจคนหนึ่งเล่าว่า วันหนึ่งเขาขับรถอย่างสบายๆ จู่ๆ ก็มีรถคันหนึ่งขับเร่งขึ้นมาปาดหน้า พร้อมกับลดกระจก และตะโกนด่า เขารู้สึกโกรธขึ้นมาทันที จึงเร่งรถตามคันนั้นขึ้นไป เมื่อรถแล่นทันกัน เขาลดกระจกลงเตรียมจะด่า คนขับรถอีกคันก็ลดกระจกเตรียมด่าตอบเช่นกัน แต่จู่ๆ นักธุรกิจคนนั้นเปลี่ยนใจ แทนที่จะด่าก็ตะโกนออกไปว่า “ขอโทษครับ” ทันใดนั้นเองคนขับรถอีกคันก็ตะโกนกลับมาว่า “ผมก็ขอโทษเหมือนกัน” จากนั้นต่างคนต่างก็ให้สัญญาณเพื่อให้รถอีกฝ่ายแล่นแซงขึ้นไป จากเดิมที่รถสองคันนี้แย่งผิวจราจรกัน แต่ตอนนี้กลับให้ทางแก่กันและกัน พฤติกรรมของทั้งคู่แปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และที่เปลี่ยนแปลงก็เพราะมีคนหนึ่งกล่าวคำขอโทษก่อน นักธุรกิจคนนี้เล่าว่า ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่า ตัวเองเอ่ยขอโทษออกไปได้อย่างไร แต่พอเอ่ยไปแล้ว มันสามารถส่งผลต่อจิตใจและพฤติกรรมของอีกฝ่ายใด พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คำขอโทษของนักธุรกิจคนนี้ไปกระตุ้นต่อมคุณธรรมของอีกคนขึ้นมา ตรงกันข้าม หากเขาตะโกนด่า ก็ย่อมกระตุ้นต่อมอัตตาหรือความเห็นแก่ตัวของอีกคนให้ทำงานอย่างแน่นอน

การสร้างความสัมพันธ์แบบใหม่ในการทำงาน สามารถกระตุ้นต่อมคุณธรรมของผู้คนได้ สามารถเคลื่อนคนให้ออกมาจากฐานของการปกป้องตนเอง มาสู่การช่วยเหลือผู้อื่น เป็นการดึงพลังฝ่ายบวกออกมาให้เกิดผลงานที่สร้างสรรค์ เราอาจจะลองทำกิจกรรมจิตอาสาด้วยกัน หันมาพูดคุยแบ่งปันความสุขและความทุกข์กัน กิจกรรมเหล่านี้สามารถกระตุ้นต่อมคุณธรรม สร้างความเป็นพี่เป็นน้องในองค์กร สร้างสรรค์งานให้สนุก และจากความสนุกก็เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากขึ้น ทำให้งานไม่ซ้ำซากจำเจ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้งานได้ผล คนเป็นสุข จิตเบิกบาน งานสัมฤทธิ์

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved