หน้ารวมบทความ
   บทความ > พุทธศาสนา > เห็นสัจธรรมจากสรรพสิ่ง
กลับหน้าแรก

เห็นสัจธรรมจากสรรพสิ่ง
พระไพศาล วิสาโล

ธรรมบรรยายงานบูชาคุณ
ครบรอบวันละสังขารหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ

วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๘


ตอนนี้เป็นเวลา ๕ ทุ่ม เราปฏิบัติมาได้ครึ่งคืนแล้ว เริ่มจากทำวัตรเย็น ถึงตอนนี้ก็ผ่านไป ๕ ชั่วโมงแล้ว อีก ๕ ชั่วโมงก็ถึงเวลาทำวัตรเช้า เมื่อตอนบ่ายยังนึกภาพว่าเมื่อถึงเวลาที่อาตมาบรรยาย คนคงจะบางตา อาจจะมีแม่ชีอยู่บ้างนิดหน่อย โยม ๔-๕ คน มีพระอยู่บ้าง แล้วก็ตุ๊กแก จิ้งจก ๒-๓ ตัว ไม่คิดว่าจะมีคนอยู่หนาตาอย่างนี้ นี่แสดงว่าพวกเรามีความตั้งใจกันจริง ๆ

ตอนเช้าวันนี้มีการปลูกป่าที่ภูหลง คนไปกันเยอะ ขากลับอาตมานั่งรถมากับพระใหม่รูปหนึ่ง เจ้าของรถเปิดซีดีคำบรรยายของอาตมา ปกติถ้าอาตมาคุ้นเคยกับเจ้าของรถก็จะขอให้ปิด เพราะไม่ค่อยอยากฟังเท่าไร แต่เพราะว่าไม่คุ้นเคยกับเจ้าของรถ และเห็นว่าท่านอยากจะฟังจึงไม่ได้บอกให้ปิด ระยะทางจากภูหลงมาสุคะโตประมาณ ๓๐ นาที อาตมาก็นั่งฟังไปเรื่อย ๆ แล้วก็เคลิ้มหลับไป เพราะเสียงโมโนโทนมาก ขนาดเจ้าตัวยังหลับเลย ก็เลยเข้าใจคนที่ฟังอาตมาบรรยาย ว่าคงจะรู้สึกอย่างเดียวกับอาตมาหรืออาจยิ่งกว่าก็ได้ คือว่าฟังแล้วจะรู้สึกง่วงมากขึ้น โดยเฉพาะในเวลาและบรรยากาศแบบนี้  ซึ่งหลายคนก็ง่วงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งได้ฟังที่อาจารย์สมใจเล่าเรื่องพระกับโชเฟอร์ว่า พระท่านอยู่ในสวรรค์ชั้นต่ำเพราะพูดให้คนหลับเป็นอาจิณ ไม่เหมือนโชเฟอร์ที่ทำให้คนตื่น แต่ไม่เป็นไรนะ เพราะยังไงก็ยังได้ขึ้นสวรรค์

การฟังบรรยายนาน ๆ หลายคนอาจจะง่วงมากขึ้น แต่ก็ถือว่าเป็นการฝึกใจ การปฏิบัติธรรมถ้าราบรื่นจะไม่ค่อยก้าวหน้า จะต้องเจออุปสรรคหรือสิ่งที่มารบกวนใจ สิ่งที่มารบกวนใจตัวแรก ๆ คือ นิวรณ์  โดยเฉพาะความง่วง แต่อย่ามองว่าเป็นอุปสรรคเท่านั้น เพราะมันยังเป็นสิ่งที่มาฝึกใจเราด้วย ถ้าเราผ่านมันได้ จะทำให้เรามีความฉลาด มีความเข้มแข็งมากขึ้น แต่ถ้าง่วงแล้วนอน ผ่านมันไม่ได้เราก็จะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ ความง่วงเป็นนิวรณ์ที่เบา มันไม่ได้สร้างปัญหาเท่ากับนิวรณ์ตัวอื่น ๆ เช่น ปฏิฆะหรือพยาบาท ที่อาจทำให้เราป่วยหรือเป็นโรคได้ เช่น ทำให้เส้นเลือดในสมองแตก หรือทำให้คนอื่นเดือดร้อน เช่น โกรธแล้วไปฆ่าคน ไปทำร้ายคน

ความง่วงเป็นนิวรณ์เบื้องต้น ที่เราควรจะเรียนรู้ และผ่านมันไปให้ได้ ถ้าเราผ่านไปได้เราก็จะมีความเข้มแข็งมากขึ้น ฉลาดมากขึ้นในการรับมือกับนิวรณ์ตัวต่อ ๆ ไป  นิวรณ์ตัวอื่น ๆ ก็เหมือนกัน อย่าไปมองว่ามันมาขัดขวางรบกวนจิตใจเรา สำหรับคนที่ต้องการฝึกเพื่อให้จิตสงบตามแนวทางสมถกรรมฐาน จะรู้สึกเป็นลบกับนิวรณ์ ว่าเป็นตัวมาขัดขวางความสงบ ไม่ให้ใจมีสมาธิ แต่สำหรับนักปฏิบัติที่มุ่งให้เกิดปัญญา และการหลุดพ้น นิวรณ์มีประโยชน์มาก เวลามันเกิดแล้วเราไม่เพียงแต่รู้ว่ามันเกิด เวลามันดับเราไม่เพียงแต่รู้ว่ามันดับ แต่ยังรู้ต่อไปว่า มันเกิดเพราะอะไร มันดับเพราะอะไร อะไรเป็นเหตุให้มันเกิด อะไรเป็นเหตุให้มันดับ ถ้าเรารู้อย่างนี้แสดงว่าเรามีความก้าวหน้าในการเจริญสติปัฏฐานขั้นที่ ๔ คือ ธัมมานุปัสสนา

ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการเห็นธรรมในธรรม  ธรรมที่ว่าได้แก่ นิวรณ์ ๕ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ โพชฌงค์ ๗ และอริยสัจ ๔  ถ้ารู้อริยสัจ ๔ อย่างถ่องแท้ก็สำเร็จ จบกิจแล้ว แต่จะมาถึงตรงนี้ได้ก็ต้องผ่านด่านแรกคือนิวรณ์ก่อน การผ่านนิวรณ์ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีนิวรณ์มารบกวนเลย มีนิวรณ์ได้แต่ต้องเห็นชัดว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร มันดับเพราะอะไร เมื่อเราเข้าใจตรงนี้ก็เท่ากับว่า เริ่มเห็นธรรมในธรรมแล้ว

การเจริญสติปัฏฐานมี ๔ ขั้น ขั้นแรกเห็นกายในกาย เมื่อกายเคลื่อนไหวก็รับรู้ หรือรู้สึก ขั้นที่ ๒ เห็นเวทนาในเวทนา สุขเวทนาก็ดี ทุกขเวทนาก็ดี เมื่อเกิดขึ้นก็รู้  อย่างที่หลวงพ่อคำเขียนพูดว่า “เห็น ไม่เข้าไปเป็น” มีความปวดความเมื่อยก็เห็นมัน แต่ไม่เป็นผู้ปวดผู้เมื่อย มีความสบาย ก็เห็นมัน แต่ไม่เป็นผู้สบาย เมื่อกินอาหารอร่อยเกิดสุขเวทนาขึ้น ก็เห็นความเอร็ดอร่อย ไม่ใช่เป็นผู้เอร็ดอร่อย ขั้นที่ ๓  เห็นจิตในจิต คือเห็นความเป็นไปของจิต เห็นอาการของใจ ซึ่งหลวงพ่อคำเขียนสรุปย่อ ๆ  “เห็นกายเคลื่อนไหว เห็นใจคิดนึก” นี้เป็นเบื้องต้นของการเจริญสติปัฏฐาน

เมื่อเราเห็นกายเคลื่อนไหว เห็นใจคิดนึก เมื่อเห็นแล้วไม่เข้าไปเป็น มันก็จะทำให้เราก้าวสู่ขั้นที่ ๔ คือการเห็นธรรมในธรรม ไม่เพียงแต่รู้ว่ามีนิวรณ์เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังเห็นต่อว่ามันมีเหตุปัจจัยอะไรทำให้เกิด ทำให้ดับ ในขณะที่เรากำลังปฏิบัติแล้วมีความง่วงเกิดขึ้น ให้มองว่าความง่วงเป็นของดี เป็นการบ้านที่มาฝึกเรา ไม่ใช่ฝึกความอดทนเท่านั้น แต่ฝึกสติ ให้เราเห็น ไม่เข้าไปเป็น หลังจากที่เห็นว่า มันเกิดขึ้น และดับไป ก็จะเห็นความจริงต่อไปว่า  นิวรณ์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่อาศัยเหตุปัจจัยจึงจะเกิดได้ ถ้าเหตุปัจจัยดับ มันก็ดับ อันนี้แหละคือความจริงที่นิวรณ์เหล่านี้แสดงให้เราเห็น

นิวรณ์สามารถสอนธรรมหรือแสดงสัจธรรมให้เราเห็นได้ เหมือนที่หลวงพ่อคำเขียนพูดว่า “แม้กระทั่งความโกรธก็สอนธรรมให้เราได้ แสดงสัจธรรมให้เราเห็นได้” ท่านพูดถึงขั้นว่า “แม้ถูกด่าก็เห็นสัจธรรมได้” เห็นสัจธรรมนี่เห็นได้หลายแง่  เบื้องต้นเลยก็คือเห็นโลกธรรม ๘ ได้แก่ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ มีสรรเสริญมีนินทา มีสุขมีทุกข์

เวลาถูกด่า สัจธรรมก็ปรากฏแก่เราแล้ว นั่นคือ  มีคนชมก็ต้องมีคนต่อว่า เราไม่ค่อยตระหนักเรื่องนี้เท่าไร ดังนั้นเวลาคนชมก็ปลื้ม  ครั้นถูกคนด่าก็ไม่พอใจ แต่ที่จริงถ้าเราตั้งสติเวลาถูกด่า คนที่ด่าเรา เขากำลังแสดงสัจธรรมให้เห็นว่า มีสรรเสริญก็มีนินทา แต่ต้องตั้งสติให้ดี จึงจะเห็นว่าเขากำลังแสดงธรรมให้เราดู

หลวงพ่อทองรัตน์ กันตสีโล เป็นลูกศิษย์รุ่นแรก ๆ ของหลวงปู่มั่น ท่านมีนิสัยโผงผาง ดูจากภายนอกไม่ค่อยเรียบร้อย บางครั้งเวลาท่านบิณฑบาต ท่านก็จะเรียกให้โยมมาใส่บาตร โดยเฉพาะโยมที่ไม่ค่อยใส่บาตร แต่พอเขาถวายท่านก็ไม่ฉันเพราะรู้ว่ามันเป็นอาบัติ  เพราะตามวินัยแล้ว พระไม่สามารถขออาหารจากโยมได้ ถ้าได้มา ฉันก็เป็นอาบัติ  ท่านรู้แต่ท่านทำเช่นนั้นก็เพื่อสอนให้เขารู้จักใส่บาตร แต่โยมบางคนไม่เข้าใจ วันหนึ่งก็มีคนเขียนบัตรสนเท่ห์ลงไปในบาตร ท่านเห็นก็รู้เลยว่ามันเป็นบัตรสนเท่ห์ พอท่านกลับถึงวัดก็พาดสังฆาฏิอย่างดี แล้วเรียกพระเณรมารวมกัน แล้วบอกว่า "เอ้าลูกอ่าน อมฤตธรรมนะนี่  เทวดาเขาใส่บาตรมา หาฟังยากนะ”  ระหว่างที่เณรอ่าน ท่านก็พนมมือฟัง 

ข้อความในบัตรสนเท่ห์มีว่า “พระผีบ้า เป็นพระเป็นเจ้า ไม่สำรวม ไม่มีศีล ไม่มีวินัย  ประจบสอพลอขอของจากชาวบ้าน พระแบบนี้ถึงจะเหาะเหินเดินอากาศได้ก็ไม่นับถือเป็นพระ ให้รีบออกจากวัดไป ถ้าไม่ไปจะเอาลูกตะกั่วมาฝาก”

ผู้เขียนคงปรารถนาดีต่อพุทธศาสนา อยากเห็นพระดี  และพระดีที่เขาเข้าใจคือพระที่เรียบร้อย พอเห็นหลวงพ่อทองรัตน์ขอข้าวชาวบ้าน ก็ไม่พอใจ อยากขับไล่ออกไป แต่หลวงพ่อทองรัตน์ไม่โกรธเลย พอเณรอ่านจบก็บอกว่า "เอาเก็บไว้ใต้แท่นบูชาพระนะ โลกธรรมแปดมันเป็นอย่างนี้เอง  แต่ก่อนได้ยินแต่ชื่อว่า มีลาภ-เสื่อมลาภ มียศ-เสื่อมยศ มีสรรเสริญ-มีนินทา มีสุข-มีทุกข์  ของดีนะนี่ สาธุ ได้ฟังแล้วแก่นธรรมเพิ่งมาถึงวันนี้เอง เก็บไว้ เก็บไว้”  

หลวงพ่อทองรัตน์ถูกด่า แต่นอกจากท่านจะไม่ทุกข์ไม่โกรธแล้ว ท่านยังเห็นว่าเป็นของดีที่จะมาสอนพระเณรได้ ได้โอกาสสอนพระเณรเลยว่า โลกธรรม ๘ เป็นอย่างนี้ นี่เรียกว่าคำต่อว่าด่าทอสอนธรรมได้ ท่านถึงกับเรียกว่าอมฤตธรรมจากเทวดาเลย

ถ้าเราตั้งจิตแบบนี้บ้างก็ดีนะ เวลาใครมาต่อว่าด่าทอ ก็ให้ระลึกว่าเขากำลังแสดงธรรม เป็นอมฤตธรรมเสียด้วย ส่วนคนที่แสดงอมฤตธรรมให้เรา ต้องยกให้เป็นเทวดาเลยนะ แต่ถ้าเราตามไม่ทัน ถูกเขาด่าแล้วโกรธ ตั้งสติสักหน่อยแล้วลองพิจารณาดูว่า เราโกรธเพราะอะไร ก็อาจจะเห็นสัจธรรมที่ลึกลงไปอีกว่า เราโกรธเพราะยึดมั่นหวงแหนในภาพลักษณ์หน้าตา นี่คืออุปาทาน ถ้าเรามองเห็นว่าที่เราโกรธเพราะเรามีความยึดมั่นถือมั่นในหน้าตาภาพลักษณ์ ก็จะเห็นสัจธรรมอีกขั้นหนึ่ง แต่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น พอถูกด่าก็โกรธแล้วก็ตวาดใส่เลย ตั้งใจจะทำให้เขาเจ็บ  อย่างนี้เรียกว่าส่งจิตออกนอกเต็มที่  อย่างนี้ไม่เห็นสัจธรรมหรอกเพราะว่าเป็นผู้โกรธเสียแล้ว

เราสามารถเห็นสัจธรรมได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ ว่า ทุกข์เพราะความยึดมั่นถือมั่น หรือเพราะกิเลสในใจ  เมื่อถูกด่า แล้วความโกรธเกิดขึ้น  ถ้ามีสติทัน แทนที่จะเป็นผู้โกรธ ก็เห็นความโกรธ  ใจก็จะไม่ทุกข์ จากนั้นก็ลองสาวหาต่อไปว่าโกรธเพราะอะไร  ทุกข์เพราะอะไร ไม่ใช่เพราะเขาว่าเรา แต่เพราะเรายึดมั่นถือมั่นในตัวตนต่างหาก รู้สึกว่าตัวกูถูกด่า รู้สึกเสียหน้าเสียภาพลักษณ์  ถ้าเห็นอย่างนี้ก็เท่ากับว่ามันแสดงสัจธรรมให้เราเห็นแล้ว  อะไรเกิดขึ้นกับเราถ้าเรามองดี ๆ มองให้ถูก มองให้เป็น มันสอนธรรมเราได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดต่อหน้าเรา หรือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของเราก็ตาม

สมัยพุทธกาลมีหลายท่านที่บรรลุธรรม เพราะเห็นสิ่งที่ไม่คิดว่าจะทำให้เห็นธรรมขึ้นมาได้ เช่นพระลกุณฏกภัททิยะ ท่านเป็นพระตัวเล็ก ๆ  หลายคนนึกว่าท่านเป็นเณร  วันหนึ่งท่านกำลังเดินบนถนนก็มีรถม้าแล่นผ่าน คนที่นั่งอยู่ในรถม้าเป็นหญิงคณิกา พอเห็นท่าน รู้สึกว่าท่านน่ารักก็ยิ้มให้จนเห็นฟันขาว ท่านลกุณฏกภัททิยะเห็นแล้วแทนที่จะเกิดราคะ ท่านกลับเห็นว่านี่คือบ่วงแห่งมาร นี่คือสิ่งที่ล่อให้คนหลงติดในกาม  ทำให้เห็นถึงโทษของรูปอย่างชัดเจน   ปัญญาจึงลุกโพลง ปรากฏว่าท่านบรรลุธรรมเป็นอนาคามีบนถนนเลย  ทั้งที่สำหรับคนทั่วไปแล้ว ภาพหญิงสาวยิ้มให้มีแต่จะกระตุ้นราคะ แต่ท่านกลับเห็นอีกแบบหนึ่ง

เรื่องของท่านลกุณฏกภัททิยะ มีเกร็ดเล่าต่อว่า  ไม่นานหลังจากนั้นท่านก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์  วันหนึ่งมีพระกลุ่มหนึ่งมาเฝ้าพระพุทธเจ้า เห็นท่านลกุณฏกภัททิยะเดินสวนออกไป  ขณะที่พระเหล่านั้นเข้าเฝ้า พระพุทธองค์ตรัสว่า พวกท่านรู้ไหม พระที่เดินสวนออกไปไหมเมื่อสักครู่  ได้ฆ่าแม่ฆ่าพ่อแล้ว พ้นทุกข์ ถึงนิพพาน พระกลุ่มนี้ก็เกิดความสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร  พระองค์จึงตรัสอธิบายว่า ฆ่าแม่ฆ่าพ่อ ก็คือฆ่าตัณหาและอัสมิมานะนั่นเอง  ที่พระองค์ตรัสเช่นนี้ก็เพราะ ตัณหาและอัสมิมานะทำให้เกิดภพชาติ คือการเกิดทางจิต  เปรียบได้แก่แม่และพ่อที่ทำให้ลูกเกิดมา

กลับมาเรื่องการเห็นสัจธรรมจากทุกสิ่ง  มีอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ คือ พระติสสะ ขณะที่ท่านกำลังเดินอยู่บนถนนก็ได้ยินเสียงนางทาสีกำลังร้องเพลงเกี่ยวกับความไม่เที่ยงของชีวิต ท่านฟังแล้วพิจารณาตาม ก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์เลย ท่านบรรลุธรรมเพราะได้ยินเสียงเพลงของนางทาสี  ไม่ใช่เพราะฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า  เรื่องเหล่านี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า อะไรก็ตามที่เราได้ยิน ได้รับรู้ ไม่ว่าจะเป็นรูปที่เห็นทางตา เสียงที่ได้ยินทางหู ไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบก็สามารถแสดงสัจธรรมให้เราเห็นได้

ขณะเดียวกันสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเรา เช่นความโกรธหรือนิวรณ์  ขอแต่เราอย่าเข้าไปเป็นมันก็แล้วกัน ไม่ว่าจะเป็นความง่วง ความโกรธ ความเบื่อหน่าย เมื่อไรก็ตามที่เราเห็นมัน เริ่มจากเห็นว่ามันเกิดขึ้น คือเห็นด้วยสติ ต่อมาเมื่อมีสติเห็นมันเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็จะเห็นธรรมชาติหรือลักษณะของมัน คือ เห็นว่ามันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เห็นว่ามันมีเหตุจึงเกิด  เมื่อเหตุดับ มันก็ดับไปด้วย ตรงนี้ถ้าเห็นบ่อย ๆ ก็จะรู้ว่ามันเป็นทุกข์ ทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก  แล้วก็เห็นต่อไปว่า มันไม่มีตัวตนของมันเอง ต้องอาศัยสิ่งอื่นถึงจะเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านั้น มันก็เกิดไม่ได้  และถ้าสิ่งนั้นดับ มันก็เสื่อมสลายไป นั่นแสดงว่ามันไม่มีตัวตนของมันเอง คือเป็นอนัตตา

หลวงพ่อคำเขียนเน้นบ่อยว่า อะไรเกิดขึ้นกับเราก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความทุกข์ มันล้วนแล้วแต่สอนธรรมให้กับเราได้ทั้งสิ้น ท่านพูดไว้ตอนหนึ่งว่า "เมื่อความโกรธเกิดขึ้น มันก็สอนธรรมให้แก่เราได้ แต่ถ้าเป็นผู้โกรธแล้ว ก็ไม่สามารถเห็นธรรมจากมันได้เลย" หมายความว่าเราอย่าไปหัวเสีย หงุดหงิด รำคาญใจ เวลามีอารมณ์อกุศลเกิดขึ้น นักปฏิบัติธรรมหลายคนเวลาภาวนาก็อยากให้ใจสงบ พอความฟุ้งซ่าน ความหงุดหงิด ความง่วงเกิดขึ้น ก็ไม่พอใจ อย่างนี้เรียกว่าพลาดโอกาสที่จะได้เห็นสัจธรรมจากสิ่งเหล่านี้ สำหรับนักภาวนาที่บำเพ็ญวิปัสสนา กุศลหรืออกุศลล้วนมีค่าเสมอกัน คือสอนสัจธรรมอย่างเดียวกัน นั่นคือ สอนเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเหมือนกัน แต่ถ้าเน้นสมถะ อยากได้ความสงบก็จะชอบฝ่ายกุศล ไม่ชอบฝ่ายอกุศล ถ้ามีปีติ เอา มีปัสสัทธิ เอา แต่ถ้ามีนิวรณ์ ไม่เอา

ใจที่ไม่เป็นกลางต่อสภาวธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้น ทำให้เราพลาดโอกาสที่จะเห็นสัจธรรมจากสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งภายนอก คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และภายในคือ นิวรณ์หรือว่าอกุศลธรรมต่าง ๆ  รวมไปถึงเวทนา ทุกขเวทนา ความปวดความเมื่อย อย่าไปมองว่ามันเป็นศัตรู มันสามารถแสดงสัจธรรม สอนเราได้มากมาย ไม่ใช่แค่สอนให้มีความอดทน ทำให้จิตใจเราเข้มแข็งเท่านั้น แต่ยังสามารถเผยสัจธรรมให้เราเห็นด้วย 

เพราะฉะนั้นนักภาวนาต้องพร้อมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจากภายนอกหรือภายใน แดดร้อนอากาศหนาว ยุงเยอะ ก็ไม่รังเกียจไม่ผลักไส ถือว่ามันเป็นการบ้านที่มาฝึกเรา เป็นโอกาสที่จะฝึกสติให้เกิดมีขึ้น



รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved